นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน พุธ 26 มิ.ย. 2019 9:15 am

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 19 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ 09 ก.ย. 2009 8:56 pm 
ออฟไลน์
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 14 ก.ย. 2008 6:00 am
โพสต์: 6586
บทสวดมนต์หลายบทนั้นมีอานุภาพในตัวเองมากมายมหาศาล แต่ต้องขึ้นอยู่กับ "ผู้สวด" ด้วย มีหลายท่านได้ยินได้ฟังมาว่า คนนั้นคนนี้สวดมนต์บทนั้นบทนี้แล้วจะได้รับสิ่งที่ดี ๆ อย่างนั้นอย่างนี้ จึงมีผู้เลือกเอาบทสวดมนต์ต่าง ๆ มาบอกเล่ากันว่าควรสวดบทไหน

ขอเรียนให้ท่านทราบด้วยความจริงว่า การที่สวดมนต์ตามบทสวดมนต์ต่าง ๆ แล้วได้สมหวังตามความปรารถนา หรือสวดแล้วได้โชคลาภต่าง ๆ นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับ "บทสวดมนต์" แต่เพียงอย่างเดียว มีองค์ประกอบอย่างอื่นด้วย

องค์ประกอบของการได้ทุกอย่างตามที่ปรารถนานั้น มีส่วนสำคัญอยู่ 3 ส่วน

1. กรรม

2. ตัวเราเอง

3. ผู้ช่วยหรือสิ่งต่าง ๆ ช่วย


1. กรรม มีอัตราส่วน 50 %

ถ้าคนเราไม่มีส่วนของการกระทำที่ได้เคยทำไว้ในอดีตมาเป็นพื้นฐานแล้วไม่มีทางที่จะดีขึ้นมาได้ เปรียบเทียบว่ากรรมดีที่เราทำนั้นเป็นกำลังพื้นฐานที่รองรับเรื่องราวต่าง ๆ

2. ตัวเราเอง มีอัตราส่วน 25 %

ถ้าเราเองไม่ทำตัวให้ดีเพื่อรองรับหรือรอรับสิ่งที่ดี ๆ แล้ว ก็ไม่มีทางที่จะได้ดีขึ้นมาได้

3. ผู้ช่วยหรือสิ่งที่มาช่วย มีอัตราส่วน 25 %

ผู้ช่วยในที่นี้รวมถึงทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นครูบาอาจารย์ ผู้ที่มีจิตดีจิตบริสุทธิ์ พรหม เทพเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ บทสวดมนต์ พระคาถา เครื่องราง ของขลัง วัตถุมงคล ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้เป็น "อุปกรณ์" เสริมที่มีความจำเป็นเพื่อให้สิ่งที่เราต้องการ สิ่งที่เราปรารถนา สมตามความต้องการนี่เป็นการเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นชัด ๆ

……………………………………………………………….


สมมติว่า ถ้าเป็นการสอบ ต้องการคะแนน 50 เพื่อ "ผ่าน" ลองคิดดูง่าย ๆ ว่า ถ้าเราจัดอัตราส่วนแล้วเราต้องใช้ส่วนไหนมากที่สุด ถ้าใช้ส่วนที่มากที่สุดก็คือส่วนที่เป็น "กรรม" เรามีอัตราส่วนถึง 50 %

ถ้าเราเคยทำกรรมดีไว้พอสมควร คือทำกรรมดีไว้เต็มเปี่ยมได้ครบ 50 % เราก็ไม่จำเป็นต้องไปหาคะแนนมาจากไหนมาเพิ่ม เพราะได้ครบ 50 % แล้ว เคยสังเกตหรือไม่ว่าคนบางคนแค่เพียง "นึก" ก็ได้สมตามความปรารถนาแล้ว ไม่จำเป็นต้อง "ร้องขอ" จากสิ่งใด ๆ อีกก็ได้ทุกอย่างตามที่ปรารถนานั่นก็แสดงว่าบุคคลนั้นได้กระทำ "กรรม" ที่ดี ๆ มาอย่างเต็มเปี่ยมแล้วในอดีต

แต่ถ้าท่านยังทำความดีไม่เพียงพอ กระพร่องกระแพร่ง หรือขาดตกไปบ้าง สมมติว่ามี "กรรมดี" ได้คะแนนเพียง 30 % จำเป็นที่จะต้องหาคะแนนจากที่อื่นมาเพิ่มให้ครบ 50 คะแนนจะไปเอาจากไหน ก็จากที่เหลือ 2 ส่วนที่เหลือคือจากตัวเราเองและผู้ช่วยเหลือหรือสิ่งช่วยเหลือ การที่จะไปหาให้ครบ 50 คะแนนนั้น ถ้าเอามาจากตัวเองน่าจะง่ายกว่าไปหาจากคนอื่น เพราะการที่ทำเองก็จะได้เอง และได้มากกว่าคนอื่นมาทำให้

แต่ถ้าถามว่าเราทำเองนั้นทำดีได้แค่ไหน จริงใจกับการทำความดีได้แค่ไหน หรือทำไปแล้วผลที่ได้จะเพียงพอกับคะแนนที่ต้องการหรือไม่

สมมติว่าทำได้อีก 10 คะแนน (จาก 25 คะแนน) เราก็ได้เพิ่มแล้วเป็น 40 คะแนน ยังขาดอยู่ 10 คะแนน เราก็ต้องอาศัยผู้ช่วยเหลือหรือสิ่งช่วยเหลือ เช่น ครูบาอาจารย์ ผู้ที่มี จิตดี จิตบริสุทธิ์ เทพเทวดา พรหม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ บทสวดมนต์ พระคาถา เครื่องรางของขลัง วัตถุมงคล ฯลฯ เหล่านี้ก็สามารถช่วยท่านได้อีก 10 คะแนน รวมแล้วครบ 50 คะแนน ถือว่า "ผ่าน"

นี่เป็นเพียงการเปรียบเทียบและแสดงให้เห็นว่าทุกส่วนต้องมีการเกื้อหนุนและประกอบกัน ถ้าแค่ผ่าน ก็ใช้เพียง 50 % หรือ 50 คะแนน แต่ถ้าจะให้ "เยี่ยม" ต้องใช้คะแนนมาก ๆ บางคนทำคะแนนได้มากถึง 90 หรือเกือบร้อย เช่น ทำแต่กรรมดีมาตั้งแต่อดีต เป็นคนที่ทำตัวเองดีและได้ผู้ช่วยเหลือดี เลยทำให้ได้ดีมากยิ่งขึ้น จำเอาไว้ว่ากรรม 50 ตัวเอง 25 ผู้ช่วยเหลือ 25 ไปจัดสัดส่วนเอาเอง

ถ้าจะมานั่งรอแต่ให้คนอื่นช่วย (25 คะแนน ซึ่งความเป็นจริงใครหรืออะไรจะมาช่วยได้ครบ 25 คะแนน) แล้วไม่ทำตัวเองให้ดี ๆ ไม่ทำกรรมดีมาแต่ก่อนจะไปได้สิ่งที่ตัวเองต้องการหรือจะได้รับสิ่งที่ดี ๆ ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นความเป็นจริงตัวเราเองเป็นส่วนสำคัญ มีคะแนนถึง 75 % หรือ 75 คะแนนจากการกระทำดีของเราที่ได้เคยทำไว้ ซึ่งก็คือ "กรรม" 50 ตัวเราเองทำดีด้วย 25 ถ้าทำได้แค่นี้ 75 คะแนนแล้ว ผ่านได้อย่างสบาย ๆ จะมานั่งรอผู้ช่วยเหลือหรือสิ่งช่วยเหลือทำไม แค่เพียง 25 คะแนนเอง เมื่อรู้อย่างนี้แล้วทำไมไม่ฝึกตัวเองก่อนให้ตัวเองมี "ดี" พอก่อน ก่อนที่จะไปหา "ดี" จากที่อื่น

บทสวดมนต์ก็เช่นกัน จัดอยู่ในข้อที่ 3 คือผู้ช่วยเหลือหรือสิ่งช่วยเหลือ อย่าลืมว่าเป็นเพียง "ส่วนประกอบเท่านั้น" คนที่ไม่มี "กรรม" ดีมาก่อน ไม่ได้ทำตัวให้เป็นคนดีก่อน ไม่ทำบุญทำกุศลมาก่อน ให้สวดพระคาถาชินบัญชร 100 จบ 1000 จบก็ไม่ได้อย่างที่ตัวเองต้องการหรือเรียกง่าย ๆ ว่าอาจจะไม่ได้ดีตามที่หวัง

แต่การสวดมนต์ก็ได้ "กุศล" แล้ว แต่ได้อย่างมากที่สุดก็ไม่เกิน 25 คะแนน รู้อย่างนี้แล้วจะมามัวมานั่งทำอย่างใดอย่างหนึ่งทำไมกันทำทั้ง 3 ส่วนให้สมดุลกันไม่ดีกว่าหรือ ?

ทั้งทำ "กรรม" ดี ทำตัวเองให้ดี (รวมถึงการทำบุญกุศล ปฏิบัติภาวนา ฯลฯ) และหาผู้ช่วยเหลือ สิ่งช่วยเหลือที่ดีแล้วสิ่งที่คุณต้องการ...ก็จะไม่ไกลเกินความจริง

การสวดมนต์เพื่อให้ได้อานิสงส์สูงสุด

1.อย่าสักแต่ว่าสวดเป็นนกแก้วนกขุนทอง

คือท่อง ๆ บ่อย ๆ ไปตามอักขระที่อ่านหรือนึกได้ ข้อนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องให้รู้ความหมายด้วย ไม่จำเป็นขนาดนั้น เพราะการรู้ความหมายเป็นเพียงส่วนเสริมเท่านั้น(แต่ถ้ารู้ความหมายด้วยก็เป็นเรื่องดี)จะรู้ความหมายหรือไม่รู้ความหมายก็ไม่สำคัญเท่ากับการสวดมนต์อย่างมีสมาธิ

2.ต้องสวดมนต์อย่างมีสมาธิ

หมายความว่า เวลาที่จะสวดมนต์นั้นต้องรู้ก่อนว่าสวดมนต์บทไหน(จะรู้ความหมายหรือไม่รู้ก็ได้) แต่เวลาที่สวดมนต์นั้นให้รู้ว่าอักขระหรือตัวหนังสือที่เรากำลังจะท่องนั้นคือตัวอะไร ฟังดูอาจจะเข้าใจยาก เอาอย่างนี้ เวลาที่จะสวดมนต์ เช่น นะโม ตัสสะ ฯลฯ ก็ต้องรู้ว่าตอนนี้ กำลังสวดคำว่า นะ คำว่า โม คำว่า ตัส คำว่า สะ คือให้รู้ตัวทุกตัวอักขระว่ากำลังสวดคำไหน ทำได้มั้ยครับ ถ้าทำได้..คือรู้ตัวว่าสวดอักขระตัวไหน เราก็จะมีสติใจจดจ่อกับคำสวดตามอักขระ เมื่อมีสติเราก็จะมีสมาธิ การมีสติและมีสมาธิในเวลาสวดมนต์นั้น จะได้รับ "พลังงาน" ที่ดี ทำให้ได้ แล้วจะได้รู้ว่าสวดมนต์เวลาที่มีสติและสมาธิ จะ "ดีกว่า" สวดมนต์แบบนกแก้วนกขุนทองอย่างมากมายมหาศาล

..........................................................................................


สวดมนต์ถูกวิธีทำอย่างไร...

"เอาตำรามาดูกันก็ไม่ได้ผล แต่ดูตำราเพื่อให้ถูกวรรคตอนและให้คล่องปากแล้วจะได้คล่องใจ เป็นสมาธิ"

การวางจิต

เมื่อสวดมนต์ได้ถูกวรรคตอนเป็นสมาธิดีแล้วก็วางจิตให้ถูกต้อง

สวดมนต์เป็นนิจ อธิษฐานจิตเป็นประจำ (ลิ้นปี่)
อโหสิกรรมเสียก่อนและเราก็แผ่เมตตา (ลิ้นปี่)
มีเมตตาดีแล้วได้กุศลแล้ว เราก็อุทิศเลย (อุณาโลม)

"แผ่ส่วนกุศลทำอย่างไร อุทิศตรงไหน ทำตรงไหนและวางจิตไว้ตรงไหนถึงจะได้ อย่าลืมนะ ที่ลิ้นปี่ หายใจยาว ๆ สำรวม เวลาสวดมนต์นั้นน่ะได้บุญแล้ว ไม่ต้องเอาสตางค์ไปถวายองค์โน้นองค์นี้หรอก แล้วสำรวมจิต ส่งกระแสจิตที่หน้าผาก อุทิศส่วนกุศล..."

สวดมนต์เป็นนิจ (ลิ้นปี่)

"ลิ้นปี่ จะอยู่ครึ่งทางระหว่างจมูกถึงสะดือ"

".....อธิษฐานจิตหมายความว่า ตั้งสติสัมปัชชัญญะไว้ที่ลิ้นปี่ สำรวมกาย วาจา จิตให้ตั้งมั่นแล้วจึงขอแผ่เมตตาไว้ในใจ สักครู่หนึ่งแล้วก็อุทิศให้มารดา บิดาของเราว่าเราได้บำเพ็ญกุศล ท่านจะได้บุญได้กุศลแน่ ๆ เดี๋ยวนี้ด้วย ผมเรียนถวายนะ มิฉะนั้นผมจะอุทิศไปยุโรปได้อย่างไร...."


อธิษฐานจิตเป็นประจำ (ลิ้นปี่)

"แผ่เมตตากับอุทิศมันต่างกัน ทำใจให้เป็นเมตตาบริสุทธิ์ก่อน ไม่อิจฉา ริษยา ไม่ผูกพยาบาทใครไว้ในใจ ทำใจให้แจ่มใส ทำใจให้สบาย คือเมตตาแล้วเราจะอุทิศให้ใครก็บอกไป มันจะมีพลังสูง สามารถจะอุทิศให้ คุณพ่อคุณแม่ของเรากำลังป่วยไข้ให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บได้ เช่น วีโก้ บรูน ชาวนอร์เวย์ที่เคยมาบวชที่วัดนี้เป็นต้น..."

อโหสิกรรมก่อนแล้วค่อยแผ่เมตตา

"หายใจยาว ๆ ตั้งกัลยาณจิตไว้ที่ลิ้นปี่ ไม่ใช่พูดส่งเดช จำนะ ที่ลิ้นปี่ เป็นการแผ่เมตตา จะอุทิศก็ยกจากลิ้นปี่สู่หน้าผาก เรียกว่า อุณาโลมา ปจชยาเต..."

แผ่เมตตา (ลิ้นปี่) อุทิศส่วนกุศล (อุณาโลม)

---------------------------------------------------------------------
จากหนังสือกฏแห่งกรรมเล่ม ๖ เรื่องการอุทิศส่วนกุศล โดย พระธรรมสิงหบุราจารย์ (จรัญ ฐิตธัมโม)
วัดอัมพวัน ต.บ้านแป้ง อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี



................................................................................................
ขอบคุณบทความดี ๆ จากคุณนคร ศิลปศาสตร์

_________________
ถ้าเราไม่อยากได้อะไรจากใคร ก็จะไม่มีอะไรให้หมางใจกัน


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ 09 ก.ย. 2009 10:25 pm 
ออฟไลน์
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 13 ต.ค. 2008 8:03 pm
โพสต์: 288
ขอบคุณพี่ต่อมากเลยคับ


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ 09 ก.ย. 2009 11:08 pm 
ออฟไลน์
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 14 ก.ย. 2008 6:00 am
โพสต์: 6586
ด้วยความยินดีครับ :P

_________________
ถ้าเราไม่อยากได้อะไรจากใคร ก็จะไม่มีอะไรให้หมางใจกัน


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ 09 ก.ย. 2009 11:36 pm 
ออฟไลน์
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 14 ก.ย. 2008 11:16 pm
โพสต์: 1786
ขอบพระคุณครับ เป็นความรู้ใหม่จริงๆ :D


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. 10 ก.ย. 2009 9:55 am 
ออฟไลน์
Administrator
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 08 ก.ย. 2008 11:37 am
โพสต์: 6393
ขอบพระคุณคร้าาบ

_________________
089 969 9445 @ anytime
line ID navaraht


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. 10 ก.ย. 2009 11:53 am 
ออฟไลน์
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 22 มิ.ย. 2009 10:19 am
โพสต์: 536
ขอบพระคุณมากครับ จะนำไปปฏิบัติตามครับ

_________________
085-8433717
https://www.facebook.com/BuMEvE


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: ศุกร์ 11 ก.ย. 2009 1:45 pm 
ออฟไลน์
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 06 เม.ย. 2009 11:35 am
โพสต์: 1037
เยี่ยมครับ ได้ความรู้อีกแล้ว เดี๋ยวจะไปดูลิ้นปี่เสียหน่อย หลังจากเลิกเล่นมโนราห์ก็ไม่ค่อยได้สังเกตุลิ้นปี่เท่าไหร่ ไม่รู้ยังเป่าได้รึเปล่า ...เฮ้อ.... :D

_________________
นะโม โพธิสัตโต จะพรหมรังสิโย ฐิตคุโณ ฐานะวีโร สิทธัง
http://www.web-pra.com/Shop.mvc/rachundum


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: ศุกร์ 11 ก.ย. 2009 2:17 pm 
ออฟไลน์
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 14 ก.ย. 2008 10:40 am
โพสต์: 369
:ilu: อ่านจบแล้ว ผมขอคะแนน 25% หลัง จากพี่รณธรรมได้ไหมครับ กลัวสอบไม่ผ่านครับ :shhy:


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: ศุกร์ 11 ก.ย. 2009 2:49 pm 
ออฟไลน์
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 14 ก.ย. 2008 6:00 am
โพสต์: 6586
ราชันย์ดำ เขียน:
เยี่ยมครับ ได้ความรู้อีกแล้ว เดี๋ยวจะไปดูลิ้นปี่เสียหน่อย หลังจากเลิกเล่นมโนราห์ก็ไม่ค่อยได้สังเกตุลิ้นปี่เท่าไหร่ ไม่รู้ยังเป่าได้รึเปล่า ...เฮ้อ.... :D



เป่าปี่อย่างเดียวมันจะไปมันส์อะไร้ !

เอาแดนเซ่อร์ด้วยสิครับ....แบบเนี้ย...


.jpg


_________________
ถ้าเราไม่อยากได้อะไรจากใคร ก็จะไม่มีอะไรให้หมางใจกัน


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: ศุกร์ 11 ก.ย. 2009 2:51 pm 
ออฟไลน์
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 14 ก.ย. 2008 6:00 am
โพสต์: 6586
becknui เขียน:
:ilu: อ่านจบแล้ว ผมขอคะแนน 25% หลัง จากพี่รณธรรมได้ไหมครับ กลัวสอบไม่ผ่านครับ :shhy:



ได้คับ พอดีกำลังจะออกเหรียญรูปเหมือนรุ่นแรกอยู่เลย จองเนื้อไรดีกั๊บ :lol: :lol: :lol:

_________________
ถ้าเราไม่อยากได้อะไรจากใคร ก็จะไม่มีอะไรให้หมางใจกัน


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: ศุกร์ 11 ก.ย. 2009 3:22 pm 
ออฟไลน์
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 14 ก.ย. 2008 10:40 am
โพสต์: 369
:rbb: ได้เลยครับ จองด้วย เพราะรุ่นนี้สงสัยจะมีอานุภาพทางด้านความเหนียว อยู่คง(ทน) เป็นพิเศษ :vvhpy:


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: ศุกร์ 11 ก.ย. 2009 3:36 pm 
ออฟไลน์
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 14 ก.ย. 2008 6:00 am
โพสต์: 6586
:agy:

_________________
ถ้าเราไม่อยากได้อะไรจากใคร ก็จะไม่มีอะไรให้หมางใจกัน


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: ศุกร์ 11 ก.ย. 2009 6:18 pm 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 09 ก.ค. 2009 12:08 am
โพสต์: 116
ขอบคุณครับ :)


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: ศุกร์ 11 ก.ย. 2009 8:31 pm 
ออฟไลน์
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 14 ก.ย. 2008 6:00 am
โพสต์: 6586
ขอบคุณเช่นกันครับ :P

_________________
ถ้าเราไม่อยากได้อะไรจากใคร ก็จะไม่มีอะไรให้หมางใจกัน


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: ศุกร์ 11 ก.ย. 2009 10:44 pm 
ออฟไลน์
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 10 ธ.ค. 2008 11:36 pm
โพสต์: 1173
อันนี้โดนโดยตรงเลยครับโดยเฉพาะวิธีสวดมนต์เพื่อให้ได้อานิสงส์สูงสุด
onion17.gif


ช่่วงนี้สวดมนต์ทีไรปากก้อสวดไปแต่ใจก้อไปคิดถึงเรื่องอื่นไม่ค่อยมีสมาธิอยู่กับการสวด :roll: ต้องคอยดึงสติให้กลับมาอยู่เสมอ :(

ขอบพระคุณมากมายสำหรับบทความอันเป็นประโยชน์ยิ่ง :P
thanks.gif


_________________
หนอนในอาจมย่อมสกปรก เมื่อกลายเป็นจั๊กจั่นก็ดื่มน้ำค้าง เมื่อกลายเป็นหิ่งห้อยก็เรืองโรจน์ใต้เเสงจันทร์
พึงรู้ว่าสะอาดเกิดจากสกปรก สว่างเกิดจากมืดมน


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: เสาร์ 12 ก.ย. 2009 1:25 pm 
ออฟไลน์
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 14 ก.ย. 2008 6:00 am
โพสต์: 6586
ด้วยความยินดีครับคุณพี่อาร์ตี้


แต่สวดแล้วอย่าลืมแผ่เมตตามาให้บ้างเน้อ :lol: :lol: :lol:


(เอาแบบเบ่งแรง ๆ น่ะ ไม่งั้นมาไม่ถึง ตกอยู่หน้าบ้านพี่อาร์ตี้หมด)

_________________
ถ้าเราไม่อยากได้อะไรจากใคร ก็จะไม่มีอะไรให้หมางใจกัน


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: อาทิตย์ 13 ก.ย. 2009 6:42 pm 
ออฟไลน์
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 14 ก.ย. 2008 9:48 am
โพสต์: 937
มิมีสิ่งใดต้องสงสัย จริงแท้แน่นอน :lcky:

_________________
อันความสุขทางใจนั้นหายาก คนส่วนมากไม่ชอบแสวงหา
หวังแต่สุขเพื่อสนุกเพียงหูตา มันจึงพาชักจูงให้ยุ่งใจ


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ 15 ธ.ค. 2010 3:11 pm 
ออฟไลน์
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10 ธ.ค. 2010 10:01 am
โพสต์: 21
รณธรรม ธาราพันธุ์ เขียน:
บทสวดมนต์หลายบทนั้นมีอานุภาพในตัวเองมากมายมหาศาล แต่ต้องขึ้นอยู่กับ "ผู้สวด" ด้วย มีหลายท่านได้ยินได้ฟังมาว่า คนนั้นคนนี้สวดมนต์บทนั้นบทนี้แล้วจะได้รับสิ่งที่ดี ๆ อย่างนั้นอย่างนี้ จึงมีผู้เลือกเอาบทสวดมนต์ต่าง ๆ มาบอกเล่ากันว่าควรสวดบทไหน

ขอเรียนให้ท่านทราบด้วยความจริงว่า การที่สวดมนต์ตามบทสวดมนต์ต่าง ๆ แล้วได้สมหวังตามความปรารถนา หรือสวดแล้วได้โชคลาภต่าง ๆ นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับ "บทสวดมนต์" แต่เพียงอย่างเดียว มีองค์ประกอบอย่างอื่นด้วย

องค์ประกอบของการได้ทุกอย่างตามที่ปรารถนานั้น มีส่วนสำคัญอยู่ 3 ส่วน

1. กรรม

2. ตัวเราเอง

3. ผู้ช่วยหรือสิ่งต่าง ๆ ช่วย


1. กรรม มีอัตราส่วน 50 %

ถ้าคนเราไม่มีส่วนของการกระทำที่ได้เคยทำไว้ในอดีตมาเป็นพื้นฐานแล้วไม่มีทางที่จะดีขึ้นมาได้ เปรียบเทียบว่ากรรมดีที่เราทำนั้นเป็นกำลังพื้นฐานที่รองรับเรื่องราวต่าง ๆ

2. ตัวเราเอง มีอัตราส่วน 25 %

ถ้าเราเองไม่ทำตัวให้ดีเพื่อรองรับหรือรอรับสิ่งที่ดี ๆ แล้ว ก็ไม่มีทางที่จะได้ดีขึ้นมาได้

3. ผู้ช่วยหรือสิ่งที่มาช่วย มีอัตราส่วน 25 %

ผู้ช่วยในที่นี้รวมถึงทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นครูบาอาจารย์ ผู้ที่มีจิตดีจิตบริสุทธิ์ พรหม เทพเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ บทสวดมนต์ พระคาถา เครื่องราง ของขลัง วัตถุมงคล ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้เป็น "อุปกรณ์" เสริมที่มีความจำเป็นเพื่อให้สิ่งที่เราต้องการ สิ่งที่เราปรารถนา สมตามความต้องการนี่เป็นการเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นชัด ๆ

……………………………………………………………….


สมมติว่า ถ้าเป็นการสอบ ต้องการคะแนน 50 เพื่อ "ผ่าน" ลองคิดดูง่าย ๆ ว่า ถ้าเราจัดอัตราส่วนแล้วเราต้องใช้ส่วนไหนมากที่สุด ถ้าใช้ส่วนที่มากที่สุดก็คือส่วนที่เป็น "กรรม" เรามีอัตราส่วนถึง 50 %

ถ้าเราเคยทำกรรมดีไว้พอสมควร คือทำกรรมดีไว้เต็มเปี่ยมได้ครบ 50 % เราก็ไม่จำเป็นต้องไปหาคะแนนมาจากไหนมาเพิ่ม เพราะได้ครบ 50 % แล้ว เคยสังเกตหรือไม่ว่าคนบางคนแค่เพียง "นึก" ก็ได้สมตามความปรารถนาแล้ว ไม่จำเป็นต้อง "ร้องขอ" จากสิ่งใด ๆ อีกก็ได้ทุกอย่างตามที่ปรารถนานั่นก็แสดงว่าบุคคลนั้นได้กระทำ "กรรม" ที่ดี ๆ มาอย่างเต็มเปี่ยมแล้วในอดีต

แต่ถ้าท่านยังทำความดีไม่เพียงพอ กระพร่องกระแพร่ง หรือขาดตกไปบ้าง สมมติว่ามี "กรรมดี" ได้คะแนนเพียง 30 % จำเป็นที่จะต้องหาคะแนนจากที่อื่นมาเพิ่มให้ครบ 50 คะแนนจะไปเอาจากไหน ก็จากที่เหลือ 2 ส่วนที่เหลือคือจากตัวเราเองและผู้ช่วยเหลือหรือสิ่งช่วยเหลือ การที่จะไปหาให้ครบ 50 คะแนนนั้น ถ้าเอามาจากตัวเองน่าจะง่ายกว่าไปหาจากคนอื่น เพราะการที่ทำเองก็จะได้เอง และได้มากกว่าคนอื่นมาทำให้

แต่ถ้าถามว่าเราทำเองนั้นทำดีได้แค่ไหน จริงใจกับการทำความดีได้แค่ไหน หรือทำไปแล้วผลที่ได้จะเพียงพอกับคะแนนที่ต้องการหรือไม่

สมมติว่าทำได้อีก 10 คะแนน (จาก 25 คะแนน) เราก็ได้เพิ่มแล้วเป็น 40 คะแนน ยังขาดอยู่ 10 คะแนน เราก็ต้องอาศัยผู้ช่วยเหลือหรือสิ่งช่วยเหลือ เช่น ครูบาอาจารย์ ผู้ที่มี จิตดี จิตบริสุทธิ์ เทพเทวดา พรหม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ บทสวดมนต์ พระคาถา เครื่องรางของขลัง วัตถุมงคล ฯลฯ เหล่านี้ก็สามารถช่วยท่านได้อีก 10 คะแนน รวมแล้วครบ 50 คะแนน ถือว่า "ผ่าน"

นี่เป็นเพียงการเปรียบเทียบและแสดงให้เห็นว่าทุกส่วนต้องมีการเกื้อหนุนและประกอบกัน ถ้าแค่ผ่าน ก็ใช้เพียง 50 % หรือ 50 คะแนน แต่ถ้าจะให้ "เยี่ยม" ต้องใช้คะแนนมาก ๆ บางคนทำคะแนนได้มากถึง 90 หรือเกือบร้อย เช่น ทำแต่กรรมดีมาตั้งแต่อดีต เป็นคนที่ทำตัวเองดีและได้ผู้ช่วยเหลือดี เลยทำให้ได้ดีมากยิ่งขึ้น จำเอาไว้ว่ากรรม 50 ตัวเอง 25 ผู้ช่วยเหลือ 25 ไปจัดสัดส่วนเอาเอง

ถ้าจะมานั่งรอแต่ให้คนอื่นช่วย (25 คะแนน ซึ่งความเป็นจริงใครหรืออะไรจะมาช่วยได้ครบ 25 คะแนน) แล้วไม่ทำตัวเองให้ดี ๆ ไม่ทำกรรมดีมาแต่ก่อนจะไปได้สิ่งที่ตัวเองต้องการหรือจะได้รับสิ่งที่ดี ๆ ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นความเป็นจริงตัวเราเองเป็นส่วนสำคัญ มีคะแนนถึง 75 % หรือ 75 คะแนนจากการกระทำดีของเราที่ได้เคยทำไว้ ซึ่งก็คือ "กรรม" 50 ตัวเราเองทำดีด้วย 25 ถ้าทำได้แค่นี้ 75 คะแนนแล้ว ผ่านได้อย่างสบาย ๆ จะมานั่งรอผู้ช่วยเหลือหรือสิ่งช่วยเหลือทำไม แค่เพียง 25 คะแนนเอง เมื่อรู้อย่างนี้แล้วทำไมไม่ฝึกตัวเองก่อนให้ตัวเองมี "ดี" พอก่อน ก่อนที่จะไปหา "ดี" จากที่อื่น

บทสวดมนต์ก็เช่นกัน จัดอยู่ในข้อที่ 3 คือผู้ช่วยเหลือหรือสิ่งช่วยเหลือ อย่าลืมว่าเป็นเพียง "ส่วนประกอบเท่านั้น" คนที่ไม่มี "กรรม" ดีมาก่อน ไม่ได้ทำตัวให้เป็นคนดีก่อน ไม่ทำบุญทำกุศลมาก่อน ให้สวดพระคาถาชินบัญชร 100 จบ 1000 จบก็ไม่ได้อย่างที่ตัวเองต้องการหรือเรียกง่าย ๆ ว่าอาจจะไม่ได้ดีตามที่หวัง

แต่การสวดมนต์ก็ได้ "กุศล" แล้ว แต่ได้อย่างมากที่สุดก็ไม่เกิน 25 คะแนน รู้อย่างนี้แล้วจะมามัวมานั่งทำอย่างใดอย่างหนึ่งทำไมกันทำทั้ง 3 ส่วนให้สมดุลกันไม่ดีกว่าหรือ ?

ทั้งทำ "กรรม" ดี ทำตัวเองให้ดี (รวมถึงการทำบุญกุศล ปฏิบัติภาวนา ฯลฯ) และหาผู้ช่วยเหลือ สิ่งช่วยเหลือที่ดีแล้วสิ่งที่คุณต้องการ...ก็จะไม่ไกลเกินความจริง

การสวดมนต์เพื่อให้ได้อานิสงส์สูงสุด

1.อย่าสักแต่ว่าสวดเป็นนกแก้วนกขุนทอง

คือท่อง ๆ บ่อย ๆ ไปตามอักขระที่อ่านหรือนึกได้ ข้อนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องให้รู้ความหมายด้วย ไม่จำเป็นขนาดนั้น เพราะการรู้ความหมายเป็นเพียงส่วนเสริมเท่านั้น(แต่ถ้ารู้ความหมายด้วยก็เป็นเรื่องดี)จะรู้ความหมายหรือไม่รู้ความหมายก็ไม่สำคัญเท่ากับการสวดมนต์อย่างมีสมาธิ

2.ต้องสวดมนต์อย่างมีสมาธิ

หมายความว่า เวลาที่จะสวดมนต์นั้นต้องรู้ก่อนว่าสวดมนต์บทไหน(จะรู้ความหมายหรือไม่รู้ก็ได้) แต่เวลาที่สวดมนต์นั้นให้รู้ว่าอักขระหรือตัวหนังสือที่เรากำลังจะท่องนั้นคือตัวอะไร ฟังดูอาจจะเข้าใจยาก เอาอย่างนี้ เวลาที่จะสวดมนต์ เช่น นะโม ตัสสะ ฯลฯ ก็ต้องรู้ว่าตอนนี้ กำลังสวดคำว่า นะ คำว่า โม คำว่า ตัส คำว่า สะ คือให้รู้ตัวทุกตัวอักขระว่ากำลังสวดคำไหน ทำได้มั้ยครับ ถ้าทำได้..คือรู้ตัวว่าสวดอักขระตัวไหน เราก็จะมีสติใจจดจ่อกับคำสวดตามอักขระ เมื่อมีสติเราก็จะมีสมาธิ การมีสติและมีสมาธิในเวลาสวดมนต์นั้น จะได้รับ "พลังงาน" ที่ดี ทำให้ได้ แล้วจะได้รู้ว่าสวดมนต์เวลาที่มีสติและสมาธิ จะ "ดีกว่า" สวดมนต์แบบนกแก้วนกขุนทองอย่างมากมายมหาศาล

..........................................................................................


สวดมนต์ถูกวิธีทำอย่างไร...

"เอาตำรามาดูกันก็ไม่ได้ผล แต่ดูตำราเพื่อให้ถูกวรรคตอนและให้คล่องปากแล้วจะได้คล่องใจ เป็นสมาธิ"

การวางจิต

เมื่อสวดมนต์ได้ถูกวรรคตอนเป็นสมาธิดีแล้วก็วางจิตให้ถูกต้อง

สวดมนต์เป็นนิจ อธิษฐานจิตเป็นประจำ (ลิ้นปี่)
อโหสิกรรมเสียก่อนและเราก็แผ่เมตตา (ลิ้นปี่)
มีเมตตาดีแล้วได้กุศลแล้ว เราก็อุทิศเลย (อุณาโลม)

"แผ่ส่วนกุศลทำอย่างไร อุทิศตรงไหน ทำตรงไหนและวางจิตไว้ตรงไหนถึงจะได้ อย่าลืมนะ ที่ลิ้นปี่ หายใจยาว ๆ สำรวม เวลาสวดมนต์นั้นน่ะได้บุญแล้ว ไม่ต้องเอาสตางค์ไปถวายองค์โน้นองค์นี้หรอก แล้วสำรวมจิต ส่งกระแสจิตที่หน้าผาก อุทิศส่วนกุศล..."

สวดมนต์เป็นนิจ (ลิ้นปี่)

"ลิ้นปี่ จะอยู่ครึ่งทางระหว่างจมูกถึงสะดือ"

".....อธิษฐานจิตหมายความว่า ตั้งสติสัมปัชชัญญะไว้ที่ลิ้นปี่ สำรวมกาย วาจา จิตให้ตั้งมั่นแล้วจึงขอแผ่เมตตาไว้ในใจ สักครู่หนึ่งแล้วก็อุทิศให้มารดา บิดาของเราว่าเราได้บำเพ็ญกุศล ท่านจะได้บุญได้กุศลแน่ ๆ เดี๋ยวนี้ด้วย ผมเรียนถวายนะ มิฉะนั้นผมจะอุทิศไปยุโรปได้อย่างไร...."


อธิษฐานจิตเป็นประจำ (ลิ้นปี่)

"แผ่เมตตากับอุทิศมันต่างกัน ทำใจให้เป็นเมตตาบริสุทธิ์ก่อน ไม่อิจฉา ริษยา ไม่ผูกพยาบาทใครไว้ในใจ ทำใจให้แจ่มใส ทำใจให้สบาย คือเมตตาแล้วเราจะอุทิศให้ใครก็บอกไป มันจะมีพลังสูง สามารถจะอุทิศให้ คุณพ่อคุณแม่ของเรากำลังป่วยไข้ให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บได้ เช่น วีโก้ บรูน ชาวนอร์เวย์ที่เคยมาบวชที่วัดนี้เป็นต้น..."

อโหสิกรรมก่อนแล้วค่อยแผ่เมตตา

"หายใจยาว ๆ ตั้งกัลยาณจิตไว้ที่ลิ้นปี่ ไม่ใช่พูดส่งเดช จำนะ ที่ลิ้นปี่ เป็นการแผ่เมตตา จะอุทิศก็ยกจากลิ้นปี่สู่หน้าผาก เรียกว่า อุณาโลมา ปจชยาเต..."

แผ่เมตตา (ลิ้นปี่) อุทิศส่วนกุศล (อุณาโลม)

---------------------------------------------------------------------
จากหนังสือกฏแห่งกรรมเล่ม ๖ เรื่องการอุทิศส่วนกุศล โดย พระธรรมสิงหบุราจารย์ (จรัญ ฐิตธัมโม)
วัดอัมพวัน ต.บ้านแป้ง อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี



................................................................................................
ขอบคุณบทความดี ๆ จากคุณนคร ศิลปศาสตร์

ขอบคุณมากผมจะมั่นปฏิบัตินะครับ สวดมนต์ทุกวัน(สวดมนต์เป็นนิจ) :pry:


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. 16 ธ.ค. 2010 4:04 am 
ออฟไลน์
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 14 ก.ย. 2008 6:00 am
โพสต์: 6586
อนุโมทนาด้วยครับ :P

_________________
ถ้าเราไม่อยากได้อะไรจากใคร ก็จะไม่มีอะไรให้หมางใจกัน


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 19 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO