นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน อาทิตย์ 13 ก.ย. 2026 10:02 am

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: ศีล 5
โพสต์โพสต์แล้ว: อาทิตย์ 06 ก.ย. 2026 5:09 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5423
“..ศีล ๕ เหมาะสมที่สุด สำหรับฆราวาส ญาติโยม ผู้ครองเรือน ถ้างดเว้นตลอดไปไม่ได้ ก็ขอให้งดเว้นให้ได้ในวันพระวันเจ้า..”

โอวาทธรรม
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต





กิเลสของเราสามารถหาเหตุผลที่ฟังดูดี
มาสนับสนุนให้ทำผิดได้เสมอ ยิ่งเรียนสูง
ก็ยิ่งเก่งในการยกเหตุผลมาอ้าง
คนฉลาดหลายคน สามารถยกเหตุผลมา
ยืนยันให้เรื่องผิดกลายเป็นถูกเข้าจนได้
ความสามารถในการหลอกตัวเองและคนอื่น
ให้เห็นผิดเป็นถูก เป็นพรสวรรค์ที่อันตราย
เหลือเกิน จิตใจที่ยังขาดการฝึกฝนนั้นวางใจ
เต็มที่ไม่ได้ ตราบใดที่ยังขาดสติ สมาธิ
และปัญญา จิตอาจเป็นศัตรูตัวร้ายสำหรับเรา
ขอให้เราเฝ้าสังเกตจิตใจของตนเอง
และด้วยการเฝ้าสังเกตอย่างต่อเนื่องนี้เอง
เราจะเห็นได้ว่าเราเริ่มหลอกตัวเองตรงจุดไหน
ต่อเมื่อเข้าใจว่าตัณหาและอุปาทานเกิดขึ้น
ในใจได้อย่างไรแล้ว เราจึงจะสามารถป้องกัน
จิตใจไม่ให้ถูกครอบงำด้วยเหตุผลของกิเลส
และพัฒนาจิตให้เป็นที่น่าไว้ใจได้อย่างแท้จริง
...
สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร




ถ้าเราอยู่ในปราสาทที่มี ๑๐๐ ห้อง
ใช้ชีวิตอยู่ชั้นล่างแค่ไม่กี่ห้อง แล้วภาคภูมิใจ
ว่า ห้องใหญ่ หรู สวย ก็ยอมรับว่า .. สวย ดี
แต่อยู่ในระดับ .. ล่างๆ ทำไมเราไม่ขึ้น
ไปข้างบนบ้าง อากาศก็ถ่ายเทกว่า
ปลอดโปร่งกว่า อะไรๆ สวยกว่าเยอะ

คนเราภูมิใจแต่ชีวิตด้านนอก ภูมิใจในความ
สำเร็จของอาชีพ ความสำเร็จในสายตา
ของคนอื่น แต่ชีวิตเรายังไม่มีแก่นสารสาระ
อะไร ยังไม่สามารถเป็นที่พึ่งที่ให้ความสุข
ที่แท้จริงแก่เราได้ พระพุทธองค์จึงตรัสไว้ว่า ..
คนเรามีจิตฟุ้งซ่าน วุ่นวาย ก็คิดอย่างหนึ่ง
แต่ถ้าจิตใจไม่ฟุ้งซ่าน ไม่วุ่นวาย ความคิด
ก็จะ ... ดี เหมือนเราอยู่ชั้นล่าง เดินขึ้นชั้นสอง
ชั้นสาม ทิวทัศน์ก็เปลี่ยนแปลงไป พอเรา
ขึ้นบนที่สูงมากขึ้น แล้วมองลงมาข้างล่าง
จะเห็นชัดว่าถนนเส้นนี้รถติด เส้นนี้เป็นทางตัน
ไปแล้วเสียเวลาเปล่าๆ เส้นนี้มีสี่เลน หกเลน
คล่องตัว ไม่ค่อยมีอะไรติดขัด เราจะรู้จะเห็น
อะไรทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะเราอยู่ที่สูง
จิตใจของเราเต็มไปด้วยความคิด
ความฟุ้งซ่านวุ่นวาย ... เหมือนเราอยู่ที่ต่ำ
จิตใจที่มีสมาธิสามารถปล่อยวางความฟุ้งซ่าน
ลงไปได้ ... เหมือนกับการอยู่ในที่สูง
เพียงแต่ปัญหาอยู่ที่ว่า การขึ้นที่สูงนั้น
เราต้องเดินขึ้น ชันขึ้น เราจะเหนื่อย
เราต้องใช้ความอดทน แต่ถ้าเราเชื่อมั่น
ในอานิสงส์ หรือผลดีของการขึ้นที่สูง
ก็จะทนได้ ไม่เหนือวิสัย จะให้ง่าย ก็ไม่ง่าย
สิ่งที่มีค่า สิ่งที่ได้มาแล้วภาคภูมิใจ คือ สิ่งที่
ได้มาจากความยากลำบาก และสิ่งใดที่ได้มา
ง่ายเกินไป เราก็มักจะมองไม่เห็นค่าของสิ่งนั้น
ในชีวิตเรา การอยู่ตามสัญชาตญาณนั้น ...
ง่าย อยากจะทำอะไรก็ทำ พูดอะไรก็พูด
ทำตามอารมณ์นั้นไม่ยาก แต่ถ้าจะทำอะไร
ที่ต้องฝีนความเคยชิน ฝืนสัญชาตญาณ
ฝืนสันดานเก่านั้น ... ยาก แต่ถ้าทำแล้ว
ดีต่อเราเหลือเกิน ก็น่าทำ

เพราะฉะนั้น ในการฝึกจิตใจให้ขึ้นที่สูง
ต้องเริ่มต้นให้จิตใจรู้เท่าทันสิ่งทั้งหลาย
ที่อยู่ในสมอง สามารถแยกแยะว่าอะไร
เป็นประโยชน์ต่อชีวิต อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์
ต่อชีวิต มีกำลัง ... ในการปล่อยวาง ไม่เผลอ
ไปกับสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ มีกำลัง ..
มีความฉลาด ในการส่งเสริมสิ่งที่มีประโยชน์
ต่อชีวิต นี่ก็คือเหตุผลที่เราต้องปฏิบัติธรรม ...
...
สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร





"ความโกรธฉุนเฉียว อันเกิดขึ้นจากเจตนาชั่วบ้าง เจตนาดีบ้าง แต่ไม่สมดุลกันแล้ว ย่อมเกิดหงุดหงิดขึ้นในใจ ก็ควรระงับไว้ด้วยดี อย่าให้กำเริบลุกลาม เพราะความโกรธ

เราเองก็ไม่ชอบ คนอื่นก็ไม่ชอบ

ฉะนั้น จึงจัดว่าเป็นความชั่วชนิดหนึ่ง ควรอดกลั้นรักษาสติอารมณ์ให้เรียบร้อยสม่ำเสมอ ความโกรธนั้นจึงจะค่อยลดเบาบางไม่เจริญขึ้นได้ จึงเรียกว่า เป็นผู้มีความเพียรระวังรักษาความชั่วมิให้เกิดเป็นลำดับ"

ท่านพ่อลี​ ธมฺมธโร
วัดป่าคลองกุ้ง จ.จันทบุรี

.

โอวาทธรรมของ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร นี้อธิบายเรื่อง "ความโกรธ" และ "สังวรปธาน" (ความเพียรระวังไม่ให้ความชั่วเกิดขึ้น) ได้อย่างลึกซึ้งและเป็นรูปธรรม โดยสามารถแยกแประเด็นสำคัญเพื่อทำความเข้าใจ ดังนี้
1. สาเหตุของความโกรธ (เจตนาที่ไม่สมดุล)
ความโกรธไม่ได้เกิดจากความคิดร้ายเพียงอย่างเดียว แต่บ่อยครั้งเกิดจาก "เจตนาดี" (เช่น อยากให้คนอื่นทำดี อยากให้งานสำเร็จ) แต่เป็นความดีที่ ขาดความสมดุลและความวางเฉย เมื่อไม่ได้ดังใจจึงกลายเป็นความหงุดหงิดฉุนเฉียว

2. ตัวตัดสินความดี-ชั่ว (เอาใจเขามาใส่ใจเรา)
ท่านชี้ให้เห็นเกณฑ์ง่ายๆ ว่า "เราเองก็ไม่ชอบ คนอื่นก็ไม่ชอบ" สิ่งใดก็ตามที่สร้างความทุกข์ร้อนให้ทั้งตนเองและผู้อื่น สิ่งนั้นจัดเป็น "ความชั่ว" หรืออกุศลธรรมที่ต้องสลัดทิ้ง
วิธีจัดการกับอารมณ์ เมื่อความโกรธเกิดขึ้น ต้องไม่ปล่อยให้มันกำเริบด้วยการฝึก อดกลั้น (ขันติ) และ รักษาสติ ให้ตั้งมั่น อารมณ์ฉุนเฉียวจะค่อยๆ เผาผลาญตัวเองและเบาบางลงไปเอง
แก่นของธรรมะ (อนุรักขนาประธาน/สังวรปธาน) การคอยระมัดระวังไม่ให้ความโกรธครอบงำจิตใจ ถือเป็นการปฏิบัติธรรมที่เรียกว่า "ความเพียรพยายามระวังมิให้ความชั่วเกิดขึ้น" ซึ่งเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการฝึกจิต

โอวาทธรรมข้อนี้เตือนสติว่า แม้เราจะคิดดีหรือทำดี แต่ถ้าทำด้วยอารมณ์ที่ขาดสติและความสมดุล ก็สามารถกลายเป็นความโกรธที่ส่งผลร้ายได้ การบริหารจิตใจไม่ให้โกรธฉุนเฉียวด้วยการมีสติรู้ทันจึงเป็นความเพียรที่แท้จริงในการปฏิบัติธรรม

พระครูปลัดสุวัฒนสุภคุณ
ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดป่าคลองกุ้ง





จิตตรงนี้ มันว่าง มันก็เลยไม่เกิด
จิตตรงนี้ไม่มีแก่ จิตตรงนี้ไม่เจ็บ
จิตตรงนี้ไม่ตาย เพราะมันเป็น
"ความว่าง" ความว่างเคยตายที่ไหน
นี่แหละที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า
"เราภาวนาเพื่อไปหาธรรม ที่ไม่มี
การ เกิด แก่ เจ็บ ตาย"

#หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล






“ลมต่อลม ก้าวต่อก้าว ปฏิบัติไปวันต่อวัน”

การปฏิบัติไม่ควรจำกัดไว้เฉพาะเวลานั่งสมาธิ
แต่ต้องฝึกให้ได้ทั้งในขณะที่หลับตาและลืมตา

นั่งอยู่ เดินอยู่ ฉันอยู่ กินอยู่
ทุก ๆ อิริยาบถ ให้ประกอบด้วยความรู้สึกตัวและความตั้งมั่น

ลมหายใจหนึ่ง สืบต่อไปสู่อีกลมหายใจหนึ่ง
ก้าวหนึ่ง สืบต่อไปสู่อีกก้าวหนึ่ง
ฝึกไปอย่างต่อเนื่อง วันต่อวัน

เพราะจิตที่สงบ ระงับ ตั้งมั่น
ไม่ใช่จุดหมาย แต่เป็นเพียงทางเดิน

การปฏิบัติจึงไม่มีกลางวัน ไม่มีกลางคืน
ไม่จำกัดอยู่ในเวลาใดเวลาหนึ่ง
แต่เป็นการเรียนรู้และสืบต่อความรู้สึกตัวไปในทุกอิริยาบถ

“ลมต่อลม ก้าวต่อก้าว ปฏิบัติไปวันต่อวัน”

พระอาจารย์ตะวัน ปัญญาวัฒฑโก #ปัญญาวัฒฑโก





การรู้ธรรมในขั้นพระโสดาบันและการปฏิบัติเพื่อบรรลุอรหัตตมรรค

การ รู้ โดยไม่คิดนั่นเอง คือ การเดิน วิปัสสนา ที่ละเอียดที่สุด
ตราบใดที่ยังเห็นว่า จิต คือตัวเราเป็นของ ๆ เรา ที่ต้องช่วยให้ จิต หลุดพ้น ตราบนั้น ตัณหา หรือ สมุทัย ก็จะสร้าง ภพของจิตว่าง ขึ้นมาร่ำไป ขอย้ำว่า ขั้นนี้ จิต จะดำเนิน วิปัสสนา เอง ไม่ใช่ ผู้ปฎิบัติ จงใจกระทำ

ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ไม่มีใครเลย ที่จงใจ หรือ ตั้งใจ บรรลุ มรรค ผล นิพพาน ได้ มีแต่ จิต เค้าปฏิวัติตนเองไป เท่านั้น

การรู้ธรรมในขั้นพระโสดาบันและการปฏิบัติเพื่อบรรลุอรหัตตมรรค

เมื่อ จิต ทรงตัว รู้ แต่ ไม่คิดอะไรนั้น บางครั้งจะมี บางสิ่งผุดขึ้นมาสู่ภูมิรู้ของจิต แต่ จิตไม่สำคัญมั่นหมาย
ว่า มันคืออะไร เพียงแค่ รู้เฉย ๆ ถึงความ เกิด ดับ นั้น เท่านั้น

ในขั้นนี้ เป็นการเดิน วิปัสสนาขั้นละเอียดที่สุด ถึงจุดหนึ่ง จิต จะก้าวกระโดดต่อไปเอง

การเข้าสู่ มรรค ผล นั้น รู้ มีตลอดแต่ไม่คิดและไม่สำคัญมั่นหมายใน_สังขารละเอียดทีผุดขึ้นมานั้น บางอาจารย์ จะสอนผิด ๆ ว่า

ในเวลาบรรลุ มรรค ผล จิตดับความรับรู้ หายเงียบไปเลย โดยเข้าใจผิดในคำว่า "นิพพานัง ปรมัง สูญญัง" สูญ อย่างนั้นเป็นการ สูญหายไปแบบ "อุทเฉททิฏฐิ"

สภาพของ มรรค ผล ไม่ได้เป็นเช่นนั้น การที่ จิต ดับความรับรู้นั้น เป็นภพชนิดหนึ่ง เรียกว่า"วิสัญญี" หรือ ที่คนโบราณเรียกว่า "พรหมลูกฟัก" เท่านั้นเอง

เมื่อ จิต ถอยออกจาก อริยมรรค และ อริยะผล ที่เกิดขึ้นแล้ว ผู้ปฏิบัติจะรู้ชัดว่า ธรรมเป็นอย่างนี้

สิ่งใดเกิดขึ้นสิ่งนั้นต้องดับไป ธรรมชาติบางอย่างมีอยู่ แต่ก็ไม่มีความเป็นตัวตนสักอณูเดียว

นี้เป็นการรู้ธรรมในขั้นของพระโสดาบัน คือ

"ไม่เห็นว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง แม้แต่ตัว จิต เอง เป็นตัวเรา แต่ ความยึดถือในความเป็นเรายังมีอยู่" เพราะขั้นความเห็น กับความยึดนั้น มันคนละขั้นกัน

เมื่อบรรลุถึงสิ่งที่บัญญัติว่า พระโสดาบัน แล้ว ผู้ปฏิบัติยังคงปฏิบัติอย่างเดิมนั่นเอง

แต่ตัว จิต ผู้รู้ จะยิ่งเด่นดวงขึ้น ตามลำดับ จนเมื่อบรรลุ พระอานาคามี แล้ว จิต ผู้รู้ จะเด่นดวงเต็มที่

เพราะพ้นจากอำนาจของ กาม การที่จิตรู้อยู่กับจิตเช่นนั้นแสดงถึงกำลังของสมาธิอันเต็มเปี่ยม

เพราะ สิ่งที่เป็นอันตรายต่อ สมาธิ คือ กาม ได้ถูกล้างออกจาก จิต หมดแล้ว

ผู้ปฏิบัติในขั้นนี้หากตายลง จึงไปสู่พรหมโลกโดยส่วนเดียว ไม่สามารถกลับมาเกิดในภพของ มนุษย์ ได้อีกแล้ว

นักปฏิบัติจำนวนมากที่ไม่มี ครูบาอาจารย์ชี้แนะ จะคิดว่า เมื่อถึงขั้นที่ จิตผู้รู้ หมดจดผ่องใส แล้วนั้น ไม่มีทางไปต่อแล้ว แต่ หลวงปู่ดุลย์ อตุโล กลับสอนต่อไปอีกว่า "พบ ผู้รู้ ให้ทำลาย ผู้รู้ พบ จิต ให้ทำลาย จิต" จุดนี้ ไม่ใช่การเล่นสำนวนโวหาร ที่จะนำมาพูดเล่น ๆ ได้ ความจริงก็คือ สอนว่า "ยังจะต้องปล่อยวาง ความยึดมั่นจิตอีกชั้นหนึ่ง" มันละเอียดเสียจน ผู้ไม่ละเอียดพอ ไม่รู้ว่ามีอะไรจะต้องปล่อยวางอีก

เพราะความจริงตัว จิตผู้รู้ นั้น ยังเป็นของที่ตกอยู่ในอำนาจของ ไตรลักษณ์ บางครั้ง ยังมีอาการหมองลงนิด ๆ พอให้ สังเกตเห็นความเป็น ไตรลักษณ์ ของมัน

แต่ ผู้ปฏิบัติที่ได้รับการอบรม เรื่อง จิต มาดีแล้ว จะเห็น ความยึดมั่น นั้น แล้วไม่ต้องทำอะไรเลย แค่ รู้ทัน เท่านั้น จิต จะประคองตัวอยู่ที่ รู้ โดยไม่คิดค้นคว้าอะไร มันเงียบสนิทจริงๆ ถึงจุดหนึ่ง จิต จะปล่อยวาง ความยึดถือจิต "จิต จะเปิดโล่งไปหมด ไม่กลับเข้าเกาะเกี่ยวกับอารมณ์ใด ๆ ที่จะพาไปก่อเกิดได้อีก

แยกรูปถอดคือความคิดปรุงแต่งสู่ความว่าง แยกความว่างสู่มหาสูญญตา

พระราชวุฒาจารย์
(หลวงปู่ดุลย์ อตุโล)






สู่ความตื่นรู้และอยู่อย่างผาสุก
...
ความพอใจในสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ นั้นเป็นเรื่อง
คุณภาพจิต ด้วยความเข้าใจหรือตระหนัก
ถึงคุณและโทษของวัตถุสิ่งเสพ นั้นเป็นเรื่อง
ของปัญญา ทั้งคุณภาพจิตและปัญญา
ดังกล่าว ช่วยให้ชีวิตรู้จักพอและเกิดความ
พอดีในการบริโภคใช้สอย อย่างไรก็ตาม
บางครั้งแม้จะรู้ว่าเท่าไรถึงจะพอดี แต่ใจ
ไม่คล้อยตาม ยังติดในความสะดวกสบาย
หรือเอร็ดอร่อย ทำให้ไม่รู้จักพอในการบริโภค
หรือครอบครอง ในกรณีเช่นนี้สิ่งหนึ่งที่จะ
ช่วยได้ คือการกำหนดขอบเขตให้แก่ตนเอง
ว่าจะบริโภคเท่าไรในหนึ่งวัน หรือซื้อได้เท่าไร
ในแต่ละเดือน เช่น คนที่ติดอินเทอร์เน็ต
หรือโทรทัศน์ ควรกำหนดว่าจะใช้หรือดู
อย่างมากสุดวันละกี่ชั่วโมง ส่วนคนที่ติด
ช้อปปิ้ง อาจกำหนดวินัยให้ตัวเองว่าจะเข้าห้าง
เพียงสัปดาห์ละครั้ง และจะเข้าก็ต่อเมื่อ
มีรายการสินค้าอยู่ในมือแล้วเท่านั้น และ
จะไม่ซื้อสิ่งที่อยู่นอกรายการ ดียิ่งกว่านั้นก็คือ
จะงดใช้บัตรเครดิตช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
หรือมีบัตรเครดิตไม่เกิน ๒ ใบ เป็นต้น
การมีวินัย ความพอใจในสิ่งที่มี และการ
มีปัญญา เห็นถึงคุณและโทษของสิ่งเสพ
คือปัจจัย ๓ ประการที่ช่วยให้เกิดทั้งความ
รู้จักพอและความพอดีในการบริโภคใช้สอย
นำพาชีวิตสู่มิติใหม่ที่เป็นนายเหนือวัตถุ
เพราะสามารถรู้จักใช้ให้เป็นเครื่องมือสร้าง
ความเจริญงอกงามแก่ชีวิตได้ โดยไม่ต้อง
ตกเป็นทาสของมันดั่งแต่ก่อน ...

ชีวิตพอเพียงกับชีวิตอิสระ
จึงมิอาจแยกจากกันได้ ...
...
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล





“คนที่ทำไม่ดีกับเราน่ะ…เราไม่ต้องไปโกรธไปแค้น หรือไปทำอะไรเขาดอก… เดี๋ยวเขาก็ต้องรับกรรมที่เขาทำอยู่ดี เพราะเขาทำกรรมไม่ดี“

#หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 27 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
cron
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO