|
“..อย่าพากันประมาทนอนใจว่ากิเลสคือเชื้อแห่งภพความเกิดตายไม่มีทางสิ้นสุด เป็นของเล็กน้อยไม่เป็นภัยแก่ตน แล้วไม่กระตือรือร้นเพื่อแก้ไขถอดถอนเสียแต่กาลที่ยังควรอยู่ เมื่อถึงกาลที่สุดวิสัยแล้ว จะทำอะไรกับกิเลสเหล่านี้ไม่ได้นะ จะว่าไม่บอกไม่เตือน คนและสัตว์ทุกข์ทรมานมาประจำโลก อย่าเข้าใจว่าเป็นมาจากอะไร แต่เป็นมาจากกิเลสตัณหาที่เห็นว่าไม่สำคัญและไม่เป็นภัยนั่นแล ผมค้นดูทางมาของการเกิดตาย และการมาของกองทุกข์มากน้อยจนเต็มความสามารถของสติปัญญาที่มีอยู่แล้ว ไม่มีอะไรเป็นตัวเหตุชักจูงจิตใจให้มาหาที่เกิดตายและรับความทุกข์ทรมานมากน้อยเลย มีแต่กิเลสตัวที่สัตว์โลกเห็นว่าไม่สำคัญและมองข้ามไปมาอยู่นี้ทั้งสิ้นเป็นตัวการสำคัญ..”
ภูริทตฺตธมฺโมวาท พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
"... การที่เราพากันเสียค่ารถค่ารา เดินทางมาครั้งนี้ อย่าได้คิดว่าเป็นความเหน็ดเหนื่อย ให้คิดว่าเป็นการบุญการกุศลอย่างหนึ่ง
#โลกียทรัพย์ นั้นเป็นเพียงเครื่องถ่ายท้อง
#อริยทรัพย์ นั้นเป็นเครื่องถ่ายเวรถ่ายกรรม
เราแสวงหาอริยทรัพย์ไว้ ก็เพื่อจะได้เป็นเครื่องสำหรับถ่ายทุกข์ ถ่ายโทษของตัวเราเอง ถ้าเราไม่มีอะไรชำระล้างมลทินโทษเหล่านี้ เราก็จะต้องได้แต่ความทุกข์ทับทวีมากขึ้น เช่นเดียวกับคนที่กินๆ เข้าไปท่าเดียว แล้วไม่ได้ถ่ายออกออกมา มันจะเป็นความทุกข์เพียงไร มลทินโทษของเราก็เช่นเดียวกัน
เหตุฉะนั้น..เราทั้งหลายจงพากันรีบสร้างบุญกุศลไว้เพื่อเป็นอริยทรัพย์ สำหรับถ่ายโทษของเราให้หมดสิ้นไป
อริยทรัพย์ เหล่านี้คืออะไร.. พูดโดยส่วนรวมแล้ว ก็คือ กาย วาจา ใจ ของเรานี้แหละ ..."
""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""" #พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ #พระอาจารย์ลี_ธมฺมธโร วัดอโศการาม ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ (พ.ศ.๒๔๔๙ - ๒๕๐๔)
อยากได้ไหม ... พระอาจารย์ชยสาโรภิกขุ พระฝรั่ง ผู้เป็นศิษย์ของหลวงปู่ชา สุภัทโท ได้เล่าถึง การสอนของหลวงพ่อชา ในปีแรกที่ท่านมา ศึกษาปฏิบัติธรรมที่วัดหนองป่าพงว่า ... หลวงพ่อท่านสอนด้วยการทรมาน !
“ท่านทรมาน ... เราอยากได้อะไรท่านไม่ให้ หรือเมื่อเราไม่อยากได้ท่านก็จะให้” อาตมาก็โดนอยู่เรื่องหนึ่ง เรื่อง “ช้อน ...” (ชื่อเดิมคือฌอน (Shaun) หลวงพ่อชอบ เรียกว่า ช้อน) “ช้อน...อยากบวชมั้ย” “อยากบวชครับ” “อยากบวชก็ไม่ต้องบวช ... อยากมัน ไม่ดีหรอก” ต่อมาท่านก็ถามอีก “ช้อน ...ช้อน ...” ท่านยิ้มน้อยๆนะ เหมือนนายพราน “ช้อน...อยากบวชมั้ย” “ไม่เป็นไรครับ” “เอ่อ ... ไม่อยากบวชก็ไม่ต้องบวช” ในที่สุดเราก็ได้ปัญญา ได้ศัพท์ ศัพท์ที่ ยอดเยี่ยมเลย นึกออกมั้ยคำว่าอะไร “ช้อน...อยากบวชมั้ย” อาตมาตอบว่า “แล้วแต่ หลวงพ่อครับ” อื่อ ! ... ท่านก็ยิ้มพอใจ ลูกศิษย์เข้าใจ
ต่อมาก็ใช้คำนี้เป็นประจำเลย อะไรๆ ก็ แล้วแต่ครับ แล้วแต่หลวงพ่อครับ นี่ก็เป็น แค่คำพูด แต่ถ้าเราทำใจได้ตามคำพูด อะไรๆ ก็แล้วแต่ ... แล้วแต่ นี่พระเราก็ใช้ กับโยมเหมือนกัน ... “ท่านอาจารย์อยากได้นั่นมั้ย อยากได้นี่มั้ย” ลูกศิษย์จะถวาย “แล้วแต่ แล้วแต่” คำนี้ เป็นคำที่เหมาะกับพระมาก ... “แล้วแต่โยม” ท่านก็ไม่ให้พระเราเป็นผู้ระบุ โยมจะทำบุญไม่ใช่หน้าที่พระเราที่จะต้องไป ชักชวนให้ทำบุญมากๆ เพื่อจะได้ขึ้นสวรรค์ หรือจะได้สิ่งตอบแทนต่างๆ หน้าที่ของพระคือ อนุโมทนานะ แล้วบริโภคสิ่งที่ได้รับด้วยสติ เพื่อประโยชน์แก่การประพฤติปฏิบัติ โยมจะทำบุญเท่าไหร่อย่างไรก็แล้วแต่ แล้วแต่โยม โยมทำแล้วพระก็อนุโมทนา หลวงพ่อใช้อุบายวิธีฝึกคนด้วยการ ทรมานใจ ... ไม่ใช่เรื่องการให้เป็นทุกข์เปล่าๆ ท่านต้องการให้เห็นอริยสัจ ให้เข้าใจความ สัมพันธ์ระหว่างทุกข์กับสมุทัย ถ้าเราไม่เชื่อ มั่นว่าท่านทำด้วยเมตตากรุณา เราก็คงไม่ไหวเหมือนกัน แต่เรารู้เราเชื่อว่า .. ที่ท่านทำ อย่างนี้เพื่อให้เราเห็นใจตัวเอง เพื่อที่จะเข้าใจ ถ้าเราวางใจถูกตั้งแต่แรกเลยก็ไม่มีปัญหา ... ... สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี พระอาจารย์ชยสาโร
เราไม่ต้องสู้กับอารมณ์ เหมือนเราอยู่ในเมือง อยู่ในกรุง ไม่ต้องไปชนคนที่สวนทาง เขาก็เดินของเขา เราก็เดินของเรา ความคิดก็ธรรมชาติอย่างหนึ่ง อย่าไปสนใจมัน อย่าไปยินดีกับมัน อย่าไปยินร้ายกับมัน อย่าไปมั่วสุมกับมัน อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับมัน แต่พอเราเพลิน กับมันแล้ว สนใจมัน สงสัยมัน ยากแล้ว
เราอยู่กับลมหายใจเข้า ลมหายใจออก อยู่กับลมหายใจอย่างไรจิตจะไม่เบื่อ นี่คือสิ่งท้าทายสติปัญญาของนักภาวนา ตั้งแต่ต้น เพราะสิ่งที่ไม่กระตุ้น ไม่ชวน ให้โลภ โกรธ หลง ก็ไม่มี ไม่มีอะไรดึงดูดจิต ให้ไปอยู่ตรงนั้น จิตพร้อมจะเบื่อในสิ่งที่ ไม่กระตุ้น เราก็ต้องวางแผนหรือว่าจะต้องมี กุศโลบายและเทคนิค ทําให้จิตพอใจกับ สิ่งที่ไม่น่าตื่นเต้น ... ... สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี พระอาจารย์ชยสาโร นำสมาธิภาวนา ในวาระปฏิบัติธรรม บ้านบุญวันอาทิตย์ วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ณ บ้านบุญ ปากช่อง นครราชสีมา
#บุญคือบุญติดอยู่กับใจ "...คำว่าบุญ ไม่มีใครจะเห็นได้ นอกจากพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ท่าน ที่จะเห็นเต็ม ร้อยเปอร์เซ็นต์ พระพุทธเจ้าหนึ่ง พระอรหันต์หนึ่ง เห็นบุญเห็นจนกระทั่งที่ว่า ขณะที่จิตจะสร้างบุญหรือบาปนั้น ขณะที่จะสร้างนั้นท่านเห็นแล้วท่านรู้แล้ว สร้างที่จิต แย้บออกก็ใช่แล้ว ท่านรู้แล้วเห็นแล้ว พวกเราไม่เห็นพวกเราไม่รู้ เพราะฉะนั้นจึงได้พากันสร้างบาป บุญนี้ต้องมีที่ถูไถมีที่บังคับดีไม่ดีนะ แนะนำสั่งสอนแล้วยังไม่แล้ว ยังต้องบังคับกันอีกให้ทำ เพราะมันไม่เห็น มันไม่เชื่อ ถ้าผู้ที่เห็นแล้วผู้ที่เชื่อแล้วทำไมจะต้องบังคับกัน เช่นว่านี่เสือร้ายเท่านั้นนะ พอมองเห็นด้วยตาแล้ว มันกำลังจะกัดกินอยู่แล้ว ใครจะกล้าให้มันกัดล่ะ มันรู้ด้วยกันทุกคน ทำอย่างไรจะเอาตัวออกห่างได้ สิ่งที่เป็นภัยย่อมยอมรับว่าเป็นภัย เมื่อเห็นด้วยตาชัดๆแล้วใครจะฝืนไปไม่ได้ เห็นความเป็นภัยจะกลายเป็นความกล้าหาญให้ได้
เรื่องบาปเรื่องบุญก็เหมือนกัน บาปท่านจึงเทียบเหมือนกับเสือร้ายที่สุด แต่เราไม่เห็น เช่นอย่างเราเหยียบหนามหรือว่าเหยียบฟืนเหยียบไฟนี้ เราไม่เห็นนั่นเองจึงเหยียบ พอเราเห็นแล้วใครจะไปเหยียบ จะไปกล้าเหยียบหนาม อันนี้ก็เหมือนกัน ถ้าเราเห็นเรารู้ชัดๆแล้วใครจะไปกล้าทำบาป ไม่กล้าทำ บุญก็เห็นชัดๆแล้ว จะทำตั้งแต่บุญอย่างเดียวเท่านั้น แต่เพราะไม่เห็นนั้นเองมันถึงได้ทำลงไป ให้เชื่อท่านผู้ตาดีหูดีคือพระพุทธเจ้า เราอยากทำชั่วด้วยเหรอ เราจะได้ดีเหรอ!มันผิด นี้ล่ะเรื่องความตาบอด ไม่ได้มองดูเหตุดูผล ไปว่ากัน คนนี้ทำชั่วแทบล้มแทบตายได้ดี ประจบประสอพลอเขา เลียแข้งเลียขาเขา ได้มาแค่เลียแข้งเลียขา มันดีอะไรคนเลียแข้งเลียขา มีแต่หมานั่นแล้วเลียแข้งเลียขากัน เอ๊า!จริงๆนั้นแหละ คนจริงๆเขาไม่เลียกันหรอก มาอัดทำไม(อัดเทป) ฟังอัดเข้าในหัวใจนั้นสิ ต้องพูดให้มันจริงสิ..."
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
..ท่านทั้งหลายได้เจตนาได้มาบำเพ็ญทานตามวัดวาอาวาส ไม่ว่าวัดไหนที่เราได้ไปบำรุงรักษา เราทำเพื่อเป็นพุทธบูชา ธรรมะบูชา สังฆบูชา เพื่อบูชาคุณของพระพุทธเจ้า บูชาคุณของพระธรรม บูชาคุณของพระอริยสงฆ์ ถือพระสงฆ์เป็นผู้นำคำสั่งคำสอนมาถึงเรา สงฆ์ที่เป็นฝ่ายพระก็ภิกษุและสามเณร สงฆ์ที่เป็นฝ่ายญาติโยมก็อุบาสก อุบาสิกา ศรัทธานาบุญทั้งหลาย สงฆ์แปลว่าหมู่ หมู่สงฆ์ใดประพฤติดีปฏิบัติชอบ ก็ถือว่าเป็นบุตรของพระพุทธเจ้า เช่น พระอริยบุคคลเบื้องต้น พระโสดาบันถึงพระอรหันต์ ถือว่าเป็นบุตรที่ได้รับสาระธรรมโดยตรงจากพระพุทธเจ้า เรานี้เป็นสายทายาท และกำลังศึกษาตามแนวทางเป็นเสขะบุคคลผู้ศึกษาอยู่ ยังไม่ได้เข้าข่ายเป็นพระอริยบุคคล ถ้าท่านใดเข้าข่ายพระอริยบุคคลถือว่าเป็นบุตรของพระพุทธเจ้าโดยตรง เกิดในอริยชาติได้จริงๆ ..คนเรานี้ถ้ายังไม่บรรลุถึงธรรมขั้นต้น วัฏฏะการเวียนว่ายก็ยังไม่แน่นอนในชีวิตของเรา คนเราถ้าทำดีมากแต่ยังไม่ถึงพระอริยะบุคคลก็ไปอยู่พรหมโลกบ้าง อยู่สวรรค์ชั้นนั้นชั้นนี้บ้าง เมื่อบุญที่เราทำเอาไว้มันหมดไป เราก็ต้องมาสร้างบารมีใหม่ และท่านก็กล่าวไว้ว่าเทวดาที่หมดบุญจากสวรรค์แล้วจะมาเกิดเป็นมนุษย์นี่ก็ยากเหมือนกัน จะเกิดในภพสวรรค์ก็ยากเหมือนกัน ส่วนมากก็กรรมที่ทำไม่ดีมันเยอะ ก็ไปสู่อบายภูมิเป็นส่วนมาก ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ มนุษย์ก็เหมือนกัน เกิดในภพมนุษย์แล้ว ถ้าละจากโลกมนุษย์นี้ไป จะมาเกิดในมนุษย์โลกนี้ก็เป็นของยาก ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ ก็เพราะว่า จิตของเราใน24 ชั่วโมงนี้ จิตที่ตั้งอยู่ในคุณงามความดีมันมีไม่ตลอด ส่วนมากก็คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้เป็นส่วนมาก บางคนก็อยู่กับก็ธุรกิจการงานต่างๆ ก็มีภาระทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ไว้เยอะ จิตของเราก็ขุ่นมัวทั้งวัน บางคนทั้งวันเลย ก็อาศัยธรรมะของพระพุทธเจ้ารักษาจิตของเรา สิ่งที่เราทำนี้เป็นว่า เราเอาธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมโอสถรักษาใจ รักษาความนึกคิดของเราก่อน เราเอาคุณงามความดี รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนาเป็นตัวประคับประคองดวงจิตดวงใจ ไม่ให้จิตของเราขุ่นมัวไปตลอดวันเวลา ฉะนั้นครูบาอาจารย์จึงได้แนะนำให้เราอยู่กับพุทโธ พุทโธ วัดจิตวัดใจ วัดเที่เราเข้ามาวัดวาอาวาส เป็นอารามที่อยู่ของพระภิกษูสงฆ์ อุบาสกอุบาสิกาผู้มาปฏิบัติธรรม ส่วนกาi วัดจิตวัดใจคือ ความประพฤตินั้นแหละ แม้เราอยู่ในวัดนอกวัด ถ้าเรามีการให้ทาน อภัยทาน ไม่ต้องเสียวัตถุ ไม่โกรธไม่เกลียดใคร เวลาโกรธขึ้นมาก็ถือว่าความโกรธทำลายตนเอง เผาไหม้ตนเอง เป็นโทสะ มีไฟโทสะ เราก็ให้มีเมตตาจิตเยอะๆ ถ้าเราโกรธก็แปลว่าเราไม่เมตตาตนเอง พอจิตโกรธเราก็มีความทุกข์เกิดขึ้น อะไรอย่างนี้ ..ถ้าเราหลงกับร่างกายนี้ไม่เคยพิจารณาความเกิดแก่เจ็บตายเลย ไม่เคยคิดจะพิจารณาเป็นธาตุเป็นขันธ์ ใจเราก็ลุ่มหลงยึดในอัตตาตัวตนนี้ ใครทำอะไรที่มันผิดความคิดของเรา อัตตาของเราก็จะพุ่งขึ้นเพิ่มขึ้น เป็นเรา เป็นท่าน เป็นเธอขึ้นมา มนุษย์ก็ทำลายกัน แค่มองหน้ากันก็ฆ่ากันได้ เพราะว่าอัตตามันใหญ่ มองหน้ากันนี้ คำว่าอัตตานี้ก็คือตัวตนมันใหญ่ ก็ฆ่ากันได้ มันเป็นแยกเผ่า แยกเขา แยกเรา แยกภพ แยกชาติ แยกเผ่าพันธ์มนุษย์ เผ่าพันธ์นี้เกิดในตระกูลต่ำ เผ่าพันธ์นี้เกิดตระกูลสูง อะไรอย่างนี้ ก็จะแยกเป็นอย่างนี้เป็นวรรณะไปเลย พอเป็นวรรณะก็ผิดคำสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไม่มีวรรณะ ให้ทำลายวรรณะกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ทุกคนมีสภาวะธรรมเท่าๆกัน มีธรรมะ ถ้าใครทำแล้วไม่ว่าเกิดตระกูลสูงตระกูลต่ำก็มีสภาวะธรรมเท่าๆกัน มีความดีเท่าๆกัน ท่านว่าคนเกิดตระกูลสูงก็ดี ปานกลางก็ดี ต่ำก็ดี พระพุทธเจ้าถือว่าการกระทำนั้นเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิต คนอยู่ตระกูลสูงทำความชั่ว ก็ชั่วมากกว่าหรือน้อยกว่าก็ไม่ใช่ ก็ชั่วเท่าคนตระกูลต่ำทำความชั่วนั่นแหละ เท่าๆกัน เช่นว่าฆ่าพ่อแม่ก็เป็นปิตุฆาติเท่ากัน ถ้าฆ่าแม่ก็มาตุฆาติเท่ากัน ฆ่าพระอรหันต์ก็อรหันตฆาติเท่าๆกัน ฆ่าสัตว์ไม่ว่าพวกวัว พวกควายพวกอะไรต่างๆก็เท่ากัน มีกรรมเท่าๆกันที่จะรับ เพราะเจตนาในการฆ่าระหว่างคนรวยคนจน คนมั่งมีศรีสุขกับคนยากคนจนก็เท่าๆกัน ..ฉะนั้นสภาวะธรรมของพระพุทธเจ้านี้เป็นสภาวะธรรมไม่มีวรรณะ ให้ละอัตตาตัวตนเพื่อละอะไร เพื่อละมานะทิฐิ มานะท่านกล่าวไว้อย่างนี้ สำคัญว่าตัวน้อยกว่าเขา น้อยอกน้อยใจ ก็เป็นคนน้อยอกน้อยใจ เกิดมาอาภัพ ทำให้เพ่งโทษตนเอง น้อยใจตนเอง เรียกว่ามานะ เป็นมานะเหมือนกันนะ มานะว่าสำคัญตนเองว่าต่ำกว่าเขา น้อยอกน้อยใจ ไม่อยากทำความดีเพิ่มขึ้นแล้ว ชะตาชีวิตกำหนดมาให้เท่านี้ เหมือนวรรณะอินเดียนั่นแหละ เป็นจัณฑาล พระเจ้ากำหนดมาให้เท่านี้ ถ้าทำไปแล้วก็สังคมก็ไม่ยอมรับอยู่ดี ทำดีขนาดไหนสังคมก็ยอมรับว่าเกิดในตระกูลต่ำ อะไรอย่างนี้ อันนี้คือความคิด แต่พระพุทธเจ้ามาละวรรณะตัวนั้น ทุกวันนี้วรรณะศูทร จัณฑาลทั้งหลายก็มาถือพระพุทธศาสนาในอินเดีย นี่เราทราบข่าวว่านายกก็เป็นวรรณะศูทรหรือวรรณะที่ต่ำ แต่ประเทศเขาเป็นประชาธิปไตย เขาก็ยอมรับได้ เพราะใจเขาก็กำหนดที่ประชาชนเลือกไปในวรรณะนั้นๆ และเมื่อพุทธศาสนาเรากำหนดไม่ให้ถือวรรณะ ก็เพราะว่าต้องการทำลายอัตตาตรงนี้ ถ้าต่ำกว่าเขาน้อยอกน้อยใจ หรือเสมอกับเขาก็แข่งดี คนเสมอกันก็แข่งดี แข่งดีคำนี้หมายถึงว่าแข่งกันทำดีไม่ใช่ แข่งดีนี้ก็อาจจะทำอย่างอื่นด้วย มันเป็นคำพูดว่าอยากชนะนั่นแหละ ถ้าผู้อื่นที่เขาสูงกว่า มีความฉลาด สามารถ อายุ อะไรต่างๆ ฐานะการงาน เราก็ยกให้เขาสูงกว่า เราก็ทำใจได้ เรายอมรับได้ เราไม่โกรธ ..แต่ถ้าในมานะ 3 ตัวนี้ ถ้าคนที่ต่ำคนว่ามาว่าให้เรา มาด่ามาว่า มาอย่างนั้นอย่างนี้ ผู้อยู่สูงกว่าอาจจะไม่ยอม ใครไม่โกรธต่อผู้มีไม่ว่าความรู้ความฉลาด ความสามารถฐานะ อายุ มาว่าให้เรานี้ เราไม่โกรธ ถือว่าเป็นยอดขันติ เราไม่โกรธ เราไม่แสดงออกมา เราข่มใจได้ อดทนอดกลั้นได้ต่อความโกรธที่คนที่มีความรู้ต่ำกว่า ฐานะต่ำกว่า การงานต่ำกว่าอะไรอย่างนี้ เราอดทนได้ ไม่แสดงความโกรธออกไปได้ เรียกว่ายอดของขันติ เพราะว่าคนเรามันจะอดทนไม่ได้ เพราะว่าฉันนั้นสูงกว่านะ ทั้งความรู้ความสามารถ การงานอะไร เงินทองก็มากกว่า ส่วนมากคนจะยอมไม่ได้ ฉะนั้นจึงมีการฆ่ากัน ทำลายกัน แต่ธรรมะของพระพุทธเจ้า ท่านให้ละตรงนี้ เรียกว่าละมานะ อันนี้เป็นของละเอียดขึ้นมา มานะนี่เป็นอัตตาที่อยู่ลึก ..ทิฐิความเห็นก็เหมือนกัน คนที่เชื่อในเทพมีเทวะเป็นผู้สร้างมนุษย์ เทวดาเช่นพระพรหม มาสร้างอย่างนู้นอย่างนี้ คนที่เชื่อเค้าก็เชื่อไปอย่างนั้น เราจะไปแก้ความเชื่อก็ไม่ได้ เพราะเป็นความเชื่อเฉพาะ เราว่ากันไม่ได้ บางคนก็เชื่อต้นไม้ ภูเขา เจดีย์ ที่สำคัญก็เจ้าเข้าทรงพวกนี้ เรียกว่าความเชื่อ แต่ความเชื่อของพระพุทธเจ้านี่เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม เชื่อการกระทำ เชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เชื่อการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ความเชื่อของเราหนักในกรรมมะนิยม ถือการกระทำเป็นใหญ่ ไม่มีอำนาจ ไม่มีอะไรที่จะมาทำให้เราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้ แต่ทำไมมีผู้มีอำนาจต้องมาทำเราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้ ก็แสดงว่าเราเคยใช้อำนาจข่มเหงคนอื่นเอาไว้ ไม่ว่าอดีตชาติหรือปัจจุบันชาติก็แล้วแต่ เราไม่รู้ตัวหรอก บางครั้งบางคราวเราทำไปด้วยอำนาจกรรมที่เรากระทำ เราก็ประสบถูกข่มเหง เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจกฏของกรรมเราจะไม่โกรธ เราจะยอมรับกฏของกรรมตรงนี้ ว่าสิ่งที่เราเคยเป็นพ่อเป็นแม่มาหลายภพหลายชาติ ที่เรามาเกิดเป็นลูกเขา เขาด่าเขาว่าเขาเฆี่ยนเขาตี อันนี้เราต้องยอมรับกฏตรงนั้นด้วย ทำไมต้องเจอพ่อที่ใจร้าย แม่ที่ใจร้าย ถ้าเราไม่ยอมรับกฏตรงนั้นเราจะโกรธ เราจะทุกข์ตลอดเวลา เพราะกฏของกรรมมันมีอยู่ ..กรรมพวกทำใหม่ก็มี ที่จริงเราไม่ได้ทำผิดอะไรน่ะชาตินี้ คนอื่นเขาก็เบียดเบียนเราอย่างนั้น ทางทรัพย์สมบัติอะไรอย่างนี้ ทำอะไรก็ขัดข้องไปหมดอะไรอย่างนี้ เราจะได้ยินคำพูดว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป อย่างนี้ก็มี ถ้าเรารู้จักภาวนาอย่างที่กล่าวมา เรียกว่าร่างกายนี้เรายืมเขามาใช้ชั่วครั้งชั่วคราว เป็นของที่อยู่ในโลกนี้ ดินน้ำไฟลม เราไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่นอะไรอย่างนี้ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า จิตของเราก็จะปล่อยวางได้ง่าย เรียกว่าละอุปทานความยึดมั่นถือมั่น การเจริญของเราก็จะดีขึ้นๆ ต่อไปจิตของเรามันจะรับภาวะสิ่งที่กระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้ดีขึ้น เรียกว่าจิตของเรามั่นคงขึ้น เพราะเราฝึกหัด เรียกว่าใช้ธรรมะเป็นธรรมะโอสถ ธรรมมะตัวนี้แหละที่เราเรียกว่าเป็นพ่อเป็นแม่ คุ้มครองดวงจิตดวงใจของเรา กายของเราเป็นรูปธรรม ใจของเราเป็นนามธรรม ก็อาศัยสิ่งที่เป็นนามธรรมมารักษา เราคิดถึงทานมีความสุข เราคิดถึงศีลมีความสุข เรารักษาได้ดีแล้ว เราคิดถึงเจริญสติปัญญา ภาวนามัย จะหลับตาหรือลืมตา หรือนั่งขัดสมาธิ หรือนั่งเก้าอี้อะไรก็แล้วแต่ ในอิริยาบท หรือแม้แต่หลับ เราภาวนาไปทุกวันๆ มันก็เจริญขึ้น ใจของเรามั่นคง ใจของเรามีเมตตาจิต มีความสุข มีปิติหล่อเลี้ยงตลอดเวลา ไม่โลภ ไม่โกรธใคร ปล่อยวางได้ง่าย อันนั้นแหละใจของเราเจริญแล้วในพระพุทธเจ้า ไม่นานจิตของเราก็จะพัฒนาไปสู่สถานที่ไม่เกิดไม่แก่ไม่ตายคือพระนิพพาน เพราะว่าจิตของเราไม่ยึดมั่นในอัตตาตัวตนในโลกนี้ ไม่ปรารถนาเกิดในโลกอื่น เราก็ชำระจิตของเราให้ผ่องใส ..พระพุทธเจ้าให้โอวาท 3 อย่าง เว้นความชั่วทั้งปวง ทำกุศลให้ถึงพร้อม ทำจิตให้ผ่องใส เราก็ถือว่า เราท่านทั้งหลายได้ปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เราควรเป็นพุทธบริษัทที่ดีกันทุกคนไม่ว่าฝ่ายภิกษุและคฤหัสถ์ เป็นพุทธบริษัทช่วนรักษาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไว้ได้ ด้วยประพฤติ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เราก็เดินสายตรงที่นี้ พอเดินสายตรงเราก็ใกล้ ใกล้ความสุขความสงบดังที่กล่าวมา เมื่อเราได้ความสุขความสงบจากคุณงามความดี เรียกว่าบุญ บุญคือความสุขใจ เราก็แผ่ความสุขใจที่กล่าวมานี่แหละไปหาผู้มีคุณของเรา คุณพ่อคุณแม่ ผู้ยังอยู่หรือละโลกนี้ไปแล้ว ปู่ย่าตายาย มิตรสหาย ตลอดสรรพสัตว์ทั้งหลาย เจ้ากรรมนายเวร ตลอดเทวดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ เราแผ่เมตตาจิตออกไป ประกาศให้ท่านรับรู้รับทราบ มาอนุโมทนายินดีในกองการกุศลของเรา ท่านใดมีความทุกข์ อธิฐานในใจว่าให้พ้นจากทุกข์ ท่านใดมีความสุขให้สุขยิ่งๆขึ้นไป ให้ตั้งจิตตั้งใจไว้อย่างนี้ ตอนนี้เราต่อไปนี้ตั้งใจรับพรจากพระเจ้าพระสงฆ์ ผู้มีน้ำหยาดก็หยาดน้ำลงไป ผู้ไม่มีน้ำหยาดก็น้ำจิตน้ำใจ..
..#ธรรมโอวาทหลวงพ่อเจริญ จัตตสัลโล เจ้าอาวาสวัดอรัญญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เมื่อเช้าวันที่ 5 สิงหาคม 2560..
ลูกหลานทุกคนอย่าได้ตั้งอยู่ในความประมาท การให้ทาน ก็ไม่ใช่ว่ามีเท่าไรควักทำบุญทำทานทั้งหมด ไม่ใช่ เรามี ๑๐๐ บาท เราบริจาค ๕๐ สตางค์ จะเดือดร้อนไหม เรามี ๑๐๐ บาท เราทำทานสัก ๕ บาท ๑๐ บาท เราเดือดร้อนไหม เราก็รู้จักประมาณในการทำบุญทำทาน ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิริมงคลสำหรับตนเองทั้งนั้น
เพราะฉะนั้นในพรรษานี้ พรรษาปีพุทธศักราช ๒๕๖๙ ให้ลูกหลานทั้งหลายมีทาน มีศีล มีภาวนา จะมากหรือน้อยก็ตามความเหมาะสมที่ตนเองได้ทำ แต่ไม่ทำเสียเลยนั้นไม่น่าจะถูกต้องนะ เกิดมาทั้งทีชีวิตได้พบพระพุทธศาสนาแล้ว ไม่ควรจะประมาทจนเกินไป
เราอยู่ในโลกนี้ ดูซิมีใครบ้างอยู่ชั่วฟ้าดินสลาย ในขณะที่ยังอยู่ดิ้นรนแสวงหาทรัพย์สมบัติสุดอกสุดใจ พอจากไปแล้วก็ทิ้งไว้ทั้งหมด ไม่เห็นเอาอะไรไปด้วยสักอย่าง ทิ้งไว้ในโลกวัฏสงสาร เรายังมีชีวิตอยู่เราจะตั้งอยู่ด้วยความไม่ประมาท เราจะสั่งสมคุณงามความดี สั่งสมบุญกุศลเข้าสู่จิตใจ
อย่างที่หลวงพ่อได้พูด เราจะฝากคุณงามความดีฝากฝีมือไว้ในแผ่นดิน อันนี้ เหมือนกับพูดท้าทายนะ ตามจริงไม่ใช่นะ พูดตามความเป็นจริงให้ฟัง ในจิตใจมันต้องเป็นลักษณะอย่างนั้น จะไปหาฝากความชั่วความเสียหายความเลวให้กับโลกเขา มันก็ไม่น่าจะถูก ควรจะฝากสิ่งที่มันดีไว้ให้ลูกหลานต่อไปภายภาคหน้าจึงจะถูก
หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก จากพระธรรมเทศนา “สร้างอานิสงส์ให้ครบทุกด้าน” แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๙
#การฝึกหัดจิตให้มีสติทุกเมื่อ "...การสำรวมระวังใจ ถ้าอยู่เฉย ๆ ใจไม่มีเครื่องอยู่ให้เอาคำบริกรรม อันใดอันหนึ่งมาเป็นเครื่องอยู่ มาเป็นหลักผูกใจเช่น พุทโธ อานาปานสติ ตามลมหายใจเข้าออก ยุบหนอ พองหนอ หรือสัมมาอรหัง ก็ได้ เอาอันนั้น มาเป็นเครื่องอยู่เสียก่อน นึกคิดอยู่เสมอ ๆ จนเป็นอารมณ์ มีสติควบคุมจิต อยู่ตรงนั้นแหละ จิต อยู่ที่ใด ให้เอาสติไปตั้งไว้ในที่นั่น จึงเรียกว่า ควบคุมจิต รักษาจิต
ที่จะห้ามไม่ให้คิด ไม่ให้นึกนั้นห้ามไม่ได้เด็ดขาด ธรรมดาของจิต มันต้องมีคิด มีนึก แต่หากมีสติ ควบคุมจิตอยู่เสมอ คิดนึกอะไร ก็รู้ตัวอยู่ทุกขณะ เรียกว่าบริกรรมภาวนา การบริกรรมภาวนานี้มิใช่ของเลว คนบางคนเข้าใจว่า เป็นของเลว เป็นเบื้องต้น ที่จริง ไม่ใช่เบื้องต้น
ธรรม ไม่มีเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุดหรอก ธรรมะ อันเดียวกันนั่นแหละ ถ้าหากสติอ่อนเมื่อไร ก็เป็นเบื้องต้นเมื่อนั้น สติแก่กล้า เมื่อไร ก็เป็นท่ามกลาง และที่สุดเมื่อนั้น คือหมายความว่า สติคุมจิต อยู่ทุกขณะจนกระทั่งเป็นมหาสติปัฏฐาน จะยืน เดิน นั่ง นอน ในอิริยาบถใดๆ ทั้งหมด มีสติรอบตัว อยู่เสมอ โดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ให้มีสติ แต่มันเป็นของมันเอง สติควบคุมจิตไปในตัว เมื่อมีสติเช่นนั้น มันก็ไม่เกี่ยวข้องพัวพันกัน กับสิ่งต่าง ๆ เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง ลิ้นลิ้มรสต่างๆ กายได้สัมผัส มันก็เป็นสักแต่ว่า สัมผัส แล้วก็หายไปๆไม่ได้ เอามาเป็นอารมณ์ ไม่เอามาคำนึงถึงใจ อันนั้น เป็นมหาสติแท้ ทีเดียว..."
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี วัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย
“ชีวิต ของหลวงพ่อนี้ ได้สละชีวิต ให้แก่ พระพุทธ ศาสนาแล้ว เพราะฉะนั้น ในชีวิตนี่ ก็ไม่เอาอะไร
นอกจากว่าเรา มีธรรมะอะไร ที่ได้ร่ำเรียนมา ที่จะเป็น ประโยชน์ แก่ท่านทั้งหลายนี้ หลวงพ่อก็จะ ทำแต่อย่างนั้น”
ธรรมะรุ่งอรุณ "สมาธิก่อเกิดความเมตตาเปลี่ยนแปลงจิตใจตนได้" หน้า ๑๕๕
สมเด็จพระญาณวชิโรดม พุทธาคมวิศิษฐ์ จิตตานุภาพ พัฒนดิลก สาธกธรรมวิจิตร วิเทศศาสนกิจไพศาล วิปัสสนาญาณธุราทร ธรรมยุตติกคณิสสรบวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)
สถิต ณ วัดธรรมมงคลเถาบุญนนทวิหาร กรุงเทพมหานคร
#เจ้าประคุณสมเด็จพระญาณวชิโรดม #หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร #มีพระทุกวัน #วัดศรีรัตนธรรมาราม
1. เหนื่อยจากการ "ฝืน" ในช่วงแรก ร่างกายและใจจะประท้วงหนักมาก เพราะเรากำลังทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับความคุ้นเคยเดิมๆ: • ฝืนกาย: การนั่งนิ่งๆ นานๆ หรือการเดินจงกรมหลายชั่วโมง ทำให้เกิดเวทนา (ความเจ็บปวด) ร่างกายจะรู้สึกหนักอึ้งเหมือนแบกหิน • ฝืนใจ: ปกติใจเราชอบคิดฟุ้งซ่าน ชอบความสนุก พอถูกบังคับให้มาอยู่กับลมหายใจ ใจจะดิ้นรนเหมือนปลาที่ถูกจับขึ้นจากน้ำ ความดิ้นรนนี้เองที่สูบพลังงานเราไปมหาศาล
2. เหนื่อยจากการ "ประคอง" เมื่อเริ่มปฏิบัติได้สักพัก ความเหนื่อยจะเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นการ "คุมสติ" ซึ่งต้องใช้พลังงานสูงมาก: • ต้องตื่นตัว ตลอดเวลาเพื่อไม่ให้เผลอไปกับความคิด • เปรียบเสมือนการประคองถ้วยน้ำที่เต็มเปี่ยมเดินขึ้นเขา คุณต้องใช้สมาธิจดจ่อจนกล้ามเนื้อและสมองล้า นี่คือเหตุผลว่าทำไมปฏิบัติธรรมเฉยๆ แต่กลับรู้สึกเพลียเหมือนไปวิ่งมาราธอนมา
3. เหนื่อยจากการ "สู้กับกิเลสที่ลึกซึ้ง" ระดับนี้คือความเหนื่อยแบบที่ พระอาจารย์ตะวัน ท่านเผชิญ คือการเข้าสู่สมรภูมิภายใน: • การขุดรากถอนโคน: เมื่อสมาธิดิ่งลึก ปมในใจ ความกลัว และกิเลสที่ซ่อนอยู่จะทะลักออกมา การต้องเผชิญหน้าและยอมรับความจริงโดยไม่วิ่งหนี ต้องใช้ความกล้าหาญและพลังใจที่เด็ดเดี่ยวอย่างยิ่ง • สภาวะ "ทางตัน": บางช่วงจะรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในหมอก มองไม่เห็นผลลัพธ์ ไม่เห็นความก้าวหน้า ความเหนื่อยตรงนี้มักมาพร้อมกับความท้อแท้
ทำไมความเหนื่อยนี้ถึง "คุ้มค่า"? ความเหนื่อยในทางโลก ยิ่งทำยิ่งหมดแรงและวนเวียน แต่ความเหนื่อยในการปฏิบัติธรรมคือ "ความเหนื่อยเพื่อจบ"
เปรียบเหมือนคนกำลังถากถางป่าเพื่อสร้างถนน แม้จะเหนื่อยสายตัวแทบขาดในวันนี้ แต่เมื่อถนนเสร็จ เขาก็ไม่ต้องเดินลุยโคลนอีกต่อไป
พระอาจารย์ตะวัน ปัญญาวัฒฑโก #ปัญญาวัฒฑโก
|