นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน อาทิตย์ 13 ก.ย. 2026 10:13 am

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: ต้องการความสุข
โพสต์โพสต์แล้ว: ศุกร์ 28 ส.ค. 2026 7:09 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5423
วันนี้เป็นวันพระ หลวงพ่อสร้างวัดมา หลวงพ่อพาพระลูกหลานทำวัตรเย็นทุกวัน ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ วันธรรมดาก็เป็นหน้าที่ของพวกเรา ที่กุฏิก็ควรทำไม่ควรจะขาด จะทำแบบย่อหรือพิสดารก็สุดแท้แต่ เราทำย่อก็ได้ อะระหัง สวากขาโต สุปฏิปันโน และก็ กาเยนะ วาจายะ วะ อย่างที่เคยพาทำนั้นล่ะ

จากนั้นก็แผ่เมตตา อะหังสุขิโตโหมิ ข้าพเจ้าจงเป็นสุข ผู้อื่นจงเป็นสุข ข้าพเจ้าต้องการความสุขอย่างไร ผู้อื่นดวงวิญญาณอื่นทั่วไตรโลกธาตุ ขอให้มีความสุขอย่างที่ข้าพเจ้าต้องการ อย่างที่ข้าพเจ้าปรารถนาทุกดวงใจ อันนี้ก็คือการแผ่เมตตาครอบจักรวาล หลวงปู่หล้าท่านให้แผ่เมตตาอย่างนั้นนะพระลูกพระหลาน

นี่แหละคือการเป็นอยู่ด้วยกัน ถ้าหากว่าทุกคนมีเมตตาต่อกันจะไม่มีเวรมีภัยต่อกัน จะไม่ทำร้ายทำลายกัน เพราะต่างคนก็ต่างมีเมตตา ถ้าเราไปทำให้กับเขา เขาก็เดือดร้อนทุกข์ใจ ถ้าเขามาทำให้กับเรา เราก็เดือดร้อนทุกข์ใจเหมือนกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันไม่ดี อย่าคิด อย่าทำ อย่าพูดให้คนอื่นเดือดร้อนใจ เว้นเสียแต่ว่า สิ่งที่คนนั้นทำไม่ถูกก็ว่ากล่าวตักเตือนด้วยเมตตา อันนั้นก็เป็นธรรมชาติอยู่แล้วในการแนะนำสั่งสอนบอกกล่าว

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “สงบใจไม่ฟุ้งซ่าน”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๙






#อยากบวชเพราะไม่อยากเกิดอีก
เมื่อท่านพระอาจารย์ตั๋น ถิรจิตฺโต พบหลวงพ่อชา สุภัทโท และเมื่อหลวงพ่อชา ทราบว่าเราอยากจะบวช หลวงพ่อชาหันมาถามว่า "ทำไมถึงอยากบวช ?"

เราตอบท่านสั้นๆ ว่า "ผมไม่อยากเกิดอีกครับ"

หลวงพ่อชาท่านก็เงียบไปสักครู่หนึ่ง ท่านก็พูดให้เราฟังว่า "เราน่ะบ้า รู้ตัวมั้ย? มีสองอย่างนะ คือ บ้าข้างบนกับบ้าข้างล่าง

คนบ้า บ้าข้างล่างหมายถึงคนวิกลจริต พูดจาเพ้อเจ้อ ไม่รู้เรื่อง ไม่มีสติ เขาถึงเรียกว่าคนบ้า

คนอยู่ตรงกลาง คือ คนปกติธรรมดาสามัญชนทั่วๆ ไป

บ้าข้างบน หมายถึงพระอริยเจ้า เราน่ะมันบ้าข้างบน รู้ไหม? เป็นพระอริยเจ้า !"

การบวชอยู่ในเพศสมณะนี้ เป็นเพศที่ประมาณค่ามิได้

หลวงพ่อชาถามว่า "เราเข้าใจไหม?"

เราจึงเรียนตอบว่า "เข้าใจครับ"

หลวงพ่อชาถามว่า "เข้าใจว่าอย่างไร?"

เราเรียนตอบท่านว่า "หมายถึงว่า ไม่มีทรัพย์สมบัติ หรือสิ่งมีค่าอะไร จะมามีค่าหรือเทียบเท่ากับการอยู่ในเพศสมณะได้ครับ จึงว่าประมาณค่ามิได้"

หลวงพ่อชากล่าวว่า "ถูกต้องแล้ว"

การบวชเป็นพระ เหมือนอยู่คนละส่วนหรือคนละโลกกับฆราวาสเลย ต้องอดทนมากพอสมควร แต่ก็ได้รับความสงบ อันเกิดจากธรรมเป็นที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในจิตใจ นำสุขมาให้แทน

บางครั้งเราเดินจงกรมอยู่ เราพิจารณาถึงสภาพที่เรามาอยู่ในเพศสมณะนี้แล้ว ไม่น่าเชื่อเลยว่า เรานี้ก็เป็นผู้โชคดีคนหนึ่งทีเดียวนะ ที่ไม่ทราบว่าหลุดรอดเข้ามาได้อย่างไร เราอยู่ในที่ที่ปลอดภัยแล้วในขณะนี้

ช่างน่าสงสารคนทั้งหลาย ที่ยังหลงยังเพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เขานึกว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของเขาแล้ว คือการเที่ยวสนุกสนาน เพลิดเพลินในกามคุณ ๕ ทั้งที่

ความตายกำลังคืบคลานติดตามมาข้างหลังของพวกเขาอยู่ กิเลสตัณหานี้สำคัญนัก น่าสงสารคนทั้งหลายจริง ๆ

คัดลอกบทความจากหนังสือธรรมะ : พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตฺโต วัดบุญญาวาส อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี





โดยปกติแล้วถ้าเราให้ เราก็ได้ คิดแต่
จะได้อย่างเดียวก็ไม่ค่อยจะได้ ขอให้เข้าใจ
ว่าไปที่ไหนก็ตาม ไม่มีที่ไหนสมบูรณ์ทุกอย่าง
ไปที่ไหนมันก็ไม่มี perfect ถ้าคิดแต่
อยากอยู่ในวัด หรือสำนักที่ดีที่สุด สำนัก
ในความฝัน จะทุกข์มาก เพราะว่าทุกแห่ง
จะต้องมีบางสิ่งบางอย่างหรืออะไรสักอย่าง
ที่ไม่ดี หรือไม่เป็นที่พอใจ ถ้ายึดติดในภาพ
ว่ามันควรเป็นอย่างไร เราจะหงุดหงิด
และรำคาญกับความเป็นจริงตลอดเวลา
จะไปสถานที่สวยที่สุด ดีที่สุด มันจะต้อง
มีอะไรสักอย่างที่ไม่สวย ที่ไม่ดีที่สุด
วัฏฏสงสารมันเป็นอย่างนี้เอง สถานที่นี้
ก็เหมือนกัน สวยแต่ว่า ... สวยมากแต่ว่า ...
โลกนี้ต้องมีคำว่า แต่ว่า พ่วงพันอยู่เสมอ
ที่นี่ดี แต่ว่ายังมีเสียงจากถนนรบกวนบ้าง
อาตมาเคยมาพักที่เรือนไทยโน่นสวยมาก
แต่ว่ายุงเยอะ ตัวโตๆ ทั้งนั้น อะไรที่มัน
ดีทุกอย่าง ไม่มีในโลก นักปราชญ์ทราบ
ความจริงข้อนี้แล้วย่อมไม่โกรธ แต่ท่าน
ค่อยๆ แก้ในสิ่งที่แก้ได้ ส่วนที่แก้ไม่ได้จริงๆ
ท่านก็ปล่อยวาง สำนักไหนมีความเคารพ
ต่อวินัย มีการสนับสนุนในด้านสมาธิ และ
ปัญญาอย่างถูกต้อง น่าจะดีพอ ...
...
สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร





#ทำบุญภายในด้วยกุศลจิต
"...หาอุบายทำบุญ ด้วยบุญที่เกิดจากกุศลจิตเป็นการทำบุญภายใน ไม่ใช่การทำบุญภายนอกด้วยวัตถุสิ่งของ แต่เราทำบุญโดยการสร้างกุศลจิต สร้างจิตที่ผ่องใสมีคุณงามความดี เป็นจิตไม่ตระหนี่เหนียวแน่น จิตไม่เกิดโทสะ มานะ ทิฏฐิ จิตไม่ประกอบด้วยกิเลส จึงเป็นบุญมหาศาลหาค่ามิได้ เกิดจากจิตภายใน ถ้าเราทำอย่างนี้อยู่เสมอๆก็เป็นบุญอยู่ทุกอิริยาบถ และเราก็เห็นบุญในตัวของเรา ชมเชยบุญของเราหรือการที่เราละความชั่วได้ เราไม่เก็บความชั่วไว้ในตัวของเรา อันนั้นก็เป็นบุญกุศลเกิดขึ้นที่จิต เราเองก็รู้สึกชื่นชมยินดีในตัวของเรา จะพากันไปหาบุญที่ไหนอีก บุญไม่ได้อยู่นอกเหนือไปจากจิตนี้หรอก ขอให้พากันสะสมบุญอย่างนี้ ขึ้นภายใน จิต ของตนทุกคน..."

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี






อย่าไปยุ่ง เขาอยากด่าให้เขาด่า เขาอยากจะสรรเสริญก็ให้เขาสรรเสริญ เขาอยากจะนินทากลั่นแกล้ง ก็ให้เขานินทากลั่นแกล้ง ให้มันเป็นเรื่องของเขา เราอย่าเกี่ยว ใจของลูกจะมีแต่ความสุข
.
ไอ้เรื่องรับคำนินทา รับคำสรรเสริญนี่พ่อรับมาแล้ว มันกลุ้มเหลือเกินลูกรัก ทำให้ไม่สบายทั้งกายทั้งใจ การนินทาว่าร้ายเป็นเรื่องธรรมดา ไม่เห็นว่ามันดีมันชั่ว
.
เพราะถ้อยคำของคนไม่สนใจ ในเมื่อเราดีเสียแล้ว ใครเขาจะว่าชั่วก็เป็นเรื่องของเขา เราก็ไม่ชั่วไปตามปากเขา ถ้าเราชั่วใครเขาจะมาชมว่าเราดี เราก็ไม่ดีไปตามเขาว่า
.
ที่มา : หนังสือ คำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง เล่มที่ ๔๓
โดย...หลวงพ่อพระราชพรหมยาน





#ความชั่วของตัวมองไม่เห็น
"...คนอื่นไม่ดี เราพอรู้ได้ แต่เราเป็นคนไม่ดีในการคิด การพูดและการทำไม่ค่อยจะรู้เรื่องของตัว จึงหาทางแก้ไขยาก ทำนองเรามองดูขนตาคนอื่นเห็นได้ชัด แต่พอย้อนกลับมามองดูขนตาของเราเองเลยไม่เห็น ต้องใช้กระจกเงาเข้าช่วยมองจึงเห็นได้ การมองดูความผิด ถูก ชั่ว ดี ของตัวก็ต้องใช้ปัญญา ซึ่งเปรียบกับกระจกเงาส่องเข้าหาตัวเราเสมอ เราสังเกตคนอื่นอย่างไร ควรจะ ใช้ความสังเกตตัวเราในทำนองเดียวกัน หรือมากกว่านั้น ถ้าใช้ความสังเกตสอดรู้ตัวเองดังที่ว่านี้ จะต้องเห็นจุดดีชั่ว ซึ่งแสดงอยู่ภายในตัวได้ชัด และพอมีทางแก้ไขและส่งเสริมได้เป็นลำดับ ในธรรมที่กล่าวมานี้คือธรรมที่ชี้บอกให้ค้นหาของดีในตัวของเราแต่ละรายๆ พยายามถอดถอนสิ่งที่ชั่วออกไป..."

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน







*** ตัดโมหะ ***

.....ความจริงโมหะนี้ต้องใช้ "ปัญญา" ด้านปัญญานะ เพราะการตัดโมหะหมายถึงการเป็นพระอริยเจ้าเบื้องสูง ถ้าตัดโมหะได้ก็เป็นพระอรหันต์ได้ ถ้าตัดโมหะยังไม่หมดก็เป็นพระกังหัน

ความจริงเป็นพระอรหันต์ท่านเป็นไม่ยาก แต่เราเป็นไม่ได้ (หัวเราะ) เพราะอะไรรู้ไหม? เราจะเป็นเมื่ออะไรก็เป็นได้ แต่เราไม่เป็นเสียอย่าง

การตัดโมหะ ไอ้โมหะนี่แปลว่า "หลง" คำว่าหลงคือไม่ยอมรับความจริง นี่เรื่องสำคัญ คนเราที่มีความทุกข์อยู่เพราะจิตไม่ยอมรับความเป็นจริง ถ้าจิตยอมรับความเป็นจริงก็หมดทุกข์

คำว่า "หมดทุกข์" ไม่ใช่ร่างกายมันไม่ทุกข์ร่างกายมีสภาพเสื่อม ปัญญาก็ยอมรับว่าร่างกายของคนและสัตว์ก็มีสภาพเสื่อมลงไปทุกวัน สำหรับวัตถุธาตุก็เช่นเดียวกันมีสภาพเสื่อมไปทุกวัน

เมื่อจิตยอมรับแบบนี้ว่า. ร่างกายเราจะเสื่อม ร่างกายสัตว์ที่เราเลี้ยงจะเสื่อม วัตถุธาตุและเสื่อม จิตก็เป็นสุขเพราะรู้อยู่ก่อน...

โดย พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ
( หลวงพ่อฤาษีลิงดำ )
วัดท่าซุงจังหวัดอุทัยธานี

' ธรรมปฏิบัติ ๗๗ '

" ทางสายพระอริยบุคคล"
๒๗ สิงหาคม ๖๙





“หมั่นทำเข้าไว้
พระท่านคอยจะช่วยเราอยู่แล้ว
แล้วเรา ... ได้ช่วยเหลือตัวเองก่อนหรือยัง”

หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ
วัดสะแก อยุธยา





ฝึกตนเป็นที่พึ่ง
...
ในการพัฒนาตน การเจริญในตนนั้น
เราต้องมีฉันทะที่อยากจะพัฒนาตนด้วย
ความอยากอย่างนี้ไม่ถือว่าเป็นกิเลส
เป็นสิ่งที่ดี เราต้องอยากพัฒนาตน
อยากฝึกตน และความอยากฝึกตน
ต้องเกิดจากความหวังดีต่อตัวเอง
ต้องการให้ตัวเองได้ดี ต้องการให้
ตัวเองทำดี ต้องการให้ตัวเองฝึกดี ...
เพราะฉะนั้น เราต้องเป็นเพื่อนกับตัวเอง
ต้องหวังดี ต้องมีเมตตาต่อตัวเอง
แต่หากเราไม่รักษาศีลเราจะมองตัวเอง
ในแง่ร้าย ถึงแม้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่เรา
ทำแบบปิดบังอำพราง คนอื่นไม่รู้ แต่ตัวเองรู้
มันก็ทำให้ความรู้สึกต่อตัวเองไม่ค่อยจะดี
มองตัวเองในแง่ร้าย การที่จะหากำลังใจ
ที่จะฝืนกิเลสเพื่อฝึกตนจะน้อย เพราะหาก
เป็นทุกข์แล้วเราจะรู้สึกเหมือนกับสมน้ำหน้า
คนไม่ดี จะเอาความดีได้อย่างไร จะเอา
ความดีไปทำอะไร ตัวเองไม่ดี นี่คือเป็นตัวมาร
อยู่ในใจ อยู่ในสมอง ที่คอยบอกว่า เราเป็น
คนไม่ดี เราไม่สมควรที่จะทำความดี หรือ
เข้าถึงความดี การมองตัวเองในแง่ร้ายอย่างนี้
ซึ่งดูแล้วก็น่าสงสารเหมือนกัน เกิดจากการ
ไม่รักษาศีล เพราะเหตุผลที่คนจะว่าตัวเอง
ว่าไม่ดี มักจะเป็นเรื่องของศีลทั้งนั้น
เพราะฉะนั้น ศีลเป็นที่พึ่ง ขาดศีลก็ขาดที่พึ่ง

บ้านบุญ สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี
(พระอาจารย์ชยสาโร)ฝึกตนเป็นที่พึ่ง
...
ในการพัฒนาตน การเจริญในตนนั้น
เราต้องมีฉันทะที่อยากจะพัฒนาตนด้วย
ความอยากอย่างนี้ไม่ถือว่าเป็นกิเลส
เป็นสิ่งที่ดี เราต้องอยากพัฒนาตน
อยากฝึกตน และความอยากฝึกตน
ต้องเกิดจากความหวังดีต่อตัวเอง
ต้องการให้ตัวเองได้ดี ต้องการให้
ตัวเองทำดี ต้องการให้ตัวเองฝึกดี ...
เพราะฉะนั้น เราต้องเป็นเพื่อนกับตัวเอง
ต้องหวังดี ต้องมีเมตตาต่อตัวเอง
แต่หากเราไม่รักษาศีลเราจะมองตัวเอง
ในแง่ร้าย ถึงแม้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่เรา
ทำแบบปิดบังอำพราง คนอื่นไม่รู้ แต่ตัวเองรู้
มันก็ทำให้ความรู้สึกต่อตัวเองไม่ค่อยจะดี
มองตัวเองในแง่ร้าย การที่จะหากำลังใจ
ที่จะฝืนกิเลสเพื่อฝึกตนจะน้อย เพราะหาก
เป็นทุกข์แล้วเราจะรู้สึกเหมือนกับสมน้ำหน้า
คนไม่ดี จะเอาความดีได้อย่างไร จะเอา
ความดีไปทำอะไร ตัวเองไม่ดี นี่คือเป็นตัวมาร
อยู่ในใจ อยู่ในสมอง ที่คอยบอกว่า เราเป็น
คนไม่ดี เราไม่สมควรที่จะทำความดี หรือ
เข้าถึงความดี การมองตัวเองในแง่ร้ายอย่างนี้
ซึ่งดูแล้วก็น่าสงสารเหมือนกัน เกิดจากการ
ไม่รักษาศีล เพราะเหตุผลที่คนจะว่าตัวเอง
ว่าไม่ดี มักจะเป็นเรื่องของศีลทั้งนั้น
เพราะฉะนั้น ศีลเป็นที่พึ่ง ขาดศีลก็ขาดที่พึ่ง

บ้านบุญ สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี
(พระอาจารย์ชยสาโร)





“..จงเป็นผู้มีสติปัญญารู้เท่าทันความเคลื่อนไหวของจิตทุกลมหายใจเข้าออกและทุกอิริยาบถ เว้นเสียแต่หลับ เมืองพระพุทธศาสนาเป็นเมืองอันแดนเกิดแห่งความสงบสุข แต่ผู้บำเพ็ญเพียรทางจิตก็ต้องทราบไว้ว่า เมืองอันเป็นแดนเกิดแห่งความสงบนี้มีอารมณ์อันเป็นข้าศึกที่จะมายั่วยวนจิตใจมาก ถ้าหากเราไม่มีสติปัญญารู้เท่าทันอารมณ์อันมายั่วยวนจิตแล้ว เราก็ต้องตกไปเป็นทาสของกิเลสอย่างไม่มีปัญหา

การปฏิบัติธรรมทางจิตเราต้องเป็นผู้มีสติปัญญาพิจารณาสังขารธรรมอันปัจจัยปรุงแต่ง หรือธรรมที่เป็นอารมณ์ของวิปัสสนา ทั้งที่เป็นอุปาทินนกสังขารและอนุปาทินนกสังขาร ให้เห็นด้วยปัญญาว่าสังขารทั้งปวงตกอยู่ในไตรลักษณ์ ดังพระพุทธเจ้าตรัสว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง, สพฺเพา สงฺขารา ทุกฺขา สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ สพฺเพธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งสิ้นเป็นอนัตตา

นิมิตที่เกิดขึ้นกับผู้เจริญสมณะธรรมนั้นมีอยู่ ๒ ประการ ประการที่หนึ่งเกิดขึ้นเพราะเทพบรรดาล ประการที่สองเกิดขึ้นเพราะอาศัยสมาธินิมิต นิมิตจะเป็นประเภทใดก็ตามขอให้เราผู้เจริญธรรม จงเป็นผู้มีสติปัญญารู้เท่าทันอารมณ์หรือนิมิตที่เกิดขึ้นนั้นด้วยปัญญา ให้มีสติปัญญาทำความรู้เฉพาะจิต กำหนดจิตพิจารณาสังขารทั้งปวงให้เห็นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อย่าไปยึดมั่นด้วยอุปาทานว่านี่เรานี่ตัวของเรา เมื่อเรามีสติปัญญาแก่กล้ารู้แจ้งเห็นจริงในสังขารทั้งปวงแล้ว จิตก็จะเบื่อหน่ายเกลียดชังในสังขาร เมื่อจิตเบื่อหน่ายเกลียดชังในสังขารแล้ว จิตก็จะปล่อยจะละจะวางในสังขาร ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในอุปาทานขันธ์ ฉะนั้นขอให้ตั้งใจบำเพ็ญเพียรมีสติปัญญารอบคอบอย่างประมาท..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระญาณวิศิษฏ์สมิทธิวีราจารย์ (หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม) วัดป่าสาลวัน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา
(พ.ศ.๒๔๓๒-๒๕๐๔ )
ที่มา ชีวประวัติ ของพระอาจารย์จันทร์ เขมัปปัตโต พิมพ์แจกเป็นธรรมบรรณาการ ในงานถวายเพลิงศพ ๑๐-๑๑ มกราคม ๒๕๑๙






ครั้นขาดลมหายใจแล้ว สมบัตินี้ก็เป็น
สมบัติของโลก อัตภาพร่างกายนี้ก็เป็น
สมบัติของโลก มันเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม
เป็นไฟ แล้วผู้ที่ไปนั่นคือผู้ที่ท่องเที่ยวอยู่
ในสังสารจักรไม่มีที่สิ้นสุด คือดวงวิญญาณ
ดวงจิต ดวงวิญญาณนี่แหละที่ท่องเที่ยวอยู่
เกิดอยู่บ่อยๆ นั่นแหละ

“สํสรนฺตา ภวาภเว สงฺสาเร สงฺสรนฺโตโส
สงฺสารา ทุกฺคโตโนติ สงฺสารํ อินิมา”

พวกเราที่ท่องเที่ยวอยู่ในสังสารจักรนี้
ไม่ใช่เราเกิดมาชาติเดียวเท่านี้ นับภพนับชาติ
ที่เราท่องเที่ยวอยู่ ต่ำๆ สูงๆ จนเกิดเป็น
สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน สารพัดมันเป็น
เราไปสวรรค์ก็ได้ขึ้นไป เราไปพรหมโลก
ก็ได้ขึ้นไป ลงไปนรก ก็นับกัปนับกัลป์ไม่ได้
เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้ว เราควรประพฤติ
แต่กรรมอันดี ...
...
หลวงปู่ขาว อนาลโย






"...ทานที่เป็นบุญกิริยาวัตถุโดยตรง
คือการให้การสละ เพื่อกำจัดโลภะ
ความโลภ ตลอดถึงมัจฉริยะความตระหนี่
ทานที่นับว่าจะอำนวยผลอันไพบูลย์
ต้องประกอบด้วยเจตนาสมบัติ
ถึงพร้อมด้วยเจตนา คือ มีเจตนาดีก่อนแต่ให้
กำลังให้และให้แล้ว วัตถุสมบัติถึงพร้อมด้วยวัตถุ
คือ วัตถุนั้น ๆ เป็นของไม่ต้องห้ามทางศีลธรรม
และแสวงหาได้มาโดยสุจริต
มีจำนวนส่วนสิ่งพอเหมาะสมัยและความ
ต้องการ ตามฐานะของผู้ให้
ปฏิคาหกสมบัติ ถึงพร้อมด้วยผู้รับ
คือ ผู้รับทานเป็นผู้สมควร เพื่อรับอนุเคราะห์ สงเคราะห์ และเพื่อรับบูชา อย่างสูง
เป็นพระอริยทักขิไณยบุคคล
สมบัติทั้ง ๓ ประการนี้เมื่อย่อหย่อน
ผลก็อ่อนลงพอสมควรแก่กัน..."

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร






“..ธรรมเป็นเครื่องปกครองทรัพย์สมบัติ และปกครองใจ ถ้าใจมีธรรมมากหรือน้อย มีทรัพย์สมบัติมากหรือน้อย ย่อมมีความสุขพอประมาณถ้าขาดธรรมเพียงอย่างเดียว ลำพังความอยากของใจที่พยายามหาทรัพย์ให้ได้กองเท่าภูเขาก็ยังหาความสุขไม่เจอ เพราะนั้นเป็นเพียงเครื่องอาศัยของกายและใจ ถ้าใจไม่ฉลาดด้วยธรรมเพียงอย่างเดียว จะไปอยู่ในโลกใด และมีกองสมบัติเท่าใด ก็เป็นเพียงโลกเศษเดน และกองสมบัติเศษเดนเท่านั้น ไม่มีประโยชน์อะไรแก่ใจเลยสักนิดเดียว ความสมบุกสมบัน การได้รับทุกข์ทรมาน ความอดความทน และความทนทานต่อสิ่งกระทบกระทั่งต่าง ๆ ไม่มีอะไรแข็งแกร่งเท่าใจ ใจถ้าได้รับความช่วยเหลือที่ถูกทาง ใจจะกลายเป็นของประเสริฐขึ้นมา ให้เจ้าของได้ชมอย่างภูมิใจ และอิ่มพอต่อเรื่องทั้งหลายทันที..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 21 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO