|
. ..บัดนี้คำพูดไพเราะเสนาะหูอ่อนหวานผู้คนก็อยากได้ยินได้ฟัง พูดแต่วาจาที่ดีเป็นเจรจาที่ชอบ เมื่อเราพูดแล้วมันมีผลประโยชน์ที่ดี เราก็ควรพูดเรื่องนั้น ทางด้านจิตใจก็เหมือนกัน เราก็ควรพยายามฝึกฝนอบรมจิตใจของตนให้มีเมตตา เหมือนพวกเราอยู่ด้วยกันอย่างนี้ให้มีเมตตาต่อกันและกัน ไม่คิดเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ให้อยู่ให้มีความสุขด้วยกันทุกคนทั่วหน้า ใครมาก็ดียังไม่มาก็ดี เรียกว่าเราตั้งจิตของเราให้มีเมตตา เราก็จะอยู่ด้วยกันมีความสุข เหตุฉะนั้น การทำดีทำชั่วเป็นหน้าที่พวกเราที่จะศึกษา การทำไม่ดีไม่งามก็ให้พวกเราละปล่อยวางทิ้งไป ถ้าพูดจาปราศรัยมันไม่ถูก มันเถียงมันทะเลาะกันมันไม่ดีไม่งาม ก็ขอให้ปล่อยวางเสีย ถ้าหากเคยพูดยุแหย่กันให้มันแตกกันก็ละทิ้งไปเสีย ถ้าหากพูดจาเหลวไหลพูดมาก พูดจาไม่มีเหตุไม่มีผลไม่มีประโยชน์ เรียกว่ามีแต่ลมฝนไม่ตก พูดมากแต่ไม่มีคำที่จะเอามาเป็นประโยชน์ก็เรียกว่าพูดเพ้อเจ้อเหลวไหล ก็ให้ละปล่อยวางไปเสียมาพูดจาปราศรัยในทางที่สุจริตต่อกัน พูดสมานสามัคคีปรองดองกัน พูดจาให้มีความไพเราะต่อซึ่งกันและกัน พูดให้มีเหตุผลดี ดีทั้งชาตินี้และชาติหน้า ก็จะเรียกว่าเป็นคนที่พูดจาปราศรัยมีคุณค่ามีประโยชน์..
..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..
“น้ำตาลเคลือบยาขม”
ความจริงของ โลกธรรมทั้ง4 นั้น มันเป็นทุกข์ ไม่ได้เป็นสุขที่แท้จริง มันเป็นความสุขที่อำพรางความทุกข์เอาไว้ เป็นเหมือนน้ำตาลเคลือบยาขม น้ำตาลที่เขาเคลือบยาขมนี้เพื่อให้เรากินยาได้ง่าย พอได้กินยาแบบขมๆมันจะกลืนไม่ลง เลยต้องเคลือบน้ำตาลบางๆไว้เป็นผิวเคลือบยาขม เวลาเข้าปากเราจะได้แตะความหวาน เราก็จะกลืนยาลงไปได้ แต่ความจริงแล้วภายใต้ผิวบางๆของน้ำตาลก็คือยาที่ขมที่กลืนไม่ลงกินไม่ลง ฉันใดความสุขในโลกนี้ที่เราหลงใหลกันนั้นมันก็เป็นเหมือนกับน้ำตาลเคลือบยาขม หรือความสุขผิวบางๆที่เคลือบความทุกข์เอาไว้หลอกเรานั่นเอง
พอเราเห็นความสุขที่ได้จาก ลาภ ยศ สรรเสริญ จากรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เราก็ยังอยากได้กัน แต่เราไม่เคยคิดเลยว่ามันเป็นความสุขแบบผิวเผิน เป็นความสุขบางๆ เป็นความสุขชั่วประเดี๋ยวประด๋าว ได้มาแล้วเดี๋ยวมันก็จางหายไป พอมันจางหายไป มันก็เอาความสุขที่เราได้ไปกับมันด้วย แล้วสิ่งที่เข้ามาแทนที่ ก็คือความเศร้าใจ ความทุกข์ใจ ความเหงา ความว้าเหว่ อันนี้แหละ สาเหตุที่พวกเรามีความทุกข์ใจกัน มีความว้าเหว่ มีความเศร้า มีความหงุดหงิด ก็เพราะเราสูญเสียความสุขที่เราได้จากลาภ ยศ สรรเสริญ จากรูป เสียง กลิ่น รส ต่างๆไป
แต่เราก็ไม่รู้วิธีที่เราจะปฏิบัติกับสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไรเพื่อให้เราไม่เศร้าใจ ไม่ทุกข์ใจ เพราะเวลาที่เราสูญเสีย ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขไป จากการเสพรูป เสียง กลิ่น รส ต่างๆ เราก็กลับไปหามาใหม่เพิ่มขึ้น พอเงินทองหมดไม่พอใช้ก็ต้องรีบไปหาเงินมาใหม่ พอเสียตำแหน่งไป ก็ต้องวิ่งเต้นหาตำแหน่งใหม่ เช่นพวกที่เป็นนักการเมือง นักเลือกตั้ง ทุก4 ปีก็มีการเลือกตั้ง เลือกเป็นส.ส. จากส.ส. เขาก็เลือกไปเป็นรัฐมนตรี เป็นนายกฯ แต่พอ 4 ปีผ่านไป ยศ ตำแหน่งเหล่านี้ก็หมดไป แทนที่เขาจะเข็ดว่าได้มาแล้วก็หมดไป หมดไปแล้วก็รู้สึกเศร้าใจ เสียใจ ก็ไม่เข็ด กลับไปหาใหม่ กลับไปสมัครเลือกตั้งใหม่ ก็จะต้องเลือกจนกระทั่งไม่มีใครเลือกถึงจะยอมรับความจริงว่า ไม่มีทางที่จะได้ยศได้ตำแหน่งเหล่านี้อีกต่อไป ก็อาจจะยอมรับกับความจริง แล้วก็หยุดวิ่งเต้นเพื่อหายศ หาตำแหน่งต่างๆเหล่านี้
แต่เวลาที่ไม่มียศไม่มีตำแหน่ง “ความอยากมันก็ยังไม่หยุด” มันก็ยังอยากมีอยู่ เห็นคนอื่นเขาได้ยศได้ตำแหน่งก็รู้สึกอิจฉา ริษยา ไม่พอใจ ไม่มีความสุขใจ ก็เป็นความทุกข์อีกอย่างหนึ่ง มีแต่ความทุกข์ทั้งนั้น ถ้าเราไปยุ่งกับ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข แต่ถ้าเราไม่ได้มาเจอคำสอนของพระพุทธเจ้านี้ เราจะไม่รู้จักวิธีที่จะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร เวลาเงินไม่พอใช้ เราก็จะต้องไปหาเงินมาเพิ่ม เวลาเราไม่มียศไม่มีตำแหน่ง ก็ต้องไปวิ่งเต้นหายศหาตำแหน่ง เวลาใครมาตำหนิติเตียนเราไม่ยกย่องสรรเสริญเรา เราก็ต้องพยายามหาอะไร ที่จะทำให้คนมายกย่องสรรเสริญ เวลาที่เราสูญเสียความสุขจากรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ชนิดต่างๆไป เราก็ต้องพยายามไปหารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ชนิดใหม่มาอยู่เรื่อยๆ เช่นเราไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ พอกลับมาบ้านความสุขที่ได้จากการไปเที่ยวก็หมดไป เราก็ต้องออกไปเที่ยวใหม่ ออกไปเที่ยวอยู่เรื่อยๆ กลับมาบ้านความสุขนั้นก็หายไป อยากจะได้ความสุขนั้นก็ต้องออกไปเที่ยวอีก แล้วก็ต้องมีวันใดวันหนึ่งที่เราจะไม่สามารถออกไปเที่ยวได้ ที่เราจะไม่สามารถหาลาภ ยศ สรรเสริญได้
เพราะร่างกายของเรา ที่เป็นเครื่องมือในการหาความสุขต่างๆ มันก็เป็นของไม่เที่ยงเหมือนกัน มันก็เป็นของที่มาให้ความทุกข์กับเราเหมือนกัน เวลาร่างกายเราเข้าสู่ความแก่ เข้าสู่ความเจ็บไข้ได้ป่วย เข้าสู่ความตาย แทนที่มันจะหาความสุขให้กับเราเหมือนกับที่มันเคยทำมา ที่นี้มันก็จะหาความทุกข์มาให้กับเรา ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ได้ป่วยก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งที่เรารักเราชอบก็เป็นทุกข์ นี่คือปัญหาของพวกเราที่เกิดจากความหลง แล้วก็ไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาแบบนี้ได้อย่างไร ถ้าไม่ได้มาเจอกับพระพุทธศาสนา ไม่ได้มาเจอกับคำสั่งคำสอนของพระพุทธเจ้า
เราก็จะแก้ปัญหาแบบวิธีผิดๆไปเรื่อยๆ พอสูญเสียลาภไปก็ไปหาลาภใหม่ สูญเสียยศก็ไปหายศใหม่ สูญเสียสรรเสริญก็ไปหาสรรเสริญใหม่ สูญเสียความสุขรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะชนิดต่างๆ เราก็ไปหา รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ชนิดใหม่มาเติมอยู่เรื่อยๆ เราก็จะทำอย่างนี้ไปจนกว่าร่างกายเราจะไม่สามารถทำหน้าที่นี้ได้ เมื่อร่างกายเราพบกับความแก่ ความเจ็บไข้ได้ป่วย และความตาย ตอนนั้นชีวิตเราก็จะมีแต่ความทุกข์ทรมาน ไม่มีความสุขเลย เพราะไม่สามารถหาความสุขจากลาภ ยศ สรรเสริญ จากรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะชนิดต่างๆได้นั่นเอง.
ธรรมะหน้ากุฏิ วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๗
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี
สุวฑฺฒโนวาท ... “กำหนดรู้อยู่ที่ลมหายใจเสมอ ๆ เมื่อไร เมื่อนั้นจะได้พบความสงบใจ เป็นความสุขสงบอย่างยิ่ง” ... สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร
#โอวาทธรรม #หลวงปู่ฝั้น_อาจาโร
“เมื่อจิตสงบแล้ว ก็เห็น”
“เมื่อจิตของเราสงบภายในแล้วอุปมาเหมือนน้ำสงบ น้ำสงบแล้วก็ใส ใสแล้วก็มองเห็นเหตุ มองเห็นผล มองเห็นบุญกุศล มองเห็นสุข มองเห็นทุกข์ มองเห็นดี มองเห็นชั่ว”
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
" เมื่อ...จิตละได้แล้ว มันก็...วาง จากรูป วาง จากรูป มันก็ถึงอรูปภพ อรูปภพ คือ...เป็นอย่างไร คือ...จิตวางหมด ไม่มีอะไร เหลือแต่...ผู้รู้
ความรู้นี่แหละ เป็นของสำคัญ ที่เรียกว่า...พุทโธ คือ...ผู้รู้
เพราะเหตุนี้ เราก็มาแสวงหา...ความรู้ เราต้องการ ความรู้ เรา ก็ทำความรู้ นั้นอยู่ พิจารณาความรู้ นั้นอยู่
ความรู้นี้ ไม่ใช่มืด ไม่ใช่แจ้ง ไม่ใช่สว่าง ไม่ใช่หลง
ความที่มันหลง เราก็รู้อยู่ มืด...เราก็รู้อยู่ สว่าง...เราก็รู้อยู่ สุข...มันก็รู้อยู่ ทุกข์...มันก็รู้ อย่างนี้." _____________________________________ (หลวงปู่ฝั้น อาจาโร)
#ไปเอาบุญ_แต่ไม่เจอบุญ "... บางทีก็พากันไปแสวงหาบุญกัน ไปรถบัสคันใหญ่ ๆ สองคันสามคันพากันไป ไปกันบางทีทะเลาะกัน เสียบนรถก็มี บางทีกินเหล้าเมากันบนรถก็มี
ถามว่าไปทำไม ไปแสวงบุญกัน ไปแสวงหาบุญ ไปเอาบุญ แต่ไม่ละบาป ก็ไม่เจอบุญกันสักที มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ
อันนี้มันอยู่อย่างนี้ (ของวางอยู่) มันจะสะดุดเท้าเราใช่ไหม ให้มองดูใกล้ ๆ มองดูตัวเรา พระพุทธเจ้าท่านให้มองดูตัวเรา ให้สติสัมปชัญญะอยู่รอบ ๆ ตัวเรา ท่าน..สอนอย่างนี้
บาปกรรมทำชั่วทั้งหลาย มันเกิดขึ้นทั้งทางกาย ทางวาจา ทางใจ บ่อเกิดของบาปบุญคุณโทษ.. ก็คือกาย วาจา ใจ เราเอากาย วาจาใจมาด้วยหรือเปล่าวันนี้ หรือเอาไว้ที่บ้าน
นี่ต้องดูอย่างนี้ ดูใกล้ ๆอย่า ไปดูไกลเราดูกายของเรานี่ ดูวาจา ดูใจของเรา ดูว่า ศีลของเราบกพร่องหรือไม่อย่างนี้ ไม่ค่อยจะเห็นมี ..."
"""""""""""""""""""""""""""""""""" #หลวงพ่อชา_สุภัทโท วัดหนองป่าพง ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี (พ.ศ.๒๔๖๑ - ๒๕๓๕)
ในครั้งพุทธกาล ผู้หญิงกับผู้หญิงอิจฉากัน ผลที่สุดอาฆาตกัน คนนั้นก็จองเวรกัน คนหนึ่งก็ตาย ขณะตายลูกอยู่ในท้อง เพราะคนหนึ่งอิจฉาเอายาให้กิน ลูกตายอยู่ในท้อง คนที่ตายก็อิจฉา เอาเถอะชาตินี้ข้าตายเพราะเธอ เธอเอายาให้้ข้ากินตาย เกิดชาติหน้าขอให้ข้าได้จองเวรกับเธอ
พอตายไปแล้วก็ไปเกิดเป็นแมว ผู้หญิงที่เป็นผู้ให้ยากินก็ไปเกิดเป็นไก่ ผลที่สุดแมวก็ไปกินไก่ กินไข่ไก่ พอกินไข่ไก่ กินลูกไก่อีก ตัวแม่ไก่นี้ก็เอาเถอะ ข้าพเจ้าสู้เธอไม่ได้ชาตินี้นะ ชาติหน้าขอให้ข้าพเจ้าได้ผูกพยาบาทอาฆาตจองเวรกับเธออีกนะ
จากนั้นตัวแม่ไก่ไปเกิดเป็นเสือ ตัวแมวไปเกิดเป็นวัว เสือก็ไปกินลูกวัวก่อน ไปๆ มาๆ กินแม่วัวอีก แม่วัวก็ตาย เอาเถอะเกิดชาติหน้าขอให้ข้าพเจ้าได้จัดการกับเธออีก ผลที่สุดมาเกิดเป็นยักขินี และมาเกิดเป็นคน
นี่แหละจุดนี้แหละ จองเวรกัน การผูกพยาบาทอาฆาตจองเวรกันไม่เป็นผลดีสำหรับเราทุกๆ ท่านเลย การแผ่เมตตาต่อกันนี้ดีสุด ข้าพเจ้าจงเป็นสุข ผู้อื่นจงเป็นสุข ข้าพเจ้าต้องการความสุขอย่างไร ผู้อื่น สัตว์อื่น วิญญาณอื่น ก็ขอให้มีความสุขอย่างที่ข้าพเจ้าต้องการ อย่างที่ข้าพเจ้าปรารถนาทุกดวงใจด้วยเทอญ อันนี้แหละคือแผ่เมตตา
ถ้าพวกเรามีเมตตา เมตตาธรรมค้ำจุนโลก อยู่ ณ สถานที่ใดมีแต่ความร่มเย็นผาสุก ถ้าหากว่าเรามีความอิจฉาพยาบาทอาฆาตจองเวรต่อกัน จะหาความสงบสุขไม่ได้ในชุมชนในสังคมในโลกมนุษย์ของพวกเรา เราต่างคนก็ต่างมาเกิด ต่างคนก็ต่างสร้างคุณงามความดี ไม่ถึง ๑๐๐ ปี ต่างคนก็ต่างไปนะ หลวงพ่อก็ ๘๒ ปีแล้วคงไม่ถึง ๑๐๐ ปีหลวงพ่อก็จะจากไปแล้ว มีแต่จะฝากคุณงามความดี ฝากฝีมือไว้ในแผ่นดินเท่านั้นเอง หลวงพ่อก็ไปตามอัตภาพไปตามอายุสังขาร เกิด แก่ เจ็บ ตาย พวกเราทุกๆ ท่านก็ไม่แพ้กันนะลูกหลาน เดินตามหลังกันไปเรื่อยๆ เห็นไหมหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงตามหาบัว หลวงปู่หล้า หลวงปู่ศรี มหาวีโร พวกท่านไปไหน ท่านก็จากไป หลวงพ่ออินทร์ก็จะเดินตามหลังครูบาอาจารย์ท่านเหล่านั้นล่ะ
อันนี้ หลวงพ่อไม่ได้เอาความตายมาขู่ให้ให้พวกเรากลัวนะ แต่ชี้ให้ดูว่ามันจริงไหมเท่านั้น มันจริงอย่างนั้นไหม เพราะฉะนั้นพวกเราอย่าตั้งอยู่ในความประมาท ให้ประกอบคุณงามความดี สิ่งไหนที่เป็นสิ่งที่ดี ควรจะคิดดี ทำดี พูดดี แล้วก็จะมีแต่ความเจริญในจิตในใจ จิตใจแกล้วกล้าอาจหาญ ถ้าหากว่าข้าพเจ้าตายไป ข้าพเจ้าต้องไปสู่ความสุขความเจริญ ไปสู่สวรรค์แน่ๆ เพราะข้าพเจ้าไม่ได้ทำความชั่วเสียหาย นี่แหละอันนี้ก็คือในจิตในใจของพวกเราต้องมั่นใจอย่างนั้นนะ
หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก จากพระธรรมเทศนา “สร้างบุญดับแค้น” แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๙
|