|
เมื่อเราเห็นความไม่ยุติธรรม ความทุจริต การคอร์รัปชันรอบตัว มันก็ชวนให้จิตเรา เศร้าหมอง เมื่อเรามองไม่เห็นวี่แววว่า สิ่งเลวร้ายต่างๆ มีทางจะดีขึ้นในอนาคต เรามักจะรู้สึกหดหู่ใจ ส่วนนักปฏิบัติธรรม เราไม่ปล่อยให้จิต รังเกียจใคร เรารังเกียจเฉพาะกิเลส ซึ่งผลักดันพฤติกรรมของมนุษย์ผู้โง่แกมหยิ่ง เท่านั้น รังเกียจมนุษย์คือ รังเกียจปลายเหตุ ของปัญหาและทำให้จิตเราขุ่นมัว รังเกียจกิเลส คือ รังเกียจต้นเหตุของปัญหา ซึ่งทำให้เราสำนึกได้ว่ากิเลสที่น่าเกลียด ทั้งหลาย เราก็มีเหมือนกัน จะแก้ปัญหา ของโลก ต้องแก้ที่ตัวเองด้วย เพราะเราเป็น ส่วนหนึ่งของโลก เราต้องฉลาดในวิธีป้องกัน และละกิเลส สังคมโลกไม่ค่อยดีขึ้นสักที เพราะมนุษย์เราชอบแก้ปัญหาแบบผิวเผิน เปลี่ยนคน เปลี่ยนกลุ่ม เปลี่ยนนโยบาย แต่ไม่คิดเปลี่ยนการเป็นทาสของกิเลส ของทุกคน ทุกฝ่าย ทุกข์ของชาวโลก จึงซ้ำซากเหมือนเดิม ... ... สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี พระอาจารย์ชยสาโร
การที่เราปลีกตัวออกจากความยุ่งเหยิง ในชีวิตประจำวันมาอยู่กับจิตใจของตัวเอง ทุกวันๆ คือการหยุดที่มีคุณค่ามาก เพราะทำหน้าที่เป็นเครื่องถ่วงดุลย์การ เคลื่อนไหวในชีวิต ยิ่งกว่านั้น การหยุด ทำให้เราได้ดูตัวเอง ต้องเห็นตัวเองเพื่ออะไร ก็เพื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไร เพื่อให้รู้ว่าเรา ควรทำอะไร อย่างไร โดยวิธีใด ถ้าเรา ไม่ยอมหยุด เราก็ไม่ได้ดู ไม่ได้ดูก็ไม่เห็น ไม่เห็นก็ไม่มีปัญญา ไม่มีปัญญาแล้วเรา ก็จะให้ความสำคัญกับความรู้สึกกับความชอบ ไม่ชอบมากเกินไป ความอยากได้อยากมี อยากเป็น ไม่อยากได้ไม่อยากมีไม่อยากเป็น ก็ครอบงำจิตใจได้ง่าย ท่านจึงสอนให้เรา รู้จักหยุดเสียบ้าง ... ... สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี พระอาจารย์ชยสาโร
“..คติธรรมคำสอน..” “..จตุราลักษณ์ คือลักษณะที่ควรปฏิบัติ ๔ อย่าง คือ ๑. ให้มนุษย์เราทุกคน รู้จักระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า คือ ให้เจริญพุทธานุสสติ ๒. ให้มนุษย์เราทุกคน เมื่อการมาแล้ว เข้าใจตนเองว่า นับถือพระพุทธศาสนาแล้ว ให้เจริญ กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นอนุสสติ ๓. ให้มนุษย์เราทุกคน จงรู้ว่า เมื่อเกิดมาแล้ว ต้องรู้จักกฎของ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งเราหนีสิ่งเหล่านี้ไปไม่ได้ คือการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ให้เจริญความไม่เที่ยง มีความทุกข์ และมิใช่ตัวตนเรา เขา ฉะนั้น ให้เจริญอสุภานุสสติ ๔. ให้มนุษย์เราทุกคน จงพิจารณากองทุกข์ นับตั้งแต่เกิดมาจนวาระสุดท้าย คือ การตาย เพราะทุกคนหนีความตายไปไม่ได้ ให้เจริญมรณานุสสติ..”
กตฺตสีโลวาท พระครูวิเวกพุทธกิจ (หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล) วัดเลียบ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี (พ.ศ.๒๔๐๒–๒๔๘๔)
"...นักปราชญ์บัณฑิตนั้นท่านเห็นว่า การอยู่การตายไม่สำคัญเท่ากับการ ทำประโยชน์ ถ้าการอยู่ของท่านมี ประโยชน์ต่อตนเอง และผู้อื่นแล้ว ถึงผ้ามันจะเก่า เสื้อมันจะขาดจนเป็น ผ้าขี้ริ้ว ท่านก็ทนใส่มันได้ แต่ถ้าเห็น ว่า ไม่มีประโยชน์อะไรแก่ใครแล้ว ท่านก็แก้มันโยนทิ้งไปเลย
ผิดกับคนธรรมดาสามัญอย่างเราที่ไม่มี ใครอยากตาย พอพูดถึงตายก็กลัวเสีย แล้ว ถึงร่างกายมันจะตายก็ยังอยากจะ ให้มันอยู่ บางคนร่างกายมันจะอยู่ก็อยาก จะให้มันตาย ตายไม่ทันใจเอามีดมาเชือด คอให้มันตายเร็วเข้า เอาปืนมายิงให้มัน ตายบ้าง กระโดดให้รถไฟทับตายบ้าง กระโดดลงแม่น้ำให้มันจมตายบ้าง
อย่างนี้ นี่เป็นเพราะอะไร เพราะอวิชชา ความไม่รู้เท่าความเป็นจริงในสังขาร หลงผิดคิดผิดทั้งหมด อย่างนี้มันก็จะ ต้องตายไปตกนรกหมกไหม้ไม่รู้จักผุด จักเกิด..."
ท่านพ่อลี ธมฺมธโร
วิ่งไล่ความสุขเท่าไหร่ ก็ไม่ทันสักที หยุดวุ่นหยุดฟุ้งเมื่อไหร่ ความสุขก็มาหาเราเอง ... พระอาจารย์ชยสาโร
“..ศีล ๕ ถ้าโลกทั้งหลายเต็มไปด้วยศีลห้า ศีลห้าเป็นทรัพย์มากกว่าแผ่นดินแผ่นฟ้า ผู้ใดมีศีลห้าบริสุทธิ์ ผู้นั้นจะขอทานเขากินก็ตาม ก็คล้ายกับว่ามีทรัพย์เก็บไว้ครอบแผ่นดินแล้ว ทรัพย์ภายในเรียกว่า 'อริยทรัพย์' ผู้ใดจะมีเงินหมื่น เงินล้าน เงินเท่าไหร่ก็ตาม เมื่อศีลห้าไม่มี เมื่อหิริความละอายต่อบาปไม่มี โอตัปปะความกลัวบาปไม่มี กินคอรัปชั่น-รัปเชิ่นอะไรสารพัด คนนั้นแหละ นายรับเหมานรก..”
เขมปตฺโตวาท หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) บ้านแวง ต.หนองสูงใต้ อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร (พ.ศ.๒๔๕๔-๒๕๓๙)
"...ศีลธรรม พระพุทธเจ้าสอนว่า “สันตุฏฐี” คือ ความสันโดษ ตามที่เกิดที่มีนี้เท่านั้นไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมไปในสิ่งที่ไม่มี ให้ยินดีในสิ่งที่มีอยู่ เช่น สมบัติเงินทองข้าวของ สินค้าต่างๆ มีอยู่ในเมืองไทยของเรา ก็ให้ยินดีในสิ่งที่มีอยู่ของคนไทยเรา นี้เรียกว่า “สันตุฏฐี” คือความ ถูกต้องตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ทีนี้หลักใจ ขอให้มีสติขอให้มีธรรมภายในจิตใจ อย่าปล่อยใจเกินไป การปล่อยใจเกินไปก็เรียกว่าการปล่อยเนื้อปล่อยตัว กิริยาที่ปล่อยใจนี้สามารถที่จะทำสิ่งอื่นๆให้เสียหายไปได้หมด ถ้าคนมีสติเป็นเครื่องรักษาคุ้มกันตัว มีธรรมเป็นเครื่องคุ้มกันรักษาตัวแล้ว ย่อมมีหิริโอตตัปปะ สะดุ้งกลัวต่อสิ่งที่ชั่ว และขวนขวายหาสิ่งที่ดี พยายามปัดเป่าสิ่งที่ชั่วทั้งหลายนั้น ให้ห่างไกลจากตัวไปโดยลำดับๆ
วันหนึ่งๆ ไม่ลืมพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ลืม พุทโธ ธัมโม สังโฆ ภายในใจ อย่างน้อยเวลาจะหลับจะนอน ขอให้เจริญ พุทโธ ธัมโม สังโฆ ไหว้พระสวดมนต์ แล้วนั่งภาวนาเพื่อความสงบใจซึ่งวุ่นวายที่สุดนั้นให้เข้าสู่ความสงบ เป็นเวลา ๑๐ นาที ไม่ต้องเอามาก เอาเพียง ๑๐ นาทีเท่านั้นในวันหนึ่งๆ
พยายามระงับดับอารมณ์ที่ก่อกวนวุ่นวายอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นเช้ายันค่ำนี้ ให้สงบตัวลงด้วยบทธรรมว่า พุทโธๆ ให้จิตคิดอยู่กับพุทโธอย่างเดียว หรือธัมโมอย่างเดียว หรือสังโฆอย่างเดียว หรืออานาปานสติ ให้สติระลึกรู้อยู่ในลมนี้อย่างเดียวก็เป็นการสงบอารมณ์ภายนอก ที่เคยเป็นข้าศึกนั้นเข้ามาโดยลำดับ แล้วจะปรากฏคุณคือความสงบเย็นขึ้นที่ใจของเรา นี่เรียกว่าใจมีที่เกาะใจมีที่ยึด มีพุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นที่ยึด ไม่ไขว่คว้าล้มเหลวอยู่ตลอดเวลาดังที่เป็นมานี้ทั้งๆที่เราเป็นชาวพุทธ แต่ไม่สนใจกับชาวพุทธนี้ไม่ดีเลย
ไปไหนอย่าลืมพุทโธ คนไม่ลืมพุทโธ คือคนไม่ลืมความเป็นความตายของเจ้าของ ย่อมไม่ประมาทอย่างง่ายดาย ตั้งเนื้อตั้งตัวได้มีหลักมีเกณฑ์ มีขื่อมีแป คนไม่มีธรรมภายในใจนั้น หาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้ ล้มเหลวๆ เวลามีชีวิตอยู่นี้ตัวเองก็เชื่อตัวเองไม่ได้ เวลาตายไปแล้วก็หาหลักยึดไม่ได้ เลยล้มเหลวไปทั้งที่เกิดมา ทั้งที่อยู่ ทั้งที่ตายไป เรียกว่า เกิด อยู่ ตายไปด้วยความขาดทุนสูญดอก ไม่สมควรแก่ชาวพุทธของเรา จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายได้ยึดธรรมะนี้ไปปฏิบัติตัวเอง ให้มีหลักมีเกณฑ์ในการปฏิบัติตัว อย่าลืมเนื้อลืมตัว..."
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
|