นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน อาทิตย์ 13 ก.ย. 2026 10:01 am

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: สมาธิ
โพสต์โพสต์แล้ว: เสาร์ 08 ส.ค. 2026 9:30 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5423
”สมาธิ ๓ แบบ”

สมาธินี่มีหลายชนิดด้วยกัน ความสงบนี้เรียกว่าสมาธินี้ท่านแยกเอาไว้ ๓ ชนิดด้วยกัน ชนิดที่ ๑ เรียกว่า “ขณิกสมาธิ” ชนิดที่ ๒ ท่านเรียกว่า “อัปปนาสมาธิ” ชนิดที่ ๓ ท่านเรียกว่า “อุปจารสมาธิ” สมาธิเหล่านี้มีคุณลักษณะไม่เหมือนกัน ขณิกสมาธิเป็นความสงบชั่วประเดี๋ยวเดียวชั่วขณะเดียว คำว่า “ขณิก” ก็มาจากคำว่า “ขณะ” หนึ่งขณะสงบแบบงูแลบลิ้นหรือสงบแบบฟ้าแลบ ใหม่ๆ เวลาฝึกสมาธิผู้ปฏิบัติมักจะเจอสมาธิชนิดนี้ สงบไปแค่แวบหนึ่งเพราะว่ากำลังที่ดึงให้ใจเข้าสู่ความสงบนี้ยังมีไม่มาก คือสติยังมีกำลังไม่มากที่จะดึงให้จิตสงบได้นาน งั้นในเบื้องต้นนี้จะเจอความสงบแบบนี้ แต่มันก็เป็นความรู้สึกที่น่ามหัศจรรย์ใจ มันเบาอกเบาใจ อาการหนักอกหนักใจอาการหวาดกลัวหวาดเสียว อาการทุกข์ต่างๆ จะหายไปชั่วขณะหนึ่ง มันจะเป็นเหมือนสมาธิตัวอย่าง เหมือนสินค้าตัวอย่าง เวลาบริษัทเขาจะขายสินค้าใหม่ๆ ที่ไม่มีคนรู้จักเขาจะผลิตสินค้าขนาดเล็กๆ ไว้ให้ลูกค้าไปลองใช้ดู ให้ฟรี ถ้าให้ทั้งขวดทั้งก้อนนี่มันจะขาดทุนมากจะเสียค่าใช้จ่ายมาก ตอนแรกก็ทำชนิดเล็กๆ สมัยนี้ไม่รู้ยังมีรึเปล่าเหล้าขวดเล็กๆ บนเครื่องบินนี้เวลาสั่งเหล้ามาเขาจะเอาเหล้าขวดเล็กๆ ขนาดกินได้แก้วหนึ่ง แจกฟรีให้กินฟรี ให้ทดลองดูว่าชอบไม๊ ดีไม๊ ถ้าชอบถ้าดีเดี๋ยวสั่งเองสั่งขวดใหญ่ เหมือนกันสบู่เขาก็มีก้อนเล็กๆ ให้มาลองใช้ดู พอใช้แล้วชอบเดี๋ยวก็สั่งก้อนใหญ่

ขณิกสมาธิก็แบบเดียวกัน พอได้สัมผัสกับสมาธิแม้เป็นแค่งูแลบลิ้นนี่ แค่ฟ้าแลบก็เกิดความชอบเกิดความยินดีขึ้นมา จะทำให้เกิดมีฉันทะความยินดี วิริยะความขยัน ทีนี้ไม่ต้องบังคับแล้ว เมื่อก่อน โอ๊ย ต้องให้บังคับนั่งสมาธิ บังคับให้พุทโธ บังคับให้เจริญสติ พอได้สัมผัสกับขณิกสมาธิแล้วทีนี้ไม่ต้องบังคับ ทีนี้อยากจะเจริญพุทโธให้มากๆ อยากจะนั่งสมาธิให้บ่อยๆ อยากให้มันกลับเข้าไปหาสมาธิอีกครั้งหนึ่ง แล้วพอฝึกสติให้ต่อเนื่องมากขึ้น ใหม่ๆ อาจจะไม่เห็นคุณค่าของการฝึกสติ แต่พอเห็นผลที่ได้จากการฝึกสติแล้วทีนี้จะทุ่มเทเวลาให้กับการฝึกสติเลย เอาตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาเลย พอลืมตาขึ้นมาก็พุทโธพุทโธไป ถ้าใช้พุทธานุสสติก็พุทโธไป ถ้าใช้กายคตาสติก็เฝ้าดูร่างกายไป ร่างกายกำลังอยู่ในท่าไหน ท่านนอน ท่านั่ง ท่ายืน ท่าเดิน กำลังอาบน้ำกำลังล้างหน้าแปรงฟัน กำลังหวีผม แต่งเนื้อแต่งตัว ให้มันอยู่กับร่างกายไปเหมือนกับอยู่กับพุทโธ เอาอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ ๒ อย่างควบคู่ไปเป็นเชือก ๒ เส้นเลยก็ได้ บางทีให้มันอยู่กับร่างกายมันยังแวบไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่ก็เอาพุทโธมาผูกไว้อีกส้นหนึ่ง สมอเรือนี่ถ้ามีเชือก ๒ เส้นมันมั่นใจกว่า ถ้ามีเส้นหนึ่งมันอาจจะขาดได้ ถ้ามี ๒ เส้นนี่มันก็จะทำให้มีความมั่นคงกว่า แข็งแรงกว่า เหนียวแน่นกว่า

พอได้ขณิกะแล้วทีนี้มันอยากจะได้อัปปนา อัปปนาสมาธิก็เป็นจิตที่สงบเป็นอุเบกขาเหมือนกับขณิกะ แต่มันจะนานกว่าขณิกะ จิตที่สงบเป็นอัปปนาสมาธิ คือนานกว่าขณิกะขึ้นไปก็ถือว่าเป็นอัปปนา อาจจะสงบได้ ๑, ๒ , ๓ นาที ก็เรียกว่าอัปปนาขนาดเล็ก ถ้านั่งต่อไปฝึกต่อไปเดี๋ยวก็ได้ ๕ นาที ๑๐ นาที ๒๐ นาที ๓๐ นาที มันจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วอาจจะไปลึกกว่าไปเรื่อยๆ อัปปนาสมาธินี้หรือขณิกสมาธินี้เริ่มที่ฌาน ๔ รูปฌาน ๔ เป็นสมาธิที่มีอุเบกขา อุเบกขานี้เป็นคุณสมบัติสำคัญของใจที่จะเอามาใช้ในการเจริญปัญญาเพื่อวิมุตติหลุดพ้นจากความทุกข์ต่อไป นี่คือสมาธิที่เรียกว่า “สัมมาสมาธิ” สมาธิที่พระพุทธเจ้าทรงสอนในมรรค ๘ มรรค ๘ คือทางสู่การหลุดพ้นจากความทุกข์ ทางสู่การหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด มี ๘ องค์ด้วยกัน ๑ ใน ๘ องค์ก็คือสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิก็คือจิตที่ตั้งมั่นอยู่ในความสงบเป็นอุเบกขา ตั้งแต่รูปฌาน ๔ ขึ้นไป ถ้าลงลึกไปกว่านั้นก็ไปสู่อรูปฌานอีก ๔ ขั้น เป็นสมาธิที่สงบนิ่ง จิตเป็นอุเบกขาจิตเย็นจิตมีความสุขมาก นี่คือแหล่งของความสุขของจิตใจ แหล่งที่เป็นพลังของจิตใจ จิตใจจะมีพลังถ้าได้เข้าสู่ระดับรูปฌาน ๔ และอรูปฌานอีก ๔ ขั้นด้วยกัน อรูปฌาน ๑ อรูปฌาน ๒ อรูปฌาน ๓ อรูปฌาน ๔ ขั้นใดก็ได้ในทั้ง ๔ ขั้นนี้ถือว่าเป็นสัมมาสมาธิ ขึ้นอยู่กับกำลังของสติของผู้ปฏิบัติว่ามีมากมีน้อย แต่ได้ตั้งแต่รูปฌาน ๔ ขึ้นไปก็ถือว่าได้ผลแล้วจากการนั่งสมาธิ นี่คือผลที่เราต้องการในการนั่งสมาธิ เราต้องการจิตที่สงบเย็นว่างจากความคิดปรุงแต่งต่างๆ ว่างจากอารมณ์ต่างๆ ว่างจากการรับรู้แม้แต่ร่างกาย บางทีร่างกายนี้หายไป ไม่อยู่ในการรับรู้ของจิต หรือถ้าไม่หายก็จะรับรู้แบบไม่มีอารมณ์กับสิ่งที่รับรู้ จะเฉยๆ ร่างกายจะเจ็บตรงนั้นปวดตรงนี้ก็จะรู้สึกเฉยๆ กับมัน จะไม่รู้สึกเดือดร้อน จะไม่เกิดความอยากจะให้มันหาย อยากจะลุก อยู่กับมันได้

นี่คืออัปปนาสมาธิที่เป็นสัมมาสมาธิที่จะเป็นเครื่องมือสนับสนุนปัญญาในการที่จะกำจัดความทุกข์ที่มีอยู่ในใจต่างๆ ให้หมดไป แล้วก็มีสมาธิชนิดที่ ๓ ที่เรียกว่า “อุปจารสมาธิ” อุปจารสมาธิเกิดหลังจากที่ได้อัปปนาสมาธิสำหรับจิตบางคน อุปจาระนี้ไม่เกิดกับคนทุกคนที่ปฏิบัติสมาธิ บางคนได้อัปปนาสมาธิแล้วก็จ่ออยู่ตรงนั้น แต่บางคนมีนิสัยเขาเรียกว่าซุกซนหรือผาดโผน จิตที่ซุกซนผาดโผนนี้ชอบไปเที่ยวในโลกทิพย์ พวกนี้พอจิตสงบเป็นอัปปนาแล้วไม่อยู่ในอุเบกขา ออกไปท่องเที่ยวในโลกทิพย์ ไปสัมผัสกับกายทิพย์ชนิดต่างๆ ไปพบพวกเทวดาพวกเปรตพวกผี หรือไประลึกชาติได้ ระลึกชาติก่อนเป็นอะไร ชาติก่อนนั้นเป็นอะไร ระลึกไปได้เรื่อยๆ หรือไปคุยกับเทวดาได้คุยกับผีได้ บางทีผีก็มาปรับทุกข์ให้ฟังว่าไปทำบาปทำกรรมถูกเขาฆ่าตาย มีเรื่องของแม่ชีคนหนึ่งเธอมีจิตผาดโผน พอนั่งสมาธิทีไรมันไม่ยอมอยู่ในอัปปนาสมาธิ มันจะออกไปที่อุปจารสมาธิ แล้วก็ไปพบปะกับพวกดวงวิญญาณ บางครั้งก็มีดวงวิญญาณของหมูป่าถูกนายพรานฆ่าตาย ก็มาเล่าให้แม่ชีฟังว่าตนเป็นหมูป่าแต่ถูกนายพรานเขาฆ่าตาย แต่เธอบอกว่าดวงวิญญาณที่มาจะมาในรูปร่างของคน มาเล่าปรับทุกข์ให้ฟังว่าเป็นหมูป่า แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้นายพรานเขาจะเอาเนื้อหมูป่ามาทำบุญกับแม่ชี ขอให้แม่ชีรับสงเคราะห์ให้เป็นบุญเป็นกุศลให้กับหมูป่าเพื่อที่จะได้ไปเกิดในสุคติ มาขอถวายเนื้อนี้ให้กับแม่ชี ตอนเช้าก็มีนายพรานเอาเนื้อหมูป่ามาบริจาคให้กับสำนักแม่ชี

แม่ชีคนนี้แกรู้ล่วงหน้าในหลายอย่าง คืนที่หลวงปู่มั่นตายแกก็รู้ รู้ก่อนคนอื่นที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน สมัยก่อนการสื่อสารมันไม่คล่องแคล่วว่องไวเหมือนสมัยนี้ วิทยุนี่ต้องรอฟังตอนเช้าตอนเขามีประกาศข่าว คนในหมู่บ้านจะได้ยินข่าวก็ตอนสองโมงเช้าเวลาเขามีประกาศข่าว ก็มีข่าวว่าหลวงปู่มั่นได้มรณภาพเมื่อคืนนี้แต่ตัวแม่ชีนี้รู้ตั้งแต่ตอนที่หลวงปู่มรณภาพ หลวงปู่มาบอกแม่ชีเอง บอกว่าเธอกำลังจะไปเยี่ยมฉันพรุ่งนี้เธอไม่ต้องไปแล้ว เพราะถ้าเธอไปเธอก็ไม่ได้เจอตัวเราแล้ว เจอแต่ซากของเราคือร่างกายของเราที่ตายไป แกรู้ล่วงหน้าติดต่อกับดวงวิญญาณได้พอตอนเช้าตื่นขึ้นมา แกก็ร้องไห้ พวกแม่ชีเพื่อนๆ ก็ถามว่าทำไมร้องไห้ทำไม เธอบอกว่าหลวงปู่ท่านนิพพานแล้ว ท่านจากไปแล้ว พวกแม่ชีก็บอกว่าแม่ชีรู้ได้หรือ ใช่ มาในสมาธิ แล้วเดี๋ยวพอสายๆ ก็มีคนมาส่งข่าว นี่คืออุปจารสมาธิ แต่ไม่เกิดกับทุกคนที่นั่งสมาธิ เกิดเฉพาะบางคน คนที่มีวาสนาคนที่เคยได้ฝึกทางนี้มาก่อน ก็อาจจะได้แต่มันไม่ดีมันไม่มีประโยชน์ต่อการไปเจริญวิปัสสนาปัญญา เพราะมันไม่มีอุเบกขามันก็เป็นเหมือนกับนั่งดูหนังนี่เอง เวลาดูหนังน่ากลัวจิตก็กลัวตามไปได้ เวลาเห็นอะไรน่ารักน่าหัวเราะก็หัวเราะไปเหมือนนั่งดูหนัง จิตจะไม่มีพลังของอุเบกขาที่จะเอามาใช้เวลาใช้ปัญญาที่จะมาดับความทุกข์ต่างๆ สมาธิแบบนี้จึงเรียกว่าเป็น “มิจฉาสมาธิ” อุปจารสมาธิ

แต่สามารถเอามาใช้ประโยชน์ต่อไปได้สำหรับเวลาที่จะเอามาใช้ในการเผยแผ่ธรรมะ เช่น พระพุทธเจ้าก็ทรงใช้อุปจารสมาธิในการแสดงธรรมให้กับพวกเทวดา หลวงปู่มั่นท่านก็มีเทวดามาฟังธรรมกับท่าน หลวงปู่มั่นท่านก็มีอุปจารสมาธิ แต่เวลาปฏิบัติเพื่อดับกิเลสนี้ดับความอยากนี่ ถ้าไปติดอยู่กับอุปจารสมาธินี้จะไม่มีกำลังที่จะไปสู้กิเลสได้ งั้นถ้ายังอยู่ในขั้นของการปฏิบัติเพื่อหลุดพ้นอยู่นี้ต้องห้ามไม่ให้ออกไปเที่ยวในอุปจารสมาธิ ให้อยู่ในอัปปนาสมาธิ ให้จิตสงบให้สักแต่ว่ารู้ ถ้าเริ่มออกไปรับรู่เรื่องนั้นเรื่องนี้ต้องดึงกลับมาใช้สติดึงกลับมาได้ แต่ก็ต้องมีครูมีอาจารย์คอยบอกคอยเตือน อย่างแม่ชีสรูปนี้เธอก็ตอนต้นก็อาศัยหลวงปู่มั่นเป็นอาจารย์สอน แต่พอหลวงปู่มั่นจากไปเธอก็มาพึ่งหลวงตามหาบัว ก็มาศึกษากับหลวงตามาศึกษามาเล่าผลการปฏิบัติก็มักจะเล่าเรื่องเจอเทวดาเจอผีอะไรต่างๆ หลวงตาก็เลยดุว่านี่มันกำลังหลงทาง อย่าไปทางนี้

ถ้าไปทางนี้แล้วเธอจะไม่มีวันที่จะไปถึงนิพพานได้ ถ้าอยากจะไปนิพพานต้องถอยกลับมา กลับเข้ามาอยู่ในอัปปนาสมาธิ สอนหลายครั้งแกก็ไม่เชื่อ รายงานผลก็ชอบมาว่าเห็นนู่นเห็นนี่ จนหลวงตาต้องยื่นคำขาด ถ้าเธอจะมาเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้เราฟังก็อย่ามาอีกต่อไปขี้เกียจฟัง ตัดการเป็นครูเป็นอาจารย์เป็นลูกศิษย์กันไป พอขู่อย่างนี้แกถึงรู้ว่าหลวงตาเอาจริงเอาจัง ก็เลยหยุด หันกลับเข้ามาทำจิตให้นิ่งเป็นอัปปนาสมาธิ พอมีอัปปนาสมาธิพอมาเจริญปัญญาเจริญไตรลักษณ์เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็หยุดความอยากต่างๆ ได้ เพราะมีอุเบกขาที่ได้จากอัปปนาสมาธิมา ถ้าไม่มีอุเบกขาเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเหรอ เห็นก็เห็นไป เห็นแล้วทุกข์ก็ยังอยากได้ มีแฟนแล้วทุกข์ก็ยังอยากได้ ดีกว่าไม่มีแฟน ไม่มีแฟนก็ทุกข์ มีแฟนก็ทุกข์แต่มันทุกข์ช้าหน่อย ไปทุกข์ข้างหน้า แต่บางทีทุกข์ข้างหน้าก็สายไปแล้ว ทุกข์ข้างหน้าบางทีเจ็บใจอยากจะฆ่าตัวตาย มันก็มี แต่ถ้าไม่มีอุเบกขาแล้วเห็นไตรลักษณ์ เห็นอสุภะ เห็นอะไรมันก็เห็นไปอย่างนั้นแหละ เห็นแล้วมันก็หยุดไม่ได้เพราะว่ามันหิว มันไม่มีความอิ่ม มันไม่มีอุเบกขา

ถ้าไปเล่นกับอุปจารสมาธิมันจะติดอยู่ตรงนั้นแหละมันจะไปทางวิปัสสนาไม่ได้ จะไปทางพิจารณาไตรลักษณ์เพื่อปล่อยหยุดความอยากต่างๆ ไม่ได้ แล้วดีไม่ดีอาจจะกลายเป็นเครื่องมือของกิเลสไปได้ อุปจารสมาธิ พระเทวทัตนี่ก็ได้อุปจารสมาธิ มีอิทธิฤทธิ์ก็คิดว่าตนเองเก่งก็เลยขอ เห็นพระพุทธเจ้าแก่แล้วก็เลยขอเป็นพระพุทธเจ้าแทน เป็นศาสดาเป็นประธานสงฆ์ พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่ายังไม่มีน้ำยาพอที่จะเป็น ขนาดอัครสาวกที่เป็นพระอรหันต์แล้วท่านยังไม่ได้ตั้งให้เป็นเลย แล้วนี่ยังไม่ได้บรรลุธรรมเลยจะมาขอเป็น นี่คือความอยากได้อำนาจบาตรใหญ่ หลงคิดว่าตนเองเก่ง ยังมีกิเลสเต็มอยู่ในหัวใจ พระพุทธเจ้าก็ทรงตั้งไม่ได้ ตั้งเดี๋ยวสงฆ์ก็วุ่นวายเพราะมีอคติ มีเลือกที่รักมักที่ชัง แล้วพระพุทธเจ้าก็ทรงเห็นว่าไม่มีใครมาแทนพระพุทธเจ้าได้ พระองค์ก็ไม่ตั้งก็เลยโกรธเห็นไม๊ กิเลสขึ้นเลย พอปฏิเสธเท่านั้น ทรงบอกขนาดสารีบุตรกับโมคคัลลานะเรายังไม่ตั้งเลย แล้วเธอเป็นใครจะให้เรามาตั้ง เพราะคิดว่าเป็นญาติกัน พระเทวทัตนี่เป็นญาติกับพระพุทธเจ้า เป็น ๑ ใน ๕ เจ้าชายที่ออกบวชพร้อมกัน พระอานนท์ก็เป็น ๑ ใน ๕ เจ้าชาย เป็นผู้ที่มาอุปฐากพระพุทธเจ้า พระอนุรุทธก็เป็นอีกหนึ่งองค์ องค์นี้ท่านก็สามารถติดตามวาระจิตดูจิตของผู้อื่นได้ ตอนที่พระพุทธเจ้านิพพานนี้ท่านเป็นคนมอนิเตอร์ดูว่าตอนนี้จิตของพระพุทธเจ้าอยู่ตรงไหนแล้ว อ้อ ตอนนี้ยังอยู่ในฌาน ตอนนี้กำลังออกจากฌานแล้ว อ้าว ตอนนี้นิพพานแล้ว เป็นเหมือนผู้สื่อข่าวถ่ายทอดสด พระรูปอื่นถึงแม้เป็นพระอรหันต์แต่ไม่มีอุปจาระก็ตามวาระจิตไม่ได้ ก็ต้องคอยถาม เอ๊ะ ไปถึงไหนแล้ว

เป็น ๕ เจ้าชายที่เป็นญาติของพระพุทธเจ้า ที่หลังจากพระพุทธเจ้าไปโปรดที่วังเกิดศรัทธา ก็เลยขอออกบวชพร้อมๆ กันทั้ง ๕ รูป พระเทวทัตก็เลยคิดว่าเป็นญาติกันก็น่าจะตั้งให้ตนเองเป็นทายาทเป็นผู้สืบทอดของพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้ดูเรื่องญาติ ท่านดูเรื่องความสามารถเรื่องของความเหมาะสม หลังจากพิจารณาแล้วท่านเห็นว่าไม่ควรตั้งใครเลย ไม่ตั้งใครเลย ปล่อยให้สงฆ์ให้ธรรมเป็นผู้จัดการเอา ให้เป็นธรรมะจัดสรรไป พอหลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงจากไป พระอรหันต์ ๕๐๐ รูปก็เลยมารวมตัวกันมาประชุมกันแล้วก็มากรองคำสั่งคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วให้ยึดคำสอนของพระพุทธเจ้านี้เป็นศาสดาแทนพระพุทธเจ้าต่อไปตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งไว้ก่อนตายว่า “คำสอนของเรานี่แหละจะเป็นศาสดาของพวกเธอต่อไป” พระพุทธเจ้าไม่ตั้งให้รูปนั้นรูปนี้เป็นเพราะตั้งไม่กี่ปีเดี๋ยวมันก็ตายกัน ตายแล้วเดี๋ยวก็ต้องมาตั้งกันใหม่อีกนั่นแหละ แล้วเดี๋ยวถ้าเกิดมีพวกกันเดี๋ยวก็แย่งกันตีกันอีกก็เลยไม่ตั้งใครให้มาเป็นศาสดาแทน ตั้งพระธรรมคำสอน ธรรมที่เราได้ตรัสไว้ชอบแล้ว “สวากขาโต ภควตา ธัมโม” จะเป็นศาสดาของพวกเธอต่อไปหลังจากที่เราจากพวกเธอไปแล้ว.

สนทนาธรรมบนเขา
วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๒

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี






บุญคือเครื่องชำระจิต และความสุขที่เกิดขึ้น
จากการชำระนั้น การให้ทานได้บุญ
เพราะได้ชำระความตระหนี่ ความเห็นแก่ตัว
รักษาศีลได้บุญ เพราะได้ชำระเจตนา
เบียดเบียนต่างๆ แต่ถึงจะให้ทานเป็นประจำ
และรักษาศีลเป็นอาจิณ ยังมีกิเลสหลายตัว
ที่ยังไม่ได้รับการกระทบกระเทือนเลย
การภาวนาจึงถือว่าเป็นการทำบุญ
อย่างสูงสุด เพราะการนั่งสมาธิ เดินจงกรม
คือกิจกรรมที่มุ่งต่อการถอดถอนรากเหง้า
ของกิเลสทั้งปวงโดยตรง ถ้าเราไม่ภาวนา
บุญที่เกิดจากการให้ทานและรักษาศีล
จะไม่มั่นคงและเสื่อมได้ ถ้าใครยังไม่เข้าใจ
ในจุดนี้จะชอบอ้างว่ายังไม่มีเวลาภาวนา
ถ้าใครเข้าใจในจุดนี้จะถือว่าชีวิตนี้
เวลาไม่พอที่จะไม่ภาวนา ...
...
สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร บ้านบุญวันอาทิตย์
สำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี ปากช่อง







“..ต้องตั้งใจทำให้แน่วแน่จะได้ไม่เสียเวลาเปล่า..”
“..การบริกรรม พุทโธ เปล่าๆ โดยไร้เจตจำนงไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย กลับเป็นเครื่องบั่นทอนความเพียร ทำลายกำลังใจในการเจริญจิตในคราวต่อๆ ไป

แต่ถ้าเจตจำนงมั่นคง การเจริญจิต จะปรากฏผลทุกครั้งไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอนดังนั้น ในการนึก พุทโธ การเพ่งเล็งสอดส่อง ถึงความชัดเจน และความไม่ขาดสายของพุทโธ จะต้องเป็นไปด้วยความไม่ลดละเจตจำนงที่มีอยู่อย่างไม่ลดละนี้

เปรียบได้ว่า มีลักษณะการประหนึ่งบุรุษหนึ่งจดจ้องสายตาอยู่ที่คมดาบที่ข้าศึกเงื้อขึ้นสุดแขนพร้อมที่จะฟันลงมา บุรุษผู้นั้นจดจ้องคอยทีอยู่ว่า ถ้าคมดาบนั้นฟาดฟันลงมา ตนจะหลบหนีประการใดจึงจะพ้นอันตราย เจตจำนงต้องแน่วแน่เห็นปานนี้ จึงจะยังสมาธิให้บังเกิดได้

ไม่เช่นนั้นอย่าทำให้เสียเวลา และบั่นทอนความศรัทธาตนเองเลย..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระราชวุฒาจารย์
(หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ (พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)





ถ้าเราเอาความสุขที่เกิดจากคุณงาม
ความดีเป็นจุดมุ่งหมายในการดำเนินชีวิต
ความสุขนี้เรามีโอกาสเข้าถึง มีโอกาส
ที่จะเสวยตลอดชาติ แล้วเป็นความสุข
ที่เยือกเย็น จะแผ่ไปมีผลต่อคนรอบข้างด้วย
...
สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร




“..ชีวิตจะตกต่ำถ้าเอากิเลสนำทาง..”

“..อย่าประมาทเพราะขันธ์ห้านี้ถึงแม้บุญกุศลมันจะตกแต่งให้ มันก็ไม่เที่ยง เพราะบุญกุศลที่ตกแต่งขันธ์ห้านั้นก็ไม่เที่ยงดังนั้นขันธ์ห้านี้จึงไม่เที่ยง ต้องให้ทำความรู้ ทำความเข้าใจอย่างนี้ ในระยะที่บุญกุศลยังรักษาขันธ์ห้านี้ให้มีกำลังวังชาอยู่แล้วก็ต้องรีบเร่งสั่งสมบุญกุศลให้เกิดมีในตนเสียให้เต็มที่ก่อนที่ขันธ์ห้ามันจะแตกดับทำลายไป หากผู้มีปัญญาย่อมหาอุบายเตือนใจของตนไม่ให้ประมาทอยู่อย่างนี้ เตือนใจว่า มัจจุราช คือ ความตาย นั่นน่ะเป็นภัยอันใหญ่ยิ่งต่อชีวิตนี้ เพราะใครๆ เกิดมาแล้วก็ไม่อยากตาย อยากมีอายุอยู่ยั่งยืนนานตลอดไป แต่เมื่อความตายมาถึงเข้าแล้วก็ย่อมเสียอกเสียใจ ย่อมสะดุ้งหวาดกลัวต่อความตายด้วย ทั้งไม่อยากตายด้วย นี่ล่ะที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า มรณมฺ ปิทกฺขํ ความตายก็เป็นทุกข์

เว้นเสียแต่ผู้รู้แจ้งในขันธ์ห้าตามเป็นจริง ท่านละความยึดมั่นถือมั่นด้วยอำนาจแห่งความรักความชังความหลงความเมาดังกล่าวมาแล้วนั้นได้เสียโดยประการทั้งปวง แต่เมื่อบุญกุศลที่ท่านบำเพ็ญมาแต่ชาติก่อนยังมีอยู่ท่านก็ยังไม่นิพพานก่อน อาศัยบุญเก่านั่นล่ะรักษาชีวิตนี้ไว้ ท่านก็ได้บำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่นไป เมื่อบุญเก่าหมดลงเมื่อใดแล้วท่านก็ดับขันธ์เข้าสู่นิพพานไป

นั่นแหละผู้ที่พ้นทุกข์พ้นภัยในสงสารนี่ล่ะปรากฏว่ามีแต่ผู้มาเกิดอาศัยขันธ์ห้าอันเป็นมนุษย์นี่ล่ะทั้งนั้นเลย ขันธ์ห้าเป็นเทวดาก็มีแต่ว่าส่วนใหญ่เป็นมนุษย์นี่แหละ ดังนั้นนะอย่าไปปล่อยให้ขันธ์ห้านี้มันทรุดโทรมแตกดับไปเสียเปล่าๆ เราได้ที่อยู่ที่อาศัยสร้างบุญสร้างบารมีแล้วเป็นอย่างดี อย่าใช้ขันธ์ห้านี้ไปทำบาป ผู้ใดอยู่ในเพศใดภูมิใดก็รักษาข้อวัตรปฏิบัติของตนอยู่ในเพศนั้นภูมินั้นให้ได้..”

วรลาโภวาท
พระสุธรรมคณาจารย์ วิ. (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ) วัดอรัญญบรรพต ต.บ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๕๕-๒๕๔๘ )






“..คำว่าศรัทธา คือความเชื่อนี้ จึงถือว่าเป็นรากฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และเช่นท่านพระอริยบุคคลชั้นต้น คือพระโสดาบัน ท่านเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยศรัทธา มีข้ออันท่านพระโสดาบันละได้อันเนื่องมาจากมรรคนั้นมี ๓ ประการคือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ความเห็นถือว่าเป็นตัวตน ความลังเลสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ความลูบคลำในศีล คืองมงายในสิ่งไม่ควรจะยึดถือ เช่นนับถือภูต-ผี-พระภูมิเป็นต้น นี่เป็นสิ่งแสดงว่าการจะเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าได้อย่างแท้จริงนั้น ต้องเริ่มต้นด้วยถือเอาพระพุทธองค์เป็นที่พึ่ง ความจริงแล้วการนับถือพระพุทธองค์นั้นก็คือต้องการให้เอาพระพุทธองค์เป็นมูลเหตุ และเป็นแบบฉบับนั้นเอง แม้ว่าเราจะยังไม่เป็นอริยโสดาก็ตาม แต่เราก็ต้องปฏิบัติเพื่อความเป็นอริยศาสดาเป็นต้น ความที่เป็นบุคคลอ้างตนเป็นอุบาสกอุบาสิกา พระภิกษุสามเณร แต่พากันหลงเชื่องมงาย เช่นเชื่อ ศาลพระภูมิ เชื่อผีเจ้าเข้าทรง พระภูมิเจ้าที่ อะไรอย่างนี้ จะอ้างตนว่าเป็นภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา นั้นดูเป็นการไม่สมควรเลย..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







อย่ากล้วติดสมถะ

"สมถะ...
เป็นสิ่งจำเป็น ที่เราจะต้องเอาให้ได้
เพราะมันเป็นพื้นฐาน ให้เกิดปัญญา
อย่าไปกลัวว่า...จิต จะติดความสงบ
ติดสมถะ ขอให้จิตมีสิ่งที่ติดเอาไว้ก่อน

เวลานี้เราเริ่มต้นภาวนา
ก็คล้ายๆ กับว่าเรากำลังเริ่มจะทำมาค้าขายเพื่อความเป็นเศรษฐี
แต่พอเริ่มจะลงมือค้าขายก็กลัวจะเป็นเศรษฐีเสียก่อนแล้ว เมื่อไรมันจะได้เป็นเศรษฐีสักที กำลังจะเริ่มภาวนา แล้วก็กลัวจิต ไปติดสมถะ แล้วเมื่อไร? จะได้สมถะสักที

เพราะฉะนั้น โดยหลักความเป็นจริงแล้ว
สมาธิ คือสมถะ
ไม่มีสมาธิ ก็ไม่มีฌาน
ไม่มีฌาน ก็ไม่มีญาณ
ไม่มีญาณ ก็ไม่มีปัญญา
ไม่มีปัญญา ก็ไม่มีวิปัสสนา
ไม่มีวิปัสสนา ก็ไม่มีวิชชาความรู้แจ้งเห็นจริง"

พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)
วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา
คัดมาจากหนังสือฐานิยปูชา ๒๕๔๗ หน้า ๖๓





ทำหน้าที่เพื่อเงิน เหงื่อออกมาเป็นน้ำร้อน
เพราะมันทำเพื่อตัวกู
ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เหงื่อออกมาเป็นน้ำมนต์
เพราะมันทำเพื่อล้างตัวกู ...
...
พุทธทาส อินฺทปญฺโญ





“..เห็นทุกข์ทำให้เกิดปัญญา..”

“..ทุกข์...เป็นข้อแรกของอริยสัจจ์ คนทั้งหลายพากันเกลียดกลัวทุกข์ อยากหนีทุกข์ ไม่อยากให้มีทุกข์เลย ความจริง ทุกข์นี่แหละจะทำให้เราฉลาดขึ้นล่ะ ทำให้เกิดปัญญา ทำให้เรารู้จักพิจารณาทุกข์ สุขนั่นสิมันจะปิดหูปิดตาเรา มันจะทำให้ไม่รู้จักอด ไม่รู้จักทน ความสุขสบายทั้งหลายจะทำให้เราประมาท

กิเลสสองตัวนี้ทุกข์เห็นได้ง่าย ดังนั้นเราจึงต้องเอาทุกข์นี่แหละมาพิจารณา แล้วพยายามทำความดับทุกข์ให้ได้ แต่ก่อนจะปฏิบัติภาวนาก็ต้องรู้จักเสียก่อนว่าทุกข์คืออะไร

ตอนแรกเราจะต้องฝึกใจของเราอย่างนี้ เราอาจยังไม่เข้าใจว่ามันเป็นอย่างไร ทำไป ทำไปก่อน ฉะนั้นเมื่อครูอาจารย์บอกให้ทำอย่างใดก็ทำตามไปก่อน แล้วก็จะค่อยมีความอดทนอดกลั้นขึ้นเองไม่ว่าจะเป็นอย่างไรให้อดทนอดกลั้นไว้ก่อน เพราะมันเป็นอย่างนั้นเองอย่างเช่นเมื่อเริ่มฝึกนั่งสมาธิ เราก็ต้องการความสงบทีเดียวแต่ก็จะไม่ได้ความสงบ เพราะมันยังไม่เคยทำสมาธิมาก่อน ใจก็บอกว่า"จะนั่งอย่างนี้แหละจนกว่าจะได้ความสงบ..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)






บุญคือเครื่องชำระจิต และความสุขที่เกิดขึ้น
จากการชำระนั้น การให้ทานได้บุญ
เพราะได้ชำระความตระหนี่ ความเห็นแก่ตัว
รักษาศีลได้บุญ เพราะได้ชำระเจตนา
เบียดเบียนต่างๆ แต่ถึงจะให้ทานเป็นประจำ
และรักษาศีลเป็นอาจิณ ยังมีกิเลสหลายตัว
ที่ยังไม่ได้รับการกระทบกระเทือนเลย
การภาวนาจึงถือว่าเป็นการทำบุญ
อย่างสูงสุด เพราะการนั่งสมาธิ เดินจงกรม
คือกิจกรรมที่มุ่งต่อการถอดถอนรากเหง้า
ของกิเลสทั้งปวงโดยตรง ถ้าเราไม่ภาวนา
บุญที่เกิดจากการให้ทานและรักษาศีล
จะไม่มั่นคงและเสื่อมได้ ถ้าใครยังไม่เข้าใจ
ในจุดนี้จะชอบอ้างว่ายังไม่มีเวลาภาวนา
ถ้าใครเข้าใจในจุดนี้จะถือว่าชีวิตนี้
เวลาไม่พอที่จะไม่ภาวนา ...
...
สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร บ้านบุญวันอาทิตย์
สำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี ปากช่อง






“..ชีวิตจะตกต่ำถ้าเอากิเลสนำทาง..”

“..อย่าประมาทเพราะขันธ์ห้านี้ถึงแม้บุญกุศลมันจะตกแต่งให้ มันก็ไม่เที่ยง เพราะบุญกุศลที่ตกแต่งขันธ์ห้านั้นก็ไม่เที่ยงดังนั้นขันธ์ห้านี้จึงไม่เที่ยง ต้องให้ทำความรู้ ทำความเข้าใจอย่างนี้ ในระยะที่บุญกุศลยังรักษาขันธ์ห้านี้ให้มีกำลังวังชาอยู่แล้วก็ต้องรีบเร่งสั่งสมบุญกุศลให้เกิดมีในตนเสียให้เต็มที่ก่อนที่ขันธ์ห้ามันจะแตกดับทำลายไป หากผู้มีปัญญาย่อมหาอุบายเตือนใจของตนไม่ให้ประมาทอยู่อย่างนี้ เตือนใจว่า มัจจุราช คือ ความตาย นั่นน่ะเป็นภัยอันใหญ่ยิ่งต่อชีวิตนี้ เพราะใครๆ เกิดมาแล้วก็ไม่อยากตาย อยากมีอายุอยู่ยั่งยืนนานตลอดไป แต่เมื่อความตายมาถึงเข้าแล้วก็ย่อมเสียอกเสียใจ ย่อมสะดุ้งหวาดกลัวต่อความตายด้วย ทั้งไม่อยากตายด้วย นี่ล่ะที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า มรณมฺ ปิทกฺขํ ความตายก็เป็นทุกข์

เว้นเสียแต่ผู้รู้แจ้งในขันธ์ห้าตามเป็นจริง ท่านละความยึดมั่นถือมั่นด้วยอำนาจแห่งความรักความชังความหลงความเมาดังกล่าวมาแล้วนั้นได้เสียโดยประการทั้งปวง แต่เมื่อบุญกุศลที่ท่านบำเพ็ญมาแต่ชาติก่อนยังมีอยู่ท่านก็ยังไม่นิพพานก่อน อาศัยบุญเก่านั่นล่ะรักษาชีวิตนี้ไว้ ท่านก็ได้บำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่นไป เมื่อบุญเก่าหมดลงเมื่อใดแล้วท่านก็ดับขันธ์เข้าสู่นิพพานไป

นั่นแหละผู้ที่พ้นทุกข์พ้นภัยในสงสารนี่ล่ะปรากฏว่ามีแต่ผู้มาเกิดอาศัยขันธ์ห้าอันเป็นมนุษย์นี่ล่ะทั้งนั้นเลย ขันธ์ห้าเป็นเทวดาก็มีแต่ว่าส่วนใหญ่เป็นมนุษย์นี่แหละ ดังนั้นนะอย่าไปปล่อยให้ขันธ์ห้านี้มันทรุดโทรมแตกดับไปเสียเปล่าๆ เราได้ที่อยู่ที่อาศัยสร้างบุญสร้างบารมีแล้วเป็นอย่างดี อย่าใช้ขันธ์ห้านี้ไปทำบาป ผู้ใดอยู่ในเพศใดภูมิใดก็รักษาข้อวัตรปฏิบัติของตนอยู่ในเพศนั้นภูมินั้นให้ได้..”

วรลาโภวาท
พระสุธรรมคณาจารย์ วิ. (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ) วัดอรัญญบรรพต ต.บ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๕๕-๒๕๔๘ )






#โอวาทธรรม
#หลวงปู่คูณ_สิริจันโท

จิตของผู้รู้

จิตของผู้รู้นั้น จะต้องเป็น
จิตที่ว่างจากอารมณ์ทุกอิริยาบถ
ไม่เลือกสถานที่
ถึงจะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม
จะเป็นที่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ
ก็ว่างอยู่อย่างเดิม
ไม่วุ่นวายขัดข้อง
จะต้องมีความว่างอยู่ตลอด
ไม่ได้เลือกสถานที่
นี่คือจิตที่สะอาดบริสุทธิ์
จากอารมณ์ของโลก

หลวงปู่คูณ สิริจันโท
วัดป่าทรงธรรม จ.มุกดาหาร





"...ธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนนั้น ไม่ครึ ไม่ล้าสมัย
เราพิจารณาดู อย่าง ศีล สมาธิ ปัญญา นี่คือหลัก
ของศาสนา พุทธศาสนามีหลักอยู่ ๓ ข้อ คือ ศีล
สมาธิ ปัญญา เป็นไตรสิกขา คือสิกขาที่จะต้อง
ศึกษาให้รู้ให้เข้าใจกัน ถ้าหาก ศีล สมาธิ ปัญญา
เป็นของครึของล้าสมัยไม่ทันกับเหตุการณ์บ้าน
เมืองแล้ว คนที่ไม่มีศาสนา ไม่มีศีล ไม่มีสมาธิ
ไม่มีปัญญา เขาทันสมัย ถ้ามันเป็นอย่างนั้นบ้าน
เมืองจะต้องล่มจมแตกสลาย อยู่ด้วยกันไม่ได้
เพราะขาดหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า..."

#ที่มา หนังสือ ประวัติและพระธรรมเทศนา
หลวงพ่อสิงห์ทอง ธมฺมวโร วัดป่าแก้วชุมพล
ตำบลค้อใต้ อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
............................................................






“..ชีวิตจะตกต่ำถ้าเอากิเลสนำทาง..”

“..อย่าประมาทเพราะขันธ์ห้านี้ถึงแม้บุญกุศลมันจะตกแต่งให้ มันก็ไม่เที่ยง เพราะบุญกุศลที่ตกแต่งขันธ์ห้านั้นก็ไม่เที่ยงดังนั้นขันธ์ห้านี้จึงไม่เที่ยง ต้องให้ทำความรู้ ทำความเข้าใจอย่างนี้ ในระยะที่บุญกุศลยังรักษาขันธ์ห้านี้ให้มีกำลังวังชาอยู่แล้วก็ต้องรีบเร่งสั่งสมบุญกุศลให้เกิดมีในตนเสียให้เต็มที่ก่อนที่ขันธ์ห้ามันจะแตกดับทำลายไป หากผู้มีปัญญาย่อมหาอุบายเตือนใจของตนไม่ให้ประมาทอยู่อย่างนี้ เตือนใจว่า มัจจุราช คือ ความตาย นั่นน่ะเป็นภัยอันใหญ่ยิ่งต่อชีวิตนี้ เพราะใครๆ เกิดมาแล้วก็ไม่อยากตาย อยากมีอายุอยู่ยั่งยืนนานตลอดไป แต่เมื่อความตายมาถึงเข้าแล้วก็ย่อมเสียอกเสียใจ ย่อมสะดุ้งหวาดกลัวต่อความตายด้วย ทั้งไม่อยากตายด้วย นี่ล่ะที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า มรณมฺ ปิทกฺขํ ความตายก็เป็นทุกข์

เว้นเสียแต่ผู้รู้แจ้งในขันธ์ห้าตามเป็นจริง ท่านละความยึดมั่นถือมั่นด้วยอำนาจแห่งความรักความชังความหลงความเมาดังกล่าวมาแล้วนั้นได้เสียโดยประการทั้งปวง แต่เมื่อบุญกุศลที่ท่านบำเพ็ญมาแต่ชาติก่อนยังมีอยู่ท่านก็ยังไม่นิพพานก่อน อาศัยบุญเก่านั่นล่ะรักษาชีวิตนี้ไว้ ท่านก็ได้บำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่นไป เมื่อบุญเก่าหมดลงเมื่อใดแล้วท่านก็ดับขันธ์เข้าสู่นิพพานไป

นั่นแหละผู้ที่พ้นทุกข์พ้นภัยในสงสารนี่ล่ะปรากฏว่ามีแต่ผู้มาเกิดอาศัยขันธ์ห้าอันเป็นมนุษย์นี่ล่ะทั้งนั้นเลย ขันธ์ห้าเป็นเทวดาก็มีแต่ว่าส่วนใหญ่เป็นมนุษย์นี่แหละ ดังนั้นนะอย่าไปปล่อยให้ขันธ์ห้านี้มันทรุดโทรมแตกดับไปเสียเปล่าๆ เราได้ที่อยู่ที่อาศัยสร้างบุญสร้างบารมีแล้วเป็นอย่างดี อย่าใช้ขันธ์ห้านี้ไปทำบาป ผู้ใดอยู่ในเพศใดภูมิใดก็รักษาข้อวัตรปฏิบัติของตนอยู่ในเพศนั้นภูมินั้นให้ได้..”

วรลาโภวาท
พระสุธรรมคณาจารย์ วิ. (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ) วัดอรัญญบรรพต ต.บ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๕๕-๒๕๔๘ )






ถ้าคำสอนใดไม่เป็นไปเพื่อ
หายพยศ ลดมานะ ละความชั่ว แล้ว
ก็ไม่ใช่ธรรมของพระพุทธองค์ ...
...
หลวงพ่อชา สุภทฺโท


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 31 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
cron
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO