นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน อาทิตย์ 13 ก.ย. 2026 10:01 am

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: คุณงามความดี
โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. 06 ส.ค. 2026 11:46 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5423
“การพักผ่อนที่ดีที่สุดของจิต คือการ
ก้าวออกจากโลกของการเป็นใครสักคน
ซึ่งเราดำเนินชีวิตอยู่ในแต่ละวัน แล้วเข้าไป
สัมผัสความสดชื่นของมิติที่ไม่ต้องเป็นใคร
มิติที่มีอยู่เสมอ เพียงแต่เราหันไป เพียงมีสติ
อยู่กับลมหายใจเข้าออกต่อเนื่อง
ไม่กี่ลมหายใจ ความเป็นพ่อแม่ เป็นลูก
เป็นคู่ครอง เป็นเจ้านายหรือลูกน้อง
แม้กระทั่งชื่อหรือเพศของเรา ก็หายไปจาก
การรับรู้ เหมือนกับว่าเราเพิ่งปิดโทรศัพท์
มือถือ แล้วกลับมารับรู้ถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
จริง ๆ รอบตัว ในระยะแรกเราฝึกถอยออก
จากมิติของการเป็นใครสักคน ไปสู่มิติที่
ไม่ต้องเป็นใคร เพื่อไม่ให้เข้าไปพัวพัน
กับเรื่องราววุ่นวายในชีวิตจนเกินไป
เมื่อฝึกไปสักระยะ เราจะเริ่มสัมผัสได้ว่า
ภาวะที่ไม่เป็นใคร ค่อย ๆ ปรากฏให้เห็นผ่าน
ความเป็นใครสักคน ซึ่งเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์“
...
สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร





"ตัวจริงของธรรมะนั้นอยู่ที่..จิตใจ"
"ใจที่เป็นธรรมะ คือ ใจที่เป็นปกติ เยือกเย็น ใจสบาย

ส่วนใจที่ไม่เป็นธรรมะ ก็คือใจที่หงุดหงิด ฟุ้งซ่าน ใจไม่สบาย

ถ้าใจสบาย รัศมีของความสบายก็จะเปล่งออกมาที่กายเป็นกายสบาย จะอยู่ที่ไหนก็สบายจะกิน นอน เดิน นั่งก็สบาย เงินจะมีใช้ก็สบาย จะไม่มีใช้ก็สบาย จะใช้หมดก็สบาย
ใครจะว่าดีก็สบาย ว่าไม่ดีก็สบาย ฯลฯ

ส่วนใจที่ไม่มีธรรมะนั้น รัศมีของความไม่สบายก็จะเปล่งออกมาที่กาย เป็นกายที่ไม่สบาย ใจก็ผีสิง กายก็ผีสิง
ส่วนใจที่สบายนั้น ก็คือใจที่เทวดาสิง"

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
#พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
#พระอาจารย์ลี_ธมฺมธโร
วัดอโศการาม ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง
จังหวัดสมุทรปราการ (พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔)





"พากันจำให้ดีนะ ความดีเท่านั้นที่จะต้านทานความชั่ว ความทุกข์ ความทรมานทั้งหลายได้ ไม่ว่าภพนี้ ภพหน้า ภพไหนก็ตาม มีความดีเท่านั้น ที่จะถอนตัวของเราออกจากกองทุกข์ได้ นอกนั้นไม่มี"

- หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน





"ตัวจริงของธรรมะนั้นอยู่ที่..จิตใจ"

"ใจที่เป็นธรรมะ คือ ใจที่เป็นปกติ เยือกเย็น ใจสบาย

ส่วนใจที่ไม่เป็นธรรมะ ก็คือใจที่หงุดหงิด ฟุ้งซ่าน ใจไม่สบาย

ถ้าใจสบาย รัศมีของความสบายก็จะเปล่งออกมาที่กายเป็นกายสบาย จะอยู่ที่ไหนก็สบายจะกิน นอน เดิน นั่งก็สบาย เงินจะมีใช้ก็สบาย จะไม่มีใช้ก็สบาย จะใช้หมดก็สบาย
ใครจะว่าดีก็สบาย ว่าไม่ดีก็สบาย ฯลฯ

ส่วนใจที่ไม่มีธรรมะนั้น รัศมีของความไม่สบายก็จะเปล่งออกมาที่กาย เป็นกายที่ไม่สบาย ใจก็ผีสิง กายก็ผีสิง
ส่วนใจที่สบายนั้น ก็คือใจที่เทวดาสิง"

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
#พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
#พระอาจารย์ลี_ธมฺมธโร
วัดอโศการาม ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง
จังหวัดสมุทรปราการ (พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔)





“ถ้าคนที่มีความสุข…เขาก็จะไม่เที่ยวไปว่าใคร”
วันหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว…มีลูกศิษย์คนหนึ่งขึ้นถ้ำไปกราบหลวงปู่
และเขาก็ได้เล่าให้หลวงปู่ฟังด้วยความคับแค้นใจว่า…ตัวเขาถูกเพื่อนร่วมงานนินทาว่าร้าย และใส่ร้ายป้ายสีเขากับผู้คนไปทั่ว ทั้งๆ ที่ไม่เป็นความจริงเลย

หลวงปู่ท่านก็เลยพูดกับเขาว่า

“ก็เขาไม่มีความสุขไง…ถ้าคนที่มีความสุข เขาก็จะไม่เที่ยวไปว่าใคร”

#หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร





“..สิ้นโลกเหลือธรรม คำพยากรณ์ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี..”
“..พากันมาฟังความเสื่อมฉิบหายของโลกต่อไป "โลก" คือ ความเสื่อมอันจะต้องถึงแก่ความฉิบหายในวันหนึ่งข้างหน้า เขาจึงเรียกว่าโลก ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วคำว่า "โลก" ก็จะไม่มี โลกเกิดจากวัตถุอันหนึ่ง ซึ่งเป็นก้อนเล็ก ๆ อันเกิดจากฟองมหาสมุทรที่กระทบกัน แล้วกลายเป็นก้อนเล็ก ๆ ขึ้นก่อน จะเรียกว่าอะไรก็เรียกไม่ถูก เรียกว่า ธาตุอันหนึ่งก็แล้วกัน คือหมายถึงวัตถุธรรมชาติที่เกิดขึ้นเอง เป็นเอง แล้วค่อยขยายกว้างใหญ่ไพศาลจรดขอบเขตแม่น้ำและมหาสมุทรทั้งสี่ โดยมีจักรวาลเป็นขอบเขต แล้วค่อยปริออกเป็นส่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ แปรสภาพเป็นรูปลักษณะต่าง ๆ กัน มีอวัยวะครบบริบูรณ์ แล้วมีจิตวิญญาณซึ่งคุ้นเคยเป็นกันเองเข้ามาครอบครอง ทำหน้าที่บังคับบัญชาธาตุนั้น ๆ ให้เป็นไปตามวัตถุของโลก ซึ่งเราเรียกกันว่า "คน" นั่นเอง

แต่ละคนหรือตัวตนที่สมมติว่าคนนี้ ก็ต้องเสื่อมสลายไปในวันหนึ่งข้างหน้าเช่นเดียวกัน แม้ในเดี๋ยวนี้ คนหรือที่เรียกว่ามนุษย์สัตว์โลกหรือมนุษย์โลกก็กำลังเสื่อมไปอยู่ทุก ๆ วัน ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้เมื่อพระองค์ทรงสำเร็จโพธิญาณใหม่ ๆ ว่า

มนุษย์ชาวโลกนี้มีอายุประมาณ 100 ปี ระยะเวลาผ่านไป 100 ปี อายุคนจะลดน้อยถอยลงมาปีหนึ่ง ปัจจุบันนี้พระพุทธองค์นิพพานไปได้ประมาณ 2,500 ปีแล้ว อายุของมนุษย์จะเสื่อมลงคงเหลือประมาณ 75 ปี ถ้าคำนวณตามแบบนี้ อายุของมนุษย์ก็จะเสื่อมเร็วนักหนา อายุของมนุษย์จะเสื่อมลงไปอย่างนี้เรื่อย ๆ จนกระทั่งเหลือ 10 ปีก็มีครอบครัว เป็นผัวเมียสืบพันธุ์กัน

แม้สัตว์เดรัจฉานอื่น ๆ ก็เสื่อมลงโดยลำดับเช่นเดียวกับมนุษย์ ดินฟ้าอากาศก็เปลี่ยนแปลงปรวนแปรเป็นไปต่าง ๆ จนเป็นเหตุให้เกิดกลียุคฆ่าฟันกันตายเป็นหมู่ ๆ เหล่า ๆ สัตว์ตัวใหญ่ที่มีอิทธิพลก็ทำลายสัตว์ตัวน้อย ให้ล้มตายหายสูญเป็นอันมาก มนุษย์จะกลายเป็นคนไม่มีพ่อแม่ พี่น้อง หรือญาติวงศ์ซึ่งกันและกัน เมื่อเห็นหน้ากันและกันก็จับไม้ค้อนก้อนดินขึ้นมากลายเป็นศาสตราวุธประหัตประหารฆ่ากันตายเป็นหมู่ ๆ เรื่องศีลธรรมไม่ต้องพูดถึงเลย แม่น้ำลำคลอง ห้วย หนอง คลอง บึง ก็เหือดแห้งเป็นตอน ๆ ฝนไม่ตกเป็นหมื่น ๆ แสน ๆ ปี มีแต่เสียงฟ้าร้องครืน ๆ แต่ไม่มีฝนตก

เมื่อเป็นเช่นนั้น น้ำในทะเลอันใหญ่โตกว้างขวางและลึกจนประมาณมิได้ก็เหือดแห้งกลายเป็นทะเลทราย ปลาตัวหนึ่งซึ่งใหญ่ที่สุดในโลกมีชื่อว่า "ติมิงคละ" ก็นอนตายอยู่บนกองทราย และโดยอำนาจของแดดเผาผลาญ ทำให้ปลาตัวนั้นมีน้ำไหลออกบังเกิดเป็นไฟลุกท่วมท้น ทำให้มนุษย์โลกทั้งหลายฉิบหายเป็นจุณวิจุณ เขาเรียกว่า ไฟบรรลัยโลก โลกนี้ทั้งหมดก็จะกลายเป็นอัชฌัตตากาศอันว่างเปล่า สัตว์ที่มีวิญญาณก็จะขึ้นไปเกิดในภพของพรหมชั้นอาภัสสระ ซึ่งไฟนั้นไหม้ไม่ถึง

ในหนังสือ ไตรโลกวิตถาร ท่านกล่าวว่า โลกนี้ทั้งหมดจะต้องฉิบหายโดยอาการ 3 อย่าง คือ ราคะ โทสะ โมหะ 3 ประการนี้เป็นเหตุ

สัตว์หนาไปด้วยราคะ โลกนี้จะต้องฉิบหายด้วยน้ำ
สัตว์หนาไปด้วยโทสะ โลกก็จะต้องฉิบหายด้วยไฟ
สัตว์หนาไปด้วยโมหะ โลกจะต้องฉิบหายด้วยลม

โลกจะต้องฉิบหายด้วยการบรรลัยโลกกันอยู่อย่างนี้ในระหว่างกัลป์ใหญ่ ๆ ไฟบรรลัยโลกเล็ก ๆ ที่เกิดในระหว่างกัลป์ใหญ่ ๆ นี้ มีปัญหาน่าพิจารณา น้ำราคะอันมีอยู่ในมนุษย์ชาวโลกแต่ละคนมีอยู่น้อยนิดเดียว ทำไมท่านแสดงว่าสามารถท่วมโลกได้จนเป็นน้ำบรรลัยโลก โทสะและโมหะก็เหมือนกัน อยู่ในตัวมนุษย์โลกซึ่งมองไม่เห็น ทำไมจึงแสดงฤทธิ์ใหญ่โตจนไหม้โลกและพัดเอาโลกจนฉิบหาย ขอนักปราชญ์เจ้าจงใช้ปัญญาพิจารณาให้ถ่องแท้ เห็นจะไม่ท่วมโลกและเผาโลกให้ฉิบหายเป็นกัปป์เป็นกัลป์ดังว่านั้นก็ได้ พวกเราชาวโลกผู้มีน้ำและไฟหรือลมอยู่ในตัวนิดหน่อยนี้คงจะมองเห็นฤทธิ์เดช เรื่องของทั้ง 3 นี้ ว่ามีฤทธิ์เดชเพียงใด

ราคะ คือ ความกำหนัดยินดีในสิ่งสารพัดวัตถุทั้งปวงมีผัวเมียเป็นต้น มันท่วมท้นอยู่ในอกโดยความรักใคร่อันหาประมาณมิได้
โทสะ คือ ไฟกองเล็ก ๆ นี้ก็เหมือนกัน มันไหม้เผาผลาญสัตว์มนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ
โมหะ ก็เช่นเดียวกัน มันพัดเอาฝุ่นละอองกิเลสภายนอกและภายในมาท่วมทับหัวอกของคนจนมืดมิด ให้เข้าใจว่า สิ่งที่ผิดเป็นถูก

ของ 3 อย่างนี้มีฤทธิ์มีเดชมหาศาลสามารถทำลายโลกให้เป็นกัปป์กัลป์ได้ แต่ละกัปป์นั้นท่านถึงไม่ได้แสดงมีอายุเวียนมาสักเท่าไร เป็นแต่แสดงว่ากัปป์เล็กในระหว่างกัปป์ใหญ่ เห็นจะเพราะน้ำราคะ ไฟโทสะ ลมโมหะ เพียงแต่พูดเปรย ๆ เพื่อให้นักปราชญ์ผู้มีปรีชาเอามาคิด เพื่อไม่ให้หลงผิด ๆ ถูก ๆ รู้จักชัดแจ้งโดยใจตัวเอง ชัดแจ้งด้วยใจของตนแล้วนำมาพิจารณาเฉพาะตน ๆ..”

แหล่งที่มา : หนังสือ เทสรังสีอนุสรณาลัย พิมพ์แจกจ่ายเป็นธรรมวิทยาทาน และเป็นอนุสรณ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี) ณ เมรุพิเศษวัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย






#โอวาทธรรม
#หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต

โอวาทธรรมหลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระ

ไม่มี “สังขาร” ย่อมมีธรรมที่มั่นคง

แม้นได้สมบัติทิพย์สักสิบแสน
ก็ไม่เหมือนรู้จริงทิ้ง “สังขาร”
ใจที่รู้ธรรมดาทั้งห้าขันธ์
ใจนั้นก็ขาวสะอาดหมดมลทิน
มีเกิดย่อมมีดับ
ไม่มี “สังขาร” ย่อมมีธรรมที่มั่นคง
ให้มีสติรู้ทันอาการสังขารที่ไม่เที่ยง
อยู่เสมอจนใจเคย จึงจะละขันธ์ห้าได้จริง

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร





..ทุกท่านทุกคน เวลารับพรจากพระเจ้าพระสงฆ์ขอให้ตั้งใจแผ่เมตตา ระลึกนึกถึงบุคคลใดที่เราจะแผ่เมตตา ให้บุคคลนั้นให้มารับอนุโมทนาส่วนบุญร่วมกับพวกเรา ที่เราได้จำแนกแจกทานให้ มาอนุโมทนาก็จะได้รับผลตามเจตนาของพวกเราที่ให้ เมื่อได้รับแล้วก็จะได้มีความสุขสบาย เหมือนเราได้ให้อาหารเขากินอย่างนี้แหละ ให้อาหารกินก็จะได้รับความสุข จิตใจก็เลยรับอาหารคือความสุข เพราะ เป็นตัวของบุญ เหตุฉะนั้น ก็ขอให้ศรัทธาญาติโยมทั้งหลาย เมื่อได้ทำความเข้าใจแล้วมีจุดประสงค์จำนงค์หมายปรารถนาสิ่งใด ก็ขอให้อำนาจบุญกุศลคุณงามความดีจงดลบันดาลให้ ศรัทธาญาติโยมทั้งหลายที่ได้ทำบุญทำทานการกุศล ได้รับผลรับประโยชน์ที่ตนเองได้กระทำนั้นทุกท่านทุกคนเทอญ..

..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญ่ปทีโป..


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 31 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
cron
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO