นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน พุธ 05 ส.ค. 2026 6:25 pm

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: ทำบุญทำทาน
โพสต์โพสต์แล้ว: อาทิตย์ 02 ส.ค. 2026 6:36 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5386
ทดลองดู ถ้าอยู่กับใครที่เราไม่ค่อยชอบ
แต่ไม่มีทางเลือก เช่น ทำงานด้วยกัน หรือ
เป็นญาติกันเป็นต้น ในขณะที่อยู่กับเขา
แม้พยายามไม่ถือสา ไม่คิดร้าย ไม่จับผิด
ไม่เพ่งโทษ แต่บางทีอดไม่ได้ จะแผ่เมตตา
ก็แผ่ไม่ออก จะทำอย่างไรดี
อาตมามีเทคนิคอย่างหนึ่ง แผ่เมตตา
ให้กับตัวเอง ขอให้เป็นผู้ไม่มีเวร ชื่นชม
ในความดีของตัวเอง แล้วท่าทีต่อคนนั้น
เปลี่ยนไปไหม เวลาเรารักตัวเองก็พร้อม
ที่จะรักคนอื่นให้อภัยคนอื่น ลองดู ...
ได้ผลไหม
...
สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร




“การปฏิบัติไม่ใช่ของเล่น”

การปฏิบัตินี้จะต้องมีการศึกษาควบคู่กันไป ไม่แยกกัน ไม่ใช่ศึกษาอย่างเดียว ศึกษาให้มันจบพระไตรปิฎกแล้วค่อยมาปฏิบัติ อันนี้ไม่ใช่วิธีศึกษาปฏิบัติ ต้องศึกษาพร้อมๆ กับการปฏิบัติควบคู่กันไป ศึกษาเรื่องทานก่อน รู้ว่าทำทานทำอย่างไร ทำกับใคร จะได้อะไรอย่างไร ก็เลือกทำเอาตามที่เราต้องการ รักษาศีล รักษาอย่างไร มีกี่ข้อ ก็ต้องศึกษา ศึกษาแล้วก็นำไปรักษาเลย ไม่ใช่รู้เฉยๆ แต่ก็ยังไม่รักษา รู้ว่าทำบุญทำทานแล้วได้อะไร ก็ยังไม่ทำ อย่างนี้ก็เสียเวลาเปล่าๆ แล้วเดี๋ยวมันจะลืม ศึกษาแล้วถ้าไม่ทำมันจะลืม แต่ถ้าศึกษาแล้วทำควบคู่กันไปด้วย มันจะไม่ลืม มันจะเข้าใจลึกซึ้งมากขึ้น มันจะได้สัมผัสกับผลที่เกิดจากการปฏิบัติเลย เพราะฉะนั้นอย่าศึกษาอย่างเดียว อย่าปฏิบัติอย่างเดียว มันต้องไปควบคู่กัน เหมือนเท้าซ้ายกับเท้าขวานี่ เราต้องใช้ทั้งสองเท้า ถ้ามีเท้าเดียวมันก็ต้องกระโดดไป ต้องมีขาเทียมมาช่วย

ดังนั้นการศึกษากับการปฏิบัตินี้มันไม่ได้แยกกันเหมือนสมัยนี้ สมัยนี้ทางศาสนาท่านแยกศึกษากับปฏิบัติ อ้าว บวชแล้วเรียนให้จบเปรียญ ๙ ก่อน แล้วค่อยไปปฏิบัติ ส่วนใหญ่พอมันจบเปรียญ ๙ แล้วมันก็ติด มันก็ไปไม่ออก ไม่ไปปฏิบัติ เพราะฉะนั้นต้องศึกษาปฏิบัติควบคู่กัน ไปอยู่กับครูบาอาจารย์ที่สอนทั้งสองอย่าง สอนให้ศึกษา สอนวิธีปฏิบัติ แล้วก็ให้ปฏิบัติควบคู่กันไป อย่างทางสายวัดป่านี่แหละ ท่านสอนแบบพระพุทธเจ้า สมัยพุทธกาลท่านก็สอนอย่างนี้ ท่านไม่ได้แยกปริยัติออกจากปฏิบัติ ท่านไม่ได้ตั้งโรงเรียนให้สำหรับเรียนอย่างเดียว ท่านเป็นวัดที่มีทั้งการเรียนมีทั้งการปฏิบัติควบคู่กันไป สอนให้ภาวนาก็ภาวนากันไป สอนให้เจริญสติก็เจริญกันไป ไม่ได้สอนแล้วให้เอามาท่องจำเฉยๆ เสร็จแล้วก็มาสอบ สอบความจำไม่เกิดประโยชน์อะไร ให้เอาไปสอบด้วยการปฏิบัติ สอบดูว่าทำแล้วจะได้ผลไหม ใจสงบไหม มีความสุขไหม อันนี้ต่างหากคือการสอบ ไม่ใช่มาท่องจำชื่อธรรมะต่างๆ เช่นวันนี้จำได้หรือเปล่าที่พูดนี้มีอะไรบ้าง เดี๋ยวจะให้สอบ เดี๋ยวจะให้ข้อสอบมาสอบ อันนี้ไม่ได้ ถึงแม้จะสอบได้ ก็ยังไม่ได้ประโยชน์อะไร เพียงแต่รู้ว่าจำได้เท่านั้นเอง ยังต้องเอาไปปฏิบัติ ยังต้องเอาไปทำต่อ ต้องเอาไปทำทาน ต้องเอาไปรักษาศีล ศีล ๕ ศีล ๘ ตามกำลัง แล้วก็ไปฝึกภาวนา

ก่อนจะภาวนาก็ต้องฝึกสติก่อน ถ้าไม่มีสตินั่งแล้วมันจะไม่สงบ นั่งแล้วมันจะคิดฟุ้งซ่าน แล้วก็ไม่เห็นผล แล้วก็จะไม่อยากจะนั่ง เพราะฉะนั้นก่อนจะนั่งเราก็ต้องมีสติก่อน ต้องควบคุมใจให้ได้ก่อน ควบคุมความคิดให้ได้ก่อน ต้องหยุดความคิดให้ได้ ถึงแม้จะไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็ต้องหยุดมันได้บ้าง พอให้มันนิ่งบ้าง แล้วเวลานั่งมันก็จะสงบ มันก็จะรู้สึกสบายใจขึ้นมา แต่ถ้าควบคุมไม่ได้เลย นั่งมันก็จะไม่สงบ มันก็จะไม่เห็นผล มันก็จะไม่มีกำลังใจที่อยากจะนั่ง นี่ก็คือเรื่องของการศึกษากับการปฏิบัติ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ท่านสอนว่ามันไปควบคู่กันหมด ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธนี่ ๓ ตัวนี้มันไปพร้อมกัน ศึกษาเพื่อให้รู้วิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง เมื่อรู้แล้วก็ต้องนำไปปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติก็จะเกิดปฏิเวธ คือผล คำว่า “ปฏิเวธ” ก็คือผลที่เกิดจากการปฏิบัติ จิตใจก็จะมีความสุขมากขึ้น ความทุกข์น้อยลง จิตใจก็จะเจริญขึ้นสูงขึ้น จากมนุษย์ก็เป็นเทพ จากเทพก็เป็นพรหม จากพรหมก็เป็นพระอริยะเจ้า เป็นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ นี่มันจะพัฒนาขึ้นไปตามลำดับ จากการที่เราศึกษาและปฏิบัติไปตามขั้นตามลำดับของการปฏิบัติ เหมือนกับที่เราไปโรงเรียน เราก็ไปเรียนที่ชั้นอนุบาลก่อน แล้วพอจบอนุบาลก็ขึ้นประถม พอจบประถมก็ขึ้นมัธยม จบมัธยมก็เข้าอุดมศึกษา ไปเรียนปริญญา เดี๋ยวก็ได้ปริญญาตรี แล้วก็ต่อโท แล้วเดี๋ยวก็ต่อเอก อันนี้ก็แบบเดียวกัน การศึกษาทางศาสนาก็แบบเดียวกัน

ศึกษาแล้วก็ไปปฏิบัติ การปฏิบัติก็เป็นการทดสอบความรู้ที่เราได้เรียนมา ว่าเรารู้จริงหรือไม่ ถ้ารู้จริงเราก็ปฏิบัติได้ ถ้าเราปฏิบัติได้จริง ปฏิบัติถูกต้อง เราก็จะได้ผล คือ ได้บรรลุผลจากการปฏิบัติ จิตใจจะเจริญขึ้นไปเรื่อยๆ จากมนุษย์ก็จะไปเป็นเทพ จากเทพก็จะไปเป็นพรหม จากพรหมก็จะไปเป็นพระอริยะเจ้าขั้นต่างๆ การเป็นเทพก็เกิดจากการทำบุญทำทาน การรักษาศีล ๕ นี่แหละ ถ้าเราทำบุญทำทาน รักษาศีล ๕ ได้ จิตของเราก็จะเจริญจากมนุษย์ ร่างกายตอนนี้อาจจะเป็นมนุษย์ แต่จิตใจอาจจะเป็นเทวดาแล้วก็ได้ ถ้าทำบุญทำทาน รักษาศีล ๕ ได้ ถ้านั่งสมาธิได้ ก็จะไปเป็นพรหม แล้วถ้ามีปัญญามีวิปัสสนา มีดวงตาเห็นธรรม ก็จะเป็นพระอริยะเจ้า เห็นอะไร เห็นอริยสัจ ๔ เห็นไตรลักษณ์ เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นว่าทุกข์เกิดจากสมุทัย คือตัณหาความอยาก ทุกข์จะดับก็เกิดจากมรรค คือการปฏิบัติทาน ศีล ภาวนา นี้เอง อันนี้ก็จะทำให้ไปเป็นพระอริยะเจ้า ถ้าเข้าสู่ขั้นพระอริยะเจ้าแล้ว ก็จะไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิด ก็จะเกิดน้อยลง

พระโสดาบันก็จะเกิดไม่เกิน ๗ ครั้ง พระสกิทาคามีก็ครั้งเดียวในโลกของมนุษย์ของเทวดา ถ้าเป็นพระอนาคามีก็ไปเกิดที่พรหมโลก ถ้าเป็นพระอรหันต์ก็ไม่กลับมาเกิดอีกต่อไป ไปอยู่พระนิพพานแทน นี่คือผลที่จะเกิดขึ้นจากการที่เราศึกษาพระธรรมคำสอนและปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนอย่างเคร่งครัดอย่างจริงจัง นี่การปฏิบัตินี้ไม่เป็นของเล่นนะ อย่าไปคิดว่าเป็นของเล่น อย่าไปคิดว่าเป็นงานอดิเรก อันนี้เป็นงานที่จริงจัง เป็นงานที่ต้องเอาเป็นเอาตายกัน ไม่ใช่เอาแบบเล่นๆ ถ้าเอาเล่นๆ มันจะไม่ได้ผล กิเลสมันชอบเล่นๆ มันไม่ชอบเอาเป็นเอาตายกัน นี่ถ้าเราจะเอาแบบเอาผล เราต้องเอาแบบเอาเป็นเอาตาย เอาเป็นเอาตายกับกิเลสนี่ แล้วเราก็ต้องถวายชีวิตด้วย ถึงจะฆ่ากิเลสได้ ถ้ากลัวตายก็สู้กิเลสไม่ได้ ครูบาอาจารย์ท่านถึงบอกว่า “นิพพานอยู่ฟากตายนะ” ถ้าไม่ยอมตายนี่ ไปไม่ถึงนิพพาน นี่ถ้าจะปฏิบัติจริงๆ แล้ว มันต้องยอมตาย เวลามันเข้าสู่ขั้นปัญญานี่มันต้องยอมตาย

แต่ขั้นต้นนี่ยังไม่ต้องยอมก็ได้ ขอยอมเสียเงินก่อนก็แล้วกัน ยอมรักษาศีลก่อนก็แล้วกัน แต่ขั้นปัญญานี่ บางทีต้องยอมตาย มันถึงจะฆ่ากิเลสได้ กิเลสที่กลัวตายนี้มันจะตายได้ก็ต่อเมื่อเรายอมตาย ถ้าเรายอมตายเมื่อไหร่ กิเลสคือความกลัวตายจะหายไป อันนั้นต้องเข้าสู่ขั้นปัญญา แต่ขั้นเบื้องต้นนี้ยังไม่ต้องถึงกับยอมตายหรอก ขอยอมเสียทรัพย์ก่อนก็แล้วกัน อย่าหวงทรัพย์ ตายไปก็เอาไปไม่ได้ เอาไปทำบุญดีกว่า แล้วจะได้ไปนิพพานต่อไปได้ นี่คือสิ่งที่พวกเราเข้าหาวัดกัน มารับของแถมกันก็คือธรรมะ ที่จะพาให้เราได้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ให้เราได้ไปสู่ความสุขที่ถาวร ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดตามมาอีกต่อไป.

สนทนาธรรมบนเขา
วันที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๑

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จ.ชลบุรี





“..ผู้ที่มีคุณธรรมอย่างสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรืออริยสาวกผู้ที่ไกลจากกิเลสเหล่านี้เป็นต้น ท่านจึงหลีกเร้นไปอยู่ในที่อันสงบสงัด ปราศจากสิ่งที่รบกวน เป็นอย่างนั้นเพราะสถานที่เหล่านั้นเป็นที่บำเพ็ญความสงบสงัดของใจท่านให้ได้รับความร่มเย็น

เพราะฉะนั้นอย่างเรานี้ก็เหมือนกันผู้ที่เข้ามาฟัง เข้ามาวัดเข้ามาวาฟังเทศน์ฟังธรรมจำศีลภาวนาอย่างนี้ ก็เป็นการปลดเปลื้องภาระอันภายนอกให้คลายออกไปได้เปราะหนึ่ง
เช่นมารักษาศีลอุโบสถอย่างนี้เป็นต้นก็ทิ้งภาระตั้งแต่เช้าจนกระทั่งค่ำ จนกระทั่งรุ่งสว่างก็ปลดเปลื้องภาระของร่างกายออกไปจากใจจากกายได้ชนิดหนึ่ง

แต่ทีนี้การเข้ามาปลดเปลื้องอย่างนี้ด้วยรักษาอุโบสถ แต่บางทีใจนั้นยังกังวลวุ่นวาย คิดอาลัยสิ่งนั้นสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลา เราก็ต้องใช้การประหัตประหารอย่าให้สิ่งเหล่านั้นมาบั่นทอน บั่นทอนความดีของเราอันนั้นที่ตั้งใจจะบำเพ็ญให้เกิดขึ้น คือไม่ได้อะไรก็ให้นึกถึง พุทโธ ธัมโม สังโฆ บทใดบทหนึ่ง อย่าให้สิ่งนั้นเข้ามากวนใจของเรา เมื่อรู้ตัวอย่างนั้นแล้ว ก็พยายามระลึกอยู่ตลอดเวลา ใจนั้นก็จะบังเกิดความสุข คือ เกิดความสงบของหัวใจนั่นเอง

อย่างนั้นจึงเรียกว่า "ศีลบริสุทธิ์" ไม่ด่างพร้อย ไม่เศร้าหมอง ถึงซึ่ง "ความบริสุทธิ์ของสมาธิ" ได้อย่างนั้น นั่นเรียกว่า "ผู้ที่อบรมถูกทาง" ถูกต้องเรียกว่าตามกายวาจาใจ
พร้อมด้วยศีลและก็เข้าถึงสมาธิ อย่างนี้เป็นต้น..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระครูสุทธิธรรมรังษี (หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท)
วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อ.สามโคก จ.ปทุมธานี
(พ.ศ.๒๔๕๙-๒๕๔๗)





ในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าว่า ตายแล้วไม่สูญ ตายแล้วเกิดอีก เพราะฉะนั้นเราจึงบำเพ็ญคุณงามความดี เตรียมเสบียงเพื่อเดินทางต่อไปภายภาคหน้า อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด อะไรจะดับมันก็ดับ แต่เราต้องเดินไปตามคลื่นกระแสที่เป็นไป ให้สร้างคุณงามความดี บำเพ็ญ ศีล สมาธิ ปัญญา ตามหลักธรรมคำสอน ถ้าเรามีหลักจิตหลักใจ ชำระจิตใจของเราหลุดพ้นจากอาสวกิเลสแล้วมันหายห่วงนะลูกหลาน ไม่ต้องวิตกไม่ต้องกังวลอะไรทั้งหมด ถ้าจิตใจของเราบริสุทธิ์แล้ว เราไม่ต้องวิตกกังวลอะไรทั้งหมด

พระพุทธเจ้าว่าถ้ากลัวตายก็อย่ามาเกิด บัดนี้เราชำระใจของเรา เราจะไม่มาเกิดแล้ว ถ้าเราไม่มาเกิดแล้ว ความตายจะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เพราะเราไม่มาเกิด แต่ถ้าเรามาเกิดอีก ต้องตายอีก เกิดอีกก็ตายอีก เกิดอีกก็ตายอีก มันเป็นอยู่อย่างนั้น เวียนว่ายตายเกิด

ถ้าหากว่าทำไม่ให้เกิดอย่างเดียว ให้บริสุทธิ์ จิตใจบริสุทธิ์แล้ว นั่นล่ะจะไม่มาเกิด อันนั้นเลิศประเสริฐที่สุดนะลูกหลานนะ อย่างหลวงตามหาบัว ท่านว่าชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา เราจะไม่กลับมาเหยียบแผ่นดินนี้อีกเป็นอนันตกาล อนันตกาลไม่มีที่สิ้นสุด แปลว่าตลอดไปเลย ไม่มีคำว่าจะมาเกิดอีก ไม่มีอีกแล้ว ท่านยืนยันขนาดนั้น อันนี้คือความบริสุทธิ์ในใจของท่าน พวกเราก็เหมือนกันล่ะ เราก็ต้องเดินตามพ่อแม่ครูบาอาจารย์ของพวกเรา

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “ปัจจัยจากศรัทธา ใช้ให้เป็นธรรม”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๙





”อุปสรรคการนั่งสมาธิ“

ถาม : เวลานั่งสมาธิ ผมจะตึงหน่วงๆ ที่หน้าผาก และจะเป็นบ่อยหลังจากออกจากสมาธิ
ไม่ทราบว่าเกิดจากสาเหตุอะไรและมีวิธีแก้ไขอย่างไรครับ

พระอาจารย์ : การนั่งสมาธินี้มันจะต้องไปเจออุปสรรคต่างๆ ที่จิตสร้างขึ้นมาเอง ดังนั้นไม่ต้องไปกังวลกับมัน ให้รับรู้ไว้แล้วก็ปล่อยวาง ถ้ามันไม่มาขัดขวางการนั่งสมาธิของเราหรือขัดขวางการดำเนินชีวิตของเรา เราก็ไม่ต้องไปสนใจมัน.

#ภาวนธรรม
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จ.ชลบุรี


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 28 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO