|
วันอาสาฬหบูชา ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘
ตรงกับวันพุธที่ ๒๙ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๖๙
เครื่องดำเนินเข้าไปสู่ #ความพ้นทุกข์
เรียกว่า #อริยมรรค มีองค์ ๘ ประการ
#มรรคสมังคี คือ อริยมรรครวมกัน
รวมมรรค ๘ ลงใน #ศีล #สมาธิ #ปัญญา
คนมีศีลบริสุทธิ์ต้องอาศัยสติ เรียกสติวินัย
สมาธิ คือ ความตั้งใจไว้มั่นต้องอาศัยสติ
สุดท้ายก็อาศัยสติปัญญาต่อไป
จึงกลายเป็น สติปัญญา รวมมรรค ๘
ลงในไตรสิกขาแล้วรวมเป็น สติปัญญา
วิธีรวมมรรคไปสู่ทางพ้นทุกข์รวมอย่างนี้
หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย วัดเขาสุกิม
"..วิธีรักษาพระไตรสรณคมน์ไม่ให้ขาดและไม่ให้เศร้าหมอง ดังนี้คือ
๑. เป็นผู้ตั้งอยู่ในความเคารพ ๖ ประการ คือ เคารพในพระพุทธเจ้า ๑ เคารพในพระธรรม ๑ เคารพในพระอริยสงฆ์สาวก ๑ เคารพในความไม่ประมาท ๑ เคารพในไตรสิกขา ๓ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ๑ เคารพในปฏิสันถารการต้อนรับ ๑ ต้องเป็นผู้มีความเชื่อ ความเลื่อมใส นับถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก ของตนจริงๆ ถ้าประมาทเมื่อไรก็ขาดจากคุณพระรัตนตรัยเมื่อนั้น
๒. เว้นจากการนับถือพระภูมิต่างๆ คือ ไม่นับถือภูตผีปีศาจ พระภูมิเจ้าที่ เทวบุตร เทวดา มนต์ คาถา วิชาต่างๆ ต่อไป ถ้านับถือเมื่อไรก็ขาดจากคุณพระรัตนตรัยเมื่อ นั้น
๓. ไม่เข้ารีตเดียรถีย์ นิครณฐ์ คือไม่นับถือลัทธิ วิธี ศาสนาอื่น ภายนอกพระพุทธ ศาสนามาเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลีกของตนสืบต่อไป ถ้านับถือเข้ารีตเดียรถีย์เมื่อไร ก็ขาดจากคุณพระรัตนตรัยเมื่อนั้น
๔. ไม่นับถือลัทธิศาสนาพราหมณ์ คือไม่ดูไม้ดูหมอ แต่งแก้แต่งบูชา เสียเคราะห์เสียขวัญ เป็นต้น ถ้านับถือเมื่อไรก็เศร้าหมองในคุณพระรัตนตรัยเมื่อนั้น
๕. เป็นผู้เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม เช่น เชื่อว่า ทำชั่วได้ชั่ว ทำดีได้ดีเป็นต้น ตลอดจนเชื่อความตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่สุด ไม่เชื่อมงคลตื่นข่าว ข้อนี้ต้องเป็นผู้มีสมาธิเสมอ ถ้าขาดสมาธิเมื่อไรก็ขาดศรัทธาความเชื่อมั่นนั้น ถ้าขาดศรัทธาความเชื่อเมื่อไรก็เศร้าหมองในคุณพระรัตนตรัยเมื่อนั้น.."
โอวาทธรรมคำสอน พระญาณวิศิษฏ์สมิทธิวีราจารย์ (หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม) วัดป่าสาลวัน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา (พ.ศ.๒๔๓๒-๒๕๐๔ )
วันนี้วันอาสาฬหบูชา เป็นวันสำคัญในทางพระพุทธศาสนา เป็นวันที่พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ทั้ง ๓ สรณะ อุบัติขึ้นในโลก เมื่อพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้พระธรรมในวันเดือนหกเพ็ญ พระองค์ได้เสวยวิมุตติสุขที่พระองค์ได้สำเร็จเป็นพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เมื่อเสวยวิมุตติสุขเพียงพอแล้ว พระองค์ก็ไปโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงกรุงพาราณสี พระองค์ได้แสดงพระธรรมจักกัปปวัตนสูตร ทำให้พระอัญญาโกญทัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมวันนี้ จากนั้นก็ได้บวชเป็นพระด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา
เมื่อบวชเสร็จแล้วเป็นอันว่าพระไตรสรณคมน์ได้อุบัติขึ้นในโลก ทั้ง ๓ รัตนะ ครบบริบูรณ์ในวันนี้ ถือว่าเป็นวันสำคัญยิ่งวันหนึ่ง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อุบัติขึ้นในโลกครบทั้ง ๓ รัตนะ พวกเราก็ให้น้อมรำลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ วันนี้ล่ะเป็นวันประเดิม พวกเราจะจริงจังแค่ไหน สุดแท้แต่พวกเราจะเป็นผู้กำหนดเอง พระพุทธเจ้าท่านหนีออกจากเวียงวังไปบำเพ็ญอยู่ในป่า พระองค์ก็กำหนดพระองค์เองว่า เราออกจากเวียงวังคราวนี้ เราจะไม่หวนกลับคืนโดยเด็ดขาด ท่านตั้งจิตอธิษฐานอย่างนั้นไว้แล้ว ก่อนที่ท่านจะออกไป ท่านคิดดีแล้ว ทบทวนดีแล้ว ท่านเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่จะหาความสุขในพระทัยแม้แต่หน่อยหนึ่งไม่มีแล้ว ครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว ท่านจึงตัดสินพระทัยว่า เราออกไปครั้งนี้เราจะไม่หวนกลับมาอีก เพราะว่ากลับมาก็มา แก่ เจ็บ ตาย อะไรคือความสุขที่แท้จริง พระองค์เห็นหมดแล้ว
พวกเราก็เหมือนกัน ที่พวกเราจะตั้งจิตอธิษฐานว่า พวกเราจะออกจากสิ่งที่มืดบัง ที่มืดมิดปิดตา ที่มัวหมองหรือเป็นที่ไม่ดี พวกเราควรจะคิดให้ดีก่อนที่เราจะเดินออกจากจุดนี้ เราจะตั้งจิตใจอย่างไร เช่น ข้าพเจ้าจะงดบุหรี่ ก็รู้แล้วว่าบุหรี่มันไม่ดี พิจารณาทีไรก็เห็นโทษ แต่มันออกไม่ได้ เมื่อเราพิจารณาถี่ถ้วนแล้วก็ตัดสินใจ อย่างที่พระพุทธเจ้าตัดสินใจออกจากเวียงวังอย่างนั้นล่ะ ข้าพเจ้าจะงดบุหรี่โดยเด็ดขาด
ผู้ที่ดื่มสุราก็เช่นเดียวกัน เราพิจารณาดูแล้วว่าการดื่มสุรามันให้โทษ เราเห็นโทษเต็มอกแล้ว เราก็ตัดสินใจว่าข้าพเจ้าจะงดโดยเด็ดขาดอย่างนี้เป็นต้น แล้วก็อบายมุขทุกอย่าง เล่นการพนัน คบคนชั่ว เกียจคร้านการทำงาน เที่ยวกลางคืน คบคนชั่วเป็นมิตร แต่ละข้อเราติดอันไหนที่มันแก้ยากเราก็พิจารณาให้ถี่ถ้วนถ้วนถี่ จากนั้นเราก็เดินออกจากจุดนั้นไปได้
ถ้าเรายังหวนไปๆกลับๆ แปลว่าไม่เด็ดขาด หลักลอย หาความจริงจังไม่ได้ ผลที่สุดก็ล่มจมกับที่เก่า ไปไม่รอด เหมือนนกติดยาเสพติด บินจากกรงแล้วคิดถึงกรง เพราะเจ้าของเอายาเสพติดให้มันกิน นี่ก็เหมือนกัน ใจของเราเมื่อพิจารณาให้ถี่ถ้วนแล้ว ควรจะตัดสินใจเด็ดขาด
หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก พระธรรมเทศนา “โอวาทธรรมวันอาสาฬหบูชา” แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔
“..#เราทั้งหลายต่างเกิดมาด้วยวาสนา มีบุญพอเป็นมนุษย์ได้อย่างเต็มภูมิ ดังที่ทราบอยู่แก่ใจ แต่อย่าลืมตัวลืมวาสนาของตัว โดยลืมสร้างคุณงามความดีเสริมต่อภพชาติของเราที่เคยเป็นมนุษย์ จะเปลี่ยนแปลงและกลับกลายหายไป ชาติต่ำทรามที่ไม่ปรารถนาจะกลายมาเป็นตัวเราเข้าแล้วแก้ไม่ตก ความสูงศักดิ์ ความต่ำทราม ความสุขทุกขั้นจนถึงบรมสุข และความทุกข์ทุกขั้นจนเข้าขั้นมหันตทุกข์เหล่านี้ มีได้กับทุกคนตลอดสัตว์ถ้าตนเองทำให้มี อย่าเข้าใจว่าจะมีได้เฉพาะผู้กำลังเสวยอยู่เท่านั้น โดยผู้อื่นมีไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสมบัติกลาง แต่กลับกลายมาเป็นสมบัติจำเพาะของผู้ผลิตผู้ทำก็ได้ ฉะนั้นท่านจึงสอนไม่ให้ดูถูกเหยียดหยามกัน เมื่อเห็นเขาตกทุกข์หรือกำลังจน จนน่าทุเรศ เราอาจมีเวลาเป็นเช่นนั้นหรือยิ่งกว่านั้นก็ได้ เมื่อถึงวาระเข้าจริง ๆ ไม่มีใครมีอำนาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะกรรมดีชั่วเรามีทางสร้างได้เช่นเดียวกับผู้อื่น จึงมีทางเป็นได้เช่นเดียวกับผู้อื่น และผู้อื่นก็มีทางเป็นได้เช่นที่เราเป็นและเคยเป็น..”
#ภูริทตฺตธมฺโมวาท พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒
#อาสาฬหบูชา #เป็นวันคล้ายวันพระพุทธเจ้าทรงตรัสพระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นต้น เป็นครั้งแรกแต่ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงปฐมเทศนา คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
อริยสัจธรรม ๔ ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เรียกโดยย่อว่า “ธรรมจักร” ทำไมจึงเรียกธรรมจักร คือมันมี ปริวัฎ ๓ อาการ ๑๒ อริยสัจธรรม ๔ แต่ละอันๆ มีปริวัฏ ๓ คือทรงเทศนาเวียน ๓ รอบ จึงเป็นอาการ ๑๒ แล้วท่านก็ทรงเทศนารวมความว่า ปริวัฏ ๓ อาการ ๑๒ นี้ทำกิจในขณะจิตเดียว อันนั้นเป็นของละเอียดหน่อย พระองค์ทรงพิจารณาเห็นชัดเจนด้วยพระองค์เองแล้วจึงเอามาเปิดเผย แต่ก็ยากที่พวกเราทั้งหลายจะเข้าใจ ถึงไม่เข้าใจก็จะเทศนาให้ฟังพอเป็นเครื่องพิจารณาดังนี้
ทุกข์ ชาติปิ ทุกขา ชราปิ ทุกขา มรณัมปิ ทุกขัง เรียกว่า ทุกข์กาย โสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาส เรียกว่า ทุกข์ใจ ทุกข์เป็นของควรกำหนดมิใช่ของควรละ และก็เป็นธรรมด้วยทุกข์มีชาติเป็นต้นมีอยู่ในตัวของเรา ไม่ได้มีที่อื่น ส่วนทุกข์ปลีกย่อยเล็กๆ น้อยๆ อีกนับไม่ถ้วน
สมุทัย คือเหตุให้เกิดทุกข์ อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ คือตัณหา ๓ อย่าง กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา
กามตัณหา คือความพอใจรักใคร่ ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หาที่สุดไม่ได้ กามตัณหานี้เป็นตัวประธานของทุกข์ทั้งปวง
ภวตัณหา ความอยากเป็นโน่นเป็นนี่ ได้มาแล้วก็ไม่พอยังอยากได้อีก ซึ่งเป็นเหตุต่อเนื่องมาจากกามตัณหา เป็นตัวบวกให้เกิดทุกข์
วิภวตัณหา ความไม่ยินดี ในการักใคร่พอใจในรูปเป็นต้น หรือได้สิ่งต่างๆ ที่ตนปรารถนามาแล้วกลับไม่พอใจ ไม่อยากได้ ไม่อยากประสบพบเห็นสิ่งนั้นๆ นี้ก็เป็นตัวลบ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์อีกประการหนึ่ง
ธรรมดาสิ่งทั้งปวงนี้เป็นของมีอยู่ในโลกนี้ ต้องมีการบวกเมื่อบวกมากๆ แล้วไม่ลบก็ไม่ทราบว่าจะเอาไปไว้ไหนกัน เมื่อมีการบวกและการลบจึงค่อยเป็นโลกคือตัวสมุทัย
นิโรธ คือความดับทุกข์ คือไม่อยากมีอยากเป็นก็ไม่ว่าอยากมีอยากเป็นก็ไม่ว่า ความวางเป็นกลางเฉย ๆ มันจะทุกข์มาจากไหน เอาเถิด ถึงจะละไม่ได้โดยตลอดที่เรามีชีวิตอยู่นี้ก็เอาในปัจจุบันก่อน ละในปัจจุบันวางใจให้เฉยๆ ให้เป็นกลางๆ นั้นแหละนิโรธก่อนแล้ว นั่นนิโรธของเรา ไม่ใช่ของพระอริยเจ้า เราทำได้อย่างนี้ทำได้บ่อยๆ วันหนึ่งข้างหน้าจะต้องเป็นของเราแน่นอน
มรรค มีองค์ ๘ เป็นทางไปถึงนิโรธ คือความดับทุกข์ มีสัมมาทิฐิขึ้นต้น สัมมาคือความชอบ ทิฐิคือความเห็น ใครเห็นอะไรก็อันนั้นแหละว่าเป็นของชอบทั้งนั้น มันยากอยู่ตรงนั้นแหละ
ทุกข์กับนิโรธอันนี้เป็นผล สมุทัยและมรรคอันนี้เป็นเหตุ ธรรมมันต้องมีเหตุมีผล เมื่อมีเหตุก็เกิดธรรมนั้นๆ ขึ้น เมื่อเหตุดับ ธรรมทั้งหลายก็ดับหมด เหตุนั้นเพราะพุทธเจ้าเมื่อได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สัมมาทิฐิเกิดขึ้นในพระทัยของพระองค์ คือความเห็นอันนั้นเป็นกลางวางเฉยจึงได้เทศนาในธรรมจักรว่า ทางสองแพร่งอันพรรพชิตไม่ควรเสพ คือ อัตตกิลมถานุโยค ทำตนให้เหน็ดเหนื่อยเปล่า เช่น พวกฤาษีโยคีต่างๆ ทำความลำบากตรากตรำตนต่างๆ นานา ไม่เป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพาน ไม่เป็นไปเพื่อความพ้นจากทุกข์ และ กามสุขัลลิกานุโยค เป็นไปเพื่อกามกิเลสอันเป็นเหตุให้มัวหมองเศร้าหมอง ท่านเรียกทาง ๒ อย่างนี้ว่าทางสุดโต่ง พระองค์ได้รู้ชัดขึ้นในพระทัยของพระองค์โดยไม่มีใครบอกเล่าหรือเล่าเรียนมาแต่ก่อนเลย ได้เกิดขึ้นแล้วแก่พระองค์ดังนี้
จกฺขํ อุทปาทิ จักษุคือตาอันเป็นเพชร สามารถรู้แจ้งเป็นธรรมในที่ทุกสถาน หาสิ่งใดปกปิดไม่ได้ ได้เกิดขึ้นแล้วแก่พระองค์
ญาณํ อุทปาทิ ญาณคือความรู้ทั้งอดีตอนาคตทั้งของพระองค์และบุคคลอื่นอันหาที่สุดไม่ได้ จนสิ้นสงสัยในพระทัยของพระองค์ ได้เกิดขึ้นแล้ว
ปญฺญา อุทปาทิ ปัญญารอบรู้ในสรรพเญยธรรมทั้งหลายอันหาที่สุดไม่ได้ ได้เกิดขึ้นแล้วแก่พระองค์
วิชฺชา อุทปาทิ ความรู้วิเศษอันล่วงเสียซึ่งความรู้ของมนุษย์ เทวดา อินทร์ พรหม ไม่มีเหมือนของพระองค์ได้เกิดขึ้นแล้ว
อาโลโก อุทปาทิ พระองค์มองเห็นโลกทั้งหมดเป็นสักแต่ว่า “เป็นธาตุ” ไม่มีมนุษย์ บุรุษ หญิง ชาย มิใช่รู้แจ้งอย่างกลางวันหรือมีแสงสว่างอย่างพระอาทิตย์พระจันทร์แต่เห็นชัดด้วยใจของพระองค์ ได้เกิดขึ้นแล้ว
ที่จริงโลกก็เป็นโลกนั่นแหละ เกิดมาในโลกก็ต้องเป็นโลก แต่ความรู้ของพระองค์มันพลิกล็อคไปอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดจากอำนาจสมาธิภาวนาอันแน่วแน่ภายในของพระองค์ เห็นอย่างไรจึงกลายเป็นธรรมได้ คนเกิดมาในโลกนี้มันเป็นโลกอยู่แล้วหมดทั้งตนทั้งตัว แต่พระองค์ทรงเห็นว่าเกิดขึ้นมามันแก่ มันเจ็บ มันตาย ของเหล่านี้เป็นของไม่เที่ยง อันนี้เป็นทุกข์ ทุกตัวตนทุกสัตว์ทุกหมู่เหล่าเป็นเหมือนกันหมด อันนั้นแหละมันเป็นธรรม เรียกว่า “เห็นโลกเห็นธรรม” โลกเลยไม่มี ของเหล่านี้เกิดขึ้นที่พระองค์โดยไม่ได้คิดตามตำรา ไม่ได้ยินได้ฟังจากคนไหนมาก่อน แต่หากปรากฏขึ้นมาที่พระทัยอันใสสะอาดปราศจากมลทินมัวหมอง มีสมาธิผ่องใสบริสุทธิ์เป็นพื้นฐาน เรียกว่า “สัพพัญญูพุทธะ” เกิดขึ้นมาเองด้วยตนเอง
โดยใจความของธรรมจักร ก็มีธรรม ๔ ประการ คือ มีทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค มีปริวัฏ ๓ คือ
ปริวัฏที่หนึ่ง นี้คือ แสดงถึงทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคแต่ละอันนี้เป็นตัวยืน
ปริวัฏที่สอง ทุกข์เป็นของควรกำหนด มิใช่ของควรละ แล้วก็เป็นธรรมด้วย สมุทัยจึงเป็นของควรละ นิโรธเป็นของควรทำให้แจ้ง มรรคเป็นของควรเจริญ
ปริวัฏที่สาม ทุกข์เป็นของควรกำหนด เราได้กำหนดแล้ว สมุทัยเป็นของควรละ เราได้ละแล้ว นิโรธเป็นของควรทำให้แจ้ง เราได้ทำให้แจ้งแล้ว มรรคเป็นของควรเจริญ เราได้เจริญแล้ว
อาการ ๑๒ นี้เมื่อมันจะเกิดมันก็เกิดขึ้นมาเองในขณะจิตเดียวเท่านั้น ไม่ได้ลำดับดังที่อธิบายมานี้หรอกรู้แจ้งเห็นจริงหมดทุกสิ่งทุกอย่าง หายสงสัยในธรรมทั้งปวง อันนั้นเป็นของยาก ยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้ หากคนใดทำได้แล้วเกิดความรู้ขึ้นมานั่นแหละจึงจะเห็นด้วยตนเอง ธรรมอันนี้เป็นของลึกซึ้งมากที่สุด รู้เห็นเฉพาะตนเอง คนอื่นหารู้ด้วยไม่
เมื่อพระพุทธองค์ทรงตรัสพระธรรมเทศนาที่เรียกว่า พระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นครั้งแรกให้แก่ภิกษุปัญจวัคคีย์ อันมี พระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นต้น ฟังจบแล้ว ท่านได้ดวงตาเห็นธรรมว่า “สิ่งทั้งปวงมีความเกิดขึ้นแล้ว ย่อมกับไปเป็นธรรมดา” (คือได้พระโสดาบันบุคคล) แล้วท่านจึงขอบรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า พรองค์ก็ได้ประทานเอหิภิกขุให้เป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา แล้วก็เป็นพระอริยสงฆ์องค์แรกในพุทธศาสนาอีกด้วย พระไตรสรณคมน์จึงครบ ๓ ตั้งแต่นั้นมา แล้วพระองค์ก็ได้เทศนาด้วยธรรมหลายปริยายให้ท่านทั้งห้านั้นฟัง จนที่สุดได้แสดง “อนัตตลักขณสูตร” ให้ฟังท่านเหล่านั้นจึงได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ แล้วท่านทั้ง ๔ องค์จึงขอบรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระพุทธเจ้า “..ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร..”
เทสฺรํสีธมฺโมวาท พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย (พ.ศ.๒๔๔๕-๒๕๓๗)
#ธรรมนอกธรรมใน "...ธรรมะ มีอยู่ ๒ ประเภทคือ ธรรมะนอกกับธรรมะใน "ธรรมะนอก" หมายถึงธรรมะที่เราเรียนรู้ตามคัมภีร์ตามตำรา เพื่อเป็นแนวทางให้เรารู้ในการปฏิบัติ จำเป็นด้วยหรือการเรียนปริยัติธรรม คำตอบก็คือว่าจำเป็นต้องเรียน ไม่เรียนไม่ได้ ต้องเรียน เพราะปริยัติธรรมคือคัมภีร์ไตรปิฎก เป็นหลักศาสนา เป็นศาสนาที่เป็นเหตุเป็นผล แต่ปริยัติธรรมเป็นความรู้ในตำรา เป็นธรรมนอก คือเป็นธรรมะนอกจากตัวของเรา อย่างดีเราก็เพียงอาศัยจิตหรือใจเป็นผู้ทรงธรรม แต่มันก็เรื่องนอกๆ ยังไม่เกิดประโยชน์อะไรแก่เรา
ทีนี้ปัญหาสำคัญเรื่อง "ธรรมะใน" คือหมายถึง ในกาย วาจาของเรา นี่เป็นสิ่งที่เราจะศึกษาให้รู้ให้เข้าใจ ฉนั้น ธรรมะแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ตามหลักแห่งปริยัตินั้น เราฟังแล้วมันก็มากมายเหลือล้น ไม่ทราบว่าจะเอายึดธรรมะข้อไหนมาปฏิบัติ มันจึงจะได้ประโยชน์แก่ชีวิตประจำวันของเราอย่างแท้จริง อันนี้ปัญหาของชาวพุทธเราที่จะเข้าใจ ความรู้ความเห็นที่ปฏิบัตินั้น จะยึดหมายเอาอะไรเป็นสาระสำคัญ ฉนั้น เราควรจะรู้กาย รู้วาจา รู้จิตของเรานี้ว่า กาย วาจา จิต ของเราเป็นสิ่งที่ได้มาด้วยบุญกุศล
นักปราชญ์ผู้เป็นอริยชนเคยกล่าวไว้ว่า ร่างกายนี้เป็นสิ่งที่ได้มาด้วยบุญ ได้มาแล้วควรจะทนุถนอม รักษา เพราะเป็นสิ่งที่ได้มาโดยยาก "กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ" การได้มาซึ่งความเป็นมนุษย์นี่แสนยาก ต้องบำเพ็ญคุณธรรมคือมีศีล ๕ บริสุทธิ์บริบูรณ์ มีกรรมบท ๑๐ บริสุทธิ์บริบูรณ์ จึงจะมาบังเกิดเป็นมนุษย์ที่บริบูรณ์ที่มีจิตใจบริสุทธิ์ อันนี้ถ้าเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว เป็มนุษย์สมบูรณ์แบบ เรียกว่าเป็นมนุษย์ร้อยเปอร์เซนต์..."
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาละวัน จ.นครราชสีมา
“ . . ทุกคนจะต้องเข้ามหายุทธสงคราม สักวันหนึ่ง คือการ ต่อสู้กับมัจจุราช
เมื่อถึงเวลานั้นแต่ละคน จะต้องสู้เพื่อ ตนเอง และต้องสู้โดยลำพัง
ผู้ที่สู้ได้ดีก็จะไปดี คือไปสู่ สุคติ
ผู้ที่เพลี่ยงพล้ำก็จะไปร้าย คือไปสู่ทุคติ
อาวุธที่ใช้ ต่อสู้มีเพียงสิ่งเดียว คือ "สติ"
ซึ่งจะสร้างสมได้ ด้วยการ เจริญภาวนาเท่านั้น . . ”
โอวาทธรรม หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
"ใจที่สงบ ย่อมเห็นธรรม ใจที่ฟุ้งซ่าน ย่อมเห็นแต่โลก"
เมื่อใจหยุดวิ่งตามอารมณ์ ความทุกข์ก็เบาบางลง ธรรมะไม่ได้อยู่ไกล แต่อยู่ที่ใจซึ่งรู้เท่าทันตนเองในทุกขณะ ฝึกสติให้มั่น แล้วความสงบจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นจากภายใน
หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ
“..ผู้ใดมาถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะที่พึ่งแล้ว ผู้นั้นย่อมชนะได้ซึ่งความร้อน สรณะทั้ง ๓ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มิได้เสื่อมสูญอันตรธานไปไหน ยังปรากฏอยู่แก่ผู้ปฏิบัติเข้าถึงอยู่เสมอ ผู้ใดมายึดถือเป็นที่พึ่งของตนแล้ว ผู้นั้นจะอยู่กลางป่าหรือเรือนว่างก็ตาม สรณะทั้งสามก็ปรากฏแก่เราอยู่ทุกเมื่อ จึงว่าเป็นที่พึ่งแก่บุคคลจริง เมื่อปฏิบัติตามสรณะทั้งสามจริงๆ แล้ว จะคลาดแคล้วจากภัยทั้งหลาย อันก่อให้เกิดความร้อนอกร้อนใจได้แน่นอนทีเดียว..”
|