พระพุทธพจน์ - พุทธภาษิต พระธรรมเทศนา และ ธรรมะจากครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
ศุกร์ 24 ก.ค. 2026 12:59 pm
“..เกิดมาเพื่ออะไร..”
“..ตนเกิดมาแล้วนึกไม่ได้เลยว่า ตนเกิดมาสร้างบุญบารมี นึกไม่ได้ ก็เลยเมาอยู่กับโลกอันนี้ไปโดยส่วนเดียว ดังที่เราเห็นกันอยู่บางคนน่ะไม่ได้สนใจในการบุญการกุศลอะไรเลย ไม่สนใจในการที่จะละความชั่ว ทำความดีอะไร ก็อยู่ไปกินไปตามยถากรรมอย่างนั้นมีอยู่ถมไป นี่เรียกว่า คนเรามันลืมตัวนะ มันลืมเหตุปัจจัยของชีวิต มืดแปดด้านเอาจริงๆ ไม่รู้ว่าตนเกิดมาเพื่ออะไร ไม่รู้จุดประสงค์เลยนั่นแหละ
ทีนี้ผู้ที่เคยมีสติสัมปชัญญะ เคยมีศรัทธามั่นในบุญในกุศลมาแต่ชาติก่อนโน้น พอเกิดมาชาตินี้บุญเก่านั่นแหละมาเตือนใจให้ระลึกได้ ให้ระลึกว่าเออนี่เราเกิดมานี่เราเกิดมาเพื่อสร้างบุญบารมี บุญบารมีที่เราทำมานั้นมันยังไม่เต็ม มันยังน้อยอยู่ จำเป็นที่เราจะต้องสร้างบุญบารมีให้มันมากที่สุดในชีวิตของเรา แล้วก็ในขณะเดียวกันสิ่งใดที่เป็นบาปเป็นโทษ เราจะพยายามละเว้นหมดไปเลย จะไม่สะสมมันไว้ขึ้นชื่อว่าบาป เพราะมันก่อให้เกิดทุกข์
อันผู้ใดมาระลึกถึงตัวเองได้อย่างนี้นับว่าโชคดีเหลือเกินนะ นับว่าเป็นคนมีมงคลอยู่ในตนมากมายทีเดียวแหละ เพราะว่าผู้นั้นจะได้พยายามสั่งสมบุญกุศลให้มากขึ้นในตนของตน ในเวลาที่มีชีวิตเป็นอยู่นี่ เพราะว่าชีวิตของคนเราในยุคนี้สมัยนี้มันน้อยเหลือเกินนะ ถ้าใครไม่รีบเร่งทำความดี ไม่รีบเร่งละความชั่วแล้วก็จะไม่ได้ทำเลย พอแต่อ้างนู่นอ้างนี่อยู่อย่างนี้ล่ะก็ ไปๆหน่อยหนึ่งความตายมาถึงแล้วก็แล้วเลย ไม่ได้สั่งสมบุญกุศลแล้วไม่ได้ละความชั่ว ความชั่วมีอยู่ในใจอย่างไรมันก็ติดสอยห้อยตามก่อทุกข์ให้ไปในชาติหน้าต่อไปอีก..”
วรลาโภวาท
พระสุธรรมคณาจารย์ วิ. (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ) วัดอรัญญบรรพต ต.บ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๕๕-๒๕๔๘ )
สติ ... เมื่อถูกประกอบให้สมบูรณ์มากขึ้น ๆ แล้ว สติตัวนี้เองจะแผลงเป็น มรรคปัญญา หรือ ปัญญาญาณ อันทรงพลัง เป็นญาณที่เพียบพร้อมไปด้วย วิชชา คือ ความรอบรู้...
#หลวงพ่อมนตรี อาภัสสโร
สวนพุทธธรรมป่าละอู อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์
ธรรมะข้อนี้ของ หลวงพ่อมนตรี อาภัสสโร ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเจริญสติอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อ "สติ" ได้รับการฝึกฝนจนสืบเนื่อง ชำนาญ และสมบูรณ์เต็มที่ (สติสัมโพชฌงค์ / สติปัฏฐาน) สตินั้นจะไม่ใช่แค่การระลึกรู้ธรรมดาอีกต่อไป แต่จะพัฒนาและส่งกำลังต่อให้เกิด "มรรคปัญญา" หรือ "ปัญญาญาณ" ที่แทงตลอดในสภาวะธรรมตามความเป็นจริง
สรุปใจความธรรมะ
การสั่งสมสติ: การเจริญสติอย่างสม่ำเสมอเปรียบเหมือนการสะสมกำลังทีละน้อย
การแผลงเป็นปัญญา: เมื่อสติแก่กล้าจนบริบูรณ์ สตินั้นเองจะเป็นฐานที่ทำให้เกิด วิชชา (ความรู้แจ้ง) ตัดอวิชชาและความเด็ดขาดในกิเลสได้อย่างทรงพลัง
ผลของการปฏิบัติ: นำไปสู่ความรอบรู้ตามความเป็นจริง (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) และหลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่น
“..ถ้าใครกลัวตายเพราะความเด็ดเดี่ยวทางความเพียร ผู้นั้นจะต้องกลับมาตายอีกหลายภพหลายชาติไม่อาจนับได้ ส่วนผู้ใดไม่กลัวตายผู้นั้นจะตัดภพชาติให้น้อยลงถึงกับไม่มีภพชาติเหลืออยู่ และผู้นั้นแลจะเป็นผู้ไปไม่กลับหลังมาหาบทุกข์อีก ตัวผมเองสลบไปถึง ๓ หน เพราะความเพียรกล้าเวทนาทับถม ยังไม่เห็นตายและยังรอดมาเป็นอาจารย์สอนหมู่คณะอยู่ได้ หมู่เพื่อนทำความเพียรยังไม่ถึงขั้นสลบไสลเลย ทำไมจึงกลัวตายกันนักหนาเล่า ถ้าไม่ตายไปพักหนึ่งก่อนก็น่ากลัวไม่เห็นธรรมชาติอัศจรรย์..”
ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
(พ.ศ.๒และหลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่น
“..เกิดมาเพื่ออะไร..”
“..ตนเกิดมาแล้วนึกไม่ได้เลยว่า ตนเกิดมาสร้างบุญบารมี นึกไม่ได้ ก็เลยเมาอยู่กับโลกอันนี้ไปโดยส่วนเดียว ดังที่เราเห็นกันอยู่บางคนน่ะไม่ได้สนใจในการบุญการกุศลอะไรเลย ไม่สนใจในการที่จะละความชั่ว ทำความดีอะไร ก็อยู่ไปกินไปตามยถากรรมอย่างนั้นมีอยู่ถมไป นี่เรียกว่า คนเรามันลืมตัวนะ มันลืมเหตุปัจจัยของชีวิต มืดแปดด้านเอาจริงๆ ไม่รู้ว่าตนเกิดมาเพื่ออะไร ไม่รู้จุดประสงค์เลยนั่นแหละ
ทีนี้ผู้ที่เคยมีสติสัมปชัญญะ เคยมีศรัทธามั่นในบุญในกุศลมาแต่ชาติก่อนโน้น พอเกิดมาชาตินี้บุญเก่านั่นแหละมาเตือนใจให้ระลึกได้ ให้ระลึกว่าเออนี่เราเกิดมานี่เราเกิดมาเพื่อสร้างบุญบารมี บุญบารมีที่เราทำมานั้นมันยังไม่เต็ม มันยังน้อยอยู่ จำเป็นที่เราจะต้องสร้างบุญบารมีให้มันมากที่สุดในชีวิตของเรา แล้วก็ในขณะเดียวกันสิ่งใดที่เป็นบาปเป็นโทษ เราจะพยายามละเว้นหมดไปเลย จะไม่สะสมมันไว้ขึ้นชื่อว่าบาป เพราะมันก่อให้เกิดทุกข์
อันผู้ใดมาระลึกถึงตัวเองได้อย่างนี้นับว่าโชคดีเหลือเกินนะ นับว่าเป็นคนมีมงคลอยู่ในตนมากมายทีเดียวแหละ เพราะว่าผู้นั้นจะได้พยายามสั่งสมบุญกุศลให้มากขึ้นในตนของตน ในเวลาที่มีชีวิตเป็นอยู่นี่ เพราะว่าชีวิตของคนเราในยุคนี้สมัยนี้มันน้อยเหลือเกินนะ ถ้าใครไม่รีบเร่งทำความดี ไม่รีบเร่งละความชั่วแล้วก็จะไม่ได้ทำเลย พอแต่อ้างนู่นอ้างนี่อยู่อย่างนี้ล่ะก็ ไปๆหน่อยหนึ่งความตายมาถึงแล้วก็แล้วเลย ไม่ได้สั่งสมบุญกุศลแล้วไม่ได้ละความชั่ว ความชั่วมีอยู่ในใจอย่างไรมันก็ติดสอยห้อยตามก่อทุกข์ให้ไปในชาติหน้าต่อไปอีก..”
วรลาโภวาท
พระสุธรรมคณาจารย์ วิ. (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ) วัดอรัญญบรรพต ต.บ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๕๕-๒๕๔๘ )
Powered by phpBB © phpBB Group.
phpBB Mobile / SEO by Artodia.