นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน อังคาร 28 ก.ค. 2026 1:54 pm

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: นิพพาน
โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ 15 ก.ค. 2026 8:06 pm 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5378
“..อันนี้พระพุทธเจ้าก็ว่าอยู่ กิจโฉ มนุสสปฏิลาโภ การที่ได้อัตภาพเป็นมนุษย์เป็นลาภใหญ่ เกิดมาชาติหนึ่ง ๆ แสนทุกข์แสนยากแสนลำบาก เราได้มาแล้ว เราเป็นผู้ไม่ประมาท รีบเร่งเอาทรัพย์ภายในไว้เสีย ความได้อัตภาพมาเป็นมนุษย์เป็นลาภอันสำคัญ มนุษย์เป็นชาติอันสูงสุด เป็นสัตว์ใจสูง มีเมตตาซึ่งกันแลกัน ได้สมบัติมาดีแล้วก็รีบเอามัน รับทำเอาเสีย อบรมบ่มอินทรีย์ให้มันแก่กล้า แก่กล้ามันสุก สุกมันก็ดี หมากไม้มันสุกมันก็หวานไม่ใช่สุกแกมดิบ นอกจากอัตภาพร่างกายของเราแล้วสิ่งอื่นไม่มีเรื่องนอกธรรม เรื่องข้างนอกกว้างขวาง ต้องเข้ามาพิจารณาแต่กายกับใจของเราเท่านั้น อันนี้ได้ชื่อว่าเข้ามาใกล้แล้ว ใกล้เข้ามาทุกที ใกล้ทางพระนิพพาน เป็นผู้อยู่ต้นทางพระนิพพานก็ว่าได้ เป็นผู้ไม่ประมาท เข้าใกล้เข้าทุกที ๆ ครั้นบารมีของเราพร้อมบริบูรณ์แล้วก็สามารถที่จะพิจารณาได้..”

อนาลโยวาท
หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู
(พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)





การบำรุงรักษาสิ่งใดๆ ในโลก
การบำรุงรักษาตน คือ ใจเป็นเยี่ยม
จุดที่เยี่ยมยอดของโลกคือ ใจ
ควรบำรุงรักษาด้วยดี ไม่ว่าธรรมส่วนใด
ถ้าสำคัญ "ตน" ว่าเสวยเป็นอันผิดทั้งนั้น
ติดดี นี่แก้ยากกว่าติดชั่วเสียอีก ...
...
โอวาทธรรม หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต







พ่อขอให้ข้อคิดไว้นิดนึงว่า ...
เมื่อทำได้ขนาดไหนก็ตาม จงอย่าคิด
ว่าเราดี หรือเราเก่ง
ถ้ายังไม่ตายเข้านิพพานเพียงใด
คำว่าดีหรือเก่ง ยังไม่มีกับเราแน่
เพราะยังมีร่างกายเป็นตัวทรมานเราอยู่
ยังมีหนาว ร้อน ป่วย กระทบกับอารมณ์
ที่ไม่พอใจเป็นต้น จึงชื่อว่าดีหรือเก่งไม่ได้
...
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ




จิตเปรียบดังเปลวเทียน ต่อเมื่อเรารักษาจิต
ให้พ้นจากสายลมแห่งความคิดวุ่นวาย
และอารมณ์ทางลบ จิตของเราจึงจะสว่าง
และนิ่งพอ ที่จะใช้ปัญญาทำงานได้ ...
...
พระอาจารย์ชยสาโร




“..การรู้ธรรมในขั้นพระโสดาบันและการปฏิบัติเพื่อบรรลุอรหัตตมรรค..”

“..การ รู้ โดยไม่คิดนั่นเอง คือ การเดิน วิปัสสนา ที่ละเอียดที่สุด
ตราบใดที่ยังเห็นว่า จิต คือตัวเราเป็นของ ๆ เรา ที่ต้องช่วยให้ จิต หลุดพ้น ตราบนั้น ตัณหา หรือ สมุทัย ก็จะสร้าง ภพของจิตว่าง ขึ้นมาร่ำไป ขอย้ำว่า ขั้นนี้ จิต จะดำเนิน วิปัสสนา เอง ไม่ใช่ ผู้ปฎิบัติ จงใจกระทำ

ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ไม่มีใครเลย ที่จงใจ หรือ ตั้งใจ บรรลุ มรรค ผล นิพพาน ได้ มีแต่ จิต เค้าปฏิวัติตนเองไป เท่านั้น

การรู้ธรรมในขั้นพระโสดาบันและการปฏิบัติเพื่อบรรลุอรหัตตมรรค

เมื่อ จิต ทรงตัว รู้ แต่ ไม่คิดอะไรนั้น บางครั้งจะมี บางสิ่งผุดขึ้นมาสู่ภูมิรู้ของจิต แต่ จิตไม่สำคัญมั่นหมาย
ว่า มันคืออะไร เพียงแค่ รู้เฉย ๆ ถึงความ เกิด ดับ นั้น เท่านั้น

ในขั้นนี้ เป็นการเดิน วิปัสสนาขั้นละเอียดที่สุด ถึงจุดหนึ่ง จิต จะก้าวกระโดดต่อไปเอง

การเข้าสู่ มรรค ผล นั้น รู้ มีตลอดแต่ไม่คิดและไม่สำคัญมั่นหมายใน_สังขารละเอียดทีผุดขึ้นมานั้น บางอาจารย์ จะสอนผิด ๆ ว่า

ในเวลาบรรลุ มรรค ผล จิตดับความรับรู้ หายเงียบไปเลย โดยเข้าใจผิดในคำว่า "นิพพานัง ปรมัง สูญญัง" สูญ อย่างนั้นเป็นการ สูญหายไปแบบ "อุทเฉททิฏฐิ"

สภาพของ มรรค ผล ไม่ได้เป็นเช่นนั้น การที่ จิต ดับความรับรู้นั้น เป็นภพชนิดหนึ่ง เรียกว่า"วิสัญญี" หรือ ที่คนโบราณเรียกว่า "พรหมลูกฟัก" เท่านั้นเอง

เมื่อ จิต ถอยออกจาก อริยมรรค และ อริยะผล ที่เกิดขึ้นแล้ว ผู้ปฏิบัติจะรู้ชัดว่า ธรรมเป็นอย่างนี้

สิ่งใดเกิดขึ้นสิ่งนั้นต้องดับไป ธรรมชาติบางอย่างมีอยู่ แต่ก็ไม่มีความเป็นตัวตนสักอณูเดียว

นี้เป็นการรู้ธรรมในขั้นของพระโสดาบัน คือ

"ไม่เห็นว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง แม้แต่ตัว จิต เอง เป็นตัวเรา แต่ ความยึดถือในความเป็นเรายังมีอยู่" เพราะขั้นความเห็น กับความยึดนั้น มันคนละขั้นกัน

เมื่อบรรลุถึงสิ่งที่บัญญัติว่า พระโสดาบัน แล้ว ผู้ปฏิบัติยังคงปฏิบัติอย่างเดิมนั่นเอง

แต่ตัว จิต ผู้รู้ จะยิ่งเด่นดวงขึ้น ตามลำดับ จนเมื่อบรรลุ พระอานาคามี แล้ว จิต ผู้รู้ จะเด่นดวงเต็มที่

เพราะพ้นจากอำนาจของ กาม การที่จิตรู้อยู่กับจิตเช่นนั้นแสดงถึงกำลังของสมาธิอันเต็มเปี่ยม

เพราะ สิ่งที่เป็นอันตรายต่อ สมาธิ คือ กาม ได้ถูกล้างออกจาก จิต หมดแล้ว

ผู้ปฏิบัติในขั้นนี้หากตายลง จึงไปสู่พรหมโลกโดยส่วนเดียว ไม่สามารถกลับมาเกิดในภพของ มนุษย์ ได้อีกแล้ว

นักปฏิบัติจำนวนมากที่ไม่มี ครูบาอาจารย์ชี้แนะ จะคิดว่า เมื่อถึงขั้นที่ จิตผู้รู้ หมดจดผ่องใส แล้วนั้น ไม่มีทางไปต่อแล้ว แต่ หลวงปู่ดุลย์ อตุโล กลับสอนต่อไปอีกว่า "พบ ผู้รู้ ให้ทำลาย ผู้รู้ พบ จิต ให้ทำลาย จิต" จุดนี้ ไม่ใช่การเล่นสำนวนโวหาร ที่จะนำมาพูดเล่น ๆ ได้ ความจริงก็คือ สอนว่า "ยังจะต้องปล่อยวาง ความยึดมั่นจิตอีกชั้นหนึ่ง" มันละเอียดเสียจน ผู้ไม่ละเอียดพอ ไม่รู้ว่ามีอะไรจะต้องปล่อยวางอีก

เพราะความจริงตัว จิตผู้รู้ นั้น ยังเป็นของที่ตกอยู่ในอำนาจของ ไตรลักษณ์ บางครั้ง ยังมีอาการหมองลงนิด ๆ พอให้ สังเกตเห็นความเป็น ไตรลักษณ์ ของมัน

แต่ ผู้ปฏิบัติที่ได้รับการอบรม เรื่อง จิต มาดีแล้ว จะเห็น ความยึดมั่น นั้น แล้วไม่ต้องทำอะไรเลย แค่ รู้ทัน เท่านั้น จิต จะประคองตัวอยู่ที่ รู้ โดยไม่คิดค้นคว้าอะไร มันเงียบสนิทจริงๆ ถึงจุดหนึ่ง จิต จะปล่อยวาง ความยึดถือจิต "จิต จะเปิดโล่งไปหมด ไม่กลับเข้าเกาะเกี่ยวกับอารมณ์ใด ๆ ที่จะพาไปก่อเกิดได้อีก

แยกรูปถอดคือความคิดปรุงแต่งสู่ความว่าง แยกความว่างสู่มหาสูญญตา..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระราชวุฒาจารย์
(หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ (พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)





“..อันนี้พระพุทธเจ้าก็ว่าอยู่ กิจโฉ มนุสสปฏิลาโภ การที่ได้อัตภาพเป็นมนุษย์เป็นลาภใหญ่ เกิดมาชาติหนึ่ง ๆ แสนทุกข์แสนยากแสนลำบาก เราได้มาแล้ว เราเป็นผู้ไม่ประมาท รีบเร่งเอาทรัพย์ภายในไว้เสีย ความได้อัตภาพมาเป็นมนุษย์เป็นลาภอันสำคัญ มนุษย์เป็นชาติอันสูงสุด เป็นสัตว์ใจสูง มีเมตตาซึ่งกันแลกัน ได้สมบัติมาดีแล้วก็รีบเอามัน รับทำเอาเสีย อบรมบ่มอินทรีย์ให้มันแก่กล้า แก่กล้ามันสุก สุกมันก็ดี หมากไม้มันสุกมันก็หวานไม่ใช่สุกแกมดิบ นอกจากอัตภาพร่างกายของเราแล้วสิ่งอื่นไม่มีเรื่องนอกธรรม เรื่องข้างนอกกว้างขวาง ต้องเข้ามาพิจารณาแต่กายกับใจของเราเท่านั้น อันนี้ได้ชื่อว่าเข้ามาใกล้แล้ว ใกล้เข้ามาทุกที ใกล้ทางพระนิพพาน เป็นผู้อยู่ต้นทางพระนิพพานก็ว่าได้ เป็นผู้ไม่ประมาท เข้าใกล้เข้าทุกที ๆ ครั้นบารมีของเราพร้อมบริบูรณ์แล้วก็สามารถที่จะพิจารณาได้..”

อนาลโยวาท
หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู
(พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)





Thai/English
"...เรามีตาก็เห็นรูปอย่างนี้แหละ
พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าเราต้องรู้ต้องเข้าใจ
เพราะเรามีตา มันถึงมีรูป

คนเรานี่นะ
ใจของเรามันคิดได้ทีละอย่าง
เราต้องรู้จักความคิด
ปากของเราก็พูดได้ทีละอย่าง
เราต้องรู้จักคำพูดนะ
กิริยามารยาท เราก็ทำได้ทีละอย่าง
เราต้องรู้ ต้องเข้าใจ
อาชีพเราก็ทำได้ทีละอย่าง อย่างนี้นะ

ที่เราทำไปมันเป็นลายเซ็น
เหมือนเขาให้หลวงพ่อมาเซ็นเมื่อกี้นี้
ใจนี้ การกระทำของเรานี้มันเป็นลายเซ็นน่ะ
มันเป็นธรรมชาติที่ฝังอยู่ในสัญญาขันธ์นะ
ยิ่งกว่าคอมพิวเตอร์อีก
คอมพิวเตอร์น่าจะบันทึกไม่ได้หลายล้านชาติเท่ากับที่กฎแห่งกรรม
ต้องเข้าใจว่า อะไรมันแล้วก็แล้วไป
ช่างหัวมัน ช่างพ่อช่างแม่มัน
เห็นด้วย เห็นด้วยมั้ย

ไปเจ็บใจ ก็ยิ่งไปซ้ำเติม
ถ้าเรารู้เข้าใจอย่างนี้
เราเป็นหนี้เขา
ก็ใช้หนี้เขาไป

เรารู้เราเข้าใจ
เราก็ไม่ไปทำอีกแล้ว ก็ไม่ไปคิดอีก
ปัจจุบันรู้เข้าใจ
ปฏิปทาของเราติดต่อเนื่อง
กรรมมันก็หยุดกรรมแล้ว
เราก็ถึงนิพพานก่อน
เล่นงานเราไม่ได้

ถ้าตามความหลงมากน่ะ
อ้วนเกินนะ เห็นด้วยมั้ย
ตามความหลงมากเกิน
เดี๋ยวก็เป็นโรคเบาหวาน
เดี๋ยวเป็นโรคไขมัน เป็นโรคหัวใจ
เป็นโรคไต โรคตับ

รถยี่ห้อดี ๆ ก็ต้องเบรคดี

มีการเรียนการศึกษา
เราก็ไม่มีเบรคเลย
เพราะว่าความรวยมันอร่อยนะ
เป็นเถ้าแก่ใหญ่น่ะ
อ้วนเอาอ้วนเอา
เห็นด้วย เห็นด้วยมั้ย

โยมแม่น่ะ น่าจะเอาสรีระร่างกายมาบำเพ็ญบารมี
เอาพระนิพพาน
ไม่ใช่มาบำเพ็ญความหลงนะ

พูดไปพูดมาจนฝนตกเลยนะ

ฝนมันจะตก ก็ช่างมัน
แดดจะออก ก็ช่างมัน
อะไรก็ช่างมัน
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ
นี้ธรรมชาติภายนอกภายในกำลังทำงาน

เถ้าแก่นี่
มีพระที่ราคาแพง ๆ น่ะ
เอามาให้หลวงพ่อตั้งหลายร้อยองค์น่ะ
มันก็แก้ปัญหาไม่ได้

พระพุทธเจ้าขลังจริง
พระอรหันต์ขลังจริงน่ะ
แต่ว่าเรามันไม่ขลัง
เขานินทาก็เสียใจ
เขาสรรเสริญก็ดีใจ
มันไม่ขลังเลย
ไม่ขลังยังไม่พอ
ทำให้ลูกให้เมียเป็นทุกข์อีก

ตัวตนนี่ใครมาอยู่ใกล้
มันก็เผาคนนั้น
แต่ว่ามันไม่เผาใคร
มันเผาเราก่อนเขา

ถ้าเรายกเลิกตัวตนนั่นนะ
มันถึงจะแก้ปัญหาถูกต้องนะ

เข้าใจอย่างนี้แหละ
ถ้าไม่เข้าใจ
ชีวิตนี้มันจะเป็นโปรแกรมเมอร์สีดำ สีเทา สีสกปรก

เราต้องรู้เข้าใจ
ตัวตนมันคือ
โลกกำลังหมุนอย่างนี้นะ
พระพุทธเจ้ารู้เข้าใจ
ว่าโอ้...เราไปตามอวิชชา
เราทำไปตามโซเชียลไม่ได้
เราต้องเอาโซเชียลที่มันเป็นปัญหา เป็นวิกฤต
มาเป็นปัญญา
มุ่งเป้ามาที่ตัวเรานี้แหละ

อย่าไปโง่คิดว่า จะไปแก้คนอื่นนะ
เห็นด้วย เห็นด้วยมั้ย
อย่างนี้มีความสุขดีนะ

พวกหม่าม้าทั้งหลาย
จะมีความสุขเมื่อแก่บ้างนะ
เห็นด้วย เห็นด้วยมั้ย..."

หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม
วันอังคารที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๙

◇◇◇◇◇◇◇
...We have eyes, so we see forms. That is simply how it is. The Buddha therefore taught that we must know and understand. Because we have eyes, there are visible forms.

The human mind can think only one thought at a time. We must learn to know our thoughts. Our mouth can speak only one thing at a time, so we must be mindful of our speech. Our conduct and manners are also expressed one action at a time. Our work, too, is carried out one task at a time. We need to understand this clearly.

Everything we do becomes our signature. Just now, someone asked me to sign something. In the same way, every intention and every action we perform is our own signature. It becomes imprinted in the aggregate of perception (saññā-khandha). It records more than any computer ever could. No computer can preserve records across countless lifetimes the way the law of kamma does. Therefore, whatever has already happened is finished. Let it be. Leave it alone. Agree? Do you agree?

The more we dwell on resentment, the more we wound ourselves. If we truly understand this, then when we owe someone a debt, we simply repay it.

Once we understand, we stop repeating the same actions and stop dwelling on them. We remain aware in the present moment, and our practice continues without interruption. When this happens, kamma comes to an end. We reach Nibbāna first, and kamma can no longer overpower us.

If we constantly follow delusion, we end up overeating. Do you agree? When we indulge delusion too much, diabetes follows, then high cholesterol, heart disease, kidney disease, and liver disease.

A good vehicle must have good brakes.

People today receive plenty of education, yet many have no brakes at all, because wealth is intoxicating. Becoming a wealthy business owner is enjoyable, so they keep indulging themselves until they become increasingly overweight. Do you agree?

Laywoman, use this body to cultivate the perfections (pāramī) on the path to Nibbāna, not to cultivate delusion.

I've been talking so long that it's started to rain.

If it rains, let it rain. If the sun comes out, let it come out. Whatever happens, let it be. We simply need to know and understand. This is the natural functioning of both the external world and our inner world.

Some wealthy people have offered me hundreds of expensive Buddha images, but they cannot solve our problems.

The Buddha is truly powerful. The arahants are truly powerful. But we are not. When people criticize us, we become upset. When they praise us, we become delighted. That is not true strength. Worse still, our lack of inner strength causes suffering for our family as well.

Whenever the self is present, it burns everyone nearby. But before it burns anyone else, it burns us first.

Only by abandoning the self can we solve our problems correctly.

This is what we must understand. Without such understanding, we become programmers of darkness, grey, and impurity.

We need to understand that the self is nothing more than delusion. The world continues turning as it always has. The Buddha understood this. He realised, "If I follow ignorance, I cannot simply follow social trends." Instead, we must transform the problems and crises of society into wisdom by directing our attention back to ourselves.

Do not foolishly think that your task is to change other people. Do you agree? This is the way to live happily.

And to all the mothers here, may you discover genuine happiness as you grow older. Do you agree? ...

Luang Phor Gunhah Sukhakamo
Wat Pah Subthawee Dhammaram
Tuesday, 14 July 2026

#ธรรมะใจดีใจสบาย
#หลวงพ่อกัณหา_สุขกาโม
#วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม
#LuangPhorGunhah_Sukhakamo
#JaideeJaisabaai #WatSubthawee







" ความเชื่อ มันยังไม่เป็นความจริง
มันทำให้เรางมงายได้
งั้นเราต้องนำเอาไปปฏิบัติ
แล้วเราจะได้รู้ว่า
จริงหรือไม่จริงอย่างไร
นี่เรียกว่า ปัญญา

ปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติ
เรียกว่า ดวงตาเห็นธรรม "

#ธรรมะโดนใจ
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จ.ชลบุรี







ทางเปลี่ยว
...
ที่เดินไปกลางๆ ไม่ค่อยเดินหรอก
มันเป็นทางเปลี่ยว
เดี๋ยวรักก็ไปทางรัก พอชังก็ไปทางชัง
จะปล่อยวางการรักการชังนี้ไป
มันเป็นทางเปลี่ยว ... มันไม่ยอมไป ...
...
หลวงพ่อชา สุภทฺโท





“ มุมมอง”

ถาม : อาการของพระนิพพานเป็นอย่างไรคะ ในมุมมองของพระอาจารย์ค่ะ

พระอาจารย์ : เหมือนคนที่หายจากโรคภัยไข้เจ็บ ร่างกายเราเจ็บตรงนั้นปวดตรงนี้ พอหายแล้วมันเป็นอย่างไรล่ะ สบายไหม จิตใจก็เหมือนกัน จิตใจตอนนี้ทุกข์หรือเปล่า กังวลหรือเปล่า วิตกหรือเปล่า หวาดกลัวหรือเปล่า

ถ้านิพพานก็ไม่มีอาการเหล่านี้หลงเหลืออยู่ในใจ เท่านั้นเอง เท่านั้นแหละไม่มีอะไรหรอก หายจากโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากกิเลส ความโลภโกรธหลง ที่ทำให้เราเกิดความกลัวความวิตกความกังวลความห่วงใยต่างๆ พอเรากำจัดกิเลสโลภโกรธหลงไปได้หมดอาการต่างๆ เหล่านี้ก็หายไปหมด เป็น ปรมัง สุขัง มีแต่ความสุข นั่นแหละ หายจากโรคภัยไข้เจ็บทางใจ .

ธรรมะหน้ากุฏิ
วันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๘

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 8 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
cron
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO