นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน อังคาร 28 ก.ค. 2026 1:53 pm

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: สมาธิภาวนา
โพสต์โพสต์แล้ว: เสาร์ 04 ก.ค. 2026 6:43 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5378
เรื่องความพลัดพราก ทำอย่างไรจะทำใจ
กับความพลัดพราก ก็ถ้ามีสติอยู่กับกายกับใจ
เราก็จะเห็นความพลัดพรากเกิดขึ้นวันหนึ่ง
หลายครั้งมาก แล้วถ้าเราสังเกตเห็น
ความพลัดพรากในระดับสามัญธรรมดา
ในชีวิตประจำวันได้ เมื่อเราเจอความ
พลัดพรากในเรื่องใหญ่ เรื่องยาก เช่น
พลัดพรากจากคนที่เรารัก เราก็พร้อม
ที่จะทำใจ พร้อมที่จะยอมรับ เพราะเป็น
พันธุ์เดียวกัน เป็นเรื่องเดียวกันที่เราดูทุกวัน
เราก็พลัดพรากเช้า ได้ยินนาฬิกาปลุกแล้ว
ก็ต้องพลัดพรากจากเตียงนอน นี่ก็คือ
ความพลัดพราก บางทีก็พลัดพรากยาก
เหมือนกันนะ เสียดาย อยากจะนอนต่อ
ดังนั้น ความพลัดพรากเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด
ในชีวิตประจำวัน แต่เราไม่ค่อยได้คิดว่านี่คือ
ความพลัดพราก เราไปที่โรงเรียน เราก็
พลัดพรากจากบ้านเรา แล้วเราก็ไม่รู้
เหมือนกันว่าวันนี้เราจะกลับมาที่บ้านเรา
หรือไม่ เราอาจจะตายก่อนก็ได้
เพราะ Anything can happen anytime.
ใครจะไปรู้ได้ ใครจะยืนยันได้ ไม่เลย ...
เป็นไปไม่ได้ มันก็เป็นไปได้ทั้งนั้น
ดังนั้นเราก็ดูความเปลี่ยน ความพลัดพราก
ที่เกิดขึ้นกับชีวิต มันจะมีความรู้สึกใหม่เกิดขึ้น
ที่จะรู้สึกได้ว่า อ๋อ … เป็นเรื่องธรรมดา
ความพลัดพรากก็เป็นเรื่องธรรมดา
...
พระพรหมพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร
ณ บ้านบุญ ปากช่อง นครราชสีมา
๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๗






“..ศีล ธรรม นี่แหละคือของดี ศีล คือการนำความผิดความชั่วออกจากกาย ออกจากวาจา ธรรม ก็คือความดีที่ป้องกันไม่ให้ความผิดหวังความชั่วเกิดขึ้นใน กาย วาจา ใจ ทั้งศีล ทั้งธรรม ก็อันเดียวกันนั่นแหละ แต่เราไปแยกสมมติ เรียกไปต่างหาก กาย วาจา ใจ ของเรานี้เป็นที่ตั้งของธรรม เป็นที่เกิดของธรรม เป็นที่ดับของธรรม ความดีก็เกิดจากที่นี่ ความชั่วก็เกิดจากที่นี่ สวรรค์ก็เกิดจากที่นี่ นรกก็เกิดจากที่นี่ เราจะรักษาศีล ภาวนา ให้ทาน ก็ต้องอาศัย กาย วาจา ใจ นี้เป็นเหตุ เราจะทำความผิด ความชั่ว ไปนรกอเวจีก็ต้องอาศัยกาย วาจา ใจ นี้เป็นเหตุ เราจะรักษาศีล ทำสมาธิ ภาวนา ให้เกิดปัญญา ทำมรรค ผล นิพพาน ให้แจ้ง ให้เกิดขึ้น ก็ต้องอาศัยกาย วาจา ใจ นี้แหละ..”

สุจิณฺโณวาท
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่
(พ.ศ.๒๔๓๐–๒๕๒๘)





#ธรรมะในคัมภีร์อยู่ไกล
#ธรรมะในใจอยู่ใกล้แค่เอื้อม

"...ถ้าเราไปอ่านเรื่องธรรมะในคัมภีร์ ก็ดูเหมือนกับว่าธรรมะนี้อยู่ไกลสุดเอื้อม แต่เมื่อเราจะมาศึกษาและเรียนให้รู้ธรรมะในตัวของเรานี่ เราจะรู้สึกว่าธรรมะที่จะต้องเรียนรู้และจำเป็นต้องรู้ก็ไม่ใช่อื่นไกล ก็คือเรื่องของกายกับใจของเรานั่นเอง

กายกับใจเป็นที่เกิดของความสุขและความทุกข์ ความดีและความชั่วเกิดที่กายกับใจ บุญและบาปเกิดที่กายกับใจ มรรค ผล นิพพาน ความดีเกิดที่กายกับใจ เพราะฉะนั้น การเรียนรู้ธรรมะ เราควรจะได้เรียนรู้เรื่องกายกับใจของเรา มากกว่าที่จะไปเรียนในคัมภีร์ให้มันมีความรู้มากๆ เป็นการส่งเสริมทิฎฐิมานะให้มันเกิดมากขึ้นๆ แล้วก็เที่ยวแบกเอาคัมภีร์ไปขัดคอกัน

ผู้ปฏิบัติธรรมที่จะสำเร็จมรรคผล นิพพานกันจริงๆ ต้องเรียนรู้เรื่องของโลก ในหลักธรรมะท่านสอนให้เรียนรู้ เรื่องกาย เรื่องจิต รู้อะไรก็ไม่สู้รู้ใจตนเอง
ถ้าเราพิจารณาธรรมะ เราพิจารณาที่ใจเรา น้อมเข้ามาที่ใจ มารู้อยู่ที่ใจ นึกแต่เพียงว่าสิ่งภายนอกเป็นแต่เพียงอารมณ์ สิ่งรู้ของจิต สิ่งระลึกของสติเท่านั้น

รู้นอกเป็นสมุทัย รู้ในเป็นมรรค ถ้าไปรู้นอก เป็นเหตุให้สร้างบาปสร้างกรรม ถ้ารู้เข้ามาในเป็นเหตุให้ละวาง. ความรู้ที่จำเป็นที่สำคัญที่สุด ก็คือรู้จิตรู้ใจ
ของเราเอง ว่าปัจจุบันนี้สภาพจิตใจของเรา เป็นอย่างไร เศร้าหมองหรือผ่องใส มีกิเลสตัวไหนอยู่ในใจเราบ้าง เมื่อเรารู้ความจริงของตัวเราแล้ว เราจะแก้ไขดัดแปลงอย่างไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของเรา

อ่านจริตของเราให้รู้ว่าเราเป็นราคจริต โทสจริต โมหจริต วิตกจริต พุทธิจริต ศรัทธาจริต อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อจะดูให้รู้แจ้ง เพื่อจะเป็นพื้นฐานที่เราจะแก้ไขดัดแปลงจิตของเรา เมื่อเรารู้ชัดลงไปแล้ว เรามีกิเลสตัวไหน เป็นจริตประเภทไหน เราจะได้แก้ไขดัดแปลง ตัดทอนสิ่งที่เกิน แล้วเพิ่มสิ่งที่หย่อนให้อยู่ในระดับพอดีพองาม เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา..."

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย






“..หลวงปู่มั่นท่านได้แสดงความห่วงใยของจิตว่า เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดอุปสรรคได้อย่างมากมาย เวลาจะพรากจากขันธ์ นักปราชญ์ท่านจึงสอนให้ระวังจิตไม่ให้เป็นอารมณ์ห่วงใยกับสิ่งใด ๆ ทั้งสิ้น กลัวจิตจะประหวัดกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งเป็นที่รักบ้าง เป็นอารมณ์ขุ่นมัวในใจบ้าง เช่น ความโกรธแค้นในผู้หนึ่งผู้ใด ขณะจิตจะออกจากร่างเป็นขณะที่สำคัญมาก อาจไปเกาะเอาอารมณ์ที่ไม่ดีเข้าแล้วกลับมาเป็นไฟเผาตัว จากนั้นก็ไปเกิดในทุคติภพมีนรก เปรต อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉานอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งล้วนเป็นภพกำเนิดที่ไม่พึงปรารถนา และให้ความทุกข์ร้อนตลอดภพนั้น ๆ ฉะนั้นการฝึกอบรมจิตเมื่ออยู่ในฐานะที่ควรทำได้จึงควรสนใจอย่างยิ่ง ฝึกให้รู้เรื่องของจิตเสียแต่ยังเป็นคนที่รู้ ๆ เห็น ๆ เรื่องของตนอยู่ทุกขณะ นี้เป็นความชอบแท้ เมื่อทราบว่ายังบกพร่องส่วนใดจะได้รีบแก้ไขดัดแปลงเสีย เวลาเข้าตาจนแล้วจะได้มีทางรักษาตัวทันกับเหตุการณ์ ไม่ต้องวิตกวิจารณ์ว่าจะเสียทีให้ความชั่วทั้งหลายเข้ามาเหยียบย่ำทำลายได้ ยิ่งฝึกให้ขาดความสืบต่อกับอารมณ์ดีชั่วทั้งหลายอย่างประจักษ์แล้ว ยิ่งประเสริฐเลิศโลกไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน นักปราชญ์ท่านเห็นความสำคัญของใจว่าประเสริฐยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ ในสามภพ ท่านจึงพยายามฝึกใจให้ไปถูกทาง และสั่งสอนผู้อื่นให้ปฏิบัติต่อใจด้วยดีเพราะการขาดทุนสูญทรัพย์นอกภายใน ขึ้นอยู่กับใจเป็นสำคัญ เวลาเป็นอยู่ก็อยู่ด้วยใจ สุขด้วยใจ ทุกข์ด้วยใจ เวลาตายไปก็ไปด้วยใจ เกิดเป็นกำเนิดต่าง ๆ ดีหรือชั่วก็เกิดด้วยใจ เสวยกรรมทั้งหนักทั้งเบา ทั้งดีทั้งชั่ว ด้วยใจเป็นเหตุทั้งมวล ไม่มีสิ่งใดพาให้เป็น มีใจดวงเดียวเท่านั้นพาให้เป็นไป ใจจึงควรได้รับการอบรมในทางที่ถูกที่ดีเสมอ เพื่อรู้วิธีปฏิบัติต่อตัวเองทั้งปัจจุบันและอนาคต..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





#โอวาทธรรม
#หลวงปู่ดุลย์_อตุโล

โอวาทธรรมหลวงปู่ดูลย์ อตุโล

“คนในโลกนี้ต้องมีสิ่งที่มีเพื่ออาศัยสิ่งนั้น
ผู้ปฏิบัติธรรมต้องปฏิบัติถึงสิ่งที่ไม่มีและอยู่กับสิ่งที่ไม่มี

การฟังจากคนอื่น การค้นคว้าจากตำรานั้นไม่อาจแก้ข้อสงสัยได้ ต้องเพียรปฏิบัติ ทำวิปัสสนาญาณให้แจ้ง ความสงสัยก็หมดไปโดยสิ้นเชิง”

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์





" บ่ขอหลายดอก ขอแค่คนละ 5 นาทีพอ มื้อหนึ่งให้นั่งเบิ่งลงหายใจเจ้าของนะ แต่ว่าต้องทำทุกมื้อเด้ ทำให้ได้ คือจังเฮากินข้าวนี่ ถ้าทำได้ กะเพิ่มขึ้นทีเล็กทีน้อย ทำให้เป็นนิสัยจะของเด้อ "

#โอวาทธรรม #คำสอน #พ่อแม่ครูบาอาจารย์
#พระราชวชิรกิจโสภณ_วิ หลวงปู่บุญจันทร์(ดำ) สีลคุโณ
วัดป่ามณีศรีโคตมวงศ์ อ.กู่แก้ว จ.อุดรธานี





สุวฑฺฒโนวาท
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร
...
สติมีความสำคัญนักหนา แม้รู้แล้วว่าศีล
คืออะไร จะสามารถรักษาศีลไว้ได้จริง
จำเป็นที่จะต้องมีสติเป็นที่พึ่ง มีสติเป็นกำลัง
สำคัญ ไม่เช่นนั้นก็ยากนักที่จักรักษาศีลได้
นอกจากเป็นผู้มีศีลเป็นอันหนึ่งอันเดียว
กับชีวิตจิตใจเช่นพระ เช่นสงฆ์ที่บริสุทธิ์
สะอาดจริงท่านจะเป็นผู้ที่มีสติรู้อยู่
เหมือนไม่จำเป็นต้องมีสติ ส่วนเราท่าน
ทั้งหลาย ถ้าต้องการจะรักษาศีลให้ได้
หมดจดงดงาม จำเป็นต้องรู้ตัว มีสติ
ให้ทันการ เช่น ปกติบี้มดตบยุงเป็นว่าเล่น
เมื่อจักรักษาศีลให้ได้จริง ต้องพึ่งสติ
อย่างเต็มที่ ให้เตือนให้ทัน ก่อนนิ้วจะบี้ลง
ไปบนตัวมดทำให้หมดชีวิต หรือให้สติ
เตือนก่อนใช้สองมือตบยุงที่บินว่อนอยู่
ในอากาศ สติที่จะใช้ทันในกรณีนี้ก็คือสติ
ที่รู้ว่า กำลังจะทำบาปด้วยการตบยุงบี้มด
ผิดศีล แม้จะเป็นศีลเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็บาป
บาปด้วยการผิดศีล ๕ ข้อปาณาติบาต
ที่มีผลแห่งบาปให้ต้องรับแน่ อย่าประมาท
ว่า สัตว์เล็กฆ่าได้ไม่บาป ...





“... ความเพียรนี่ พอเห็นแล้วก็คิดแต่เรื่องว่า
จะพ้นทุกข์ไหมหนอ ๆ เท่านั้นหล่ะ
ดีก็ไม่อยู่ ชั่วก็ไม่อยู่หล่ะ โลกใบนี้...โห....
ถ้าถึงขนาดนี้แล้ว ความเพียรไม่รู้มันมาจากไหนหละ
ทีแรกก็ต้องบังคับ ต่อไปไม่ได้บังคับหรอก
มันเป็นไปของมันเอง..."

หลวงปู่ลี กุสลธโร
วัดป่าภูผาแดง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี






การฝึกหัดสมาธิภาวนา คือ การตั้ง “สติ” อันเดียว ให้รู้ตัวอยู่เสมอ มันคิดมันนึกอะไร ก็ให้รู้ตัวอยู่เสมอยิ่งรู้ตัวชัดเจนเข้า มันยิ่งเป็นเอกัคคตารมณ์ นั่นแหละตัวสมาธิ

หลวงปู่เทสก์ เทร์รังสี





การฝึกหัดสมาธิภาวนา คือ การตั้ง “สติ” อันเดียว ให้รู้ตัวอยู่เสมอ มันคิดมันนึกอะไร ก็ให้รู้ตัวอยู่เสมอยิ่งรู้ตัวชัดเจนเข้า มันยิ่งเป็นเอกัคคตารมณ์ นั่นแหละตัวสมาธิ

หลวงปู่เทสก์ เทร์รังสี





ถ้าใครล่วงเกินเรา เช่น ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สมบัติเงินทองหรือชื่อเสียง สิ่งแรกที่ควรทำคือป้องกันจิตไม่ให้ความโกรธครอบงำ เพราะในภาพรวมของชีวิต ความโกรธย่อมมีผลร้ายต่อเรามากกว่าการกระทำหรือคำพูดของคนอื่นอยู่เสมอ

จิตสงบพอสมควรแล้วถามตัวเองว่า
๑. การกระทำหรือคำพูดนี้ เขาเจตนาหรือไม่เจตนา
๒. ความเสียหายที่เกิดขึ้น เบาหรือหนัก

ถ้าเขาทำเพราะพลาดพลั้งหรือประมาทและมีผลกระทบน้อย ลืมเสียเถอะ

ถ้าเขาทำเพราะพลาดพลั้งหรือประมาทและมีผลกระทบหนัก ถ้าเป็นได้คุยกับเขาว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง จึงจะไม่เกิดปัญหาอย่างนี้อีกต่อไป

ถ้าเขาเจตนาทำ ถ้าเขาแกล้ง แต่ผลเสียหายน้อย พยายามเฉย ๆ ไว้ ผู้ที่ทำอยากให้เราเจ็บใจ ก็อย่าให้เขาสมอยาก อดทน พิจารณาเหตุปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้คนนั้นไม่ชอบเรา ถ้ามีอะไรที่เราควรปรับปรุงแก้ไขก็จัดการไป อย่าโต้ตอบ ไม่แสดงอาการเจ็บใจ ไม่นานเขามักจะเบื่อไปเอง

ถ้าเขาเจตนาและทำให้เกิดความเสียหายมาก เราต้องใช้ปัญญา (ปลอดจากความโกรธ) พิจารณาว่าควรจะตอบสนองอย่างไรจึงจะดีที่สุด เป็นเรื่องที่ควรอดทน ควรไกล่เกลี่ย หรือควรแจ้งตำรวจ เป็นต้น ความเหมาะสมและความฉลาดในการตัดสินและการกระทำของเราจะขึ้นอยู่กับเราตั้งสติให้ตั้งมั่นได้ไหม

พระอาจารย์ชยสาโร


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 11 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO