นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน อังคาร 28 ก.ค. 2026 1:54 pm

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: ศีล สมาธิ ปัญญา
โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. 02 ก.ค. 2026 5:13 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5378
“..การใช้สมาธิในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ..”

“..วิธีนั่งสมาธิเพื่อรักษาโรคภายในภายนอก
ก่อนอื่นหลังจากที่เราไหว้พระสวดมนต์เสร็จแล้ว
ให้อธิษฐานจิตว่า..”

“..ขอบารมีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงดลบันดาลให้โรคภัยไข้เจ็บของข้าพเจ้าหายไป ณ บัดนี้..”

“..แล้วก็มานึกในใจ พุทโธ ธัมโม สังโฆ พุทโธ ธัมโม สังโฆ แล้วก็นึกว่าพระพุทธเจ้าอยู่ที่จิตของเรา
พระธรรมอยู่ที่จิตของเรา พระสงฆ์อยู่ที่จิตของเรา เราจะสำรวมเอาจิตอย่างเดียว
แล้วก็นั่งขัดสมาธิ ตั้งกายให้ตรง ตั้งสติให้ดี สูดลมหายใจช้าๆ เบาๆ สัก ๔ – ๕ ครั้ง สูดเข้า-ปล่อยออก นับเป็น ๑ ครั้ง
พอทำถึง ๕ ครั้งแล้ว ก็นั่งทำใจให้เฉยๆ อย่าไปตั้งใจคิดอะไร กำหนดสติรู้ใจของเราอยู่เฉยๆ

ในช่วงนั้น ลมหายใจจะปรากฏในความรู้สึกของเรา ก็ดูลมหายใจเรื่อยไป อันนี้ถ้าเราทำได้
จิตสงบ จะมองเห็นลมหายใจขาว วิ่งออก วิ่งเข้า พอมองเห็นลมหายใจขาววิ่งออกวิ่งเข้า
เราเป็นโรคภัยไข้เจ็บอยู่ที่ไหน จิตมันจะวิ่งไปที่ตรงนั้น ลมจะวิ่งตามไป เช่น เป็นแผลในกระเพาะ ลำไส้
พอลมหายใจขาวสะอาดดีแล้ว มันจะวิ่งไปสู่จุดที่มันรู้สึกเจ็บนั่นแหละ พอจิตวิ่งไปตรงนั้น ลมก็ตามไป
แล้วมันจะไปสัมผัสขึ้น สัมผัสลง อยู่ที่ตรงนั้น แล้วจะทำให้แผลในกระเพาะ หรือลำไส้หายได้
อันนี้มีคนเขาทำหายมาหลายคนแล้ว อันนี้วิธีทำสมาธิรักษาโรค

เมื่อจิตของเราไปรวมอยู่ที่ลมหายใจ มองเห็นลมหายใจวิ่ง ออก วิ่งเข้า ขาวเหมือนปุยนุ่น ปุยฝ้าย
ในช่วงนั้นจิตสงบเป็นสมาธิ มันจะดึงดูดเอาพลังรอบข้างเข้าไปรวมอยู่ที่จุดนั้น เรียกว่า "พลังจักรวาล"
พอหลังจากนั้น จิตเขาจะทำหน้าที่ของเขาเอง เราไม่ต้องไปบังคับเขา เราเจ็บที่ตรงไหน ปวดที่ตรงไหน ขัดข้องที่ตรงไหน
เช่นอย่างเกิดความมึนตึงในสมอง ปวดศีรษะบ่อยๆ ตึงเครียด มันจะคลายเบาบางลง แล้วในที่สุดจะหายขาด
บางคนไปทำเพียง ๓ วันก็หาย
อันนี้คือวิธีทำสมาธิรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยตนเอง..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
(พ.ศ.๒๔๖๔–๒๕๔๒)






แผ่นดินแผ่นฟ้า…ยังมีขอบมีเขตเด้
คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ บิดามารดา บุญกุศล บ่มีขอบบ่มีเขตเด้
ให้หมู่เจ้าคิดเบิ่ง...

โอวาทธรรม
#หลวงตาวีแก้ว ปัญญาธโร อายุ ๗๙ ปี
ภูจ้อก้อน้อย อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร (ทายาทธรรม หลวงปู่หล้า เขมปัตโต)






“..เราชาวพุทธ เวลาจะเป็นจะตายก็ให้เข้าห้องพระระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ แล้วกราบลงชั่วขณะหนึ่งก็เย็นใจ นั่งภาวนารำพึงถึงความตาย ความได้ความเสียความเป็นมาของตน ตลอดจนความที่จะเป็นไปข้างหน้า จะได้มีอะไรติดเนื้อติดตัวของตนไปบ้าง เวลานี้มีแต่ความหมุนเวียนไปตามอำนาจของกิเลส ความหมุนมาเพื่ออรรถเพื่อธรรม เพื่อแก้ตนเองถอดถอนตนเองให้หลุดพ้นจากสิ่งพัวพันทั้งหลายเหล่านี้มีหรือไม่มีก็ได้คำนึงในห้องพระบ้างสำหรับชาวพุทธเรา ถ้าไม่ได้คำนึงอย่างนี้แล้วก็ตายทิ้งเหมือนสัตว์นั้นแล..”

ญาณสมฺปนฺโนวาท
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน)
วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี






“..อย่าปล่อยให้ตัวมานะ เข้าไปยื้อแย่งครอบครองศีลธรรมภายในใจได้ จะกลายเป็นผู้มีเขี้ยวมีเขาแฝงขึ้นมาในศีลธรรมอันเป็นธรรมชาติเยือกเย็นมาดั้งเดิม การฝึกหัดทรมานตนให้เป็นเหมือนผ้าเช็ดเท้าจนเคยชิน โดยไม่ยอมให้ตัวทิฏฐิมานะโผล่ขึ้นมา ว่าตัวมีราคาค่างวดนี้ เป็นทางก้าวหน้าของธรรมภายในใจโดยสม่ำเสมอ จนกลายเป็นใจธรรมชาติ ไม่หวั่นไหวเหมือนแผ่นดิน ใครจะทำอะไร ๆ ก็ไม่สะเทือน จิตที่ปราศจากทิฏฐิมานะทุกประเภทโดยประการทั้งปวงแล้ว ย่อมเป็นจิตที่คงที่ต่อเหตุการณ์ดีชั่วทั้งมวล..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
(พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







มีคนบางพวก
ไม่ยอมฟัง ไม่ยอมเชื่ออะไรที่ง่าย
ที่ฟังแล้วเข้าใจชัดเจน
ไม่วกวน ไม่มีคำยากยุ่งเหยิง
แต่จะสนใจในอะไรที่ยาก
ที่ฟังแล้วต้องตีปัญหาแล้วตีปัญหาอีก
แต่ก็ยังไม่เข้าใจถูกต้องอยู่ดี
คนเราเป็นเช่นนี้
การหาความสบายใจให้เกิด จึงยากไปด้วย
...
พระคติธรรม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร







“..การใช้สมาธิในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ..”

“..วิธีนั่งสมาธิเพื่อรักษาโรคภายในภายนอก
ก่อนอื่นหลังจากที่เราไหว้พระสวดมนต์เสร็จแล้ว
ให้อธิษฐานจิตว่า..”

“..ขอบารมีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงดลบันดาลให้โรคภัยไข้เจ็บของข้าพเจ้าหายไป ณ บัดนี้..”

“..แล้วก็มานึกในใจ พุทโธ ธัมโม สังโฆ พุทโธ ธัมโม สังโฆ แล้วก็นึกว่าพระพุทธเจ้าอยู่ที่จิตของเรา
พระธรรมอยู่ที่จิตของเรา พระสงฆ์อยู่ที่จิตของเรา เราจะสำรวมเอาจิตอย่างเดียว
แล้วก็นั่งขัดสมาธิ ตั้งกายให้ตรง ตั้งสติให้ดี สูดลมหายใจช้าๆ เบาๆ สัก ๔ – ๕ ครั้ง สูดเข้า-ปล่อยออก นับเป็น ๑ ครั้ง
พอทำถึง ๕ ครั้งแล้ว ก็นั่งทำใจให้เฉยๆ อย่าไปตั้งใจคิดอะไร กำหนดสติรู้ใจของเราอยู่เฉยๆ

ในช่วงนั้น ลมหายใจจะปรากฏในความรู้สึกของเรา ก็ดูลมหายใจเรื่อยไป อันนี้ถ้าเราทำได้
จิตสงบ จะมองเห็นลมหายใจขาว วิ่งออก วิ่งเข้า พอมองเห็นลมหายใจขาววิ่งออกวิ่งเข้า
เราเป็นโรคภัยไข้เจ็บอยู่ที่ไหน จิตมันจะวิ่งไปที่ตรงนั้น ลมจะวิ่งตามไป เช่น เป็นแผลในกระเพาะ ลำไส้
พอลมหายใจขาวสะอาดดีแล้ว มันจะวิ่งไปสู่จุดที่มันรู้สึกเจ็บนั่นแหละ พอจิตวิ่งไปตรงนั้น ลมก็ตามไป
แล้วมันจะไปสัมผัสขึ้น สัมผัสลง อยู่ที่ตรงนั้น แล้วจะทำให้แผลในกระเพาะ หรือลำไส้หายได้
อันนี้มีคนเขาทำหายมาหลายคนแล้ว อันนี้วิธีทำสมาธิรักษาโรค

เมื่อจิตของเราไปรวมอยู่ที่ลมหายใจ มองเห็นลมหายใจวิ่ง ออก วิ่งเข้า ขาวเหมือนปุยนุ่น ปุยฝ้าย
ในช่วงนั้นจิตสงบเป็นสมาธิ มันจะดึงดูดเอาพลังรอบข้างเข้าไปรวมอยู่ที่จุดนั้น เรียกว่า "พลังจักรวาล"
พอหลังจากนั้น จิตเขาจะทำหน้าที่ของเขาเอง เราไม่ต้องไปบังคับเขา เราเจ็บที่ตรงไหน ปวดที่ตรงไหน ขัดข้องที่ตรงไหน
เช่นอย่างเกิดความมึนตึงในสมอง ปวดศีรษะบ่อยๆ ตึงเครียด มันจะคลายเบาบางลง แล้วในที่สุดจะหายขาด
บางคนไปทำเพียง ๓ วันก็หาย
อันนี้คือวิธีทำสมาธิรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยตนเอง..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
(พ.ศ.๒๔๖๔–๒๕๔๒)







#คติธรรม
#หลวงปู่แหวน_สุจิณโณ

ตา เป็นเหตุ หู เป็นเหตุ จมูก เป็นเหตุ เป็นเหตุแห่งความรักความชัง

ตา เป็นเหตุ เมื่อได้เห็นรูปสวย รูปงาม รูปอัปลักษณ์ น่าเกลียดน่าชัง
หู เป็นเหตุ ได้ยินเสียงการประโคมขับร้องอันไพเราะ หรือเสียงน่ารำคาญ
จมูกและใจก็เหมือนกัน ถ้าดีเป็นน่ารัก มันก็ติดก็หลง ถ้าตรงกันข้าม มันก็เกลียดก็ชัง จึงว่ามันเป็นเหตุ

โอวาทธรรม
#หลวงปู่แหวน_สุจิณโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่






#โอวาทธรรม
#ท่านพ่อลี_ธัมมธโร

โอวาทธรรมท่านพ่อลี ธัมมธโร

กายนี้เปรียบเหมือนมีด
จิตของเราเปรียบเหมือนคน

ถ้าเรารู้จักใช้มีดนั้นก็เป็นประโยชน์
แต่ถ้าเราไม่รู้จักใช้มันก็เป็นโทษ
เช่นเอามีดไปฆ่าฟันเขา เขาก็ไม่ได้จับเอามีดไปใส่คุก เขาจับเอาคนที่ฆ่าไป ร่างกายนี้ไม่ทุกข์ด้วย แต่ส่วนที่จะรับทุกข์คือ “ตัวจิต” เมื่อตายก็ต้องไปทุคติ

ท่านพ่อลี ธมฺมธโร
วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ





“..การใช้สมาธิในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ..”

“..วิธีนั่งสมาธิเพื่อรักษาโรคภายในภายนอก
ก่อนอื่นหลังจากที่เราไหว้พระสวดมนต์เสร็จแล้ว
ให้อธิษฐานจิตว่า..”

“..ขอบารมีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงดลบันดาลให้โรคภัยไข้เจ็บของข้าพเจ้าหายไป ณ บัดนี้..”

“..แล้วก็มานึกในใจ พุทโธ ธัมโม สังโฆ พุทโธ ธัมโม สังโฆ แล้วก็นึกว่าพระพุทธเจ้าอยู่ที่จิตของเรา
พระธรรมอยู่ที่จิตของเรา พระสงฆ์อยู่ที่จิตของเรา เราจะสำรวมเอาจิตอย่างเดียว
แล้วก็นั่งขัดสมาธิ ตั้งกายให้ตรง ตั้งสติให้ดี สูดลมหายใจช้าๆ เบาๆ สัก ๔ – ๕ ครั้ง สูดเข้า-ปล่อยออก นับเป็น ๑ ครั้ง
พอทำถึง ๕ ครั้งแล้ว ก็นั่งทำใจให้เฉยๆ อย่าไปตั้งใจคิดอะไร กำหนดสติรู้ใจของเราอยู่เฉยๆ

ในช่วงนั้น ลมหายใจจะปรากฏในความรู้สึกของเรา ก็ดูลมหายใจเรื่อยไป อันนี้ถ้าเราทำได้
จิตสงบ จะมองเห็นลมหายใจขาว วิ่งออก วิ่งเข้า พอมองเห็นลมหายใจขาววิ่งออกวิ่งเข้า
เราเป็นโรคภัยไข้เจ็บอยู่ที่ไหน จิตมันจะวิ่งไปที่ตรงนั้น ลมจะวิ่งตามไป เช่น เป็นแผลในกระเพาะ ลำไส้
พอลมหายใจขาวสะอาดดีแล้ว มันจะวิ่งไปสู่จุดที่มันรู้สึกเจ็บนั่นแหละ พอจิตวิ่งไปตรงนั้น ลมก็ตามไป
แล้วมันจะไปสัมผัสขึ้น สัมผัสลง อยู่ที่ตรงนั้น แล้วจะทำให้แผลในกระเพาะ หรือลำไส้หายได้
อันนี้มีคนเขาทำหายมาหลายคนแล้ว อันนี้วิธีทำสมาธิรักษาโรค

เมื่อจิตของเราไปรวมอยู่ที่ลมหายใจ มองเห็นลมหายใจวิ่ง ออก วิ่งเข้า ขาวเหมือนปุยนุ่น ปุยฝ้าย
ในช่วงนั้นจิตสงบเป็นสมาธิ มันจะดึงดูดเอาพลังรอบข้างเข้าไปรวมอยู่ที่จุดนั้น เรียกว่า "พลังจักรวาล"
พอหลังจากนั้น จิตเขาจะทำหน้าที่ของเขาเอง เราไม่ต้องไปบังคับเขา เราเจ็บที่ตรงไหน ปวดที่ตรงไหน ขัดข้องที่ตรงไหน
เช่นอย่างเกิดความมึนตึงในสมอง ปวดศีรษะบ่อยๆ ตึงเครียด มันจะคลายเบาบางลง แล้วในที่สุดจะหายขาด
บางคนไปทำเพียง ๓ วันก็หาย
อันนี้คือวิธีทำสมาธิรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยตนเอง..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
(พ.ศ.๒๔๖๔–๒๕๔๒)








“..เราชาวพุทธ เวลาจะเป็นจะตายก็ให้เข้าห้องพระระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ แล้วกราบลงชั่วขณะหนึ่งก็เย็นใจ นั่งภาวนารำพึงถึงความตาย ความได้ความเสียความเป็นมาของตน ตลอดจนความที่จะเป็นไปข้างหน้า จะได้มีอะไรติดเนื้อติดตัวของตนไปบ้าง เวลานี้มีแต่ความหมุนเวียนไปตามอำนาจของกิเลส ความหมุนมาเพื่ออรรถเพื่อธรรม เพื่อแก้ตนเองถอดถอนตนเองให้หลุดพ้นจากสิ่งพัวพันทั้งหลายเหล่านี้มีหรือไม่มีก็ได้คำนึงในห้องพระบ้างสำหรับชาวพุทธเรา ถ้าไม่ได้คำนึงอย่างนี้แล้วก็ตายทิ้งเหมือนสัตว์นั้นแล..”

ญาณสมฺปนฺโนวาท
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน)
วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี






"... เมื่อไม่มีทุกข์มาถึงตัว มักไม่เห็น
คุณค่าพระศาสนา มัวเมาประมาทปล่อยกายปล่อยใจ
ให้ประพฤติทุจริต ผิดศีลธรรมอยู่เป็นประจำนิสัย เห็นผิดเป็นถูก เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
ต่อเมื่อใด้รับทุกข์เข้า
ที่พึ่งอื่นไม่มีนั่นแหล่ะ จึงได้คิดถึงพระ คิดถึงศาสนา แต่ก็เป็นเวลาที่สายไปแล้ว ..."

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
#โอวาทธรรม__________
#หลวงปู่แหวน_สุจิณโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง ตำบลแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว
จังหวัดเชียงใหม่ (พ.ศ.๒๔๓๐ - ๒๕๒๘)






“..อย่าปล่อยให้ตัวมานะ เข้าไปยื้อแย่งครอบครองศีลธรรมภายในใจได้ จะกลายเป็นผู้มีเขี้ยวมีเขาแฝงขึ้นมาในศีลธรรมอันเป็นธรรมชาติเยือกเย็นมาดั้งเดิม การฝึกหัดทรมานตนให้เป็นเหมือนผ้าเช็ดเท้าจนเคยชิน โดยไม่ยอมให้ตัวทิฏฐิมานะโผล่ขึ้นมา ว่าตัวมีราคาค่างวดนี้ เป็นทางก้าวหน้าของธรรมภายในใจโดยสม่ำเสมอ จนกลายเป็นใจธรรมชาติ ไม่หวั่นไหวเหมือนแผ่นดิน ใครจะทำอะไร ๆ ก็ไม่สะเทือน จิตที่ปราศจากทิฏฐิมานะทุกประเภทโดยประการทั้งปวงแล้ว ย่อมเป็นจิตที่คงที่ต่อเหตุการณ์ดีชั่วทั้งมวล..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
(พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





#ประการแรก
#การถวายทานมีอะไรบ้าง

ถ้าคิดไม่ออกก็คิดรวม ๆ ว่า
เคยถวายทานแล้ว
ประการที่สองเราเคยฟังเทศน์
ประการที่สามเคยถวายติดกัณฑ์เทศน์
เป็นธรรมทาน ประการที่สี่
เราเคยมีศีล ประการที่ห้า
เราเคยเจริญสมถวิปัสสนา
ตั้งใจนึกไว้เพียงเท่านี้ก่อนหลับ
และก่อนจะนึกถึงตอนนี้
นึกถึงพระพุทธเจ้าก่อนนะ
ว่าศาสนาจะมีขึ้นมาได้
เพราะอาศัยพระพุทธเจ้า
พระสงฆ์จะมีขึ้นมาได้
เพราะอาศัยพระพุทธเจ้า
วัดวาอารามจะมีขึ้นมาได้
เพราะอาศัยพระพุทธเจ้า
นึกถึงพระพุทธเจ้าก่อนแล้วนึกถึง
ทานการให้ นึกถึงเทศน์ที่เราเคยฟัง
มันจำเรื่องไม่ได้ไม่เป็นไร
บอกเคยฟังเทศน์มาแล้ว
เคยรักษาศีลมาแล้ว
เคยถวายสังฆทานมาแล้ว
มีพระพุทธรูป มีผ้าไตร มีผ้าเหลือง
มีอาหารนิดหน่อย ถวายเทียน
เข้าพรรษาเราก็ทำแล้ว

ทีนี้เราต้องการจะไปไหน
ถ้าต้องการสวรรค์
นึก ว่าถ้าตายไปแล้วขอเกิดบนสวรรค์
จะได้ทันที ถ้าต้องการพรหมโลก
คิดว่าตายคราวนี้ต้องการพรหมโลก
ก็ได้ทันที ถ้าคิดว่าถ้าเราจะไปนิพพาน
คิดว่าบุญบารมีนี้จงดลบันดาล
ให้ข้าพเจ้าเข้าถึงนิพพาน
เราก็จะไปได้ทันทีเหมือนกัน

#ที่มาจากหนังสือหลวงพ่อตอบปัญหาธรรมฉบับพิเศษเล่ม๔ #หน้า๙๒
#โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน
{หลวงพ่อฤาษีลิงดำ}
วัดท่าซุง
อ.เมือง
จ.อุทัยธานี







เรื่องอุปกิเลสนี่ อาตมาเทศน์เมื่อไหร่ จะมีโยมบางคนที่ฟังแล้วไม่รู้สึกบันเทิงในธรรม เพราะรู้สึกเจ็บแสบมาก โดน! ข้อนั้นก็โดน ข้อนี้ก็โดน เจ็บใจ อาตมาก็ต้องเตือนสติว่า กิเลสไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในตัวเรา มันจรเข้ามา มันไม่ใช่ของดั้งเดิมในจิตใจ สำนวนของครูบาอาจารย์บางครั้งก็ชวนให้เห็นกิเลสว่า เป็นตัวตนมากเกินไป ต้องสู้! ต้องฆ่ากิเลส! ต้องรบกับกิเลส! เป็นภาษานักรบ มันก็เป็นสำนวนที่ใช้ได้ในบางกรณี แต่บางครั้ง ก็ทำให้รู้สึกว่า โอ! กิเลสมันอยู่ในตัวเรา มันเป็นสงครามกลางเมืองอยู่ในตัวเรา มีขาวมีดำ ขาวต้องชนะ ดำต้องแพ้ ซึ่งมันไม่ตรงกับที่พระพุทธเจ้าสอน

พระพุทธองค์ทรงสอนว่า กิเลสนั้นหากเรานึกคิดผิดเมื่อไหร่ เกิดความยึดมั่นถือมั่นเมื่อไหร่ มันก็เกิด แต่ถ้าไม่คิด ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ใช่ว่ามันไม่อยู่ มันก็อยู่ในตัวของเรา มันจรเข้ามา แต่การที่เราจะปล่อยวางสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ เราต้องรู้เท่าทัน เราต้องรู้โฉมหน้าของมันว่า มันเป็นอย่างไร พอเรามีชื่อของมัน มี checklist เราก็รู้ว่า โอ! ตัวนี้ ระวังนะ ตัวนี้มันเกิดขึ้นแล้ว เราก็มีโอกาสที่จะได้จัดการกับมัน

พระอาจารย์ชยสาโร




“..เราชาวพุทธ เวลาจะเป็นจะตายก็ให้เข้าห้องพระระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ แล้วกราบลงชั่วขณะหนึ่งก็เย็นใจ นั่งภาวนารำพึงถึงความตาย ความได้ความเสียความเป็นมาของตน ตลอดจนความที่จะเป็นไปข้างหน้า จะได้มีอะไรติดเนื้อติดตัวของตนไปบ้าง เวลานี้มีแต่ความหมุนเวียนไปตามอำนาจของกิเลส ความหมุนมาเพื่ออรรถเพื่อธรรม เพื่อแก้ตนเองถอดถอนตนเองให้หลุดพ้นจากสิ่งพัวพันทั้งหลายเหล่านี้มีหรือไม่มีก็ได้คำนึงในห้องพระบ้างสำหรับชาวพุทธเรา ถ้าไม่ได้คำนึงอย่างนี้แล้วก็ตายทิ้งเหมือนสัตว์นั้นแล..”

ญาณสมฺปนฺโนวาท
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน)
วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี






“ มีความเพียรแล้วไม่ช้าก็เร็ว ”

ถาม : พี่ คนรอบตัวมักบอกว่าฆราวาสบรรลุธรรมได้ยากยิ่งในปัจจุบัน แต่ลูกได้ปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระอาจารย์ ก็ยังหมั่นเพียรมาตลอด ขอกำลังใจจากพระอาจารย์ให้ลูกไม่หวั่นไหวและก้าวเดินต่อไปจนสุดทางด้วยค่ะ

พระอาจารย์ : ก็ให้ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงบอกว่า จะหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ด้วยความเพียร ถ้าเรามีความเพียรแล้วไม่ช้าก็เร็วเราก็จะหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ งั้นไม่ต้องไปฟังเสียงคนอื่น ฟังเสียงพระพุทธเจ้าองค์เดียวก็พอ.

ธรรมะหน้ากุฏิ
วันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๘

วันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๘
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี






“..การใช้สมาธิในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ..”

“..วิธีนั่งสมาธิเพื่อรักษาโรคภายในภายนอก
ก่อนอื่นหลังจากที่เราไหว้พระสวดมนต์เสร็จแล้ว
ให้อธิษฐานจิตว่า..”

“..ขอบารมีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงดลบันดาลให้โรคภัยไข้เจ็บของข้าพเจ้าหายไป ณ บัดนี้..”

“..แล้วก็มานึกในใจ พุทโธ ธัมโม สังโฆ พุทโธ ธัมโม สังโฆ แล้วก็นึกว่าพระพุทธเจ้าอยู่ที่จิตของเรา
พระธรรมอยู่ที่จิตของเรา พระสงฆ์อยู่ที่จิตของเรา เราจะสำรวมเอาจิตอย่างเดียว
แล้วก็นั่งขัดสมาธิ ตั้งกายให้ตรง ตั้งสติให้ดี สูดลมหายใจช้าๆ เบาๆ สัก ๔ – ๕ ครั้ง สูดเข้า-ปล่อยออก นับเป็น ๑ ครั้ง
พอทำถึง ๕ ครั้งแล้ว ก็นั่งทำใจให้เฉยๆ อย่าไปตั้งใจคิดอะไร กำหนดสติรู้ใจของเราอยู่เฉยๆ

ในช่วงนั้น ลมหายใจจะปรากฏในความรู้สึกของเรา ก็ดูลมหายใจเรื่อยไป อันนี้ถ้าเราทำได้
จิตสงบ จะมองเห็นลมหายใจขาว วิ่งออก วิ่งเข้า พอมองเห็นลมหายใจขาววิ่งออกวิ่งเข้า
เราเป็นโรคภัยไข้เจ็บอยู่ที่ไหน จิตมันจะวิ่งไปที่ตรงนั้น ลมจะวิ่งตามไป เช่น เป็นแผลในกระเพาะ ลำไส้
พอลมหายใจขาวสะอาดดีแล้ว มันจะวิ่งไปสู่จุดที่มันรู้สึกเจ็บนั่นแหละ พอจิตวิ่งไปตรงนั้น ลมก็ตามไป
แล้วมันจะไปสัมผัสขึ้น สัมผัสลง อยู่ที่ตรงนั้น แล้วจะทำให้แผลในกระเพาะ หรือลำไส้หายได้
อันนี้มีคนเขาทำหายมาหลายคนแล้ว อันนี้วิธีทำสมาธิรักษาโรค

เมื่อจิตของเราไปรวมอยู่ที่ลมหายใจ มองเห็นลมหายใจวิ่ง ออก วิ่งเข้า ขาวเหมือนปุยนุ่น ปุยฝ้าย
ในช่วงนั้นจิตสงบเป็นสมาธิ มันจะดึงดูดเอาพลังรอบข้างเข้าไปรวมอยู่ที่จุดนั้น เรียกว่า "พลังจักรวาล"
พอหลังจากนั้น จิตเขาจะทำหน้าที่ของเขาเอง เราไม่ต้องไปบังคับเขา เราเจ็บที่ตรงไหน ปวดที่ตรงไหน ขัดข้องที่ตรงไหน
เช่นอย่างเกิดความมึนตึงในสมอง ปวดศีรษะบ่อยๆ ตึงเครียด มันจะคลายเบาบางลง แล้วในที่สุดจะหายขาด
บางคนไปทำเพียง ๓ วันก็หาย
อันนี้คือวิธีทำสมาธิรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยตนเอง..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
(พ.ศ.๒๔๖๔–๒๕๔๒)






"ศีลห้า ก็ไม่ต้องเสียเงิน
ความซื่อสัตย์ ก็ไม่ต้องเสียเงิน
ตั้งสติระลึกถึงบุญ
บริกรรม พุทโธ
นี้ก็ไม่ต้องเสียเงิน พากันจำไว้ให้ดี"

หลวงปู่ทุย ฉันทกาโร










ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่
.............................
วัดก็มีคุณค่าขึ้น มีสาระมีประโยชน์
วัดก็จะต้องเป็นสถานที่อย่างนี้
คือเป็นที่ให้พุทธศาสนิกชนได้มาสั่งสมบุญกุศล
ไม่เฉพาะเรื่องทานเท่านั้น
หรือไม่เฉพาะเรื่องศีลเท่านั้น
แต่ต้องเข้าถึงการภาวนา
ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

การฟังธรรม การศึกษาเรียนรู้ … เป็นปริยัติ
ลงมือเจริญภาวนา … อย่างนี้ก็จะเป็นปฏิบัติ
ถึงจะเกิดผล … เป็นปฏิเวธ
เจริญสมถะก็เข้าถึงฌาน อภิญญาเป็นผล
เจริญวิปัสสนาก็ให้ถึงมรรคผลนิพพาน
เป็นโลกุตตรธรรม
ถึงจะถึงแก่นของพุทธศาสนา

ในพระไตรปิฎก
พระพุทธเจ้าตรัสอุปมายกเรื่องราวขึ้นมา

บุรุษต้องการแก่นไม้
เข้าป่าเจอต้นไม้ใหญ่ ก็ตัดเอากิ่งไม้ใบไม้ไป
ผู้รู้บอกนั่นไม่ใช่แก่นไม้
นั่นเป็นเพียงกิ่งไม้ใบไม้เท่านั้น

ถามว่ากิ่งไม้ใบไม้เทียบเท่ากับอะไรในพุทธศาสนา?
พระพุทธเจ้าก็เฉลยว่าได้แก่ลาภสักการะ

พอเข้ามาในพุทธศาสนาก็จะมีลาภสักการะเกิดขึ้น
ก็ให้รู้นี่เป็นเพียงกิ่งไม้ใบไม้
ยังไม่ใช่แก่น

โดยเฉพาะพระพุทธเจ้าก็ตรัสเตือนภิกษุไว้ว่า
ลาภสักการะ สรรเสริญเยินยอ
เป็นอันตรายที่ทารุณ แสบ เผ็ดร้อน หยาบคาย
ต่อการบรรลุธธรรมอันเกษมจากโยคะ
ฉะนั้นให้ระมัดระวัง
ไม่ให้ติด ไม่ให้หลงในลาภสักการะสรรเสริญอะไรก็ตาม
พอเข้ามาในศาสนามันก็จะเกิดลาภ
ลาภสักการะต่าง ๆ ยังไม่ใช่เป็นแก่น
ยังไม่ได้เป็นที่พึ่งอันแท้จริง

บุรุษอีกผู้หนึ่งเข้าป่า ต้องการแก่นไม้
เจอต้นไม้ใหญ่ก็ถากเอาเลาะเอาสะเก็ดไม้ไป
ต้นไม้มันจะมีสะเก็ด ผิว ๆ มัน กะเทาะสะเก็ดมา
ผู้รู้ก็กล่าวว่านั่นไม่ใช่แก่นไม้
นั่นเป็นเพียงสะเก็ดไม้

ถามว่าอะไรเป็นสะเก็ดไม้ในพุทธศาสนา?
พระพุทธเจ้าเฉลยว่าได้แก่ศีล

เข้ามาอยู่ในศาสนาก็มีศีล
โยมก็มีศีล ๕
อุบาสกอุบาสิกาถือศีล ๘
สามเณร ศีล ๑๐
พระ ๒๒๗
มันก็ยังไม่ใช่แก่น
จึงไม่ให้หลง ยกตัวข่มท่านเรามีศีลเหนือกว่า คุณไม่มีศีล
เพราะศีลก็ยังไม่ใช่แก่น แต่ก็จำเป็นต้องมี

บุรุษอีกผู้หนึ่งเข้าป่า ต้องการแก่นไม้
เจอต้นไม้ใหญ่ก็ถากเอาเปลือกไม้มา
ในสะเก็ดเข้าไปจะมีเปลือกไม้
ผู้รู้ก็กล่าวว่านั่นไม่ใช่แก่นไม้
นั่นเป็นเปลือกไม้

ถามว่าอะไรเป็นเปลือกไม้ในพุทธศาสนา?
คำตอบคือสมาธิ

เจริญภาวนาได้สมาธิ นิ่ง สงบ แนบแน่น
เกิดสำคัญมั่นหมาย
เราดีกว่า คุณไม่มีสมาธิ เรามีสมาธิ ยกตนข่มท่าน
ก็ต้องพึงทราบว่ายังไม่ใช่แก่น
สมาธิก็เปรียบเหมือนแค่เปลือกไม้
แต่มันก็ยังจำเป็นต้องมี
ต้นไม้มันก็ต้องมีเปลือกด้วย

อีกบุรุษผู้หนึ่งต้องการแก่นไม้
เข้าป่าเจอต้นไม้ใหญ่ ก็ถากเอากระพี้ไม้มา
ผู้รู้ก็บอกนั่นไม่ใช่แก่นไม้
นั่นเป็นกระพี้

ถามว่าอะไรเป็นกระพี้ในพุทธศาสนา?
คำตอบคือปัญญา

เราปฏิบัติ มีปัญญา ศึกษาธรรมะ มีความรู้ความเข้าใจ มีปัญญา
สำคัญมั่นหมาย ยกตนข่มผู้อื่น
เรามีปัญญา คุณไม่มีปัญญา สู้เราไม่ได้
ขนาดปัญญาก็ยังไม่ใช่แก่น
เทียบกับกระพี้ กระพี้มันก็จะสีขาว ๆ ติด ๆ กับแก่น
บางทีเราซื้อไม้มา มีขาว ๆ ติดมาด้วยนั่นมันก็กระพี้

ฉะนั้นเข้าป่าตัดแก่นไม้ แก่นไม้คืออะไร?
ก็คือวิมุตติ
วิมุตติคือความหลุดพ้นจากกิเลส
นี่เป็นแก่น
แก่นก็คือสาระ
มันได้รับประโยชน์ที่แท้จริง
เข้าถึงวิมุตติก็คือมรรค ผล นิพพาน

ทำอย่างไรถึงจะถึงนิพพานวิมุตติหลุดพ้นจากอาสวกิเลสได้?
มันก็ต้องมีศีล สมาธิ ปัญญา
เป็นต้นไม้ถึงจะความสำคัญต้องการแก่น
แต่ต้นไม้มีแต่แก่นมันก็อยู่ไม่ได้
ต้นไม้มันก็ต้องมีกระพี้ มีเปลือก มีสะเก็ด มีกิ่งไม้ใบไม้ประกอบกันอยู่

ฉะนั้นเราก็ต้องมีศีล มีสมาธิ มีปัญญาประกอบกันไป
เอาแต่มุ่งแต่วิมุตติ แต่ไม่รักษาศีลมันก็ไม่ได้ ต้นไม้ตายก่อน
ถากเปลือกไป ถากสะเก็ดไป ต้นไม้อยู่ไม่ได้

เพราะฉะนั้นก็ให้ทุกท่านได้ตระหนัก
มุ่งสู่แก่นในพุทธศาสนาคือวิมุตติความหลุดพ้น

สัมโมทนียกถา วันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๙
.............................
ธัมโมวาท โดยหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 8 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
cron
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO