นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน อาทิตย์ 21 มิ.ย. 2026 3:52 pm

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: ความสบายใจ
โพสต์โพสต์แล้ว: ศุกร์ 19 มิ.ย. 2026 5:42 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5341
" เจ้ากรรมนายเวรเปรียบเสมือนเจ้าหนี้ เมื่อรู้ว่าเรามีเงินก็จะทวงเงินเรา เมื่อเป็นหนี้ก็ต้องใช้เขาไป เราต้องผ่านจุดนี้ให้ได้เสียก่อน เมื่อผ่านจุดนี้ไปได้แล้ว
ชีวิตของเราก็จะดีขึ้น "

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม





วาสมาเราสร้างทุกวัน ทำไมจึงจะไม่เจริญก้าวหน้า พระพุทธเจ้าทรงสอน ให้สร้างคุณงามความดี เพื่อเป็นอำนาจวาสนา

โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน






ขอให้เราเสพ สิ่งทั้งหลายในโลก
แบบกินปลา คือระมัดระวังก้าง
อย่าให้มันติดคอ

-พระอาจารย์ชยสาโร-






“จิตภาวนา” คือการอบรมจิตใจให้มีความสงบร่มเย็น ระงับดับความคิดที่ไม่เป็นประโยชน์ทั้งหลายเสีย น้อมจิตเข้ามาสู่ความคิดความปรุงที่เป็นอรรถเป็นธรรม ซึ่งจะนำความสงบสุข ร่มเย็นแก่ตนเข้ามาสู่ตนบ้าง วันหนึ่งๆอย่างน้อยเราทำจิตภาวนาได้เพียง ๒๐ นาที เป็นอย่างน้อยก็ยังดี วิธีการที่จะทำจิตให้มีความสงบนั้น ท่านมีหลักเกณฑ์ ไม่ใช่คิดไปตามอำเภอใจแล้วก็จะเกิดความสงบสุขขึ้นมา นับเป็นวิถีทางของฝ่ายอธรรม ซึ่งเคยสร้างตัวเองบนหัวใจเรา และนำทุกข์มาให้เราอยู่ตลอดมา ไม่ใช่เป็นทางให้ความสงบร่มเย็น การที่จะทำให้สงบร่มเย็นตามวิถีทางแห่งธรรม ที่ท่านทรงสั่งสอนไว้ ท่านสอนให้
๑. มีสติในขณะที่ทำจิตให้สงบจากงาน คือ ความคิดความปรุงทั้งหลาย
๒. คำบริกรรมคำใดที่เหมาะกับจริตจิตใจของตน เช่น อาณาปานสติ การกำหนดลมหายใจเข้า หายใจออก ด้วยความมีสติอยู่กับลมที่สัมผัส จะสัมผัสส่วนใดมาก เช่น ดั้งจมูก เป็นต้น เราพึงกำหนดให้รู้ลมอยู่ที่สัมผัสในดั้งจมูกนั้น ด้วยความมีสติโดยสม่ำเสมอ ไม่ให้คิดปรุงไปในทางใด ในขณะที่ทำจิตภาวนานั้น ประหนึ่งว่าโลกนี้ไม่มีกิจการงาน หรือไม่มีสิ่งใดเลย มีเฉพาะอาณาปานสติของเราก็ไม่มีเวลาหรือไม่มีโอกาสที่จะเล็ดลอด ออกไปสู่อารมณ์ภายนอก และสร้างความทุกข์มาให้เราเหมือนแต่ก่อนที่เราไม่ทำการระมัดระวัง

พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)
จากธรรมเทศนา “จิตตภาวนาหนทางสู่ความสงบเย็นใจ”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๑
ณ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต กทม.





เคยมีคนมาบอกให้หลวงพ่อนะ หลวงพ่อ มีประโยชน์จริงๆ แต่ก่อนผมก็ไม่ได้ไหว้พระก่อนหลับก่อนนอน พอนอนก็นอนไปเลย บางทีก็ลืมบ้าง ทำบ้าง แต่พอตั้งจิตอธิษฐานข้าพเจ้าจะไหว้พระทุกวัน อะระหัง สวากขาโต สุปฏิปันโน พุทธัง ธัมมัง สังฆัง จากนั้นก็แผ่เมตตาด้วยภาษาใจว่า ข้าพเจ้าจงเป็นสุข ผู้อื่นจงเป็นสุข ข้าพเจ้าต้องการความสุขอย่างไร ผู้อื่นสัตว์อื่นก็ขอให้มีความสุขอย่าที่ข้าพเจ้าต้องการ อย่างที่ข้าพเจ้าปรารถนา ผมมีความสุขใจในระดับหนึ่งครับ

หลวงพ่อได้ยินเพียงแค่นี้หลวงพ่อก็พอใจ เพราะฉะนั้นพวกเราทุกๆคน ถ้าหากว่าวันไหนก็วันเก่า นอนหมูนอนหมา นอนวัวนอนควาย ครูบาอาจารย์ว่าอย่างนั้นนะ นอนควายยังไง พอไปแล้วก็ล้มตูมเลย ควายมันยังวน ๆ ว่ามันจะมีอันตรายไหม มันมีก้อนหิน มันมีอะไรตรงที่มันจะนอน ก่อนที่มันจะล้มตัวลงนอน หมาก็เหมือนกันบางทีมันก็วนๆ ดูซะก่อนจึงค่อยนอนนะ เรามันยิ่งกว่านั้นไปอีก พอเห็นหมอนล้มตึมเลย

ต้องไหว้พระเสียก่อนนะ มีศีล ๕ งดอบายมุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุราหรือบุหรี่ บุหรี่มันงดยากเหลือเกิน แต่เอาเถอะ ข้าพเจ้าจะอดมัน ถ้ามันตายก็อยากจะเห็นตัวเองตายเหมือนกัน เห็นแต่คนอื่นตาย งดดูซิ มันก็ไม่ตายหรอกนะ มีแต่กิเลสตัวความโมโห ความโลภอยู่ในจิตในใจ ความอยากอยู่ในใจ มันจะหมดไป เมื่อเอาชนะตัวหนึ่งได้ ก็จะชนะตัวหนึ่ง ชนะบุหรี่ ชนะเหล้า ชนะการเล่นการพนัน ต้องตัดสินใจเด็ดขาดอย่างนั้น สิ่งไหนที่มันไม่ดีตัดออก ตัดสิ่งที่มันไม่ดีออกจากจิตใจ

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “ต้องปฏิบัติแบบจริงจัง”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๘







“..บาปมีบุญมีประจำโลก ใครจะมาลบล้างธรรมทั้งสองอย่างนี้ไม่ได้ ถ้ากรรมอยู่ใต้อำนาจของผู้หนึ่งผู้ใดได้แล้ว ผู้มีอำนาจนั้นจะต้องลบล้างกรรมเหล่านี้ให้สูญไปจากโลกนานแล้ว ไม่สามารถยังเหลือมาถึงพวกเราเลย เท่าที่กรรมดี-ชั่วยังมีอยู่ ก็เพราะกรรมมิได้ขึ้นอยู่กับผู้ใดโดยเฉพาะ แต่ขึ้นอยู่กับผู้ทำกรรมนั้นๆ เท่านั้น..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





“..ศีล แปลว่า ความปกติกายปกติใจ เดี๋ยวนี้ใจเราปกติหรือยังไม่ปกติ มันเป็นอย่างไร ถ้าใจมันปกติ มันก็ไม่พิกลพิการ มันไม่ทะเยอทะยาน เรื่องเป็นเช่นนี้ กายของเราปกติ มันก็ไม่พิกลพิการ ให้พิจารณาดูซิ ทำจิตให้เป็นปกติ เหมือนกับก้อนหิน ลมพัดมาทุกทิศทั้งสี่ก็ไม่หวั่นไหว นี่เราก็ทำใจเราเหมือนก้อนหิน ใครจะว่าอย่างไรก็ตาม ดีชั่วไม่เป็นเหมือนเขาว่า เมื่อเราไม่ดีแล้วเขาว่าดี มันก็ไม่ดีครือเขาว่า เมื่อเราดีแล้วเขาว่าไม่ดี ก็ไม่เป็นเหมือนเขาว่า เราก็ดูซิ ให้เห็นซิ นี่แหละจิตของเราเป็นศีล เราก็รู้จัก ตามที่ได้อธิบายมาแล้วข้างต้น นี่ให้พากันพึงรู้พึงเข้าใจ..”

อาจาโรวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)





#โอวาทธรรม
#หลวงปู่ท่อน_ญาณธโร

โอวาทธรรมหลวงปู่ท่อน ญาณธโร

ทุกข์ที่เกิดขึ้น

ทุกข์ที่เกิดขึ้นกับเธอในครั้งนี้ใครทำ ไม่ใช่เธอทำเองหรือ เพราะความรัก ความยึดมั่นในสิ่งรัก จึงทำให้ทุกข์ มีรักที่ไหน มีทุกข์ที่นั่น

หลวงปู่ท่อน ญาณธโร
วัดศรีอภัยวัน ต.นาอ้อ อ.เมือง จ.เลย







นินทา...ก็แค่เสียงหนึ่ง
สรรเสริญ...ก็แค่เสียงหนึ่ง

คนชมเรา...
ไม่ได้ทำให้เราดีขึ้นทันที
คนด่าเรา...
ก็ไม่ได้ทำให้เราแย่ลงทันที

สิ่งที่ทำให้ใจทุกข์
ไม่ใช่คำพูดของคนอื่น
แต่คือการที่เราเอาคำนั้น
มาแบกไว้ในใจ

วันนี้มีคนชื่นชม
พรุ่งนี้อาจมีคนตำหนิ
วันนี้มีคนเข้าใจ
พรุ่งนี้อาจมีคนเข้าใจผิด

นี่คือ ธรรมดาของโลก

ลาภ–เสื่อมลาภ
ยศ–เสื่อมยศ
นินทา–สรรเสริญ
สุข–ทุกข์
ล้วนเป็น "โลกธรรม"
ที่หมุนเวียนเข้ามาแล้วก็ผ่านไป

เมื่อถูกชม...รู้ทันความปลื้ม
เมื่อถูกตำหนิ...รู้ทันความขุ่น
ไม่หลงไปกับคำสรรเสริญ
ไม่จมอยู่กับคำนินทา
ฝึกใจให้มั่นคงดั่งภูเขา
แม้ลมจะพัดแรงเพียงใด
ภูเขาก็ยังเป็นภูเขา

เพราะ
..
นินทา ก็สักว่า "ความรู้สึก"
สรรเสริญ ก็สักว่า "ความรู้สึก"
ทุกอย่าง...เป็นเพียง "เช่นนั้นเอง"

#พระธรรมโกศาจารย์
#พุทธทาสภิกขุ







ใจรับได้ทั้งสุข ทั้งทุกข์

สุขทุกข์ภายในจิตใจเป็นสิ่งสำคัญมาก ไม่แสดงให้ใครเห็นง่าย

มันจะเผากรุ่นอยู่ก็ไม่รู้ หน้าซีดหน้าเซียว หน้าดำหน้าเขียวไป

เวลามันเป็นมาก ๆ ดีไม่ดี เป็นโรคเสียจริต เสียประสาท

เขาว่า บ้าย่อม ๆ บ้าอ่อน ๆ จากนั้นก็บ้าใหญ่เลย

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด





“..ศีล แปลว่า ความปกติกายปกติใจ เดี๋ยวนี้ใจเราปกติหรือยังไม่ปกติ มันเป็นอย่างไร ถ้าใจมันปกติ มันก็ไม่พิกลพิการ มันไม่ทะเยอทะยาน เรื่องเป็นเช่นนี้ กายของเราปกติ มันก็ไม่พิกลพิการ ให้พิจารณาดูซิ ทำจิตให้เป็นปกติ เหมือนกับก้อนหิน ลมพัดมาทุกทิศทั้งสี่ก็ไม่หวั่นไหว นี่เราก็ทำใจเราเหมือนก้อนหิน ใครจะว่าอย่างไรก็ตาม ดีชั่วไม่เป็นเหมือนเขาว่า เมื่อเราไม่ดีแล้วเขาว่าดี มันก็ไม่ดีครือเขาว่า เมื่อเราดีแล้วเขาว่าไม่ดี ก็ไม่เป็นเหมือนเขาว่า เราก็ดูซิ ให้เห็นซิ นี่แหละจิตของเราเป็นศีล เราก็รู้จัก ตามที่ได้อธิบายมาแล้วข้างต้น นี่ให้พากันพึงรู้พึงเข้าใจ..”

อาจาโรวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)





#โอวาทธรรม
#หลวงพ่อชา_สุภัทโท

โอวาทธรรมหลวงปู่ชา สุภัทโท

การภาวนานั้น ...
ไม่ใช่ว่าจะนั่งหลับตาอย่างเดียว
แต่ต้องทำ และ ทำได้ตลอดเวลา
การยืน การเดิน การนั่ง การนอน
ให้มีสติประคับประคองอยู่เสมอ
สมาธินั้น อาตมาไม่เอามากหรอก
... แต่ให้มี "สติ" อยู่เสมอ

หลวงปู่ชา สุภัทโท
วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี






#หลวงปู่ขาว_อนาลโย
#โอวาทธรรม
โอวาทธรรมหลวงปู่ขาว อนาลโย

อบรมตนได้แล้วสบาย

เรื่องภาวนามันสำคัญ อบรมบ่มอินทรีย์
อบรมกายนี่แหละ อบรมใจของตนนี่แหละ มันยากอยู่ ครั้นอบรมได้แล้วไม่มีความเดือดร้อน ใจเยือกเย็น ใจสบาย ไม่มีความหวั่นไหว

อวิชชาคือใจดวงเดียวนั่นเรียกว่า อวิชชา
คือ มันไม่รู้ต่อสิ่งทั้งปวง ไม่รู้ในกองสังขารแล้วหลงยึด ชอบเข้าก็หลงยึด ไม่ชอบก็ยึดเข้ามาเผาตน มันไม่รู้มันจึงหวั่นไหว

พวกเราพากันฝึกหัดใจของตนให้ดี
พระพุทธเจ้าว่า ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า
มีใจถึงพร้อม มีใจเป็นใหญ่ มีใจประเสริฐสุด
ถ้าไม่ทรมาน ไม่ฝึกฝนอบรมอันนี้มันทำพิษ
เผาอยู่ทั้งกลางวันกลางคืน มันเป็นเพราะใจนี่แหละ

หลวงปู่ขาว อนาลโย
วัดป่าถ้ำกลองเพล อ.หนองบัวลำพู จ.อุดรธานี





“..ศีล แปลว่า ความปกติกายปกติใจ เดี๋ยวนี้ใจเราปกติหรือยังไม่ปกติ มันเป็นอย่างไร ถ้าใจมันปกติ มันก็ไม่พิกลพิการ มันไม่ทะเยอทะยาน เรื่องเป็นเช่นนี้ กายของเราปกติ มันก็ไม่พิกลพิการ ให้พิจารณาดูซิ ทำจิตให้เป็นปกติ เหมือนกับก้อนหิน ลมพัดมาทุกทิศทั้งสี่ก็ไม่หวั่นไหว นี่เราก็ทำใจเราเหมือนก้อนหิน ใครจะว่าอย่างไรก็ตาม ดีชั่วไม่เป็นเหมือนเขาว่า เมื่อเราไม่ดีแล้วเขาว่าดี มันก็ไม่ดีครือเขาว่า เมื่อเราดีแล้วเขาว่าไม่ดี ก็ไม่เป็นเหมือนเขาว่า เราก็ดูซิ ให้เห็นซิ นี่แหละจิตของเราเป็นศีล เราก็รู้จัก ตามที่ได้อธิบายมาแล้วข้างต้น นี่ให้พากันพึงรู้พึงเข้าใจ..”

อาจาโรวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)





“เราแก้ปัญหาที่ใจเรา
อย่าไปอยากกับ
เหตุการณ์ต่างๆ
อยู่กับมันไป
ตามมีตามเกิด”

#คติธรรม
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต





"สิ่งที่รักษาสมาธินี้ไว้ได้ คือสติ...
สตินี้...เป็นธรรมเป็นสภาวธรรมอันหนึ่ง
ซึ่งให้ธรรมอันอื่นๆ ทั้งหลายเกิดขึ้น
โดยพร้อมเพรียง

สตินี้...
ก็คือชีวิต...ถ้าขาดสติเมื่อใด ก็เหมือนตาย
ถ้าขาดสติเมื่อใด ก็เป็นคนประมาท
ในระหว่างขาดสตินั้น...พูดไม่มีความหมาย การกระทำไม่มีความหมาย

ธรรมคือสติ นี้คือ...ความระลึกได้ในลักษณะใด ก็ตาม
สติเป็นเหตุ ให้สัมปชัญญะเกิดขึ้นมาได้
เป็นเหตุให้ปัญญา เกิดขึ้นมาได้
ทุกสิ่งสารพัดธรรมทั้งหลาย ถ้าหากว่า...
ขาดสติธรรมทั้งหลายนั้น...ไม่สมบูรณ์
อันนี้! คือการควบคุม การยืน การเดิน การนั่ง การนอน ไม่ใช่ เพียงขณะนั่งสมาธิเท่านั้น

แม้เมื่อเราออกจากสมาธิไปแล้ว...
สติ ก็ยังเป็นสิ่งประจำใจอยู่เสมอ
มีความรู้อยู่เสมอ เป็นของที่มีอยู่เสมอ
ทำอะไร ก็ต้องระมัดระวัง
เมื่อระมัดระวังทางจิตใจ ความอายมันก็เกิดขึ้นมา การพูดการกระทำอันใด ที่ไม่ถูกต้อง เราก็อายขึ้น อายขึ้น

เมื่อความอายกำลังกล้าขึ้นมา...
ความสังวร ก็มากขึ้นด้วย เมื่อความสังวร
มากขึ้น ความประมาท ก็ไม่มี นี่! ถึงแม้ว่า...
เราจะไม่ได้นั่งสมาธิ อยู่ตรงนี้...
เราจะไปไหน ก็ตาม อันนี้! มันอยู่ในจิต
ของตัวเอง มันไม่ได้หนีไปไหน

นี่! ท่านว่าเจริญสติ
ทำให้มาก เจริญให้มาก อันนี้! เป็นธรรมะคุ้มครองรักษากิจการ ที่เราทำอยู่ หรือทำมาแล้ว หรือกำลังจะกระทำ อยู่...ในปัจจุบัน
นี้! เป็นธรรมะ...ที่มีคุณประโยชน์มาก
ให้เรารู้ตัวอยู่...ทุกเมื่อ ความเห็นผิดชอบ
มันก็มีทุกเมื่อ...

เมื่อความเห็นผิดชอบ มีอยู่...
เกิดขึ้นอยู่...ทุกเมื่อ ความละอาย.ก็เกิดขึ้น
จะไม่ทำสิ่งที่ผิด หรือสิ่งที่ไม่ดี
เรียกว่าปัญญาเกิดขึ้นแล้ว เมื่อรวบยอดเข้ามา มันจะมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา คือการสังวรสำรวมที่มีอยู่...ในกิจการของตนนั้น
ก็เรียกว่าศีล ศีลสังวร ความตั้งใจมั่น อยู่...
ในความสังวรสำรวม ในข้อวัตรของเรานั้น...

ก็เรียกว่า มันเป็นสมาธิ...
ความรอบรู้ทั้งหลาย ในกิจการที่เรามีอยู่นั้น
ก็เรียกว่า...ปัญญา
พูดง่ายๆ ก็คือจะมีศีล จะมีสมาธิ จะมีปัญญา

ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี
เมื่อมันกล้าขึ้นมา มันก็คือมรรค
นี่แหละ! หนทาง ทางอื่น...ไม่มี."
-------------------------------------------------------------------
หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง







#โอวาทธรรม
#สมเด็จพระญาณสังวร

พระโอวาทธรรมสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช

"ผู้รู้จักพอจะเป็นผู้ที่มีความสบายใจ
ส่วนผู้ไม่รู้จักพอจะเป็นผู้ร้อนเร่า แสวงหาไม่หยุดยั้ง

ความไม่รู้จักพอมีอยู่ได้แม้ในผู้เป็นใหญ่เป็นโต มั่งมีมหาศาล และความรู้จักพอก็มีได้แม้ในผู้ที่ยากจนต่ำต้อย ทั้งนี้เพราะความพอเป็นเรื่องของใจที่ไม่เกี่ยวกับฐานะภายนอก
คนรวยที่ไม่รู้จักพอ ก็เป็นคนจนอยู่ตลอดเวลา คนที่รู้จักพอก็เป็นคนมั่งมีอยู่ตลอดเวลา"

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร จ.กรุงเทพมหานคร


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 38 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
cron
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO