นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน อาทิตย์ 21 มิ.ย. 2026 3:55 pm

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: รักษาศีล 5
โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. 18 มิ.ย. 2026 5:05 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5341
“..จงมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง..”

“..ผู้ใดมาถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะที่พึ่งแล้ว ผู้นั้นย่อมชนะได้ซึ่งความร้อน สรณะทั้ง ๓ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มิได้เสื่อมสูญอันตรธานไหน ยังปรากฏอยู่แก่ผู้ปฏิบัติ เข้าถึงอยู่เสมอ ผู้ใดมายึดถือเป็นที่พึ่งของตนแล้ว ผู้นั้นจะอยู่กลางป่า หรือเรือนว่างก็ตาม สรณะทั้ง ๓ จริง ๆ แล้ว จะแคล้วคลาดจากภัยทั้งหลาย อันก่อให้เกิดความเดือดร้อนได้แน่นอนทีเดียว..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







“..โรคหมาขี้เรื้อน..”

“..พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย เธอเห็นไหม ว่าเมื่อตอนเย็นวันนี้ หมาป่าตัวหนึ่งมันเดินอยู่ที่นี่ เห็นไหม? มันจะยืนอยู่มันก็เป็นทุกข์ มันจะวิ่งไปมันก็เป็นทุกข์ มันจะนั่งอยู่ก็เป็นทุกข์ มันจะนอนอยู่ก็เป็นทุกข์ เข้าไปในโพรงไม้มันก็เป็นทุกข์ จะเข้าไปอยู่ในถ้ำก็ไม่สบาย ก็เป็นทุกข์

เพราะมันเห็นว่าการยืนอยู่นี้ไม่ดี การนั่งไม่ดี การนอนไม่ดี พุ่มไม้นี้ไม่ดี โพรงไม้นี้ไม่ดี ถ้ำนี้ไม่ดี มันก็วิ่งอยู่ตลอดเวลานั้น ความเป็นจริงหมาป่าตัวนั้นมันเป็นขี้เรื้อน มันไม่ใช่เป็นเพราะพุ่มไม้ หรือโพรงไม้หรือถ้ำ หรือการยืน การเดิน การนั่ง การนอน มันไม่สบายเพราะมันเป็นขี้เรื้อน"

ความไม่สบายนั้นคือ ความเห็นผิดที่มีอยู่ แล้วก็ไปโทษแต่สิ่งอื่น ไม่รู้เรื่องของเจ้าของเอง ไปอยู่ที่ไหนก็ไม่สบาย ความเห็นผิดอันนั้นยังมีอยู่ในตัวเรา เมื่อมีความเห็นผิดอยู่ที่ไหนก็ไม่สบายทั้งนั้น เหมือนกันกับสุนัขนั้น ถ้าหากโรคเรื้อนมันหายแล้ว มันจะอยู่ที่ไหนมันก็สบาย อยู่กลางแจ้งมันก็สบาย อยู่ในป่ามันก็สบายอย่างนี้ ผมนึกอยู่บ่อย ๆ แล้วผมก็นำมาสอนพวกท่านทั้งหลายอยู่เรื่อย เพราะธรรมตรงนี้มันเป็นประโยชน์มาก..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)






“..#จงมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง..”

“..#ผู้ใดมาถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะที่พึ่งแล้ว ผู้นั้นย่อมชนะได้ซึ่งความร้อน สรณะทั้ง ๓ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มิได้เสื่อมสูญอันตรธานไหน ยังปรากฏอยู่แก่ผู้ปฏิบัติ เข้าถึงอยู่เสมอ ผู้ใดมายึดถือเป็นที่พึ่งของตนแล้ว ผู้นั้นจะอยู่กลางป่า หรือเรือนว่างก็ตาม สรณะทั้ง ๓ จริง ๆ แล้ว จะแคล้วคลาดจากภัยทั้งหลาย อันก่อให้เกิดความเดือดร้อนได้แน่นอนทีเดียว..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
#พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







"เรื่องของตนผู้เดียว"

"เมื่อเกิดมาก็มาตนผู้เดียว คราวจะตายไปก็คงไปตนผู้เดียวอีกเหมือนกัน บุคคลและสิ่งทั้งปวงแม้จะเป็นที่รักยิ่งนัก ก็เกิดขึ้นหรือมาพบกันเข้าในภายหลังและมีอยู่เฉพาะในชีวิตนี้ ไม่มีที่จะไปด้วยกันกับตนในภพหน้า สิ่งที่จะไปด้วยคือบุญหรือบาปที่ทำไว้เอง"

แม้ในชีวิตนี้ก็มิใช่ว่าจะร่วมสุขร่วมทุกข์ไปด้วยกันทุกอย่าง เช่น ถึงคราวเจ็บก็ต้องเจ็บเอง ใครจะเจ็บแทนกันหาได้ไม่ ตนเองเท่านั้นต้องร่วมสุขทุกข์กับตนเองตลอดไป ในคราวเกิด แก่ เจ็บ ตาย ในโลกนี้โลกหน้า

ในมนุษย์ ในนรก ในสวรรค์ ตลอดถึงนิพพาน ก็เป็นเรื่องของตนเองผู้เดียวทั้งหมด พิจารณาให้ตระหนักในความจริงดังนี้ จะช่วยถอนความผูกใจเป็นทุกข์ออกได้บ้าง ไม่มากก็น้อย
.
--- พระคติธรรม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร






“ทำบุญได้ จะทำอะไรก็ได้ เรานึกพุทโธ ก็เป็นบุญ เราเห็นไม้ตกอยู่ที่ข้างทาง จับโยนออก ก็เป็นบุญ มีสิ่งใดที่จะ ช่วยเหลือใครได้ เป็นบุญทั้งนั้น”

ธรรมะรุ่งอรุณ ๖ หน้า ๖๓

สมเด็จพระญาณวชิโรดม พุทธาคมวิศิษฐ์ จิตตานุภาพ พัฒนดิลก สาธกธรรมวิจิตร วิเทศศาสนกิจไพศาล วิปัสสนาญาณธุราทร ธรรมยุตติกคณิสสรบวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี​ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

สถิต​ ณ วัดธรรมมงคลเถาบุญนนทวิหาร​ กรุงเทพมหานคร






สิ่งทั้งหลายในโลกนี้ที่มาเกี่ยวข้องกับเรา ไม่มีอะไร ที่ไม่มีการเกิด-การดับ
ในบรรดาสิ่งที่เกิดๆ ดับๆ ย่อมเป็นความทุกข์อย่างเดียว
.
…. “ ความเป็นจริงมีอยู่ข้อหนึ่ง ซึ่งถือกันเป็นหลักว่า บรรดาสิ่งทั้งหลายที่มีการเกิดการดับได้นั้น มีแต่ “ความทุกข์” อย่างเดียวเท่านั้น หามีความสุขไม่, แล้วสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นก็ไม่มีอะไรนอกจากสิ่งที่เกิดๆ ดับๆ ในบรรดาสิ่งที่มาเกี่ยวข้องกับคนเรานั้น ไม่มีอะไรนอกไปกว่าสิ่งที่มีการเกิดๆ ดับๆ อยู่เสมอ แต่คนที่ไม่รู้หรือเป็นคนเขลา คนหลง ก็ยังมัวแสวงหาความสุขในสิ่งที่มีการเกิดๆ ดับๆ อยู่นั่นเอง.
…. มีพระบาลี(พระไตรปิฎก)ในสังยุตตนิกายว่า…
ทุกฺขเมว หิ สมฺโภติ - ทุกข์อย่างเดียวเท่านั้นที่เกิดขึ้น.
ทุกฺขํ ติฏฺฐติ เวติ จ - ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่และดับไปหรือเปลี่ยนไป.
นาญฺญตฺร ทุกฺขา สมฺโภติ – นอกจากความทุกข์แล้ว หาได้มีอะไรเกิดขึ้นไม่.
นาญฺญตฺร ทุกฺขา นิรุชฺฌติ – นอกจากความทุกข์แล้ว หาได้มีอะไรดับไปไม่
…. หลักข้อนี้เป็นเครื่องยืนยันตรงๆ ว่า ให้คนทั้งหลายได้พินิจพิจารณาดูให้เห็นตามที่เป็นจริงว่า ในบรรดาสิ่งที่เกิดๆ ดับๆ อยู่ในโลกนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมีแต่ความทุกข์อย่างเดียว ไม่มีความสุข. เขาจะต้องพิจารณาให้เห็นชัดเจนว่า “ไม่มีอะไรที่ไม่มีการเกิดการดับ” ในบรรดาสิ่งที่มาเกี่ยวข้องกับเรา; และในบรรดาสิ่งที่เกิด ๆ ดับๆ อยู่นั้น มันเป็นความทุกข์อยู่ในตัวความเกิดและความดับนั้นเองแล้ว เพราะฉะนั้น จึงไม่มีความสุขอันใดที่จะเกิดหรือดับ มีแต่ความทุกข์ แต่ที่เราไปสมมติเอาว่าเป็นสุขนั้น ก็เพราะเอาโมหะหรือความหลงเข้ามาช่วย คือหลงสําคัญผิดเป็นความสุขไปเอง
…. สมมติว่า สุขเวทนาที่เกิดมาจากกามารมณ์ นี้เป็นตัวอย่าง ที่ใครๆก็เรียกกันว่า “เป็นความสุข” เพราะให้เกิดสุขเวทนาในขณะนั้น ; แต่โดยหลักธรรมะที่แสดงอยู่ว่า สิ่งที่เรียกว่าเวทนานั้นย่อมเป็นเพียงสังขารชนิดหนึ่ง คือมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง แล้วก็ต้องเกิดๆ ดับๆ, ความที่ต้องดับนั้นต้องทําให้เกิดทุกข์แก่บุคคลผู้ยึดถือว่าเป็นของตน และอยากให้อยู่คงทนถาวร, หรือว่าอาการที่มันเกิดๆ ดับๆ นั้น มันย่อมทรมานจิตใจคนที่ยึดถือว่าเป็นของตน, หรือว่าอาการที่เกิดๆ ดับๆ นั้นย่อมแสดงความว่างจากสาระ ที่จะไปจับฉวยเอาเป็นจริงเป็นจังได้ เพราะมีแต่การเกิดๆ ดับๆ
…. สิ่งที่เรียกว่า “สุขเวทนา” กําลังหลงใหลมัวเมากันว่าเป็นความสุขสนุกสนาน เอร็ดอร่อย เพลิดเพลินนั้น ที่แท้ก็คือการเกิดการดับที่ถี่ยิบของสังขาร : หมายความว่า เวทนานั้นย่อมเกิดขึ้นมาจากผัสสะ ซึ่งเป็นการกระทบ มีการ เกิด-ดับ, เกิด-ดับ, เกิด-ดับ อยู่ทุกขณะที่ความคิดหรือความรู้สึกนั้นเปลี่ยนแปลงไป
…. ความรู้สึกเป็นสุขหรือสนุกสนานนั้น มันต้องเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่ว่ามันจะนิ่งวแน่ตายตัวลงไปอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วหยุดอยู่ ความสนุกสนานที่เดินไปเป็นเรื่องเป็นราวอย่างนั้นอย่างนี้นั้น คืออาการของการเกิด-ดับของสังขาร คือที่ปรุงเป็นความรู้สึกคิดนึกขึ้นมาได้ มองดูในลักษณะเช่นนี้ก็จะเห็นได้ว่า “เป็นมายา” ชนิดหนึ่ง เหมือนกับพยับแดด ซึ่งหลอกให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เข้าไปใกล้ก็ไม่มีอะไร ความรู้สึกที่เป็นสุขเวทนารู้สึกอยู่ในใจก็เป็นอย่างนั้น ถ้าโมหะครอบงำก็จะเห็นว่าเป็นตัวเป็นตน แต่พอสติปัญญาหรือความจริงเข้ามาเท่านั้น ก็ไม่มีตัวไม่มีตน กลายเป็นของที่เป็นเพียงมายา ไม่มีที่ตั้ง ไม่มีความเที่ยงแท้ถาวร จึงให้เกิดความทุกข์แก่บุคคล ที่เข้าไปยึดถือว่า..สุขเวทนานี้ของเรา”
.
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมบรรยายชุดมาฆบูชาเทศนา หัวข้อเรื่อง “อันธตมมุยหกถา ความมืดสูงสุด คือความมืดของผู้ไม่เห็นธรรม” บรรยายเมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๑ จากหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ เล่มชื่อว่า “มาฆบูชาเทศนา” หน้า ๗๗-๗๘
# ท. ส. ปัญญาวุฑโฒ - รวบรวม. #






#นิพพานถึงได้ในขณะมีชีวิตอยู่ได้ไหม?
#ถึงได้ในขณะที่มีชีวิตอยู่

#การปฏิบัติวิปัสสนาเจริญสติปัฏฐานเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
#จนเห็นสภาวะรูปนามตามความเป็นจริง
#ว่ามันเปลี่ยนแปลงตลอด #มันแตกดับ #เป็นทุกข์ตลอด
#มันเป็นอนัตตา #ไม่ใช่ตัวตน #ไม่ใช่ตัวเราของเรา
#เห็นแจ้งแทงตลอด
#ละ #ชำระกิเลสในใจของตนเอง

#แค่ระดับชั้นต้นโสดาบันก็รู้จักนิพพานแล้ว #เข้ากระแสนิพพานแล้ว
#แต่ก็ยังไม่หมดกิเลส
#กิเลสตัดได้บางส่วน

สกทาคามี อริยบุคคลที่ ๒ ก็จะมาสู่โลกนี้อีกครั้งหนึ่งก็ปรินิพพาน

ระดับที่ ๓ อนาคามีก็ไม่มาสู่โลกนี้แล้ว
สู่พรหมโลก ปรินิพพานในพรหมโลก
เป็นพระอรหันต์ที่นั่น ปรินิพพานที่นั่น

แต่ถ้าสูงสุดเป็นพระอรหันต์ก็เป็นอันว่าสิ้นสุด
ไม่มีการต้องเวียนว่ายตายเกิด ที่สุด

เพราะฉะนั้นยังมีชีวิตอยู่
อย่างพระอรหันต์ที่มีชีวิตอยู่ก็ท่านก็ไม่มีทุกข์ทางใจ
เพราะกิเลสหมดไปแล้ว
ใจไม่มีความเศร้าหมองเร่าร้อน
ก็เหลือแต่ทุกข์ทางกาย
ซึ่งมีขันธ์ ๕ ที่ยังเป็นวิบากเก่าอยู่
ได้ขันธ์ ๕ ที่เป็นวิบาก ที่เป็นผลของกรรมเกิดมา
แล้วก็ยังต้องแก่ ต้องเจ็บป่วยทางร่างกาย
แต่ไม่มีทุกข์ไม่มีเศร้าหมองทางจิตใจ

ไม่เหมือนกับปุถุชนเราที่ไม่ได้สดับ
ทุกข์กายแล้วก็ทุกข์ใจ
ใจทุกข์บางทีก็ส่งไปถึงกายทุกข์อีก
คนที่เศร้าหมอง คนที่ฟุ้งซ่าน
คนที่มีแต่ความเศร้าโศก มีแต่ฟุ้งซ่าน คิดมาก
ระบบร่างกาย สมอง อวัยวะต่าง ๆ ก็เดือดร้อนไปด้วย
มันตีกลับไปกลับมา
เป็นเหตุเป็นผล เป็นเหตุเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน

ธรรมบรรยาย ธรรมมาฆบูชา
ลานอมตธรรม ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔
.............................
ธัมโมวาท โดยหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา






#ความมักน้อยและสันโดษ
"...คำว่า ความมักน้อย และความสันโดษนี้ เป็นคำที่คลุมเคลืออยู่บ้างสำหรับฆราวาสกับนักบวช จึงเป็นเหตุให้เกิดความสงสัยแก่บรรดาผู้นับถือพระพุทธศาสนา ใคร่จะปฏิบัติธรรม ไม่กล้าตัดสินใจลงได้ ว่าควรจะทำอย่างไรถึงจะพอเหมาะกับธรรม และผู้ปฏิบัติบางรายอาจจะเกิด และตีความหมายไปในทางผิด ข้อข้องใจ ถ้าฆราวาสปฏิบัติต่อธรรมสองข้อนี้แล้ว จะเป็นการขัดแย้งต่อเศรษฐกิจของชาติและครอบครัว ซึ่งกำลังมุ่งความเจริญในหน้าที่การงานเป็นประจำอยู่ทั่วหน้ากัน แต่ถ้าคิดดูตามหลักของพระศาสนา ที่พระพุทธเจ้าทรงมีพระเมตตาต่อสัตว์โลกทั่วไปตามแต่จะทรงโปรดได้ในขั้นของธรรม และอุปนิสัยของเวไนยสัตว์ที่มีต่างกัน

คำว่าศีลธรรม เป็นหลักของพระศาสนา ก็ต้องมีหลายขั้น ทั้งขั้นต่ำ ขั้นกลาง และขั้นสูงสุด จึงจะสมกับพระองค์เป็นศาสดาเอกของโลกโดยแท้ เช่นเดียวกับนายแพทย์ที่ชาญฉลาด มียาหลายขนานเพื่อต้อนรับคนไข้ซึ่งมีโรคต่างๆกัน มารับยาฉนั้น เพราะฉนั้น ธรรมของพระองค์จึงมีมากและหลายประเภทด้วยกัน เพื่อผู้สนใจใคร่ต่อธรรม จะได้เลือกเอาตามกำลังและความสามารถของตนไปปฏิบัติ ให้ได้รับผลประโยชน์ ในโลกนี้และโลกหน้าเท่าที่ควร เมื่อกล่าวตามหลักความจริงแล้ว ซึ่งใครๆจะค้ดค้านไม่ได้ คือ ยาต้องขึ้นอยู่กับโรค ธรรม ก็ขึ้นอยู่กับผู้ใคร่ปฏิบัติ ที่ชอบธรรมหมวดใดบทใดเป็นสำคัญ ดังนั้น ยากับธรรมจึงสำคัญในการให้ผล ยาขึ้นอยู่กับโรค ธรรมขึ้นอยู่กับผู้ชอบปฏิบีติ คนไข้กับผู้ปฏิบัติ สำคัญในการรับยาและลงมือปฏิบัติธรรม

ฉนั้นความมักน้อยกับความสันโดษ จึงเป็นธรรมที่ให้ความน่าดูน่าชม และเป็นประโยชน์สำหรับผู้นำไปปฏิบัติให้ถูกต้องตามหน้าที่และฐานะของตน ทั้งนักบวชและฆราวาส ภาระที่จะประกอบในกิจบ้านการเรือนแล้ว เป็นผู้ควรน้อมนำความมักน้อยและความสันโดษมาปฏิบัติให้เต็มกำ เพราะความมักน้อยและความสันโดษ เป็นธรรมกางกั้นกิเลสตัณหาตัวหยาบๆที่จะไหลเลยฝั่งแห่งความพอดี. ความมักน้อยและความสันโดษ เป็นธรรมรักษาโลกและครอบครัวให้อยู่ในความเหมาะสม และความพอดี ทั้งเป็นเส้นบรรทัดเพื่อดัดนิสัยความมักมาก ให้ลงสู่ความพอดีนี้ได้..."

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน






ทุกสิ่งคืออารมณ์จิต
พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)

สภาวธรรมอันเป็นอารมณ์จิตคือกายกับใจ
สถานการณ์และสิ่งแวดล้อมที่เรารู้ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
แม้แต่วิชาความรู้ทางโลกศาสตร์ไหนที่เราเรียนมา
สิ่งนั้นก็คืออารมณ์จิต เป็นสภาวธรรมทั้งนั้น
เมื่อจิตสมาธิมันเป็นเองโดยธรรมชาติของสมาธิ สารพัดที่มันจะปรุงแต่งไป
บางทีบางท่านรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็ว่าจิตมันฟุ้งซ่าน แต่แท้ที่จริงมันเกิดปัญญา
ใครข้องใจอยู่ที่ไหน จิตใต้สำนึกมันยึดอะไรไว้ มันก็จะไปค้นคว้าอยู่ในสิ่งนั้น

บางท่านก็ว่าต้องให้มันอยู่ในกรอบแห่งธรรมะ
ท่านผู้นี้เข้าใจคำว่า ธรรมะ อยู่ในวงแคบ
เข้าใจว่า ธรรมะ มีแต่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ในเมื่อจิตไปถึงขั้นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วนี่
มันมีแต่ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น ทรงอยู่ ดับไป เกิดขึ้น ทรงอยู่ ดับไป
จิตมันไม่ได้ว่าดอก อันนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
พอมันจะเกิดความรู้ มันก็มาว่าเอาต่อเมื่อออกจากสมาธิมาแล้ว

ที่หลวงพ่อบอกว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นโลกวิทู
ในขณะที่จิตอยู่ในสมาธิขั้นสมถะ ไม่มีใครเชื่อ
หลวงพ่อเอาหลวงปู่เทสก์เป็นครู ไปกราบ จะไปถามปัญหาท่าน
ปัญหาที่จะถามยังไม่ได้ถาม ท่านตอบก่อน พอไปกราบ
“เออ...เจ้าคุณมาแล้ว ดีแล้ว จะพูดอะไรให้ฟัง
ผมพูดแล้วไม่มีใครเชื่อ มีแต่เจ้าคุณองค์เดียวจะเชื่อผม”
พอเสร็จแล้วท่านบอกว่าสมาธิในฌานมันโง่ สมาธิในอริยมรรคมันฉลาด
สมาธิในฌานมันไปรู้นิ่งอยู่ในสิ่งๆ เดียว
สมาธิในอริยมรรค พอจิตสงบแล้วมันมี วิตก วิจาร
วิตก ก็คือความคิดที่มันปรุงแต่งขึ้น
วิจาร ก็คือสติที่รู้พร้อมอยู่ในขณะจิตนั้น
เพราะฉะนั้นในเมื่อจิตมันเกิดปรุงแต่ง บางทีมันรู้อยู่ข้างใน บางทีไปรู้อยู่ข้างนอก
ผลที่มันมองเห็นได้ชัดก็คือ สติที่คอยจ้องรู้อยู่นั่นแหละ

ท่านบอกว่า บางทีจิตตัวหนึ่งมันปรุงแต่งไป อีกตัวหนึ่งมันเฝ้าดู
ไปถึงจุดจุดหนึ่ง มันแยกเป็น ๓ มิติ
มิติหนึ่ง คิดอยู่ไม่หยุด อีกมิติหนึ่ง เฝ้าดู
อีกมิติหนึ่ง นิ่งเฉยอยู่ในท่ามกลางของร่างกาย
แล้วท่านบอกว่า มิติที่คิดไม่หยุด คือ จิตเหนือสำนึก
ตัวที่เฝ้าดู คือ สติสัมปชัญญะ ตัวผู้รู้
ตัวนิ่งเฉยอยู่ คือ จิตใต้สำนึก ตัวคอยเก็บผลงาน
ท่านแยกแยะออกไปอย่างนี้

ทีนี้ในเมื่อมันปรุงไป ร่างกายหายไป
เหลือแต่จิตดวงเดียว นิ่ง สว่างไสว กิเลสทั้งหลายจะมาวนรอบจิต
พอถึงความสว่างของจิต มันจะตกไป ตกไปๆ เหมือนแมลงบินเข้ากองไฟ
ในที่สุดมันจะไป ถึงจุดที่เรียกว่า ฐีติภูตัง แบบหลวงปู่มั่นท่านอธิบายให้ฟัง

เพราะฉะนั้นช่วงใดจิตต้องการสงบ นิ่ง สว่าง ให้มันสว่างไป
ถ้าช่วงใดมันสงบแล้วเกิดความคิดผุดขึ้น ผุดขึ้นๆ ปล่อยให้มันคิดไป
เราเอาสติอย่างเดียว แต่อย่าลืมว่า
สิ่งที่จะพาให้เราพ้นทุกข์ สำเร็จอริยมรรคอริยผลจริงๆ นี่คือ ศีล ๕ ข้อ
ถ้าผู้สามารถรักษาศีล ๕ ให้ บริสุทธิ์สะอาดได้ ภาวนาไม่เป็นก็ไม่ตกนรก

: คัดมาจาก...หนังสือ ฐานิยปูชา ๒๕๕๒
รวมเกร็ดธรรมคำสอนของหลวงพ่อพุธ ฐานิโยด


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 38 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO