นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน อาทิตย์ 21 มิ.ย. 2026 3:54 pm

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: การทำสมาธิ
โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. 11 มิ.ย. 2026 10:48 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5341
พูดดีเข้าใจง่าย พูดร้ายเข้าใจยาก
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทฺโท)
...
คนที่ฉลาดแล้ว สอนไม่มากหรอก ถ้าคน
ไม่ฉลาด สอนมากแค่ไหน ... ก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง
แต่มันเกี่ยวกับคนสอนด้วยนะ
โดยมากคนเรา เวลาไม่สบายใจจึงสอน
อย่างเราจะสอนลูกเรา เราโกรธแล้วจึงสอน
มันก็ด่ากันเท่านั้นหล่ะ ไม่ยอมสอนกันดีๆหรอก
ก็คนใจไม่ดี ไปสอนกันทำไม อาตมาว่า
อย่าไปสอนในเวลานั้น ให้ใจมันสบายก่อน
มันจะผิดอย่างไร ก็เอาไว้ก่อน ให้มันใจดีๆ
ซะก่อน นี่โยมจำไว้นะ อาตมาสังเกตโยม
สอนลูกแต่เวลาโมโหเท่านั้นละ มันก็เจ็บใจละซิ
เอาของไม่ดีให้เขา เขาจะเอาทำไม
ตัวเราก็เป็นทุกข์ ลูกเราก็เป็นทุกข์ นี่มันเป็น
อย่างนี้ คนเรามันชอบดีๆ ทั้งนั้นละ แต่ความดี
เราไม่พอ ให้ความดีมันไม่เป็นเวลา ไม่รู้จัก
บทบาท ไม่รู้จักกาลเวลา มันก็เป็นไปไม่ได้
อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น อาหารที่มันอร่อย
เราต้องทานทางปาก มันจะเกิดประโยชน์
ลองเอาเข้าทางหูซิ มันจะเกิดประโยชน์ไหม
อาหารอร่อยๆ จะมีประโยชน์ไหม คนเรามัน
มีประตูเหมือนกันละ ต้องเข้าหาประตู
ทุกคนก็เป็นอย่างนั้น ...





"...สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน
เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและมั่นใจในสิ่งนั้น
กลับมาเป็นปัจจุบันก็เป็นไปไม่ได้

ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์
แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้นเป็นสิ่งไม่ควรไป
ยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต...อนาคตปล่อยไว้
ตามกาลของมัน ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จ
ประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้
ไม่สุดวิสัย..."

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต







"...จะมีสติได้ ต้องมีศีล ทุกคนต้องมีศีล
จึงจะเป็นคนดีได้ คนไม่มีศีล ทำอะไร
ก็ผิดๆ เหมือนเรือไม่มีหางเสือ เพราะฉะ
นั้นทุกคนต้องมีศีล ไม่ว่าจะเล่าเรียนอะไร
จะมีอาชีพอะไรศีล เป็นของคน ทุกคน

ศีล ทำคนให้เป็นคน ทำมนุษย์ ให้เป็น
เทวดา คนไม่มี ศีล ก็เหมือนสัตว์ ทำอะ
ไรไปตามกิเลสชักนำ กิเลส คือโลภ โกรธ
หลง มันคอยชวนคนให้ทำผิดตลอดเวลา
คนที่ไม่ได้ศึกษาธรรม ย่อม ไม่รู้จักมัน
หลงเชื่อมัน ทำตามมัน มันก็พาไปพบทุกข์

คนไม่รู้ ก็คิดว่าเป็นความสุข รูป รส กลิ่น
เสียง พอหลงตามไปแล้ว ทีหลังจึงรู้ว่า
มันเป็นสุขปลอม เป็นสุขแต่ข้างนอก
ข้างในเป็นทุกข์ ตอนแรกๆ สนุกสนาน
นานไปได้ทุกข์ยากหนักๆ เข้า ตกนรก
ทั้งเป็น ตายแล้วก็ยังตกนรกอีก

คนฉลาด ต้องรีบเร่งศึกษาธรรม
ท่านทั้งหลาย เป็นนักศึกษา ศึกษาทางโลก
มากแล้ว มาศึกษาธรรมะเสียบ้าง เป็นการดี (เป็นการ)ถูกต้อง

ขั้นแรก คือ ศีล
ศีลห้านั่นแหละ พอแล้วถือให้มันดี ๆ ให้มั่นคง
ให้บริสุทธิ์ พอแล้ว ท่านว่าถือตามฐานะ
พวกท่านเป็นนักศึกษาศีลห้า ก็ดีแล้ว ถ้าใคร
ถึงศีลแปด ก็ยิ่งดี ถ้าทำได้

ศีล เป็นเครื่องระงับ สงบ กายวาจา กาย วาจา
สงบ จิตก็สงบ เมื่อจิตสงบก็ตั้งมั่น เกิดเป็น
สมาธิ จิต มีอำนาจ มีกำลังเมื่อจิตตั้งมั่น
แท้แล้ว อยากรู้อะไร ก็ได้รู้ เกิดปัญญาเห็นแจ้ง

เมื่อมีปัญญาแล้ว ก็ไม่หลงอะไร อีกต่อไป ไม่ทำ
อะไรผิด มีสติ รู้เท่าทันอะไรถูก อะไรผิด เมื่อ
ไม่ทำอะไรผิด ความทุกข์ก็ไม่มี มีปัญญา รู้
ตามความเป็นจริง ความเศร้าโศก เสียใจอะไร
ก็ไม่มี เพราะรู้แล้วว่า มันเป็นอย่างนั้นเอง

ความพลัดพรากจากของรัก ความไม่ได้สิ่งที่
อยากได้ ความไม่ได้ สิ่งที่อยากเป็น เหล่านี้
เป็นของธรรมดา ไม่ใช่ เรื่องสำหรับเศร้าโศก
เสียใจ มีปัญญา เห็นจริงอย่างนี้แล้ว คิดอะไร
ก็ดี ทำอะไร ก็ดี พูดอะไรก็ดี ดี ทั้งนั้น..."

หลวงปู่ขาว อนาลโย
วัดถ้ำกลองเพลจ.หนองบัวลำภู






“อย่ามุ่งหมายความสุข อันประเสริฐอะไร ๆ
ให้มากไปกว่า ความปกติของจิตที่ไม่ยินดี
ยินร้าย ไม่ขึ้น ไม่ลง ไปตามอารมณ์ที่กระทบ
เพราะไม่มีสุขอะไร ประเสริฐยิ่งไปกว่า
ความปกติของจิตนั้น” ...
...
พุทธทาสภิกขุ




“..โลกอยู่ได้ด้วยเมตตา คือความเอ็นดูสงสารกันทุกตัวสัตว์ที่มีชีวิตครองตัวอยู่ ไม่พึงเบียดเบียนทำลายกันด้วยความโกรธแค้น หรือด้วยความเห็นแก่ปากแก่ท้อง ซึ่งไม่มีประมาณแห่งความอิ่มพอและไม่มีทางสิ้นสุดแห่งการทำลายกัน พระพุทธเจ้าทรงเห็นโทษของมันด้วยพระปัญญาอันแหลมคมไม่มีทางสงสัย และทรงเห็นคุณในความเมตตาว่า เป็นธรรมอ่อนโยนและสมัครสมานรักใคร่ไมตรีต่อกันระหว่างสัตว์โลกทุกชั้นทุกภูมิ ซึ่งมีความรักสุขเกลียดทุกข์เสมอหน้ากัน จึงประทานไว้เพื่อความมั่นคงแห่งสันติสุขแก่โลกตลอดกาลนาน หากเมตตาธรรมยังมีอยู่ในใจของสัตว์โลกอยู่ตราบใด โลกยังจะมีหวังความสุขความสมหวังอยู่ตราบนั้น แต่ถ้าเมตตาได้ห่างเหินจากใจของสัตว์โลกกาลใด กาลนั้นแม้สัตว์โลกจะมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยเครื่องอุปโภคบริโภคนานาชนิดอย่างพึงพอใจก็ตาม แต่จะไม่มีความสงบสุขตกค้างอยู่ในวงสัตว์โลกนั้น ๆ เลย ส่วนที่ได้รับจะมีแต่ความเดือดร้อนขุ่นเคืองไปทุกหย่อมหญ้า..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






ในขณะที่เราโลภอยากได้ เราจะเห็น
สิ่งที่อยากได้ว่าดีทุกอย่าง ไม่มีข้อเสีย
ในทำนองเดียวกัน ในขณะที่โกรธ
เราจะเห็นสิ่งหรือบุคคลที่เราโกรธว่าเลว
บริสุทธิ์ ไม่มีข้อดีเสียเลย แต่ที่จริงแล้ว
ความโลภและความโกรธก็สักแต่ว่าเป็นพลัง

สำหรับผู้ที่พัฒนาจิตใจถูกต้องตรงตาม
หลักคำสอนของพระพุทธเจ้า พลังความโลภ
ก็สามารถทำให้กลายเป็นพลังศรัทธา
พลังความโกรธก็สามารถทำให้กลายเป็น
พลังปัญญา

นักปฏิบัติธรรมที่ยังไม่สามารถเอาชนะ
ความโลภ ความโกรธ อย่าเพิ่งท้อแท้ใจ
ไม่ต้องไปหักห้ามทัดทานมันมาก แต่ควร
น้อมพลังความคิดไปทางบวกให้ตั้งมั่นอยู่ใน
คุณพระศรีรัตนตรัยจนกลายเป็นศรัทธา
ไม่หวั่นไหว ให้น้อมพลังความโกรธไปสู่
การพิจารณาโทษ ทุกข์ ในวัฏสงสาร
จนกลายเป็นปัญญา ...
...
พระอาจารย์ชยสาโร






“..การภาวนานั้นไม่ใช่ว่านั่งหลับตาภาวนาอย่างเดียว การภาวนานั้นตลอดเวลา การยืน
การเดิน การนั่ง การนอน ให้มีสติประคับประคองอยู่เสมอเลยทีเดียว

บัดนี้มีความทุกข์เกิดขึ้นมาแล้ว ก็ทวนดูซิ อันนี้มันก็ไม่แน่นอนหรอก เรื่องมันไม่จริงทั้งนั้นน่ะ เราต้องเตือนอยู่เช่นนี้ เมื่อมันมีสุขเกิดขึ้นมาแล้ว สุขนี้มันก็ไม่แน่เหมือนกันนั่นแหละ เคยสุขมาแล้วมันก็เป็นอย่างนั้นแหละ เดี๋ยวมันก็ทุกข์ เดี๋ยวมันก็สุข เป็นของไม่แน่นอนทั้งนั้น

ถ้าเราเห็นอารมณ์เมื่อใด ถูกอารมณ์ขึ้นมาเมื่อใด มันจะดีใจ เราก็ต้องบอกมัน เตือนมัน ว่าความดีใจมันก็ไม่แน่นอนหรอก เป็นแต่ความไม่จริงทั้งนั้นแหละ มันหลอกลวงทั้งนั้น เมื่อความทุกข์เกิดขึ้นมา ก็ว่ามันไม่แน่นอน เป็นสิ่งที่หลอกลวงทั้งนั้นแหละ เป็นความรู้สึกเท่านั้นแหละ

ความเป็นจริงแล้ว ความสุขหรือความทุกข์นั้นไม่มี มันมีแต่ความรู้สึก รู้สึกว่าสุข รู้สึกว่าทุกข์ ถ้ามีความชอบใจก็รู้สึกว่าสุข ไม่ชอบใจก็รู้สึกว่าทุกข์ ตัวสุขตัวทุกข์จริงๆมันไม่มี มันเป็นแต่เพียงแต่ความรู้สึก

ถ้าเราคิดได้เช่นนี้ เราก็เห็นของปลอมตลอดเวลา รู้จักอารมณ์ อารมณ์อันนี้ก็ไม่ต้องว่าไปสอบอารมณ์ การภาวนาไม่ต้องไปสอบอารมณ์เมื่อเรามีสติตลอดเวลาทุกวันทุกนาที มันจะรู้จักอารมณ์ เมื่อเราทำผู้รู้ให้ตื่นอยู่เสมอแล้ว มันจะเห็นสุขหรือทุกข์ ชอบไม่ชอบ จะเห็นอยู่ตลอดเวลา มันจะทวนลงไปทีเดียวว่ามันไม่แน่..สุขเกิดขึ้นมาอันนี้ก็ไม่แน่นอนเหมือนกัน อย่าไปหมายมั่นมันเลย ทุกข์เกิดขึ้นมาเราก็ว่าเลยว่า อันนี้มันก็ไม่แน่เหมือนกันนะ

มันแน่อยู่ตรงไหนเล่า มันแน่อยู่ตรงที่มันไม่แน่ มันเป็นอยู่อย่างนั้นเอง อันนี้เป็นเหตุให้สุขทุกข์และอารมณ์ทั้งหลายเหล่านี้ไม่มีกำลัง เสื่อม เมื่อสิ่งทั้งหลายนี้มันเสื่อมไป อุปาทาน (ความยึดมั่น) ของเราก็น้อย ก็ปล่อยวาง
นี่เป็นเรื่องของธรรมชาติ เรื่องของธรรมดาเช่นนี้..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถระ (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี
ที่มา ตามดูจิต







#วิธีการทำสมาธิ..!!
"คือทำให้เป็นระเบียบ" พระพุทธองค์ องค์
สัมมาสัมพุทธเจ้า ที่สอนไว้ตามที่พระองค์
ทรงบำเพ็ญมาแล้ว เป็นตัวอย่างที่ดีงาม
และทันสมัยเวลาด้วย คือ..

#กิริยายืนทำสมาธิ_๑
#กิริยาเดินทำสมาธิ_๑
#กิริยานั่งทำสมาธิ_๑
#กิริยานอนทำสมาธิ_๑

อริยาบถทั้ง ๔ นี้ประกอบสมาธิ ในเวลาใด เวลานั้นเรียกว่าภาวนามัยกุศลบุญสำเร็จด้วยการภาวนา ภาวนาแปลว่าการทำความดี ให้เกิดมีขึ้นในตน และเป็นกิจที่ทั่วไปแก่ภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ใครทำได้ย่อมเป็นกุศล กรรมสิทธิ์เฉพาะตัวผู้ทำ ผู้ที่เชื่อ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธแล้ว ควรประพฤติตนโดยจริงแท้

#อธิบายอริยาบถ_๔

#กิริยายืน ก็ให้ประกอบภาวนาอย่างเดียวกัน ให้เปลี่ยนแต่อิริยาบถเท่านั้น คือยืนโดยกิริยาสำรวมจิต ยืนให้ตรง ดำรงสติให้มั่น แล้ววางมือขวาทับมือซ้าย คว่ำมือทั้งสอง หลับตาหรือลืมตาสุดแท้แต่จะสะดวกในการทำของตน ไม่มีการห้ามอะไร แล้วเพ่ง พุทฺโธ กับจิตให้รวมลงเฉพาะกาย เฉพาะจิตที่รู้ จนจิตตั้งมั่นได้

#กิริยาเดิน นั้นเรียกว่า เดินจงกรม เดินโดยกริยาอย่างนี้คือ ให้กำหนดทางสั้น ยาว กว้าง แคบ สุดแท้แต่เราต้องการ และควรทำทางให้เสมอ ไม่ให้สูงๆ ต่ำๆ เพื่อสะดวกแก่การเดิน จะเดินเร็วหรือช้า ก้าวขาสั้นยาวสุดแท้แต่สะดวก และอย่าเงยหน้านัก อย่าก้มหน้านัก ให้พอดี แล้วให้สำรวมจักษุพอควร วางมือทั้งสองลงข้างหน้าทับกันเหมือนกับยืน ตลอดการทำจิตก็เหมือนกับอิริยาบถที่กล่าวแล้ว

#กิริยานั่ง จะอธิบายเป็นแบบอย่างไว้อีก คือให้วิรัติเจตนาละเว้นในองค์ศีล ๕, ศีล ๘, ศีล ๑๐, ศีล ๒๒๗ ตามขั้นภูมิของตนให้บริสุทธิ์ก่อน เมื่อเห็นว่า เรามีศีลบริสุทธิ์แล้ว ให้เข้านั่งตามระเบียบ คือนั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย นั่งไหว้ประณมมือก่อน แล้วระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นที่พึ่งของตน ว่าเมตตาพรหมวิหาร ๔ แล้วว่า พุทฺโธ เม นาโถ ธมฺโม เม นาโถ สงฺโฆ เม นาโถ จบแล้วประณมมือไหว้แล้ววางลงข้างหน้า บริกรรมภาวนาว่าคำเดียว เหนื่ยวเป็นอารมณ์คือ พุทโธ เท่านี้ ให้สำรวมจิตไว้ในกาย อย่าส่งจิตออกไปข้างนอก ให้เพ่งดูแต่กายของตนเอง คือเพ่งดูธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ แล้วปล่อยวางอาการเสีย เอาจิต กับ พุทโธ ตั้งไว้ที่ลมหายใจเข้าออก ทำความรู้อยู่อย่าให้ลืมตัวจึงจะถูก คำว่า พุทโธ เพราะ พุทโธ แปลว่าผู้ตื่นอยู่ได้แก่ผู้มีสตินั้นเอง

#กิริยานอน นั้นคือนอนตะแคงข้างขวา เอามือขวาวางรองศีรษะ ยืดมือซ้ายไปตามตัว ไม่นอนขต นอนคว่ำ นอนหงาย ให้นอนตะแคงข้างขวา นอนโดยกิริยาเช่นนี้ เป็นกิริยาที่ดีงาม และเป็นกิริยาที่กล้าหาญ เป็นกิริยาที่มีชัย ไม่เศร้าโศก เป็นกิริยาที่ไม่จนใจ เป็นกิริยาที่ทรงศีล ทรงธรรม เมื่อทำได้เช่นนี้แล้ว ให้สำรวมสติ ให้มั่นอยู่ด้วยคำบริกรรมภาวนาประจำอิริยาบถนั้น

#อิริยาบททั้ง_๔_นี้ เป็นแต่เปลี่ยนแปลงพักผ่อนอิริยาบถของกาย ส่วนทำภาวนานั้นคงที่ตามเดิม อย่าปล่อยอารมณ์เดิมที่ตนภาวนาอยู่ คอยสำรวจระวังรักษาจิตไว้ทุกอิริยาบถ แต่ที่จริงผู้ฝึกหัดใหม่ ในเบื้องต้นนั้น ควรทำในอิริยาบถ ๒ ไว้ให้มากก่อน คืออิริยาบถนั่ง ๑ อิริยาบถเดินจงกรม ๑ อิริยาบถทั้งสองนี้ควรประกอบในภาวนาให้มากๆ จิตจักเป็นสมาธิได้ง่าย ส่วนอิริยาบถยืนและนอนจิตไม่สู้จะรวมง่าย เวลานอนภาวนาจะกลายให้หลับไปก็ได้ ส่วนอิริยาบถยืน จิตไม่สู้จะรวมสนิทดี ถ้าเป็นผู้ชำนาญแล้วเห็นว่าไม่ขัดข้องในการทำสมาธิของตนแล้ว ให้ทำในอิริยาบถทั้ง ๔ เสมอๆ ยิ่งดีไม่มีห้าม ทำได้ทุกลมหายใจเข้าออกได้ยิ่งดีมาก​ การนอนตะแคงข้างขวานั้นเรียกว่า.. ! สีหไสยาสน์ ราชสีห์นอน ตะแคงข้างซ้ายนั้นเรียกว่า กามโภคี คือกิริยาที่หนักในทางกาม นอนคว่ำนั้นเรียกว่า ดิรัจฉานไสยาสน์ นอนเหมือนสัตว์บางจำพวก เป็นโมหะกิริยา คือกิริยาที่มืด นอนหงายเรียกว่า เปรตไสยาสน์ นอนกิริยาเปรตและคนที่ตาย เป็นกิริยาที่แพ้ เป็นกิริยาที่สิ้นท่าสิ้นทาง เมื่อนอนหลับลมเดินแรง อาจจะอ้าปากและกรนไปต่างๆ แต่ไม่ห้ามเด็ดขาดที่เดียว จะเปลี่ยนแปลงก็ได้พอหายเมื่อย เมื่อจะทำจิตจริงๆ แล้วก็เปลี่ยนไปหาอิริยาบถที่ถูกต้องเสียแล้วทำจิตให้มีสติ
รักษาจิตให้มั่นคงองอาจ จนจิตเป็นสมาธิ อุบายทั้งหลายที่กล่าวมานี้ เป็นเหตุให้จิตตั้งมั่นแน่นอนลงเป็นขณิกสมาธิบ้าง อุปจาร
สมาธิบ้าง​ อัปปนาสมาธิบ้าง .."

"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
#พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
#พระอาจารย์ลี_ธมฺมธโร
วัดอโศการาม ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง
จังหวัดสมุทรปราการ (พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔)







“..สิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตในจักรวาล มีนับไม่ถ้วนรวมแล้วมี รูปกับนาม สองอย่างเท่านั้น นามเดิม ก็คือ ความว่างของจักรวาล เข้าคู่กันเป็น เหตุเกิด ตัวอวิชชา เกิดเหตุก่อ ที่ใดมีรูป ที่นั้นต้องมีนาม ที่ใดมีนาม ที่นั้นต้องมีรูป รูปนามรวมกัน เป็นเหตุเกิดปฏิกิริยา ให้เปลี่ยนแปลงตลอดกาล และเกิดกาลเวลาขึ้น คือรูปย่อมมีความดึงดูดซึ่งกันและกัน จึงเป็นเหตุให้รูปเคลื่อนไหว และหมุนรอบตัวเองตามปัจจัย รูปเคลื่อนไหวได้ ต้องมีนาม ความว่างคั่นระหว่างรูป รูปจึงเคลื่อนไหวได้
เมื่อสภาวธรรมเป็นอย่างนี้ สรรพสิ่งของวัตถุ สสารมีชีวิต และไม่มีชีวิตจึงต้องเปลี่ยนแปลง เป็นไตรลักษณ์ เกิด ดับ สืบต่อทุกขณะจิตไม่มีวันหยุดนิ่งให้คงทนเป็นปัจจุบันได้
จิต วิญญาณ ก็เกิดมาจาก รูปนามของจักรวาล มันเป็นมายาหลอกลวงแล้วเปลี่ยนแปลงให้คนหลง จากรูปนามไม่มีชีวิต เปลี่ยนมาเป็นรูปนามที่มีชีวิต จากรูปนามที่มีชีวิต มาเป็นรูปนามมีชีวิตที่มีจิตวิญญาณ แล้วจิตวิญญาณก็เปลี่ยนแปลงแยกออกจากกัน คงเหลือแต่ นามว่างที่ปราศจากรูป นี้ เป็นจุดสุดยอดของการหลอกลวงของรูปนาม
ต้นเหตุเกิดรูปนามของจักรวาลนั้น เป็นเหตุเกิด รูปนามพิภพ ต่างๆ ตลอดจนดวงดาวนับไม่ถ้วน เพราะไม่มีที่สิ้นสุด รูปนามพิภพต่างๆ เป็นเหตุให้เกิด รูปนามพืช รูปนามพืชเป็นเหตุให้เกิด รูปนามสัตว์ เคลื่อนไหวได้ จึงเรียกกันว่า เป็นสิ่งมีชีวิต
ความจริง รูปนามจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตมันก็เคลื่อนไหวได้ เพราะมันมีรูปกับนาม เป็นเหตุเป็นผลให้เกิดปฏิกิริยาอยู่ในตัว ให้เคลื่อนไหวตลอดกาล และ(เกิด) การเปลี่ยนแปลง บางอย่าง เรามองด้วยตาเนื้อไม่เห็น จึงเรียกกันว่าเป็นสิ่งไม่มีชีวิต
เมื่อรูปนามของพืชเปลี่ยนมาเป็นรูปนามของสัตว์ เป็นจุดตั้งต้นชีวิตของสัตว์ และเป็นเหตุให้เกิด จิต วิญญาณ การแสดง การเคลื่อนไหว เป็นเหตุให้เกิดกรรม..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระราชวุฒาจารย์
(หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ (พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)







ถ้าสติ สัมปชัญญะ ความเพียร สมบูรณ์
ทั้งสามข้อและสามัคคีกัน สมาธิย่อมเกิดขึ้น
และสมาธิที่เกิดขึ้นนั้นจะมีคุณสมบัติที่เป็น
เอกลักษณ์ คือ กัมมนีโย (การควรแก่งาน
คือการเจริญปัญญา) ถ้าภาวนาแล้วรู้สึก
เหมือนเดินเข้าไปในทางตัน มักเป็นเพราะว่า
องค์ใดองค์หนึ่งในสามบกพร่อง คงต้อง
กลับมาปรับปรุงแก้ไขในสามองค์ประกอบนี้ ...
...
พระอาจารย์ชยสาโร





“..สิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตในจักรวาล มีนับไม่ถ้วนรวมแล้วมี รูปกับนาม สองอย่างเท่านั้น นามเดิม ก็คือ ความว่างของจักรวาล เข้าคู่กันเป็น เหตุเกิด ตัวอวิชชา เกิดเหตุก่อ ที่ใดมีรูป ที่นั้นต้องมีนาม ที่ใดมีนาม ที่นั้นต้องมีรูป รูปนามรวมกัน เป็นเหตุเกิดปฏิกิริยา ให้เปลี่ยนแปลงตลอดกาล และเกิดกาลเวลาขึ้น คือรูปย่อมมีความดึงดูดซึ่งกันและกัน จึงเป็นเหตุให้รูปเคลื่อนไหว และหมุนรอบตัวเองตามปัจจัย รูปเคลื่อนไหวได้ ต้องมีนาม ความว่างคั่นระหว่างรูป รูปจึงเคลื่อนไหวได้
เมื่อสภาวธรรมเป็นอย่างนี้ สรรพสิ่งของวัตถุ สสารมีชีวิต และไม่มีชีวิตจึงต้องเปลี่ยนแปลง เป็นไตรลักษณ์ เกิด ดับ สืบต่อทุกขณะจิตไม่มีวันหยุดนิ่งให้คงทนเป็นปัจจุบันได้
จิต วิญญาณ ก็เกิดมาจาก รูปนามของจักรวาล มันเป็นมายาหลอกลวงแล้วเปลี่ยนแปลงให้คนหลง จากรูปนามไม่มีชีวิต เปลี่ยนมาเป็นรูปนามที่มีชีวิต จากรูปนามที่มีชีวิต มาเป็นรูปนามมีชีวิตที่มีจิตวิญญาณ แล้วจิตวิญญาณก็เปลี่ยนแปลงแยกออกจากกัน คงเหลือแต่ นามว่างที่ปราศจากรูป นี้ เป็นจุดสุดยอดของการหลอกลวงของรูปนาม
ต้นเหตุเกิดรูปนามของจักรวาลนั้น เป็นเหตุเกิด รูปนามพิภพ ต่างๆ ตลอดจนดวงดาวนับไม่ถ้วน เพราะไม่มีที่สิ้นสุด รูปนามพิภพต่างๆ เป็นเหตุให้เกิด รูปนามพืช รูปนามพืชเป็นเหตุให้เกิด รูปนามสัตว์ เคลื่อนไหวได้ จึงเรียกกันว่า เป็นสิ่งมีชีวิต
ความจริง รูปนามจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตมันก็เคลื่อนไหวได้ เพราะมันมีรูปกับนาม เป็นเหตุเป็นผลให้เกิดปฏิกิริยาอยู่ในตัว ให้เคลื่อนไหวตลอดกาล และ(เกิด) การเปลี่ยนแปลง บางอย่าง เรามองด้วยตาเนื้อไม่เห็น จึงเรียกกันว่าเป็นสิ่งไม่มีชีวิต
เมื่อรูปนามของพืชเปลี่ยนมาเป็นรูปนามของสัตว์ เป็นจุดตั้งต้นชีวิตของสัตว์ และเป็นเหตุให้เกิด จิต วิญญาณ การแสดง การเคลื่อนไหว เป็นเหตุให้เกิดกรรม..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระราชวุฒาจารย์
(หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ (พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)






“..โลกอยู่ได้ด้วยเมตตา คือความเอ็นดูสงสารกันทุกตัวสัตว์ที่มีชีวิตครองตัวอยู่ ไม่พึงเบียดเบียนทำลายกันด้วยความโกรธแค้น หรือด้วยความเห็นแก่ปากแก่ท้อง ซึ่งไม่มีประมาณแห่งความอิ่มพอและไม่มีทางสิ้นสุดแห่งการทำลายกัน พระพุทธเจ้าทรงเห็นโทษของมันด้วยพระปัญญาอันแหลมคมไม่มีทางสงสัย และทรงเห็นคุณในความเมตตาว่า เป็นธรรมอ่อนโยนและสมัครสมานรักใคร่ไมตรีต่อกันระหว่างสัตว์โลกทุกชั้นทุกภูมิ ซึ่งมีความรักสุขเกลียดทุกข์เสมอหน้ากัน จึงประทานไว้เพื่อความมั่นคงแห่งสันติสุขแก่โลกตลอดกาลนาน หากเมตตาธรรมยังมีอยู่ในใจของสัตว์โลกอยู่ตราบใด โลกยังจะมีหวังความสุขความสมหวังอยู่ตราบนั้น แต่ถ้าเมตตาได้ห่างเหินจากใจของสัตว์โลกกาลใด กาลนั้นแม้สัตว์โลกจะมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยเครื่องอุปโภคบริโภคนานาชนิดอย่างพึงพอใจก็ตาม แต่จะไม่มีความสงบสุขตกค้างอยู่ในวงสัตว์โลกนั้น ๆ เลย ส่วนที่ได้รับจะมีแต่ความเดือดร้อนขุ่นเคืองไปทุกหย่อมหญ้า..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






#วิธีการทำสมาธิ..!!
"คือทำให้เป็นระเบียบ" พระพุทธองค์ องค์
สัมมาสัมพุทธเจ้า ที่สอนไว้ตามที่พระองค์
ทรงบำเพ็ญมาแล้ว เป็นตัวอย่างที่ดีงาม
และทันสมัยเวลาด้วย คือ..

#กิริยายืนทำสมาธิ_๑
#กิริยาเดินทำสมาธิ_๑
#กิริยานั่งทำสมาธิ_๑
#กิริยานอนทำสมาธิ_๑

อริยาบถทั้ง ๔ นี้ประกอบสมาธิ ในเวลาใด เวลานั้นเรียกว่าภาวนามัยกุศลบุญสำเร็จด้วยการภาวนา ภาวนาแปลว่าการทำความดี ให้เกิดมีขึ้นในตน และเป็นกิจที่ทั่วไปแก่ภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ใครทำได้ย่อมเป็นกุศล กรรมสิทธิ์เฉพาะตัวผู้ทำ ผู้ที่เชื่อ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธแล้ว ควรประพฤติตนโดยจริงแท้

#อธิบายอริยาบถ_๔

#กิริยายืน ก็ให้ประกอบภาวนาอย่างเดียวกัน ให้เปลี่ยนแต่อิริยาบถเท่านั้น คือยืนโดยกิริยาสำรวมจิต ยืนให้ตรง ดำรงสติให้มั่น แล้ววางมือขวาทับมือซ้าย คว่ำมือทั้งสอง หลับตาหรือลืมตาสุดแท้แต่จะสะดวกในการทำของตน ไม่มีการห้ามอะไร แล้วเพ่ง พุทฺโธ กับจิตให้รวมลงเฉพาะกาย เฉพาะจิตที่รู้ จนจิตตั้งมั่นได้

#กิริยาเดิน นั้นเรียกว่า เดินจงกรม เดินโดยกริยาอย่างนี้คือ ให้กำหนดทางสั้น ยาว กว้าง แคบ สุดแท้แต่เราต้องการ และควรทำทางให้เสมอ ไม่ให้สูงๆ ต่ำๆ เพื่อสะดวกแก่การเดิน จะเดินเร็วหรือช้า ก้าวขาสั้นยาวสุดแท้แต่สะดวก และอย่าเงยหน้านัก อย่าก้มหน้านัก ให้พอดี แล้วให้สำรวมจักษุพอควร วางมือทั้งสองลงข้างหน้าทับกันเหมือนกับยืน ตลอดการทำจิตก็เหมือนกับอิริยาบถที่กล่าวแล้ว

#กิริยานั่ง จะอธิบายเป็นแบบอย่างไว้อีก คือให้วิรัติเจตนาละเว้นในองค์ศีล ๕, ศีล ๘, ศีล ๑๐, ศีล ๒๒๗ ตามขั้นภูมิของตนให้บริสุทธิ์ก่อน เมื่อเห็นว่า เรามีศีลบริสุทธิ์แล้ว ให้เข้านั่งตามระเบียบ คือนั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย นั่งไหว้ประณมมือก่อน แล้วระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นที่พึ่งของตน ว่าเมตตาพรหมวิหาร ๔ แล้วว่า พุทฺโธ เม นาโถ ธมฺโม เม นาโถ สงฺโฆ เม นาโถ จบแล้วประณมมือไหว้แล้ววางลงข้างหน้า บริกรรมภาวนาว่าคำเดียว เหนื่ยวเป็นอารมณ์คือ พุทโธ เท่านี้ ให้สำรวมจิตไว้ในกาย อย่าส่งจิตออกไปข้างนอก ให้เพ่งดูแต่กายของตนเอง คือเพ่งดูธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ แล้วปล่อยวางอาการเสีย เอาจิต กับ พุทโธ ตั้งไว้ที่ลมหายใจเข้าออก ทำความรู้อยู่อย่าให้ลืมตัวจึงจะถูก คำว่า พุทโธ เพราะ พุทโธ แปลว่าผู้ตื่นอยู่ได้แก่ผู้มีสตินั้นเอง

#กิริยานอน นั้นคือนอนตะแคงข้างขวา เอามือขวาวางรองศีรษะ ยืดมือซ้ายไปตามตัว ไม่นอนขต นอนคว่ำ นอนหงาย ให้นอนตะแคงข้างขวา นอนโดยกิริยาเช่นนี้ เป็นกิริยาที่ดีงาม และเป็นกิริยาที่กล้าหาญ เป็นกิริยาที่มีชัย ไม่เศร้าโศก เป็นกิริยาที่ไม่จนใจ เป็นกิริยาที่ทรงศีล ทรงธรรม เมื่อทำได้เช่นนี้แล้ว ให้สำรวมสติ ให้มั่นอยู่ด้วยคำบริกรรมภาวนาประจำอิริยาบถนั้น

#อิริยาบททั้ง_๔_นี้ เป็นแต่เปลี่ยนแปลงพักผ่อนอิริยาบถของกาย ส่วนทำภาวนานั้นคงที่ตามเดิม อย่าปล่อยอารมณ์เดิมที่ตนภาวนาอยู่ คอยสำรวจระวังรักษาจิตไว้ทุกอิริยาบถ แต่ที่จริงผู้ฝึกหัดใหม่ ในเบื้องต้นนั้น ควรทำในอิริยาบถ ๒ ไว้ให้มากก่อน คืออิริยาบถนั่ง ๑ อิริยาบถเดินจงกรม ๑ อิริยาบถทั้งสองนี้ควรประกอบในภาวนาให้มากๆ จิตจักเป็นสมาธิได้ง่าย ส่วนอิริยาบถยืนและนอนจิตไม่สู้จะรวมง่าย เวลานอนภาวนาจะกลายให้หลับไปก็ได้ ส่วนอิริยาบถยืน จิตไม่สู้จะรวมสนิทดี ถ้าเป็นผู้ชำนาญแล้วเห็นว่าไม่ขัดข้องในการทำสมาธิของตนแล้ว ให้ทำในอิริยาบถทั้ง ๔ เสมอๆ ยิ่งดีไม่มีห้าม ทำได้ทุกลมหายใจเข้าออกได้ยิ่งดีมาก​ การนอนตะแคงข้างขวานั้นเรียกว่า.. ! สีหไสยาสน์ ราชสีห์นอน ตะแคงข้างซ้ายนั้นเรียกว่า กามโภคี คือกิริยาที่หนักในทางกาม นอนคว่ำนั้นเรียกว่า ดิรัจฉานไสยาสน์ นอนเหมือนสัตว์บางจำพวก เป็นโมหะกิริยา คือกิริยาที่มืด นอนหงายเรียกว่า เปรตไสยาสน์ นอนกิริยาเปรตและคนที่ตาย เป็นกิริยาที่แพ้ เป็นกิริยาที่สิ้นท่าสิ้นทาง เมื่อนอนหลับลมเดินแรง อาจจะอ้าปากและกรนไปต่างๆ แต่ไม่ห้ามเด็ดขาดที่เดียว จะเปลี่ยนแปลงก็ได้พอหายเมื่อย เมื่อจะทำจิตจริงๆ แล้วก็เปลี่ยนไปหาอิริยาบถที่ถูกต้องเสียแล้วทำจิตให้มีสติ
รักษาจิตให้มั่นคงองอาจ จนจิตเป็นสมาธิ อุบายทั้งหลายที่กล่าวมานี้ เป็นเหตุให้จิตตั้งมั่นแน่นอนลงเป็นขณิกสมาธิบ้าง อุปจาร
สมาธิบ้าง​ อัปปนาสมาธิบ้าง .."

"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
#พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
#พระอาจารย์ลี_ธมฺมธโร
วัดอโศการาม ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง
จังหวัดสมุทรปราการ (พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔)


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 37 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO