นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน อาทิตย์ 21 มิ.ย. 2026 3:52 pm

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: ร่างกายจิตใจ
โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. 04 มิ.ย. 2026 9:42 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5341
“..คนดีแต่ละคนมีคุณค่ามากกว่าเงินเป็นก่ายกองและเห็นคุณค่าแห่งความดีของตนที่จะทำต่อไปมากกว่าเงิน แม้จะจนก็ยอมจน ขอแต่ให้ตัวดีและโลกมีความสุข แต่คนโง่ชอบเงินมากกว่าคนดีและความดี ขอแต่ได้เงินแม้ตัวจะเป็นอย่างไรไม่สนใจคิดถึงจะชั่วช้าลามกหรือแสนโสมมเพียงไรก็ตาม ขนาดนายยมบาลเกลียดกลัวไม่อยากนับเข้าบัญชีผู้ต้องหา กลัวจะไปทำลายสัตว์นรกด้วยกันให้เดือดร้อนชิบหายก็ไม่ว่า ขอแต่ได้เงินก็เป็นที่พอใจ ส่วนจะผิดถูกประการใด ถ้าบาปมีค่อยคิดบัญชีกันเองโดยเขาไม่ยุ่งเกี่ยวคนดีกับคนชั่วและสมบัติเงินทองกับธรรม คือคุณงามความดีผิดกันอย่างนี้แล ใครมีหูมีตาก็รีบคิดเสียแต่บัดนี้ อย่าทำให้สายเกินไป จะหมดทางเลือกเฟ้น การให้ผลก็ต่างกันสุดแต่กรรมของตนจะอำนวย จะทักท้วงหรือคัดค้านไม่ได้ กรรมอำนวยให้อย่างใดต้องยอมรับเอาอย่างนั้น ฉะนั้นสัตว์โลกจึงต่างกัน ทั้งภพกำเนิด รูปร่าง ลักษณะ จริต นิสัย สุข ทุกข์ อันเป็นสมบัติประจำตัวของแต่ละราย แบ่งเบาแบ่งหนักกันไม่ได้ ใครมีอย่างไรก็หอบหิ้วไปเอง ดีชั่ว สุขทุกข์ก็ยอมรับ ไม่มีอำนาจปฏิเสธได้ เพราะไม่ใช่แง่กฎหมาย แต่เป็นกฎของกรรม..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





“..ที่คุมขังแห่งเรือนจำของวัฏฏทุกข์นี้ ใหญ่โตมโหฬาร แน่นหนามั่นคงมาก
มีเครื่องยั่วยวนชวนให้เผลอตัว และติดอยู่รอบตัวไม่มีช่องว่าง จึงยากที่จะมีผู้แหวกว่ายออกมาได้เพราะสัตว์โลกจำนวนมากไม่ค่อยมีผู้สนใจกับทุกข์ที่เป็นอยู่กับตัวตลอดมา ว่าเป็นสิ่งที่ทรมานและเสียดแทงร่างกายจิตใจเพียงใดพอจะคิดเสาะแสวงหาทางออกด้วยวิธีต่างๆเหมือนคนเป็นโรค แต่มิได้สนใจกับยา ยาแม้มีมากจึงไม่มีประโยชน์สำหรับคนประเภทนั้น ธรรมของเราตถาคตก็เช่นเดียวกับยา สัตว์โลกอาภัพเพราะโรคกิเลสตัณหาภายในใจเบียดเบียนเสียดแทง ทำให้เป็นทุกข์แบบไม่มีจุดหมายว่าจะหายได้เมื่อไร สิ่งตายตัวก็คือโรคพรรค์นี้ถ้าไม่รับยา คือธรรม จะไม่มีวันหายได้ ต้องฉุดลากสัตว์โลกให้ตายเกิดคละเคล้าไปกับความทุกข์กายทุกข์ใจและเกี่ยวโยงกันเหมือนลูกโซ่ตลอดอนันตกาล..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







พอเรายึดมั่นในภาพพจน์ภาพลักษณ์อะไร
สักอย่างเสียแล้ว เราก็ตาบอดต่อสิ่งต่าง ๆ
ที่ขัดกับภาพพจน์นั้น อย่างเช่น สมมุติว่าเรา
ถือว่าเราเป็นคนใจดี หรือเป็นคนให้อภัยผู้อื่น
อยู่เสมอ ถ้าเรามองตัวเองอย่างนั้น ในส่วนที่
ให้อภัยผู้อื่นไม่ได้หรือที่เราไม่เมตตา เราอาจ
มองไม่เห็น เพราะเราเชื่อมั่นว่าเราไม่ใช่คน
แบบนั้น

การภาวนาจะช่วยให้เราเห็นชีวิตตามความ
เป็นจริงว่า ไม่มีอะไรเลยเป็นของตายตัว
แน่นอน คนคนเดียวกันอาจมีได้หลายบุคลิก
คนที่แสนจะเมตตาก็มี คนที่แสนจะโหดร้ายก็มี
มีอยู่ในใจเดียวกัน มันเป็นธรรมดาของปุถุชน

เมื่อเรายอมรับในความหลากหลายของ
อารมณ์โดยไม่ยึดติดว่าเป็นเราเป็นของเรา
แนวทางไปสู่การละสิ่งที่ควรละ และบำเพ็ญ
สิ่งที่ควรบำเพ็ญก็ชัดขึ้น ...
...
คำสอน พระอาจารย์ชยสาโร
สถานพำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี นครราชสีมา




“สภาพของดวงวิญญาณตอนที่ไม่มีร่างกาย”


ผู้ที่อยู่ในกามภพนี้ก็มีแบ่งไว้เป็น ๒ ซีกด้วยกัน ซีกที่มีแต่ความสุขและซีกที่มีแต่ความทุกข์ แล้วก็มีส่วนที่อยู่ระหว่างกลาง ซีกที่มีทั้งสุขทั้งทุกข์ผสมกัน ซีกที่มีแต่ความทุกข์เราเรียกว่าอบาย ดวงวิญญาณนี้ที่ทำบาปจะเป็นผู้ที่จะไปอยู่ในซีกที่มีแต่ความทุกข์ เรียกว่าอบาย มีอยู่ ๔ ที่ด้วยกัน คือ ๑.เดรัจฉาน คือจะไปได้ร่างกายของสัตว์เดรัจฉานถ้าทำบาป ถ้าไม่ได้ร่างกายก็จะเป็นดวงวิญญาณที่หิวโหยเรียกว่าเปรต หรือเป็นดวงวิญญาณที่หวาดกลัวเรียกว่าอสูรกาย และดวงวิญญาณที่มีแต่ความอาฆาตพยาบาทเรียกว่านรก นี่คือที่ไปของดวงวิญญาณเวลามาเกิดเป็นมนุษย์แล้วมาทำบาปไว้มากกว่าได้ทำบุญ บาปก็จะเป็นผู้ที่ดึงให้ดวงวิญญาณนี้ไปเกิดในอบาย ถ้าได้ร่างกายก็จะเป็นร่างกายของสัตว์เดรัจฉาน เช่นเป็นแมวเป็นสุนัข เป็นวัวเป็นควาย หรือเป็นผีเสื้อเป็นนก เป็นมดเป็นแมลงอะไรต่างๆ สาเหตุที่ทำให้ดวงวิญญาณต้องไปมีร่างกายของสัตว์เดรัจฉาน เพราะเวลาเป็นมนุษย์นี้ไปทำบาปเอาไว้โดยความไม่รู้ว่าบาปนี้มีผลต่อดวงวิญญาณที่จะพาให้ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เวลามาเกิดเป็นมนุษย์ไม่มีใครสั่งใครสอนเรื่องกฎแห่งกรรมเรื่องบาป ก็เลยไม่รู้ว่าการทำบาปนี้มีผลต่อดวงวิญญาณเวลาที่ร่างกายตายไปแล้ว ทำบาปเพราะความจำเป็นเพราะต้องเลี้ยงชีพ พวกที่ทำบาปเพราะคิดว่าเป็นความจำเป็นจะต้องเลี้ยงชีพ ก็เลยเป็นเหมือนกับสัตว์เดรัจฉาน

สัตว์เดรัจฉานเขาก็อยู่เลี้ยงชีพด้วยการทำบาป คือด้วยการฆ่าสัตว์ ฆ่าเอาชีวิตของผู้อื่น สัตว์ใหญ่กินสัตว์น้อย มนุษย์ที่มาทำอาชีพฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเพื่อเลี้ยงชีพก็เป็นเหมือนกับสัตว์เดรัจฉาน ตายไปดวงวิญญาณก็เลยต้องไปอยู่กับพวกสัตว์เดรัจฉาน คือไปได้ร่างกายของสัตว์เดรัจฉานชนิดต่างๆ ส่วนผู้ที่ไปเป็นดวงวิญญาณที่หิวโหยนี้เป็นพวกที่ทำบาปด้วยความโลภความอยาก อยากได้มากๆอยากมีมากๆ ไม่สามารถที่จะมีได้ด้วยการไม่ทำบาป ก็เลยต้องไปทำบาป ดวงวิญญาณชนิดก็จะเป็นดวงวิญญาณที่มีแต่ความหิวโหย เพราะว่าเวลาที่ทำบาปด้วยความอยากมันก็ไม่ได้ทำให้อิ่มให้พอ ได้คืบก็อยากจะได้ศอก ได้ศอกก็อยากจะได้วา ยิ่งทำตามความอยากมากเท่าไหร่ ความอยากยิ่งมีเพิ่มมากขึ้น ความอยากก็คือความหิวโหยของใจนี้เอง พอตายไปก็เลยต้องไปเป็นดวงวิญญาณที่มีแต่ความหิวโหยตลอดเวลา ส่วนพวกที่ไปเป็นดวงวิญญาณที่มีแต่ความหวาดกลัวก็เพราะเวลาเป็นมนุษย์ เวลากลัวอะไรก็จะทำบาปเพื่อกำจัดสิ่งที่ทำให้กลัว กลัวมดกลัวแมลงก็ฆ่ามดฆ่าแมลง กลัวยุงก็ตบยุง กลัวสัตว์เลื้อยคลานเจอก็ฆ่าเขา นี่ทำบาปด้วยความกลัว ดวงวิญญาณก็จะมีแต่ความกลัวหุ้มห่ออยู่ แล้วก็พวกที่ไปเป็นดวงวิญญาณที่เรียกว่านรก ก็คือผู้ที่ทำบาปด้วยความอาฆาตพยาบาท ทำด้วยความโกรธความเกลียดความชัง พอเวลาใครทำอะไรให้ไม่ถูกใจทำให้เสียใจหรือทำให้เสียหายเดือดร้อนก็ต้องล้างแค้น ตาต่อตาฟันต่อฟัน ผู้ที่ทำบาปจึงทำให้มีความโกรธความทุกข์ที่เกิดจากความโกรธหุ้มห่อจิตใจ พอตายไปก็จะเป็นดวงวิญญาณที่มีแต่ความทุกข์ที่หุ้มห่อจิตใจอยู่ เราจะนึกเห็นสภาพของดวงวิญญาณที่เป็นเปรตหรือเป็นอสูรกายหรือเป็นนรกได้อย่างไร ก็ขอให้เรานึกถึงตอนที่เรานอนหลับ เวลาเรานอนหลับนี้ร่างกายกับดวงวิญญาณจะแยกออกจากกันชั่วคราวเหมือนกับตอนที่ร่างกายตายไป

ตอนที่ตายนี้ร่างกายกับดวงวิญญาณจะแยกออกจากกันอย่างถาวร ไม่มีการกลับมาเชื่อมต่ออีก แต่ช่วงที่เรานอนหลับนี้ดวงวิญญาณกับร่างกายจะแยกออกจากกันชั่วคราว แล้วตอนนั้นดวงวิญญาณก็จะมีภาพเหตุการณ์ต่างๆปรากฏขึ้นมาในดวงวิญญาณ ภาพเหตุการณ์เหล่านี้เราเรียกว่าความฝัน เวลาเรานอนหลับนี้เราจะมีภาพเหตุการณ์ปรากฏขึ้นมาในดวงวิญญาณของเรา มีทั้งเหตุการณ์ที่ดีมีความสุข แล้วก็มีทั้งเหตุการณ์ที่ไม่ดีมีความทุกข์ อะไรทำให้มีเหตุการณ์ที่ไม่ดีและดีปรากฏขึ้นมาในใจในขณะที่เรานอนหลับกัน ก็คือบุญหรือบาปที่เราทำกันตอนที่เราตื่นนี้เอง เวลาเราตื่นเวลาเราไปทำบุญก็เหมือนกับเราไปบันทึกภาพดีๆมาเก็บไว้ในใจ บันทึกเหตุการณ์ดีๆ มาเก็บไว้ในใจ เวลาไปทำบาปเราก็ไปบันทึกเหตุการณ์ที่ไม่ดีมาเก็บไว้ในใจของเรา พอเวลาเรานอนหลับเวลาร่างกายนอนหลับ ใจก็จะมีมโนภาพที่ได้บันทึกไว้ในตอนที่ตื่นนี้มาปรากฏให้ได้สัมผัสได้รับรู้ ถ้าทำบาปก็จะมีแต่ภาพเหตุการณ์ที่ไม่น่าดู ที่น่ากลัวที่มีแต่ สร้างแต่ความทุกข์สร้างแต่ความหวาดกลัวให้กับเรา เช่นเราฝันร้าย เรียกว่าฝันร้าย ถ้าเราไปทำบุญไปทำความดีต่างๆ เวลาเรานอนหลับเราก็จะมีภาพเหตุการณ์ที่ดีที่ให้ความสุขกับเราปรากฏขึ้นมาในดวงวิญญาณของเรา

นี่แหละคือสภาพของดวงวิญญาณตอนที่ไม่มีร่างกาย ตอนที่มีร่างกายเราใช้ร่างกายเป็นผู้ไปหาภาพไปหาเหตุการณ์ต่างๆมาให้เราได้เสพได้สัมผัส พอเราตื่นขึ้นมาเราก็ใช้ร่างกายพาเราไปหาความสุขจากสถานที่จากเหตุการณ์ต่างๆ แต่พอเวลาเราไม่มีร่างกายเราก็เลยต้องอาศัยภาพที่เราได้เคยบันทึกเอาไว้ในตอนที่เรามีร่างกายตอนที่เราตื่น เรามาทำบุญกันบ้างมาทำบาปบ้างแล้วแต่เหตุการณ์แล้วแต่ความต้องการของเรา บางทีความต้องการของเราก็บีบบังคับให้เราต้องทำบาป บางทีความดีของเราความเมตตาของเราก็ส่งให้เราไปทำดีไปบันทึกภาพที่ดีไว้ในใจของเรา นี่แหละคือช่วงที่เราไม่มีร่างกาย เราจะอยู่เหมือนกับคนนอนหลับ เราจะมีภาพเหตุการณ์ที่ดีหรือไม่ดีมาให้เราได้เสพได้สัมผัส แทนที่เราจะใช้ร่างกายไปหาภาพหาเหตุการณ์มาให้เราสัมผัส เราก็เอาภาพหรือเหตุการณ์ที่เราเคยทำเอาไว้นี้ ที่มีฝังอยู่ในใจนี้มาให้เราเสพมาให้เราสัมผัส ถ้าเราไปบันทึกแต่ภาพที่ไม่ดีเราก็จะมีแต่ภาพที่ไม่ดีให้เราดู ถ้าเราไปบันทึกภาพที่ดีเราก็จะมีแต่ภาพที่ดีให้เราดู เช่นเวลาเราไปทำบุญ เราไปทำความดีเราจะมีความรู้สึกมีความสุขใจ ความรู้สึกและภาพเหตุการณ์เหล่านั้นมันจะถูกบันทึกไว้ในใจของเรา เช่นเดียวกับเวลาที่เราไปทำบาปไปทำอะไรไม่ดี เราก็จะเกิดความรู้สึกไม่ดีขึ้นมาภายในใจ ความรู้สึกไม่ดีและเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดีนี้มันก็จะถูกบันทึกเอาไว้ในใจเหมือนกัน.

ธรรมะบนเขา
วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี





“เราไม่จำเป็นที่จะต้องปล่อยให้ความ
ผิดพลาด หรือ ความประมาทในอดีต
มาเป็นตัวกำหนดอนาคตของเรา
เราทุกคนที่เคยทำผิดบาป
สามารถกลับใจได้ จงเรียนรู้อดีต
แล้วปล่อยวางอดีต เพื่อสร้างอนาคต
ด้วยการตั้งอกตั้งใจอยู่ในปัจจุบัน” ...
...
พระอาจารย์ชยสาโร




“..ที่คุมขังแห่งเรือนจำของวัฏฏทุกข์นี้ ใหญ่โตมโหฬาร แน่นหนามั่นคงมาก
มีเครื่องยั่วยวนชวนให้เผลอตัว และติดอยู่รอบตัวไม่มีช่องว่าง จึงยากที่จะมีผู้แหวกว่ายออกมาได้เพราะสัตว์โลกจำนวนมากไม่ค่อยมีผู้สนใจกับทุกข์ที่เป็นอยู่กับตัวตลอดมา ว่าเป็นสิ่งที่ทรมานและเสียดแทงร่างกายจิตใจเพียงใดพอจะคิดเสาะแสวงหาทางออกด้วยวิธีต่างๆเหมือนคนเป็นโรค แต่มิได้สนใจกับยา ยาแม้มีมากจึงไม่มีประโยชน์สำหรับคนประเภทนั้น ธรรมของเราตถาคตก็เช่นเดียวกับยา สัตว์โลกอาภัพเพราะโรคกิเลสตัณหาภายในใจเบียดเบียนเสียดแทง ทำให้เป็นทุกข์แบบไม่มีจุดหมายว่าจะหายได้เมื่อไร สิ่งตายตัวก็คือโรคพรรค์นี้ถ้าไม่รับยา คือธรรม จะไม่มีวันหายได้ ต้องฉุดลากสัตว์โลกให้ตายเกิดคละเคล้าไปกับความทุกข์กายทุกข์ใจและเกี่ยวโยงกันเหมือนลูกโซ่ตลอดอนันตกาล..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 38 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
cron
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO