นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน อาทิตย์ 21 มิ.ย. 2026 3:54 pm

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: เจริญสติ
โพสต์โพสต์แล้ว: เสาร์ 30 พ.ค. 2026 5:51 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5341
“..การฟังธรรมะให้รู้จักตามความเป็นจริงนั้น ไม่ใช่ว่าเราจะรู้เฉพาะที่ท่านเทศน์ให้ฟังอย่างนี้ รู้ในเวลานี้เป็นการรู้ในสัญญาเท่านั้นท่านพูดไป เราก็ฟังไปพิจารณาไป พิจารณาไปเท่านั้นถ้าเราเชื่อ เชื่อเพราะอะไร? เชื่อเราก็เชื่อผู้อื่น ความเชื่อผู้อื่นนั้น พระพุทธเจ้าท่านไม่สรรเสริญ พระพุทธองค์นั้นสรรเสริญผู้ที่รู้ด้วยตนเอง เป็นสิกขีภูโตเอาตนเองเป็นพยานของตน ฟังธรรมจากพระองค์อื่น ฟังธรรมจากผู้อื่นแล้วรู้ รู้แล้วน้อมเข้ามาเป็นโอปนยิโก มาพิจารณาให้เกิดความรู้เกิดความฉลาดรู้ตามความเป็นจริง เห็นว่ามันเป็นโทษจริงๆ อย่างแน่นอนโดยไม่ต้องสงสัย เหมือนชาวประมงคนนั้นรู้จักอสรพิษอย่างแท้จริง อันนี้มันก็ทำให้ปล่อยวางความเชื่อทุกอย่าง ไม่ต้องสงสัยลังเลแล้ว เรียกว่าพ้นวิจิกิจฉา ตัดกระแสของธรรมะอย่างแท้จริง ไม่มีใครจะต้องมาบังคับ ไม่มีใครจะต้องมาจ้ำจี้จ้ำไช ไม่มีใครจะต้องพูดให้ฟังร่ำรี้ร้ำไร คือเข้าถึงธรรมะแล้ว ตัวธรรมะก็เข้าไปถึงใจ ใจก็เข้าไปรู้ตัวธรรมะคือรู้อารมณ์ เมื่อธรรมะเข้าไปถึงใจ ใจนั้นก็รู้จักธรรมะ ธรรมะนั้นก็อยู่ในใจ เมื่อดูใจก็เห็นธรรมะ เมื่อดูธรรมะก็เห็นใจ ทั้งใจ ทั้งธรรมะ เมื่อเราพิจารณาใจเราเมื่อไร เราจะเห็นธรรมะเมื่อนั้น เราพิจารณาธรรมะเมื่อไรเราก็เห็นใจเมื่อนั้น อันนี้เป็นการรู้อย่างแท้จริงที่เกิดจากการประพฤติปฏิบัติด้วยตนเอง..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)





"มนุษย์อยากสุข แต่ไม่รู้จักสุข อยากหนีทุกข์
แต่ไม่รู้จักทุกข์ สุ่มสี่สุ่มห้าเดินคลำไปคลำมา
ในความมืด เอาความหวังในความสุขข้างหน้า
เป็นที่ปลอบใจ

บางคนอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยเนรมิต
ให้ความมืดกลายเป็นความสว่าง แต่พระพุทธ
ศาสนาสอนว่า โยม.. มันสว่างอยู่แล้ว
ไม่ต้องไปบนบานศาลกล่าวที่ไหนหรอก
ลืมตาก็จะเห็นเอง"

พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ







"บุญ คือ ความสบายใจ
ก่อนทำ ก็สบายใจ
ขณะทำ ก็สบายใจ
ทำแล้ว ก็สบายใจ
คิดถึงทีไร สบายใจทุกที"

หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ





“ร่างกายนี้เป็นดงหนาป่าทึบในดงหนาป่าทึบนี้
เต็มไปด้วยอสรพิษ ได้แก่ ความเจ็บไข้ได้ป่วย
เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานอยู่ในกายนี้
เมื่อเราหลงอยู่ในดงหนาป่าทึบอันนี้ จึงถูกอสรพิษ
ทำร้ายอยู่ตลอดเวลา

หลงในร่างกายนี้ ชายหลงหญิง หญิงหลงชาย
หลงกันอยู่อย่างนี้ เราหลงเขา เขาหลงเรานี้ จึงพ้นทุกข์
ไปไม่ได้ ถ้าใครมาถากถางดงหนาป่าทึบ คือ ร่างกายนี้
ให้เตียนโล่ง คือให้เห็นสภาพความเป็นจริงในกายนี้
เป็นของแตกดับทำลาย ไม่จีรังยั่งยืน ในที่สุดก็จะสลายลง
สู่ธาตุเดิมของเขาเท่านั้น

เมื่อเห็นอย่างนี้จึงจะได้ชื่อว่าข้ามดงหนาป่าทึบไปได้
จึงจะพ้นทุกข์พ้นภัยไปได้”

หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล






เตือนตนเสมอว่าเวลาเหลือน้อย

“ทำไม คนเดี๋ยวนี้ชอบบ่นว่าไม่มีเวลา
อาจจะเป็นเพราะว่างานเยอะก็ได้ โดยเฉพาะ
เศรษฐกิจฝืดเคืองก็ทำให้ต้องให้เวลากับ
งานการมากขึ้น แต่หลายคนก็ไม่มีงานทำ
ไม่จำเป็นต้องหางานทำ เพราะร่ำรวย แต่บอก
ว่าไม่มีเวลาเพราะอะไร เพราะมีเรื่องที่ต้องทำ
มากมาย ส่วนใหญ่ไปเที่ยว ช้อปปิ้งที่นั่นที่นี่
ไปสังสรรค์มี Event หรือมีอะไรต่ออะไรที่จะ
เที่ยวที่จะเล่นที่จะสังสรรค์มากมาย สุดท้าย
บอกว่าไม่มีเวลา ไม่มีเวลาแม้กระทั่งพักผ่อน
แต่ก็แปลก นอกจากมีมีเวลาเที่ยว แล้วยังมี
เวลาเล่นโทรศัพท์มือถือได้เป็นชั่วโมง
ชั่วโมงทีเดียว แต่ก็บอกว่าไม่มีเวลา ที่จริง
ถ้าหากว่าผู้คนทั้งหลายที่บ่นว่าไม่มีเวลา
ลองมองอีกมุมหนึ่งว่า ตอนนี้เวลาของพ่อแม่
ของเราเหลือน้อยลงไปทุกที ถ้าคิดตระหนัก
เช่นนี้ ก็จะไม่มัวแต่เสียเวลาหาเงินหาทอง
จนไม่มีเวลาเยี่ยมพ่อหรือดูแลแม่ หรือถ้า
ตระหนักว่า เวลาที่ลูกจะอยู่กับเรา มันเหลือ
น้อยลงไปทุกที เพราะไม่ช้าไม่นาน ลูกก็ต้อง
ไปมีวิถีชีวิตของตัวเอง การที่พ่อแม่เอาเวลา
ไปอยู่แต่นอกบ้าน จนปล่อยให้ลูกอยู่กับ
โทรศัพท์มือถือ iPad หรือเกมออนไลน์ ก็คงจะ
ไม่ทำอย่างนั้น หรือถ้าเราตระหนักว่า เวลา
ที่ร่างกายของเราจะเป็นปกติ ตายังมองเห็น
หูยังได้ยิน ปอดยังแข็งแรง หัวใจยังปรกติ
ยังสามารถเดินเหินไปไหนมาไหนได้ เวลา
เหล่านี้มันเหลือน้อยลงไปทุกที ก็คงจะไม่ใช้
ร่างกายอย่างสมบุกสมบัน หรือเอาแต่
เที่ยวเตร่ ละเลยการดูแลสุขภาพ ถ้าเรา
ตระหนักว่าเวลาในโลกนี้เราเหลือน้อยลงไป
ทุกที ก็ไม่มัวแต่ทำมาหาเงิน หรือว่าเที่ยวเตร่
จนไม่มีเวลา แต่ว่าจะใช้เวลาที่มีอยู่ในการทำ
หน้าที่ ทำสิ่งสำคัญต่างๆในชีวิต

คนที่บอกว่าไม่มีเวลาๆ ที่จริงถ้าจะให้มีเวลา
แก้ไม่ยาก เพียงแค่เริ่มต้นตระหนักว่าเวลาเรา
เหลือน้อยลงไปทุกที พอคิดเช่นนี้ชีวิตจะ
เปลี่ยนไปเลย จากเดิมที่ทำโน่นทำนี่ไม่เป็น
สาระ เที่ยวเตร่ หมดเวลาไปกับโทรศัพท์
มือถือ หรือหมดเวลาไปกับทำมาหาเงินสารพัด
มันจะเริ่มกลับมีเวลาที่จะกลับมาทำสิ่งสำคัญ
ในชีวิต เพราะทันทีที่เราตระหนักว่า เวลาเรา
เหลือน้อยลง เราจะเริ่มหันมาพิจารณาว่า
อะไรคือสิ่งสำคัญในชีวิตที่ควรทำก่อน ที่ควร
รีบทำ ที่ไม่ควรผัดผ่อน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่
สำคัญและรีบด่วน และก็สิ่งสำคัญแต่ไม่รีบ
ด่วน เราก็จะให้เวลากับสิ่งเหล่านี้มากขึ้น
ให้เวลากับการดูแลคนที่เรารักก่อนที่เขาจะ
จากเราไป ไม่ว่าจากเป็นหรือจากตาย ให้เวลา
กับการมาดูแลสุขภาพของตัวเอง แล้วก็ให้
เวลากับการมาปฏิบัติธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะ
ทำตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่สามารถ
ใช้เวลาทำทีละนิดๆ แต่ถ้าสะสมกันหลายปี
ก็จะมีอานิสงส์มาก ไม่ว่าจะเป็น
การออกกำลังกาย การปฏิบัติธรรม” ...
...
พระไพศาล วิสาโล






“..การฟังธรรมะให้รู้จักตามความเป็นจริงนั้น ไม่ใช่ว่าเราจะรู้เฉพาะที่ท่านเทศน์ให้ฟังอย่างนี้ รู้ในเวลานี้เป็นการรู้ในสัญญาเท่านั้นท่านพูดไป เราก็ฟังไปพิจารณาไป พิจารณาไปเท่านั้นถ้าเราเชื่อ เชื่อเพราะอะไร? เชื่อเราก็เชื่อผู้อื่น ความเชื่อผู้อื่นนั้น พระพุทธเจ้าท่านไม่สรรเสริญ พระพุทธองค์นั้นสรรเสริญผู้ที่รู้ด้วยตนเอง เป็นสิกขีภูโตเอาตนเองเป็นพยานของตน ฟังธรรมจากพระองค์อื่น ฟังธรรมจากผู้อื่นแล้วรู้ รู้แล้วน้อมเข้ามาเป็นโอปนยิโก มาพิจารณาให้เกิดความรู้เกิดความฉลาดรู้ตามความเป็นจริง เห็นว่ามันเป็นโทษจริงๆ อย่างแน่นอนโดยไม่ต้องสงสัย เหมือนชาวประมงคนนั้นรู้จักอสรพิษอย่างแท้จริง อันนี้มันก็ทำให้ปล่อยวางความเชื่อทุกอย่าง ไม่ต้องสงสัยลังเลแล้ว เรียกว่าพ้นวิจิกิจฉา ตัดกระแสของธรรมะอย่างแท้จริง ไม่มีใครจะต้องมาบังคับ ไม่มีใครจะต้องมาจ้ำจี้จ้ำไช ไม่มีใครจะต้องพูดให้ฟังร่ำรี้ร้ำไร คือเข้าถึงธรรมะแล้ว ตัวธรรมะก็เข้าไปถึงใจ ใจก็เข้าไปรู้ตัวธรรมะคือรู้อารมณ์ เมื่อธรรมะเข้าไปถึงใจ ใจนั้นก็รู้จักธรรมะ ธรรมะนั้นก็อยู่ในใจ เมื่อดูใจก็เห็นธรรมะ เมื่อดูธรรมะก็เห็นใจ ทั้งใจ ทั้งธรรมะ เมื่อเราพิจารณาใจเราเมื่อไร เราจะเห็นธรรมะเมื่อนั้น เราพิจารณาธรรมะเมื่อไรเราก็เห็นใจเมื่อนั้น อันนี้เป็นการรู้อย่างแท้จริงที่เกิดจากการประพฤติปฏิบัติด้วยตนเอง..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)






การปฏิบัติของเรามักจะไม่ได้ผล เพราะขาดความต่อเนื่อง หรือความสม่ำเสมอในการปฏิบัติ ซึ่งขึ้นอยู่กับความตั้งใจของเรา คนบางคนขยันก็ปฏิบัติ ขี้เกียจขี้คร้านก็ไม่ปฏิบัติ จิตใจสบายก็นั่งสมาธิบ้าง จิตใจวุ่นวายกลัดกลุ้มซึมเศร้าก็ไม่นั่ง เหตุผลที่ไม่นั่งเพราะคิดว่าถ้านั่งก็คงไม่สงบ นี่เป็นความคิดผิด เพราะถ้าเราไม่ฝึกนั่ง ย่อมไม่มีวันที่เราจะสามารถชนะจิตใจของตนเอง ไม่มีวันที่เราจะได้พ้นจากความวุ่นวาย

แต่ถ้าเราอดทน จะสงบหรือไม่สงบช่างมัน เราจะต้องนั่งให้ได้ ถ้าเรานั่งอยู่กับอารมณ์ที่ว้าวุ่นขุ่นมัว ก็พยายามปล่อย ๆ ๆ ๆ ๆ เหมือนกับตุ๊กตาล้มลุก ล้มแล้วก็ลุก ล้มแล้วก็ลุก ล้มแล้วก็ลุก ไม่ยอมเบื่อ ในที่สุดแล้ว เราจะได้พบวันที่จิตใจพ้นจากอารมณ์นั้นได้ ซึ่งจะเป็นประสบการณ์ที่สำคัญและมีอานิสงส์มากในชีวิต เพราะหลังจากนั้น เราจะไม่เชื่ออารมณ์เหมือนแต่ก่อน เราจะมีสัญญาจำได้หมายรู้ว่า ครั้งหนึ่งเราเคยทุกข์มาก นั่งสมาธิแล้วไม่คิดว่าจะได้ผลดีอะไร แต่ก็นั่งเพียงเพราะครูบาอาจารย์ท่านสอนอย่างนั้น ก็พยายามนั่งอยู่อย่างนั้น แต่ไม่น่าเชื่อที่จิตใจมันพลิก พลิกจากความวุ่นวายที่สุดเป็นสงบนิ่ง ไม่รู้ว่าเป็นไปได้อย่างไร

เมื่อเรามีประสบการณ์อย่างนี้แล้วจะทำให้เรามีกำลังใจ เวลาจิตใจวุ่นวาย เราจะไม่พึ่งสิ่งอื่น เราจะไม่หนีจากอารมณ์ของตัวเอง แต่จะกล้าเผชิญหน้ากับอารมณ์นั้น การไม่กล้าเผชิญหน้ากับอารมณ์ของตนเอง เป็นการส่งเสริมความอ่อนแอของจิตใจ เมื่อเกิดความทุกข์ความเดือดร้อน ก็จะหาวิธีกลบเกลื่อนอารมณ์ด้วยกาม คือดูทีวีบ้าง ไปพูดคุยกับใครบ้าง หรือกินอะไรสักอย่าง สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นกาม หรือเป็นเครื่องกลบอารมณ์

- พระอาจารย์ชยสาโร -





สุวฑฒโนวาท
...
ไม่ว่าจะเผชิญกับความยากลำบาก
อย่างใด ให้มั่นใจว่าการทำให้ความลำบาก
นั้นคลี่คลาย จะต้องกระทำเมื่อจิตใจสงบ
เยือกเย็นเท่านั้น ใจที่เร่าร้อนไม่อาจนึกคิด
ให้ปลอดโปร่งได้ ใจที่เร่าร้อนไม่อาจช่วย
ให้ร้ายกลายเป็นดีได้ ...
...
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร








“..การฟังธรรมะให้รู้จักตามความเป็นจริงนั้น ไม่ใช่ว่าเราจะรู้เฉพาะที่ท่านเทศน์ให้ฟังอย่างนี้ รู้ในเวลานี้เป็นการรู้ในสัญญาเท่านั้นท่านพูดไป เราก็ฟังไปพิจารณาไป พิจารณาไปเท่านั้นถ้าเราเชื่อ เชื่อเพราะอะไร? เชื่อเราก็เชื่อผู้อื่น ความเชื่อผู้อื่นนั้น พระพุทธเจ้าท่านไม่สรรเสริญ พระพุทธองค์นั้นสรรเสริญผู้ที่รู้ด้วยตนเอง เป็นสิกขีภูโตเอาตนเองเป็นพยานของตน ฟังธรรมจากพระองค์อื่น ฟังธรรมจากผู้อื่นแล้วรู้ รู้แล้วน้อมเข้ามาเป็นโอปนยิโก มาพิจารณาให้เกิดความรู้เกิดความฉลาดรู้ตามความเป็นจริง เห็นว่ามันเป็นโทษจริงๆ อย่างแน่นอนโดยไม่ต้องสงสัย เหมือนชาวประมงคนนั้นรู้จักอสรพิษอย่างแท้จริง อันนี้มันก็ทำให้ปล่อยวางความเชื่อทุกอย่าง ไม่ต้องสงสัยลังเลแล้ว เรียกว่าพ้นวิจิกิจฉา ตัดกระแสของธรรมะอย่างแท้จริง ไม่มีใครจะต้องมาบังคับ ไม่มีใครจะต้องมาจ้ำจี้จ้ำไช ไม่มีใครจะต้องพูดให้ฟังร่ำรี้ร้ำไร คือเข้าถึงธรรมะแล้ว ตัวธรรมะก็เข้าไปถึงใจ ใจก็เข้าไปรู้ตัวธรรมะคือรู้อารมณ์ เมื่อธรรมะเข้าไปถึงใจ ใจนั้นก็รู้จักธรรมะ ธรรมะนั้นก็อยู่ในใจ เมื่อดูใจก็เห็นธรรมะ เมื่อดูธรรมะก็เห็นใจ ทั้งใจ ทั้งธรรมะ เมื่อเราพิจารณาใจเราเมื่อไร เราจะเห็นธรรมะเมื่อนั้น เราพิจารณาธรรมะเมื่อไรเราก็เห็นใจเมื่อนั้น อันนี้เป็นการรู้อย่างแท้จริงที่เกิดจากการประพฤติปฏิบัติด้วยตนเอง..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)







พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า "เราเกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน น้ำตาที่เสียจากความพลัด พรากจากคนที่เรารักนับรวมกันได้เป็นมหาสมุทร ดังนั้น เราจึงได้เคยพบปะผู้คนมามากมาย จนผู้คนที่เดินบนโลกไปมานี้ต่างก็เคยเกิดมาเป็นพี่น้องคนรู้จักเราทั้งสิ้น"
เป็นเหตุให้ "กรรม" จัดสรรให้เราได้พบเจอ รู้จัก พึ่งพา มาเกิดเป็นพ่อ แม่ ลูก พี่น้อง เพื่อน คู่รัก มิตร ศัตรู ครู ลูกศิษยฯลฯ เนื่องจาก เคยเกี่ยวพัน มีความสัมพันธ์ และประกอบกรรมร่วมกันมาก่อน จึงได้มาเจอกันอีก เพื่อชดใช้กรรม หรืออาจอธิษฐานให้มาพบกันอีกในชาติต่อๆ ไป หรือเคยอาฆาตพยาบาทกันมาก่อน บางคนก็เคยอุปถัมภ์ ค้ำชู หรือเคยพึ่งพาอาศัยกันมาก่อน ดังนี้ เป็นต้น จึงไม่มีคำว่า "บังเอิญ" ในพระพุทธศาสนา
หากใครเคยไปในสถานที่ใด แล้วรู้สึกคุ้นเคยกับสถานที่นั้นโดยไม่เคยไปมาก่อนรู้สึกคุ้นๆ กับเหตุการณ์นั้น โดยที่เราไม่เคยมีส่วนร่วมมาก่อน เคยรู้สึกประทับใจใคร รู้สึกเกลียดใคร อยากอยู่ใกล้ใคร หรืออยากหนีหน้าใคร โดยที่ไม่เคยพบเจอรู้จักกันมาก่อน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสัญญาเก่า (การจำได้หมายรู้) ที่ติดตัวมาแต่เก่าก่อน

พระบาลีพุทธวจนะ เป็นภาษาเมื่อหลายพันปีมาแล้ว คำว่า "บังเอิญ" ดูเหมือนไม่มีในภาษาบาลี มีแต่คำว่า "เหตุ - ปัจจัย"

พระพุทธศาสนา เป็นเรื่องของเหตุและผล ทุกสิ่งไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ หรือเป็นเรื่องบังเอิญ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุให้เกิดขึ้นทั้งสิ้น ดังที่ท่านพระอัสสชิ แสดงธรรมแก่ท่านพระสารีบุตรว่า "ธรรมทั้งหลายย่อมเกิดจากเหตุ" นั่นคือ การที่ทุกคนเกิดมาแตกต่างกัน เป็นเพราะได้กระทำเหตุ คือ ทำกรรมมาแตกต่างกัน กรรมที่ได้กระทำไว้แล้วนั่นเอง เป็นเหตุให้มีรูปร่างหน้าตา ผิวพรรณ ฐานะ ต่างกัน มีอุปนิสัยดีเลวต่างกัน กรรมที่ได้กระทำไว้แล้วนั่นเอง เป็นเหตุให้ได้ลาภเสื่อมลาภ ได้ยศเสื่อมยศ ได้รับความสุข ทุกข์ สรรเสริญ นินทา
อนาคตเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้วจากกรรมในอดีตนานนับไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เพราะต้องมีเหตุในปัจจุบันร่วมด้วย ความพยายามในปัจจุบันนั่นแหละ จึงจะทำให้เกิดผลในอนาคตที่สมบูรณ์ แม้จะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็เปลี่ยน แปลงได้บางส่วน คนเราจึงไม่ควรละความพยายามตลอดชีวิตที่เกิดมา

การกระทำทุกอย่างย่อมมีผล เราเรียกผลนั้นว่า "วิบาก" สิ่งใดจะเกิดได้ต้องมีเหตุปัจจัยประชุมพร้อม กรรมจึงสามารถส่งผล หรือให้วิบากได้

ไม่มีโชคลาภเกิดขึ้นได้โดยไม่อาศัย บุญ กรรม โชคลาภ ไม่สามารถจะเกิดขึ้นลอยๆ หรือบังเอิญ โดยไม่มีเหตุปัจจัย

ทุกปัญหาเกิดขึ้นอย่างมีสาเหตุทั้งนั้น ความบังเอิญไม่มีในโลก ทุกสิ่งถูกลิขิตจากกรรมทั้งกุศล และอกุศลที่สัตว์โลกได้กระทำไว้ทั้งในอดีต และปัจจุบัน ขึ้นอยู่กับว่า กรรมอันไหนจะส่งผลก่อนกัน

หลวงปู่โต๊ะ อินฺทสุวณฺโณ






“..วัน คืน ปี เดือน กินไปทุกวัน ๆ ชีวิตใครจะมีมากน้อยเพียงไรก็ตาม วินาทีกินไป นาทีกินไป ชั่วโมงกินไป กินทุกวี่ทุกวันทุกเวล่ำเวลา หลับตื่นลืมตากินไปตลอดสาย แม้จะมีอายุกี่ล้านปีก็เถอะ เพราะมันถูกกินไปอยู่เสมอไม่หยุดไม่ถอยอย่างนี้มันต้องหมดไปได้ ชีวิตเป็นล้าน ๆ ก็เถอะ เพราะความกินอยู่เสมอ เวลานาทีกินไปอยู่เรื่อย ๆ กินไม่หยุดไม่ถอยก็ถึงจุดหมายปลายทางน่ะซิ แล้วก็สลายหรือทำลายไปได้
.
เวลานี้ชีวิตยังไม่หมด แม้กาลจะกินไปทุกวันทุกเวลา แต่ยังเหลืออยู่พอที่จะได้แบ่งทำคุณงามความดี หาสาระเป็นที่พึ่งของใจเราได้ในขณะนี้ จึงควรตื่นตัว ตายแล้วไปหาทำบุญทำทานที่ไหนกัน ตายแล้วถึงจะตื่นตัวมันตื่นไม่ได้ จึงเรียกว่า “คนตาย” รักษาศีลไม่ได้ ภาวนาไม่ได้ นอกจากจะเสวยผลที่เราได้ทำแล้วตอนที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
(พ.ศ.๒๔๕๖-๒๕๕๔)






"...นักปฏิบัติต้องตั้งจิตเอาไว้ว่าเราจะไม่
ต้องการอะไร เราปฏิบัติไปเรื่อยๆ ทำ
ความดีเรื่อยไป แต่เราไม่อยากได้อะไร​
ความดีก็ไม่เอา เวลาทำเราทำเหมือนกับ
ว่าเราจะเอา​ แต่เราไม่เอา การปฏิบัติต้อง
ทำอย่างนี้

ทีนี้ถ้าจะถามว่า ความดีนี้แน่นอนไหม
ก็ตอบว่า มันไม่แน่ ความดีมันก็เป็นของ
ไม่เที่ยง เมื่อเราจะพูดว่า ทำความดีหรือ
จะเอาความดี หรือต้องการความดี อะไร
เหล่านี้ก็พูดได้ ปากเราพูด แต่จิตใจอย่า
ไปหมายมั่นมัน อย่าไปยึดว่าจะต้องได้
จะต้องเป็นอย่างนั้นจริงๆ

เพราะถ้าหากว่า​ วันหนึ่งความดีมันพลิก
กลับหน้ามือเป็นหลังมือ เราก็จะเสียใจ
มันจะทำให้เราเป็นทุกข์

เราต้องเข้าใจว่า ถ้าดีจริงมันต้องพ้นจากดี
ความดีที่แท้นั้นต้องเป็นความดีที่พ้นจาก
ความดีอีกทีหนึ่ง ซึ่งอย่างนี้คนคิดกันไม่
ค่อยได้ คนส่วนใหญ่เขาเป็นอย่างนี้กันเป็น
ส่วนมาก

ถ้าพูดเรื่องหลุดพ้นเขาไม่เข้าใจ
แต่ถ้าพูดว่าให้ร่ำรวย ให้มีเงินมีทองมากๆ
อย่างนี้ เขาสาธุ นักปฏิบัติเรา ต้องรู้เรื่อง
เหล่านี้ และต้องมุ่งไปสู่ที่ที่ไม่มีภพ เพื่อความ
หลุดพ้นของเราในที่สุด..."

หลวงพ่อชา​ สุภัทโท
วัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ
จ.อุบลราชธานี








แสงแห่งปัญญา " ทางลาออกจากวัฏสงสาร "

หยุดความคิด ... คือหยุดสังสารวัฏฏ์

อารมณ์ต่างๆ นั้นมันย่อมหมุนเวียนเปลี่ยนผันไปตามวงล้อแห่งวัฏฏะ มันมิได้เกี่ยวข้องกับอายตนะหนึ่งอายตนะใดเลย เมื่อเวไนยสัตว์ตนใดไปสัมผัสผูกรัดมันเข้า ถ้าขาดปัญญา ก็จะถูกมันดูดดึงลงสู่ห้วงแห่งความมืดมนนอนธการ นั้นหมายถึงว่า วิถีทางที่จะเข้าสู่จิตเดิมจิตแท้ของเขานั้น ย่อมเลือนรางห่างหายออกไปทุกที
.
ถ้าเราไม่รู้จักสภาวะที่แท้จริงของจิตแท้แล้ว เราก็ไม่มีทางที่จะค้นหามันได้ถูกต้อง ยิ่งดิ้นรนขวนขวายแสวงหามากเท่าใดก็ดูเหมือนว่า จะยิ่งจมลงสู่ปลักแห่งความหายนะ คือวัฏฏะมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ พระปัจเจกโพธิ์องค์สําคัญคือ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ท่านจึงได้สั่งนักสั่งหนาว่า

" อย่าส่งจิตออกนอก "

เพราะมันเป็นประตูๆเดียว ที่จะเปิดไปสู่มรรควิถีที่จะพาไปพบจิตเดิมจิตแท้
.
สภาวะที่แท้จริงของจิตเดิมจิตแท้นั้น ก็คือสภาวะแห่งความเป็นพุทธะนั้นเอง หรือ เราอาจะกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะที่แท้จริง ก็คือสภาวะแห่งจิตเดิมจิตแท้นั้นเอง สิ่งๆนี้ มันเป็น สิ่งที่อยู่ใกล้กับปลายจมูกเรา เพียงแค่ชั่วเสี้ยวหนึ่งของเม็ดทรายเท่านั้น แต่เป็นเพราะพวกเราผู้ปราถนาความหลุดพ้น ไปหลงติดในพิธีกรรม และ ข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ ที่มีมากมายหลายแบบหลายตอน แล้วก็หลงยึดมั่นว่าเป็นหนทางบําเพ็ญเพียร เพื่อ สร้างปรามิตาทั้งหก เพื่อ หวังจะก้าวเข้าถึงความเป็นพุทธะกับเขาสักองค์หนึ่ง
.
ก็สภาวะที่แท้จริง ของจิตเดิมจิตแท้ หรือ พุทธะที่แท้จริงนั้น ไม่มีขั้นตอนในการเข้าถึง มันเป็นสิ่งๆเดียวรวด เพียงแต่ขอให้เราเลิกผูกพัน กับ รูปธรรมต่างๆ ให้หมดสิ้น แล้วหันมาทําความเข้าใจ จิตกับอารมณ์ ให้ถูกต้อง เราจะพบเองเห็นเอง รู้ว่าสิ่งๆ นี้มันอยู่ใกล้แสนใกล้ กับปลายจมูกเราแค่นี้เอง เมื่อวาระนั้นมาถึง เราคงจะได้เสพย์รสประทินกลิ่นหอม ของภาวะนี้อย่างถึงใจ ให้สมกับที่ได้เพียรแสวงหา มาหลายหมื่นหลายแสนกัลป์แล้ว จิตของผู้ที่ยังข้องเกี่ยวอยู่ในกามคุณ ย่อมเป็นจิตที่ถูกเปลี่ยนฐานจากเดิม โดยอํานาจของอวิชชา เราจึงเรียกว่าจิตแห่งปุถุชน เพราะมันยังตกอยู่ในครรลองแห่งสภาวะธรรม
.
แต่ถ้าเราสามารถปฏิวัติจิต หรือ ปฏิรูปจิตแห่งปุถุชนนี้ ให้เข้าสู่สภาวะเดิมได้อย่างหมดจดสิ้นเชิง ไม่เหลือแม้แต่ปรมาณูเดียว จิตก็จะหยุดการยักย้ายถ่ายเท นั้นหมายถึงว่า ภาวะแห่งการเปิดรับอารมณ์ ที่จะเป็นองค์กรหรือปัจจัย ให้จิตกระเพื่อมหวั่นไหว แล้วปรุงแต่งไปตามสภาวะต่างๆที่เรียกว่า # จิตสังขาร ก็จะถูกตัดขาดโดยทันที จิตเมื่อหยุดการเคลื่อนไหวโดยสนิท ด้วยอํานาจ ญาณปัญญา อันละเอียด ลึกซึ้ง ที่ฉายส่องเข้าไปสัมผัสแก่นแท้ของจิตใจ ได้อย่างถูกต้องที่เรียกว่า " จับกิริยาจิตได้แล้ว " ทุกสิ่งทุกอย่างก็ดับ จึงกล่าวได้ว่า เมื่อเหตุถูกทําลาย ผลอันเกิดจากเหตุจึงไม่มีภาวะต่อไป เราจึงเรียกว่า " มหาสูญญตา "
.
ปรัชญาธรรม หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
จากหนังสือ คิดถึงปู่
โดย หลวงพ่อ มนตรี อาภัสสะโร






ยึดถือ”ตัวกู” คือเหตุแห่งทุกข์
...
“เมื่อทำงานได้รับคำตำหนิ ไม่ใช่เพียงหู
ที่ได้ยินเสียง แต่เกิดเป็นความสำคัญมั่นหมาย
เขาด่ากู เขาไม่ให้เกียรติกู เขาดูถูกกู กินก็คิด
นอนก็คิด เขาด่ากู เขาด่ากู อันนี้เรียกว่าทุกข์
เพราะยึดติดในตัวกูของกู ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูก
ปรุงแต่งขึ้นมา ชีวิตของเราแท้จริงมีแต่กาย
กับใจ ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู ตัวกูเป็นสิ่งที่ใจ
ปรุงแต่งขึ้นมาเอง แล้วก็ยึดเอาไว้ไม่ปล่อย
เมื่ออะไรก็ตามมากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น
กาย ใจ หากเกิดทุกขเวทนาก็จะเกิดความ
รู้สึกว่ากูทุกข์ กูปวด กูโกรธ เมื่อเศร้า
ไม่ใช่เพียงความเศร้าเกิดขึ้น แต่มีความรู้สึก
ว่ากูเศร้า นี้คือรากเหง้าของความทุกข์ทั้งปวง”
...
พระไพศาล วิสาโล






“..กรรมจำแนกแจกสัตว์ให้เป็นต่างๆ กัน และเสวยผลต่างๆ กันตามวิบากของตนที่ทำไว้ ใครเกิดเป็นอะไร อยู่ที่ใด ย่อมตกอยู่ในอำนาจแห่งกรรมดี ชั่ว สุข ทุกข์ด้วยกัน ไม่มีพิเศษจากกรรมต่างกันอะไรเลย ผู้ทำดี ผลที่สนองตอบก็เป็นสุข ผู้ทำชั่ว ผลนั่นก็เป็นทุกข์ คำว่าสุขหรือทุกข์มีได้ในสัตว์ทั่วไปไม่นิยมชาติกำเนิด เป็นเพียงหยาบละเอียดต่างกันเท่านั้น ทั้งกายหยาบ กายละเอียด สรุปแล้วก็คือเรือนร่างแห่งความสุข ทุกข์เราดีๆ นี่เอง จึงไม่ควรตื่นเต้นในการเกิดซึ่งเท่ากับการตาย ในขณะเดียวกัน ผู้ไม่อยากตาย แต่ยังปรารถนาอยากเกิดเป็นนั่นเป็นนี่อยู่ก็เท่ากับปรารถนาความตายอยู่นั่นเอง..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







สงบแท้อยู่ที่ไหน
...
ไปนั่งตรงนั้นมีเสียงเกิดขึ้นมาก็วุ่นวาย
หนีจากตรงนั้นไปที่อื่นก็สงบดี แต่ถ้า
มีเสียงอีก ก็วุ่นวายอีกแล้ว แน่ะ ...
เพราะเรารู้จากความจำ ไม่รู้ตามความ
เป็นจริงของมัน ถ้าความเป็นจริงของมันแล้ว
เราจะอยู่กับเสียง เสียงจะอยู่กับเรา
ก็ไม่มีอะไร มันเป็นคนละอย่างกัน
ยกตัวอย่าง วัตถุอันนี้ เราไปยกขึ้นมามันหนัก
ถ้าเราวางมันก็ไม่หนัก มันหนักเพราะอะไรล่ะ
เพราะเราไปยกมันขึ้นมา ถ้าหากเราปล่อย
มันไป ทำไมถึงเบา เพราะเราไม่ยกมัน
เรื่องที่เราไปยกมันเป็นแค่อุปาทาน ที่ว่า
เสียงกวนเรานั้นเอง มันก็วุ่นวายถ้าคิดอย่างนั้น
สมมติว่าวัตถุอันนี้หนักหนึ่งกิโลกรัม
ถ้าเราปล่อยมันไว้เฉยๆ มันก็หนักหนึ่งกิโลกรัม
อันนี้ก็เช่นกัน เสียง ถ้าเราปล่อยไว้เช่นนั้น
มันก็ไม่กวนเรา เพราะเราไม่ไปยึดมัน ...
...
พระโพธิญาณเถร ( หลวงพ่อชา สุภทฺโท ).








“..มนุสฺสธมฺโม...ปฏิบัติคืออะไร ปฏิบัติกาย ปฏิบัติวาจา และปฏิบัติดวงใจของเจ้าของให้หมดจากความเห็นผิด สร้างจิตใจของตนให้มันมีความเห็นถูก เห็นถูกในทางพระพุทธศาสนา ผลสุดท้ายก็เอาธรรมพินิจ จิตของพวกเราก็เลยสูงขึ้น สูงกว่าความโลภ สูงกว่าความโกรธ สูงกว่าความหลง ผลสุดท้ายจิตก็เป็น กองกาลกุศล คือ จิตเป็นบุญ

ต้นทุนที่เราได้บำเพ็ญ คือ ปฏิบัติชอบทางกาย ทางวาจา จิตใจ โดยบำเพ็ญศีลวัตร ทานวัตร ภาวนาวัตร กำจัดอาสวกิเลส ความหลง ออกจากจิตใจนั้นหนะ พระพุทธเจ้าถือว่าเป็นผู้ประเสริฐ มันเป็นอย่างนั้น เป็นมนุษย์ที่ดี เรียกว่า มนุสฺสธมฺโม มีธรรมประจำจิตประจำใจ..’’

โอวาทธรรมคำสอน
หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม
วัดอรัญญวิเวก ต.บ้านข่า อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม
พ.ศ.(๒๔๓๑-๒๕๑๗)





การเกิดมาพบกัน ถือว่าเราทำกรรมร่วมกันมา จะแบ่งว่าดีหรือชั่ว มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ใครจะชั่วกับเรา ก็เมตตาให้อภัย ใครจะดีกับเรา ก็อนุโมทนาสาธุการ ทำจิตให้ได้ให้ดี ชาติภพต่อไป จะได้ไม่ติดค้างกัน

ท่านพ่อลี ธัมมธโร





#หลวงพ่อวิริยังค์_สิรินฺธโร
การเกิดพลังจิตนั้นเป็นสิ่งที่ประสงค์
การทำสมาธิจุดประสงค์อยู่ตรงไหน
การทำสมาธิ จุดประสงค์อยู่ตรง "พลังจิต"
ส่วนการกระทำนั้นก็คือ การนั่งสมาธิ
และเราก็ทำให้จิตสงบไปเรื่อยๆ
เมื่อจิตสงบแล้วก็กลับกลายมาเป็นพลังจิต
พลังจิตนั้น คือ "บารมี"
หรือเรียกว่า เป็นส่วนที่สะสมอบรมซึ่งบารมี

เพราะเหตุใด เพราะเหตุว่า
#พลังจิตนี้จะสะสมด้วยอย่างอื่นไม่ได้
เราจะไปเที่ยวเอา หรือจะไปซื้อเอา
หรือจะไปหาอุบายวิธีเอา
อย่างไหนๆ ไม่ได้ทั้งนั้น ที่จะมาเสริมพลังจิต
มีอยู่ทางเดียวเท่านั้น คือ การทำจิตให้เป็นหนึ่ง






***ก่อนนอนให้ไหว้พระสวดมนต์
อย่าเฮ็ดคือวัวคือควาย..ตายกันทุกคืน แต่บ่ฮู้ว่าเจ้าของตาย จั๊กสิได้ตื่นหรือบ่ตื่น

***คิดหลายหลาย เป็นโรคประสาทเป็นบ้าฮั่นแล้ว แต่คิดพุทโธบ่เป็นหยัง..คิดพุทโธ คิดหลายแห่งดี

***ตั้งแต่สมัยพุทธกาล โลกตัดสินตามความคิดความเห็น ธรรมตัดสินตามเหตุตามผล

***โอวาทธรรมหลวงปู่สมศรี อตฺตสิริ
วัดป่าเวฬุวนาราม ต.ผาน้อย อ.วังสะพุง จ.เลย







#โอวาทธรรม
#หลวงปู่จันทร์ศรี_จันททีโป.

โอวาทธรรม หลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป

รักษาจิตไปทำไม

การรักษาจิตนั้น จะรักษาไปทำไม..? คือ รักษาไม่ให้มันยุ่ง มันไปยุ่งเกี่ยวกับอารมณ์ส่วนไหน ก็ใช้สติ และสัมปชัญญะคอยแก้ไข ให้มันละ มันวางอารมณ์สิ่งเหล่านั้นเสียได้ นั่นเรียกว่า..เป็นผู้มีปัญญา

หลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป
วัดโพธิสมภรณ์ พระอารามหลวง จ.อุดรธานี





อย่าปล่อยให้วันคืนล่วงเลยไปเฉยๆ ต้องให้มันผ่านไปด้วยการปฏิบัติธรรมกำจัดสิ่งแปลกปลอมออกจากจิต เหลือแต่ของจริง คือแก่นแท้ของธรรม

#โอวาทธรรม #คำสอน #พ่อแม่ครูบาอาจารย์
หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ วัดป่านิโครธาราม อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี





#จงอย่าหวั่นไหว
จงทำใจให้ได้เมื่อมีทุกข์
คนที่ทำใจได้เพราะมีสติ
ควบคุมใจได้...

#ถ้าผู้ใดเจริญสติวิปัสสนากรรมฐาน
จิตมั่นคง ต้องช่วยตัวเองได้
ทำใจได้ จะไม่เสียใจ ไม่น้อยใจ
ต่อบุคคลใด คนทำใจได้นั่นแหละ
จะได้รับผลดี มีสติเป็นอาวุธ
ของตนตลอดไป...

#ศิษย์พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม
(วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี)


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 37 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO