พระพุทธพจน์ - พุทธภาษิต พระธรรมเทศนา และ ธรรมะจากครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
ศุกร์ 15 พ.ค. 2026 3:03 pm
“..เวลาความตายมาถึงเข้า กายกับจิตจะอยู่ด้วยกันไม่ได้ เรียกว่าแยกกันไป จิตทำบาปไว้ก็ไปสู่บาป จิตทำบุญไว้ก็ไปสู่บุญ จิตละกิเลสราคะ โทสะ โมหะ ได้ก็ไปสู่นิพพาน จิตละไม่ได้ก็มาเวียนตายเวียนเกิด วุ่นวายอยู่อย่างนี้ พระพุทธเจ้ามา ตรัสรู้ในโลก มนุษย์ทั้งหลายก็ยังไม่หมดไปจากโลก ยิ่งในปัจจุบันนี้ ยิ่งมากกว่าในสมัยก่อน มันเกิดมาจากไหน ก็เกิดมาจากจิตที่เต็มไปด้วย อวิชชา-ความไม่รู้ ตัณหา-ความดิ้นรน ไม่สงบตั้งมั่น ก็สร้างตัวขึ้นมาในแต่ละบุคคล แล้วก็มาทุกข์มาเดือดร้อน วุ่นวายอยู่ในวัฏสงสารอย่างนี้แหละ..”
โอวาทธรรมคำสอน
พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทธาจาโร)
วัดถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ (พ.ศ.๒๔๕๒–๒๕๓๕)
“..ธรรมะ ธรรมชาติ..ธรรมะ หรือ ธัมโม ต้องเรียนเอา มาจากธรรมชาติ เห็นความเกิด ความแปรปรวนของสังขารประกอบด้วยไตรลักษณ์
เป็นนักปฏิบัติกรรมฐานอย่าเชื่อหมอมากนัก ให้เชื่อธรรม เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม จึงจะดี ธรรมะทั้งหมดชี้เข้าที่กายกับจิต เพราะกายและจิตนั่นแหละ เป็นคัมภีร์เดิม เป็นคัมภีร์ธรรมะที่แท้จริง
ภูเขา ทะเล สายน้ำ แผ่นดิน แผ่นฟ้า เห็นไปดูไปก็ไม่มีความหมาย ให้เห็น แต่ชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ เท่านั้นแล
ทิฐิมานะนั่นแหละ เป็นภูเขาสูงหาที่ประมาณมิได้
โลกสันนิวาส มีความแปรปรวนตั้งเที่ยงอยู่เช่นนั้น แต่จิตของเรารักษาไว้ให้ดี อย่าให้ติด ถ้าไม่ติดก็ชื่อว่าเป็นสุข
พิจารณาค้นกาย ตรวจกายถูกดีแล้ว ค้นดูกายถึงหลัก แลเห็นอริยสัจของจริงแล้ว เดินตามมรรคเห็นตัวสมุทัย เห็นทุกขสัจ ต้องทำจิตให้เป็นเอก ต้องสงเคราะห์ธรรมให้เป็นเอกเสมอ
พระอรหันต์มีคุณอนันต์นับหาประมาณมิได้ พระอรหันต์ตรัสรู้ในตัวเห็นในตัวมีญาณแจ่มแจ้งดี ล้วนแต่เล่าเรียนธรรมชาติทั้งนั้น..”
ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
เวลาเข้าห้องพระ อย่างน้อยขอให้ภาวนาได้สิบนาที เอ้า บังคับ วันคืนหนึ่ง๒๔ ชั่วโมง นอกนั้นกิเลสเอาไปถลุงหมด
เวล่ำเวลาถึง ๒๔ ชั่วโมงเราแบ่งจากกิเลสมาประมาณสิบนาทีเอามานั่งภาวนาดูใจของตัวเอง มีสติตั้งเข้าไปดูหัวใจของตัวเองซึ่งเป็นนักเกิดนักตายนักท่องเที่ยว คือใจดวงนี้ และเรียกร้องหาความช่วยเหลือจากเจ้าของอยู่ตลอดเวลา
เราต้องนำธรรมเข้ามาเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจ ด้วยการภาวนาพุทโธ หรือธัมโม หรือสังโฆ หรือกำหนดอานาปานสติก็ได้
ใครมีธรรมบทใดให้กำหนดอยู่ภายในจิตใจของตนกับธรรมบทนั้นด้วยความมีสติตั้งสติให้ดี พิจารณาให้ละเอียดลออ อยู่ในนั้นนะ แล้วความรู้อันนี้แหละ ที่มันซ่านอยู่ในร่างกายของเรานี้ เราว่าเป็นเราหมดทั้งร่างกาย ดินน้ำลมไฟผสมกันเข้าเป็นสัตว์เป็นบุคคล เราก็ว่านี้เป็นเราเสีย
นี่เพราะความรู้ไปซ่านอยู่หมดทีนี้เวลาเราภาวนาเข้าไป อบรมเข้าไป ความรู้นี้จะหดตัวเข้าไปๆ เด่นอยู่ที่ท่ามกลางหัวอก รู้เด่นอยู่ที่นั่น สว่างกระจ่างแจ้งอยู่นั่น นั้นชัดเจนแล้วว่านี้คือความรู้ สิ่งเหล่านั้นคืออวัยวะต่างๆ เป็นดินเป็นน้ำเป็นลมเป็นไฟ เป็นอวัยวะเครื่องใช้ของใจ มันก็รู้ชัดเจนขึ้นมาภายในใจ เรียกว่าใจมีหลักเกณฑ์
สร้างหลักใจนะ อย่าสร้างแต่ด้านวัตถุอันเป็นเรื่องหลอกลวงกันให้เป็นบ้ากัน ให้สร้างหลักใจเป็นคู่เคียงกันเข้าไป
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด
Thai/English
"...พระที่เป็นพระอริยเจ้าน่ะเคยเกิดที่ประเทศอินเดียเป็นส่วนใหญ่นะ
ที่มาเป็นพระอริยเจ้าที่เมืองไทย
ทุกคนถึงรักคนอินเดียมากที่สุดในโลก
[...โยมอินเดียกราบขอบพระคุณหลวงพ่อ...]
หลวงพ่อพูดความจริงน่ะ
พระที่ไปอยู่ประเทศอินเดียนั่นนะ
ไม่ใช่เขาไปเผยแผ่ มรรค ผลนิพพาน
เขาไปทำทัวร์กัน
พวกพระผีบ้า
พระพุทธเจ้าน่ะ ไม่เอาอะไร
ถึงมีความสุข
นี่จะไปเอา
ประชาชนอินเดียเขาทานมังสวิรัติกันน่ะ
ตัวเองไปทานเนื้อ
แถมยังไปสูบบุหรี่น่ะ
เห็นคนจนน่ะ ทำมืออย่างนี้
[...หลวงพ่อทำมือห้าม...]
เห็นคนรวยน่ะ 'นะจ๊ะ นะจ๊ะ'
โยมจะให้หลวงพ่อ
ถวายวัดให้หลวงพ่อ
ให้หลวงพ่อไปอยู่ประเทศอินเดีย
เพราะหลวงพ่อถือพระวินัย
ตามรอยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เถ้าแก่ประเทศไทยก็ตามไปสกัดไว้
เมื่อสิบกว่าปีก่อนนี่ ยังไม่ถึง ๒๐ ปีหรอก
เพราะมันต้องทำเหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าน่ะ
ถ้ามีตัวมีตนอยู่ มันไปบอกสอนคนอื่นไม่ได้
การยกเลิกตัวยกเลิกตน
หัวใจถึงจะติดแอร์คอนดิชั่นนะ
ถ้ามีตัวมีตน
หัวใจมันพกระเบิด พกเอ็ม๑๖ พกอาก้า
ถ้าเป็นคนใหญ่ ...เอ็ม๑๖ อาก้า อาร์. พี. จี.
ถูกต้องมั้ย ๆ
ถ้าเรายกเลิกตัวตน
เราถึงจะแก้ปัญหาได้
พระศรีลังกามาหาหลวงพ่อน่ะ
เวลากลับเขาว่าเขาเข้าใจ
เขาจะกลับไปเผยแผ่ธรรมะได้มั้ย
หลวงพ่อก็พูดว่า
การไปเผยแผ่คือการยกเลิกตัวตนนะ
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ
ภายนอกมันคือภายใน
ภายในมันคือภายนอก
มันคืออันเดียวกัน
เราต้องเข้าใจอย่างนี้
พวกจะสอนเด็กอย่างนี้
มันต้องสอนภายนอก กาย วาจา กิริยา มารยาท
ประเทศไทยนี่
ทหารมีระเบียบมากที่สุดของเมืองไทยนะ
เพราะเขาสอนระเบียบ สอนวินัย
ต้องเอาระเบียบ เอาวินัย
เรารู้เราเข้าใจ
ปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องต้องใช้เวลา ๓ อาทิตย์ขึ้นไป
ถึงจะเปลี่ยนแปลง
ถ้างั้นมันไม่ได้
พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าให้เข้าสู่ระบบการประพฤติพรหมจรรย์
เข้าสู่ระบบความคิด คำพูด กิริยามารยาท อาชีพน่ะ
เข้าสู่ระบบให้ติดต่อต่อเนื่อง
การปฏิบัติใจ ก็ต้องปฏิบัติกาย
ต้องแต่งตัวให้เรียบร้อย
แปรงฟันให้เรียบร้อยนะ
ถ้าเรียบร้อยนี่ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน
เพื่อยกเลิกตัวตน
พระวินัยนี่ที่เป็นความยึดมั่นถือมั่น
มันเป็นการยกเลิกตัวตนนะ
ต้องเข้าใจอย่างนี้
นี่น่ะ การฝึกใจ ก็ต้องฝึกกาย
ความคิด คำพูด การกระทำ กิริยามารยาท อะไร
มันต้องฝึก
พระพุทธเจ้าไม่ให้เราประมาท
ถ้าประมาทมันจะผิดพลาด
มันจะพังทลายเหมือนตึก สตง.
นี่หลวงพ่อพูดนี่น่ะ เข้าใจเนาะ..."
หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม
วันพุธที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๙
◇◇◇◇◇◇◇
...Many of the Noble Disciples in Buddhism were originally born in India.
Those who later became enlightened beings in Thailand had, for the most part, previously come from India.
That is why everyone should deeply love and respect the Indian people.
[...The Indian lay devotees bowed and thanked Luang Phor...]
I am speaking the truth.
Nowadays, many monks who go to India are not going there to spread the Path, Fruition, and Nibbāna.
They are simply organizing religious tours — “crazy monks.”
The Buddha did not seek to possess anything.
That is why He was truly happy.
But nowadays monks only want to acquire things.
The Indian people are mostly vegetarians,
yet some monks go there eating meat and even smoking cigarettes.
When they see poor people, they gesture dismissively like this
[...Luang Phor made a prohibiting hand gesture...]
But when they see rich people, they become overly sweet and flattering — “Yes dear, yes dear.”
Some laypeople invited me to India,
offering to build a monastery and asking me to live there,
because I uphold the Vinaya
and practice according to the way of the Lord Buddha.
But wealthy supporters in Thailand persuaded me to remain here.
That was more than ten years ago — though not yet twenty years ago.
Because one must live exactly as the Lord Buddha lived.
If one still has self and ego,
one cannot truly teach others.
When one abandons self and ego,
the heart becomes like it has air conditioning inside.
But if one still has self and ego,
the heart carries bombs, M16 rifles, and AK-47s.
For the old generation —
then there are M16, AK-47s, RPGs as well.
Isn’t that true?
If we abandon selfhood,
then we can truly solve problems.
Monks from Sri Lanka came to visit me.
Before returning home, they said they finally understood,
and they asked whether they would now be able to spread the Dhamma properly.
I replied:
“To spread the Dhamma means to abandon self and ego.”
We must understand this well:
the outer world is the inner world,
and the inner world is the outer world.
They are one and the same.
We have to understand this.
Teachers who educate children
must first train outward behavior — body, speech, manners, and conduct.
In Thailand, the military is among the most disciplined institutions in the country,
because they teach order and discipline.
There must be discipline and structure.
When we truly understand,
continuous practice requires time — at least three weeks or more —
before genuine transformation begins to occur.
Otherwise, it will not work.
That is why the Buddha taught people to enter the system of sublime living — the Brahmacariya —
to enter a disciplined way of thinking, speaking, behaving, and earning one’s livelihood,
and to continue practicing consistently.
Training the mind also requires training the body.
We must dress properly,
brush our teeth properly,
and keep ourselves orderly.
When things are orderly,
there is no self or ego in that —
it is done in order to abandon selfhood.
The Vinaya — the disciplined regulations that monks firmly uphold —
is actually a method for eliminating self and ego.
One must understand this correctly.
Training the mind therefore also means training the body:
thoughts, speech, actions, manners, and conduct —
all of these must be trained.
The Buddha taught us not to be careless.
If we are careless, mistakes will happen.
Things will collapse like the State Audit Office building.
What I am saying here — do you understand? ...
— Luang Phor Gunhah Sukhakamo
At Wat Pah Subthawee Dhammaram
Wednesday, 13 May 2026
#ใจดีใจสบาย
#ธรรมะใจดีใจสบาย
#หลวงพ่อกัณหา_สุขกาโม
#วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม
#LuangPhorGunhah_Sukhakamo
#JaideeJaisabaai #WatSubthawee
#ไม่เชื่อก็ลองดู
ตั้งสติแน่วแน่ในพุทโธอันเดียว สามารถที่จะระงับทุกข์โศกโรคภัยทั้งหมด
ถ้าไม่เชื่อก็ลองดูซิ ความโกรธฉุนเฉียวเกิดขึ้นมา ตั้งสตินึกถึง พุทโธ เดี๋ยวก็หายหมด
- หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี -
"If you don’t believeIt try it"
Set your mindfulness firmly on Buddho alone, and it can calm all sorrow, suffering, illness, and affliction.
If you do not believe it, try it for yourself. When anger and irritation arise, establish mindfulness and recollect Buddho; soon, it will all disappear.
— Venerable Ajahn Thate Tesrangsi —
วัดป่านิโรธรังสี วัดป่าห้วยลาด
“ปฏิจจสมุปบาท“ อธิบายให้เข้าใจง่าย
ถาม: ขอความอนุเคราะห์พระอาจารย์ ช่วยอธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาท ส่วนมากเป็นภาษาบาลี อ่านแล้วไม่เข้าใจ อยากให้พระอาจารย์ช่วยแปลให้ฟังให้เข้าใจง่าย
พระอาจารย์: “ปฏิจจสมุปบาท” ก็เป็นการทำงานของใจ เริ่มต้นที่ใจมีอวิชชา อวิชชา คือ ความหลง หลงคิดว่าความสุขอยู่ที่ในโลกนี้ ก็เลยสั่งให้สังขาร ความคิดปรุงแต่ง ปรุงไปหาวิญญาณ ให้ส่งวิญญาณให้ไปหาร่างกาย ไปหาตาหูจมูกลิ้นกาย อายตนะ ก็จะได้สัมผัสกับรูปเสียงกลิ่นรสที่เป็นอายตนะภายนอก พออายตนะภายใน คือ ตาหูจมูกลิ้นกาย ได้สัมผัสกับอายตนะภายนอก คือ รูปเสียงกลิ่นรส ก็จะเกิดความรู้สึกขึ้นมา เห็นรูปก็จะเกิดสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ขึ้นมา ได้ยินเสียงก็เกิดสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ขึ้นมา
พอเกิดเวทนาก็จะเกิดตัณหาความอยาก ถ้าสุขก็อยากได้มากๆ ถ้าทุกข์ก็อยากจะให้มันหายไปเร็วๆ แล้วก็เลยเกิดอุปาทาน คือความยึดติดกับความสุข ติดกับความทุกข์ ความทุกข์ก็อยากจะกำจัด ความสุขก็อยากจะเก็บไว้ อยู่กับเราไปนานๆ พอมันหายไปก็ต้องมี ภว (ภวะ) ใหม่ขึ้นมา หาความสุขใหม่ขึ้นมา เวลาร่างกายตายไปก็ต้องไปเกิดใหม่ เพราะต้องใช้ร่างกาย ตาหูจมูกลิ้นกายมาทำต่อ นี่คือปฏิจจสมุปบาท เริ่มต้นที่ อวิชชา ปัจจยาสังขารา สังขารา ปัจจยาวิญญาณัง
จากอวิชชาก็ไปสังขาร สังขารก็ไปสู่วิญญาณ ตาหูจมูกลิ้นกาย วิญญาณก็ไปเกาะที่ตาหูจมูกลิ้นกาย ตาหูจมูกลิ้นกายก็ไปเห็นรูปเสียงกลิ่นรส ก็เรียกว่าสัมผัสเกิดขึ้น เกิดสัมผัสก็เกิดความรู้สึกขึ้นมา พอเกิดความรู้สึกก็เกิดความอยากขึ้นมา เห็นของชอบ เป็นยังไง อยากได้ใช่ไหม เห็นของไม่ชอบก็อยากโยนทิ้ง ใช่ไหม นั่นแหละเกิดความอยาก แล้วก็เกิดความผูกพันขึ้นมา ได้อะไรแล้วก็อยากจะเก็บไว้ อยู่กับเราไปนานๆ พอมันหมดไปก็ต้องไปหาใหม่ ก็ต้องเป็น(ภว)ใหม่ขึ้นมา ภว ก็ไปเกิดใหม่ ร่างกายนี้ตายก็ไปเปลี่ยนร่างกายใหม่ ก็ทำต่อ เวียนว่ายตายเกิดอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่มีวันสิ้นสุด
ต้องมาหยุดที่อวิชชา ด้วยธรรมะ ด้วยปัญญา เห็นทุกอย่างในโลกนี้เป็นไตรลักษณ์ มันก็จะได้หยุด มันก็เลยจะไม่ส่งสังขารมาปรุงแต่งออกไป มันก็จะอยู่ในสมาธิแทน อยู่ในความสงบแทน มันก็ไม่ไปส่งวิญญาณไปเกาะร่างกายต่อไป ต่อไปร่างกายไม่มี มันก็ไม่ไปหาร่างกายใหม่ เพราะมันรู้แล้วว่าความสุขที่แท้จริงอยู่ในใจนี่เอง ไม่ได้อยู่ที่ข้างนอก ก็หยุดปรุงแต่ง หยุดสังขาร พอหยุดสังขารก็หยุดวิญญาณ วิญญาณก็ไม่ส่งออกไปเกาะที่ตาหูจมูกลิ้นกาย มันก็ไม่มีภพชาติตามมาอีกต่อไป.
ธรรมะหน้ากุฏิ
วันที่ ๒๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๓
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี
พอปานนั้น
รักษาศีลก็คือรักษาตัวเราเอง
...
จริงๆแล้วที่ว่าการรักษาศีลนั้น ก็คือการ
รักษาตัวเรานั่นแหละ ศีลนั้นถ้าจะพูดให้ดีๆนั้น
ศีลนั้นก็ดีอยู่แล้ว ที่ไม่ดีคือเรานี่แหละ
เช่นพูดกันจนชินปากว่าไปรักษาศีล
ไอ้ความเป็นจริงมันสะท้อนกลับมาก็คือ
มารักษาตัวเรานั่นแหละ ศีล ๕ มีอะไรบ้าง
ศีล ๘ มีอะไรบ้าง ศีลก็เป็นอยู่อย่างนั้น
ก็ไม่ต้องไปรักษาท่านหรอกพวกเรา
มาเรียนให้รู้จัก ก็มารักษาตัวเราเอง
มารักษาตัวเอง ถ้าเราไม่ดีจะไปรักษาศีลนั้น
ไม่ได้หรอก มาเรียนให้มันรู้ศีล แล้วก็มา
รักษาตัวเจ้าของ ศีลนั้นจะไปรักษาทำไม
ศีล ๘ ก็มี ๘ ศีล ๕ ก็มี ๕ ศีล ๑๐ ก็มี ๑๐
อันไหนก็มีอยู่แล้ว ใครๆ ก็มุ่งจะไปรักษาศีล
มุ่งรักษาศีล แน่ะ ... เมื่อพูดให้ถูกต้อง จริงๆ
แล้วนั้น คือไปศึกษาศีล ศึกษาความบกพร่อง
ของเรา ศึกษาความผิดถูกให้รู้จัก แล้วมา
รักษาตัวเราเอง ถ้าคนทั้งหลายมุ่งไปรักษาศีล
แล้ว มันก็ไม่เห็นโทษของตัวเจ้าของ
มานั่งพิจารณาไปมา เอ้อ ... ก็คือมารักษา
ตัวเราเอง คือรักษาตัวเองดีขึ้น มันก็เป็น
ขึ้นมาเองศีลนั้น ศีลนี้เป็นชื่อของความบริสุทธิ์
ชื่อของความดี เป็นชื่อของความไม่ผิด
ถ้าเราทำถูกแล้ว ถ้าเราไม่ทำบาปแล้ว
ศีลก็เป็นขึ้นมาอย่างนั้น โดยได้ความว่าเรา
จะต้องรักษาตัวเราเอง ปฏิบัติเราเอง แล้วเรา
พูดกันจนติดปากว่าไปรักษาศีล อย่างนี้เป็นต้น
มันไกลไป ไกลไป ถ้าพูดใกล้ๆเข้ามาก็คือ
มารักษาตัวเจ้าของนี่แหละ รักษาเรานี่สิ
รักษาที่มันมีอยู่นี้ ตานี้ หูนี้ จมูกนี้ ลิ้นนี้ กายนี้
มันมีอยู่นี้ มันเป็นอยู่นี้ ก็มารักษาของเหล่านี้
ถ้ารักษาเหล่านี้ ความดีก็เกิดขึ้นแล้ว ความดี
ทั้งหลายที่เกิดขึ้นมา ก็คือศีลก็คือธรรม
มันก็ถูกกับเรา มันก็ไม่ได้ไปทางไหนน่ะ
อันนั้น เรียกบัญญัติข้างนอก บัญญัติทั้งหลาย
นั้นชี้เข้ามาหาเรา ไม่ได้ชี้ออกไปข้างนอก
ชี้เข้ามาหาตัวเราเอง ไม่ได้ชี้หนีไปทางอื่น
ชี้เข้ามาหาตัวเราเองทั้งหมด
พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระสาวกทุกองค์
เป็นต้น ไม่ได้ชี้ออกไป แต่ชี้เข้า ชี้เข้ามา ๆ
น่ะ ... ถ้าชี้ไปหาคนอื่น คนนั้นเป็นอย่างนี้
คนนี้เป็นอย่างนั้น อันนี้อันนั้น ไม่จบเรื่อง
กันหรอก มันต้องชี้มาหาเจ้าของ
พิจารณาตัวเราเอง ...
...
คำสอน หลวงพ่อชา สุภัทโท
กวาดใบไม้…ยังเห็นเป็นกอง
แต่กวาดความฟุ้งซ่านในใจ
ต้องอาศัยความนิ่งและสติ
ใบไม้ร่วง เพราะถึงเวลา
ความทุกข์ก็เช่นกัน
หากไม่เก็บไว้ในใจ
ไม่นานก็ปลิวผ่านไปตามธรรมชาติ
ผู้ก้มลงกวาดลานวัด
อาจไม่ได้เพียง
ทำความสะอาดพื้นดิน
แต่กำลังกวาด “อัตตา”ออกจากใจตนเอง
.
ณ วัดป่าภูปัง ต.หนามแท่ง อ.ศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี
“..ประโยชน์ของการอบรมใจ..”
“..ภาวนาไม่ใช่การได้ เป็นการทิ้ง.. ทิ้งของไม่ดี ชำระของไม่ดีที่มันติดอยู่ที่ใจของเราแต่เราไม่ทราบ ถ้าไม่ค้นหาก็ไม่ทราบและไม่ทราบจะเอาไปทิ้งที่ไหนด้วย นี่คือการภาวนา
ทีนี่เรายังไม่เคยเห็นใจ เราจึงมาฝึกหัดทำใจให้สงบให้มันนิ่งจึงจะเห็น คนเราวุ่นวายเดือดร้อนเพราะใจไม่สงบ ถ้าสงบแล้วไม่วุ่นวายไม่เป็นทุกข์ คนเป็นทุกข์กลุ้มใจเพราะคิดมาก ยึดโน่น ยึดนี่ ถือโน่น ถือนี่ นั่นเป็นของไม่ดี
เรามาสำรวมใจ จับเอาตัวใจให้มันได้ ใจเป็นของไม่มีตัวเป็นนามธรรม เราจะเอาสติ คือผู้ระลึกได้เป็นตัวระลึก เมื่อระลึกตรงไหนใจก็อยู่ตรงนั้น เช่น ระลึกพุทโธที่กลางอกของเราก็ตาม หรือจะระลึกพุทโธเอาไว้ตามลมหายใจเข้า-ออกก็ตาม ทำความรู้สึกเอาไว้เฉพาะตรงจุดที่เราตั้งไว้ตรงนั้น คอยระวังรักษาให้อยู่ในที่เดียว นี่เรียกว่าการฝึกอบรมใจให้มาอยู่ในที่เดียวกันเสียก่อนเป็นเบื้องต้น
การจะให้ใจอยู่มันยากเหมือนกัน ใจมันวิ่งว่อน วุ่นวายสารพัด เลยขี้เกียจรำคาญว่ามันยุ่งมากเหลือเกิน ที่แท้มันไม่มาก เราไม่เคยรวมเข้ามาเลยไม่เห็น ปล่อยให้ของกระจายทั่วบ้านทั่วเมืองจะไปเห็นอะไร คราวนี้ดึงมารวมเข้าอยู่ที่เดียวเลยเห็นเป็นของมาก
ความจริงมันมากยิ่งกว่าที่เห็นขณะนั่งภาวนานั้นอีก แต่เราไม่ได้อบรมใจเลยไม่ทราบ นี่แหละประโยชน์ของการอบรมใจ หรือการนั่งภาวนา หัดรวมใจให้เห็นของไม่ดี คือใจมันวุ่นวายส่งส่ายไปแล้วไม่ได้รับความสุข เราวุ่นวายมานานแสนนานแล้วมันก็ไม่เป็นสุขอะไร พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ทำใจให้สงบจะเกิดความสุข มันจะเป็นสุขอย่างไร จะสุขขนาดไหน เอามาเทียบกันดูที่หลัง..”
เทสฺรํสีธมฺโมวาท
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๔๕-๒๕๓๗)
"... อย่าไปหมายอะไรในสมาธิ ที่เขา
เรียกว่า ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน เราไม่ได้ว่าอย่างนั้น เราพูดถึงแต่ความสงบ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
ต่อไปนี้ก็ทิ้งวิตก วิจาร เกิดขึ้นมาแล้ว
ก็ทิ้งไป เหลือแต่ปีติกับสุข เอกัคคตา นี้
เรียกว่า กำลังของจิต
อาการของจิตที่ได้รับความสงบแล้ว
ถ้าเป็นอย่างนี้มันไม่ง่วง ความง่วงเหงาหาวนอนมันเข้าไม่ได้ นิวรณ์ทั้ง ๕ มันหนีหมด
วิจิกิจฉาความสงสัยลังเล อิจฉาพยาบาท ฟุ้งซ่านรำคาญ นี่ ! เหล่านี้ไม่มีแล้ว
นี่มันค่อยเคลื่อนไปเป็นระยะอย่างนั้น นี้อาศัยการกระทำให้มาก เจริญให้มาก ..."
""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
#พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท)
วัดหนองป่าพง ต.โนนผึ้งอ.วารินชำราบ
จ.อุบลราชธานี (พ.ศ.๒๔๖๑ - ๒๕๓๕)
“..ธรรมะ ธรรมชาติ..ธรรมะ หรือ ธัมโม ต้องเรียนเอา มาจากธรรมชาติ เห็นความเกิด ความแปรปรวนของสังขารประกอบด้วยไตรลักษณ์
เป็นนักปฏิบัติกรรมฐานอย่าเชื่อหมอมากนัก ให้เชื่อธรรม เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม จึงจะดี ธรรมะทั้งหมดชี้เข้าที่กายกับจิต เพราะกายและจิตนั่นแหละ เป็นคัมภีร์เดิม เป็นคัมภีร์ธรรมะที่แท้จริง
ภูเขา ทะเล สายน้ำ แผ่นดิน แผ่นฟ้า เห็นไปดูไปก็ไม่มีความหมาย ให้เห็น แต่ชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ เท่านั้นแล
ทิฐิมานะนั่นแหละ เป็นภูเขาสูงหาที่ประมาณมิได้
โลกสันนิวาส มีความแปรปรวนตั้งเที่ยงอยู่เช่นนั้น แต่จิตของเรารักษาไว้ให้ดี อย่าให้ติด ถ้าไม่ติดก็ชื่อว่าเป็นสุข
พิจารณาค้นกาย ตรวจกายถูกดีแล้ว ค้นดูกายถึงหลัก แลเห็นอริยสัจของจริงแล้ว เดินตามมรรคเห็นตัวสมุทัย เห็นทุกขสัจ ต้องทำจิตให้เป็นเอก ต้องสงเคราะห์ธรรมให้เป็นเอกเสมอ
พระอรหันต์มีคุณอนันต์นับหาประมาณมิได้ พระอรหันต์ตรัสรู้ในตัวเห็นในตัวมีญาณแจ่มแจ้งดี ล้วนแต่เล่าเรียนธรรมชาติทั้งนั้น..”
ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
“..การ ตำหนิติชม ใครและสมัยใดก็ตาม ย่อม ไม่เกิดประโยชน์ ใดๆทั้งสิ้น ถ้าไม่สนใจ ตำหนิติชมตัวเอง ผู้กำลัง ก่อไฟเผาตัว และผู้อื่น ให้ เดือดร้อน อยู่เวลานี้..”
โอวาทธรรม
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
วัดป่าสุทธาวาส
จังหวัดสกลนคร