นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน พุธ 06 พ.ค. 2026 7:52 am

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: มรรคผลนิพพาน
โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ 06 พ.ค. 2026 4:06 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5294
“..มรณสติทุกลมหายใจ..”
“..มรณกรรมฐาน” นี้...ไม่ใช่หลวงปู่เป็นผู้เทศน์
พระพุทธเจ้าเป็นผู้เทศน์ไว้ก่อนแล้ว
คือวันหนึ่ง...เวลาพระพุทธองค์อยู่ในวิหาร
มีพระอานนท์พุทธอุปัฏฐากนั่งอยู่ใกล้ๆ
พระพุทธองค์ท่านตรัสแก่พระอานนท์พุทธอุปัฏฐากว่า

ดูก่อนอานนท์ วันหนึ่งคืนหนึ่ง
อานนท์ได้นึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง

พระอานนท์ก็ทูลตอบพระพุทธองค์ว่า
ข้าพระองค์นึกถึงความตายวันละหลายพันครั้ง

พระองค์ก็ย้อนพระอานนท์ว่า
วันหนึ่งคืนหนึ่งยี่สิบสี่ชั่วโมงนั้น
นึกถึงความตายวันละหลายพันครั้งนั้นยังประมาทอยู่
ต่อไปให้อานนท์พร้อมด้วยพุทธบริษัททั้งสี่
ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
ให้พากันนึกถึงความตายที่จะมาถึงตนทุกคน
ให้ได้ทุกลมหายใจเข้า ให้ได้ทุกลมหายใจออก
จึงจัดว่า ไม่ประมาท
ถ้ายังนับได้อยู่เรียกว่า ยังประมาทอยู่

ตรงนี้แหละที่เรามักจะคิดในใจว่า
ทำไมหนอ...เราฟังเทศน์ฟังธรรม
ฟังคำสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กแต่เล็ก
จนแก่ชราจึงไม่ค่อยได้บรรลุมรรคผลนิพพาน
ก็คือ “ความประมาท” นี่แหละ
ไม่ได้นึกถึงความตาย
ทุกลมหายใจเข้า ทุกลมหายใจออก

ด้วยเหตุนี้ให้เราทุกคนผู้ได้ยินได้ฟังอยู่นี้
นี่แหละให้นึกให้ได้ทุกลมหายใจเข้าทุกลมหายใจออก
ทำไมท่านจึงตรัสอย่างนั้น
ก็เพราะคนเราไม่ว่าจะตายด้วยเหตุการณ์ใดๆ ก็ตาม
มนุษย์เขาต้องดูที่ลมหายใจเข้าออกนี่แหละ
ถ้าคนนั้นร่างกายจะนิ่งแน่ไปแล้วก็ตาม
ถ้ายังมีลมหายใจเข้าออกอยู่
ก็ยังไม่เรียกว่า ศพ ยังไม่เรียกว่า ตาย

แต่ถ้าลมหายใจเข้าไปแล้วออกมาไม่ได้
เงียบหายไป ทีนี้ก็ให้ชื่อว่า ตาย ล่ะสิ..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทธาจาโร)
วัดถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ (พ.ศ.๒๔๕๒–๒๕๓๕)






” นิพพาน ... เป็นคำพ้อง ความหมาย(ตรง)
กับว่าสุญญตา สุญญตา คือความว่าง ...
แต่ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีอะไรเลย
หากเป็นการว่าง ... จากกิเลส
ว่าง ... จากตัวตน ว่าง ... จากทุกข์
ในความเป็นจริง สุญญตา กลับเต็มไปด้วย
สติ ... และญาณปัญญา เรื่องน่าแปลกที่
คล้ายกันก็คือ เมื่อนักวิทยาศาสตร์ศึกษา
สสาร ลงลึกไปถึงสิ่งที่เล็กที่สุด คืออนุภาค
และอนุ - อนุภาค(subparticle)กลับพบว่า
แท้จริง มีแต่ความว่างเปล่า แต่ไม่ใช่ ไม่มี
อะไรเลย เป็นการว่างจากอนุภาค ว่างจาก
สสาร เเต่เต็มไปด้วยคลื่นพลังงาน เรียกว่า
quantum vaccum ส่วนที่เราเห็นเป็นก้อน
เป็นต้นนั้น เป็นเสมือนภาพลวงตา เนื่องจาก
ความสามารถในการรับรู้มีจำกัด คลื่นพลังงาน
ที่มีความถี่ต่ำ เราจะมองเห็นเป็นก้อน
อย่างที่พระท่านว่าฆนะ (ความเป็นก้อน)
บดบังอนัตตา (ความว่างจากตัวตน)
ธรรมะของพระพุทธเจ้า ช่างเป็นความจริง
ที่ลึกซึ้งน่าอัศจรรย์ ยิ่งนัก” ...
...
พระพรหมวชิรญาณ (หลวงปู่สุเมโธ)






“... ทานก็รู้อยู่แล้ว คือการสละ
หรือการละการวาง ผู้ใดละมาก วางได้มาก ก็เป็นผลานิสงส์มาก ผู้ใดวางได้น้อย ละได้น้อย ก็ผลานิสงส์น้อย

มัจฉริยะ ความตระหนี่เหนียวแน่น นี้แหละคือ ความโลภ ต้องสละเสีย ให้เป็นผู้บริจาค ก็บริจาคทรัพย์ สมบัติวัตถุทั้งหลายเท่านั้นหละ ไม่ใช่อื่นไกล แปลว่าทะนุบำรุงตน

เหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ท่าน
จะสำเร็จมรรคผล ท่านก็ได้สร้างบารมีมา คือ ทานบารมี อันนี้ นี่ให้เข้าใจไว้..ทานเป็นเครื่องสะเบียงของเรา เมื่อเราได้ทำไว้พอแล้ว เราจะเดินทางไกล เราก็ไม่ต้องกลัว ..."
--------------------------
#โอวาทธรรม___
#พระอาจารย์ฝั้น_อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร ต.พรรณา อ.พรรณานิคม
จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๔๒ - ๒๕๒๐)





เราต่างหาก ที่เป็นผู้กำหนด “โชคชะตากรรม"
..ของตนเอง..

อนาคตจะดีจะชั่วเป็นผลสืบทอด ไปจากปัจจุบัน
ถ้าปัจจุบันปรับปรุงตัว ไม่ดีแล้ว อนาคตจะไม่มีผลดีอะไรเกิดขึ้นเลย

โอวาทธรรม : หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี






“..ฝึกหัดสมาธิภาวนา นึกเอา มรณานุสติ เป็นอารมณ์ให้นึกถึงความ ตาย ว่าเราจะต้องตายแน่แท้ ไม่วันใดวันหนึ่ง เพราะความตายเป็นที่สุด ของชีวิตคนเรา

เมื่อตายแล้ว ก็ทอดทิ้งสิ่งทั้งปวงหมด ไม่ว่าจะของรักแลหวงแหนสักปานใดต้องทอดทิ้งทั้งหมด การบริกรรม มรณานุสติ เป็นอุบาย ที่สุดของอุบายทั้งปวง จะพิจารณาลมหายใจเข้า หายใจออก ในที่สุดก็ลง ความตาย จะพิจารณาอสุภกรรมฐาน ในที่สุดก็ลงความตาย

เมื่อพิจารณาถึงความตายแล้ว มัน มิอาลัย ในสิ่งทั้งปวงหมดสิ้น จะคงเหลือแต่จิตอันเดียว นั่นแหละ ได้ชื่อว่าชำระจิตแล้ว..’’

เทสฺรํสีธมฺโมวาท
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๔๕-๒๕๓๗)






“..มรณสติทุกลมหายใจ..”
“..มรณกรรมฐาน” นี้...ไม่ใช่หลวงปู่เป็นผู้เทศน์
พระพุทธเจ้าเป็นผู้เทศน์ไว้ก่อนแล้ว
คือวันหนึ่ง...เวลาพระพุทธองค์อยู่ในวิหาร
มีพระอานนท์พุทธอุปัฏฐากนั่งอยู่ใกล้ๆ
พระพุทธองค์ท่านตรัสแก่พระอานนท์พุทธอุปัฏฐากว่า

ดูก่อนอานนท์ วันหนึ่งคืนหนึ่ง
อานนท์ได้นึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง

พระอานนท์ก็ทูลตอบพระพุทธองค์ว่า
ข้าพระองค์นึกถึงความตายวันละหลายพันครั้ง

พระองค์ก็ย้อนพระอานนท์ว่า
วันหนึ่งคืนหนึ่งยี่สิบสี่ชั่วโมงนั้น
นึกถึงความตายวันละหลายพันครั้งนั้นยังประมาทอยู่
ต่อไปให้อานนท์พร้อมด้วยพุทธบริษัททั้งสี่
ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
ให้พากันนึกถึงความตายที่จะมาถึงตนทุกคน
ให้ได้ทุกลมหายใจเข้า ให้ได้ทุกลมหายใจออก
จึงจัดว่า ไม่ประมาท
ถ้ายังนับได้อยู่เรียกว่า ยังประมาทอยู่

ตรงนี้แหละที่เรามักจะคิดในใจว่า
ทำไมหนอ...เราฟังเทศน์ฟังธรรม
ฟังคำสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กแต่เล็ก
จนแก่ชราจึงไม่ค่อยได้บรรลุมรรคผลนิพพาน
ก็คือ “ความประมาท” นี่แหละ
ไม่ได้นึกถึงความตาย
ทุกลมหายใจเข้า ทุกลมหายใจออก

ด้วยเหตุนี้ให้เราทุกคนผู้ได้ยินได้ฟังอยู่นี้
นี่แหละให้นึกให้ได้ทุกลมหายใจเข้าทุกลมหายใจออก
ทำไมท่านจึงตรัสอย่างนั้น
ก็เพราะคนเราไม่ว่าจะตายด้วยเหตุการณ์ใดๆ ก็ตาม
มนุษย์เขาต้องดูที่ลมหายใจเข้าออกนี่แหละ
ถ้าคนนั้นร่างกายจะนิ่งแน่ไปแล้วก็ตาม
ถ้ายังมีลมหายใจเข้าออกอยู่
ก็ยังไม่เรียกว่า ศพ ยังไม่เรียกว่า ตาย

แต่ถ้าลมหายใจเข้าไปแล้วออกมาไม่ได้
เงียบหายไป ทีนี้ก็ให้ชื่อว่า ตาย ล่ะสิ..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทธาจาโร)
วัดถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ (พ.ศ.๒๔๕๒–๒๕๓๕)






"ธรรมไม่ได้ซับซ้อน_อยู่ที่ความเรัยบง่าย_และความตรงไปตรงมา_ผู้ใดมีจิตตั้งมั่น_จิตนั่นจะพาไปสู่ธรรม

#หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต





#กรรมนิมิต_คตินิมิตของสุคติกับทุคติ
"...คนเราเมื่อจะถึงที่สุดเวลาจะตายจริงๆ มันต้องตัดหมดทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่สติที่เรารักษาไว้ดีแล้วก็จะไม่ปรากฏ มันจะปรากฏแต่กรรมนิมิต คตินิมิต จะไปเกิดใน “สุคติ” หรือ “ทุคติ” ต้องมีกรรมนิมิตปรากฏไปตามกรรม เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดมิจฉาจาร เป็นต้น นี้เรียกว่า “กรรมชั่ว”

“กรรมนิมิต” นั้น คือเห็นสัตว์ที่เราเคยฆ่า เห็นด้วยใจสัตว์นั้นมาไล่ชนหรือรุมล้อมทำร้ายเราให้เจ็บปวดร้องครวญครางจนปรากฏเสียงออกมาให้คนทั้งหลายได้ยินก็มี เหมือนกับที่เราได้ทำเขาเมื่อยังมีชีวิตอยู่

“คตินิมิต” ในทางที่ชั่วนั้น เช่น ปรากฏเห็นด้วยใจว่าผู้ที่ทำบาปเช่นเดียวกันกับเรานั้น ตายไปแล้วได้ทนทุกข์ทรมานด้วยอาการต่างๆ เช่น เห็นร่างกายของเขามีแต่โครงกระดูก หาเนื้อหนังมิได้ คนไหนมีเนื้อหนัง คนอื่นสัตว์อื่นก็มาเฉือนเนื้อหนังเอาไปบริโภคกินหมด ดังนี้เป็นต้น แต่ตัวยังไม่ตาย เมื่อคตินั้นมาปรากฏเห็นเฉพาะตนแล้ว ก็กลัวแสนกลัวหาที่สุดมิได้ กลัวตนจะไปเป็นอย่างผู้นั้น แล้วแน่ในใจที่สุดว่า ตนจะต้องไปเป็นอย่างนั้นโดยเหตุมีอันบันดาลให้เป็นไปอย่างนั้น

กรรมนิมิต คตินิมิต ของความดีนั้นตรงกันข้าม บุคคลผู้ทำความดีไว้ในเมื่อมีชีวิตอยู่ เป็นต้นว่า เคยได้ไปทอดผ้าป่ามหากฐินและสิ่งอื่นๆ อะไรก็ตาม เมื่อจวนจะตายไม่มีสติแล้ว กรรมนิมิตและคตินิมิตจะมาปรากฏเช่นเดียวกับกรรมชั่ว แต่กรรมดีมันให้เพลิดเพลินเจริญใจ เป็นต้นว่า ไทยทานที่ตนทำไปแล้วเมื่อยังมีชีวิตอยู่ แม้มีปริมาณเล็กน้อย แต่มีกรรมนิมิต คตินิมิต ที่ปรากฏเห็นเป็นของมาก มากจนเหลือที่เราจะพรรณนาได้ครบถ้วนเมื่อเห็นนั้นแล้วก็อยากได้ แล้วก็มีหวังจะได้ในวันหนึ่งข้างหน้า โดยมีสิ่งบันดาลให้ได้จริงๆ

บางคนบอกว่า เมื่อเราจะตายต้องรักษาสติไว้ ไม่คิดถึงกรรมชั่ว ความข้อนั้นเป็นความประมาทของเขาเองเขาคิดเดาเอาเฉยๆ มันจะรักษาได้อย่างไรในเมื่อมันไม่มีสติ มีกรรมนิมิต เป็นเครื่องชักจูงให้เป็นไปเอง ในการที่ปล่อยให้เป็นเอง ไม่สามารถจะกลับคืนมาแก้ตัวอีกได้ ฉะนั้น ทำเสียเดี๋ยวนี้ตั้งแต่เป็นมนุษย์อยู่ และเมื่อถึงคราวจะตายนั้นแล้วมันเป็นเองหรอก ทำดีมาก ทำชั่วมาก มันก็เป็นไปตามเรื่องที่ทำเอาไว้ มันเป็นเอง เกิดเองของมันต่างหาก..."

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
วัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 9 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO