นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน พุธ 06 พ.ค. 2026 7:52 am

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: ฝึกสติฝึกสมาธิ
โพสต์โพสต์แล้ว: อังคาร 05 พ.ค. 2026 7:54 pm 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5294
"การเห็นไตรลักษณ์นั้น
ถ้าเห็นแล้ว เห็นอีก วันนี้ก็เห็น พรุ่งนี้ก็เห็น
อย่างนี้ไม่ใช่แล้ว อันนี้เป็นสังขารแล้ว

เพราะการเห็นไตรลักษณ์ที่แท้จริง มันเห็นแค่ครั้งเดียว แล้วจบหมด นี่เป็นปัญญาของจริง

ไม่มีหรอกที่จะต้องมาพิจารณาแล้วพิจารณาเล่า
ถ้าเป็นอย่างนั้น ยังไม่ใช่

เข้าใจไหม"

หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล
วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร
อ.บัวเชต จ.สุรินทร์

บันทึกโดย เขมปัญโญคฤหัสถ์
(ธรรมประทับใจ เอามาแบ่งให้สดับขอรับ)





ชีวิตก็อยู่กับธรรมะตั้งแต่วันเริ่มต้นเลย ตั้งแต่วันที่เกิดฉันทะได้อ่านหนังสือธรรมะเล่มแรก แล็วก็เกิดความ
พอใจที่จะปฏิบัติธรรม จึงมุ่งแต่ปฏิบัติ คิดแต่เรื่องปฏิบัติ จดจ่อกับการปฏิบัติ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอะไรเลย
ถ้าทำอย่างนี้ ผลจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ไม่เกิน ๗ ปี ดังที่ พระพุทธเจ้าได้ทรงพยากรณ์ไว้ ๗ ปีนี้จะนานเกินไปเสียด้วยซ้ำ แต่เวลาอ่าน พยากรณ์นี่ก็ไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้คิดว่าเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ ตอนนั้น ไม่สนใจ สนใจอยู่ที่การปฏิบัติเท่านั้น ขอให้ได้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุด ไม่ล้มพับ ไม่ถอย กลัวอย่างเดียวคือกลัวจะไปไม่ตลอดรอดฝั่ง จะเสร็จ เมื่อไหร่ไม่สำคัญ ถ้าทำอย่างไม่หยุดต้องถึงแน่ ๆ เหมือนกับรับประทานอาหาร ถ้ารับประทานไม่หยุด ก็ต้องอิ่มแน่ ๆ

“ทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เราเป็นเศรษฐี ให้เราพอ ให้เราไม่ต้องการอะไร ให้เราไม่มีความทุกข์กับสิ่งต่างๆ ก็คือการทำทาน รักษาศีล และภาวนานี่เอง”

โอวาทธรรมคำสอนของท่านพระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต




หน้าที่คือเหตุ ปล่อยวางคือผล
...
“การปล่อยวางที่แท้จริงไม่ใช่การนิ่งเฉย
หรือละทิ้งความรับผิดชอบ แต่คือการทุ่มเท
ทำเหตุในปัจจุบัน ให้ดีที่สุดด้วยสติ
ที่เต็มเปี่ยม ส่วนผลลัพธ์ จะออกมา
เป็นอย่างไรนั้น ให้วางใจ ยอมรับตาม
ความเป็นจริง เมื่อเราทำงานด้วยมือ
แต่ไม่แบกผลลัพธ์ไว้ที่ใจ เราจะพบว่า
ความเหนื่อยทางกายนั้น ไม่สามารถ
เบียดเบียนความสงบภายในได้เลย

ทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ แต่รักษาใจ
ไม่ให้ยึดติด นี่คือวิถีของการใช้ชีวิต
อย่างผู้รู้เท่าทันโลก” ...
...
พระพรหมวชิรญาณโสภณ
หลวงพ่อเลี่ยม ฐิตธัมโม วัดหนองป่าพง





ขาดสติ ขาดการยั้งคิด ปากจะพาจน.
นี่คือเหตุเเห่งความลำบาก..มันเลยเถิดไปถึงการล่วงล้ำก้ำเกิน เลยพอดี..
ทวงบุญ ทวงคุณ

ผู้ถูกว่า ถูกกระทำ เเม้เขาไม่เดือดร้อน. เเต่ตนเองนั่นเเหละจะเดือดร้อน มีภัยพิบัติมาหาตน....

#หลวงพ่อสายทอง_เตชะธัมโม
#วัดป่าห้วยกุ่ม
#จังหวัดตราด




“..มรณสติทุกลมหายใจ..”
“..มรณกรรมฐาน” นี้...ไม่ใช่หลวงปู่เป็นผู้เทศน์
พระพุทธเจ้าเป็นผู้เทศน์ไว้ก่อนแล้ว
คือวันหนึ่ง...เวลาพระพุทธองค์อยู่ในวิหาร
มีพระอานนท์พุทธอุปัฏฐากนั่งอยู่ใกล้ๆ
พระพุทธองค์ท่านตรัสแก่พระอานนท์พุทธอุปัฏฐากว่า

ดูก่อนอานนท์ วันหนึ่งคืนหนึ่ง
อานนท์ได้นึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง

พระอานนท์ก็ทูลตอบพระพุทธองค์ว่า
ข้าพระองค์นึกถึงความตายวันละหลายพันครั้ง

พระองค์ก็ย้อนพระอานนท์ว่า
วันหนึ่งคืนหนึ่งยี่สิบสี่ชั่วโมงนั้น
นึกถึงความตายวันละหลายพันครั้งนั้นยังประมาทอยู่
ต่อไปให้อานนท์พร้อมด้วยพุทธบริษัททั้งสี่
ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
ให้พากันนึกถึงความตายที่จะมาถึงตนทุกคน
ให้ได้ทุกลมหายใจเข้า ให้ได้ทุกลมหายใจออก
จึงจัดว่า ไม่ประมาท
ถ้ายังนับได้อยู่เรียกว่า ยังประมาทอยู่

ตรงนี้แหละที่เรามักจะคิดในใจว่า
ทำไมหนอ...เราฟังเทศน์ฟังธรรม
ฟังคำสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กแต่เล็ก
จนแก่ชราจึงไม่ค่อยได้บรรลุมรรคผลนิพพาน
ก็คือ “ความประมาท” นี่แหละ
ไม่ได้นึกถึงความตาย
ทุกลมหายใจเข้า ทุกลมหายใจออก

ด้วยเหตุนี้ให้เราทุกคนผู้ได้ยินได้ฟังอยู่นี้
นี่แหละให้นึกให้ได้ทุกลมหายใจเข้าทุกลมหายใจออก
ทำไมท่านจึงตรัสอย่างนั้น
ก็เพราะคนเราไม่ว่าจะตายด้วยเหตุการณ์ใดๆ ก็ตาม
มนุษย์เขาต้องดูที่ลมหายใจเข้าออกนี่แหละ
ถ้าคนนั้นร่างกายจะนิ่งแน่ไปแล้วก็ตาม
ถ้ายังมีลมหายใจเข้าออกอยู่
ก็ยังไม่เรียกว่า ศพ ยังไม่เรียกว่า ตาย

แต่ถ้าลมหายใจเข้าไปแล้วออกมาไม่ได้
เงียบหายไป ทีนี้ก็ให้ชื่อว่า ตาย ล่ะสิ..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทธาจาโร)
วัดถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ (พ.ศ.๒๔๕๒–๒๕๓๕)





อิสรภาพที่อยู่กลางใจนั้น จะเผยแสดงปรากฏ
แก่เราได้ ต่อเมื่ออาสวะหรือกิเลสที่ห่อหุ้มนั้น
ถูกทำลายลง การทำความดี สร้างสมบุญกุศล
เพื่อลดละความเห็นแก่ตัว เป็นเบื้องต้นแห่งการ
เข้าถึงอิสรภาพดังกล่าว ยิ่งทำความดี
สร้างสมบุญกุศลมากเท่าไร ก็ยิ่งส่งเสริม
มโนธรรมภายในให้งอกงามและขัดเกลากิเลส
ให้เบาบางลง แต่หากบุญกุศลนั้นทำด้วยความ
เห็นแก่ตัว กล่าวคือทำเพราะอยากได้โชคลาภ
ดังที่นิยมกระทำกัน ก็อาจทำให้กิเลสพอก
หนาขึ้น และไกลจากอิสรภาพยิ่งกว่าเดิม
ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องรู้จักวางใจ
อย่างถูกต้องเมื่อทำบุญสร้างกุศล กล่าวคือ
ทำบุญเพื่อลดละมิใช่เพื่อเอาให้มากขึ้น ...
...
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล




“..มรณสติทุกลมหายใจ..”
“..มรณกรรมฐาน” นี้...ไม่ใช่หลวงปู่เป็นผู้เทศน์
พระพุทธเจ้าเป็นผู้เทศน์ไว้ก่อนแล้ว
คือวันหนึ่ง...เวลาพระพุทธองค์อยู่ในวิหาร
มีพระอานนท์พุทธอุปัฏฐากนั่งอยู่ใกล้ๆ
พระพุทธองค์ท่านตรัสแก่พระอานนท์พุทธอุปัฏฐากว่า

ดูก่อนอานนท์ วันหนึ่งคืนหนึ่ง
อานนท์ได้นึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง

พระอานนท์ก็ทูลตอบพระพุทธองค์ว่า
ข้าพระองค์นึกถึงความตายวันละหลายพันครั้ง

พระองค์ก็ย้อนพระอานนท์ว่า
วันหนึ่งคืนหนึ่งยี่สิบสี่ชั่วโมงนั้น
นึกถึงความตายวันละหลายพันครั้งนั้นยังประมาทอยู่
ต่อไปให้อานนท์พร้อมด้วยพุทธบริษัททั้งสี่
ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
ให้พากันนึกถึงความตายที่จะมาถึงตนทุกคน
ให้ได้ทุกลมหายใจเข้า ให้ได้ทุกลมหายใจออก
จึงจัดว่า ไม่ประมาท
ถ้ายังนับได้อยู่เรียกว่า ยังประมาทอยู่

ตรงนี้แหละที่เรามักจะคิดในใจว่า
ทำไมหนอ...เราฟังเทศน์ฟังธรรม
ฟังคำสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กแต่เล็ก
จนแก่ชราจึงไม่ค่อยได้บรรลุมรรคผลนิพพาน
ก็คือ “ความประมาท” นี่แหละ
ไม่ได้นึกถึงความตาย
ทุกลมหายใจเข้า ทุกลมหายใจออก

ด้วยเหตุนี้ให้เราทุกคนผู้ได้ยินได้ฟังอยู่นี้
นี่แหละให้นึกให้ได้ทุกลมหายใจเข้าทุกลมหายใจออก
ทำไมท่านจึงตรัสอย่างนั้น
ก็เพราะคนเราไม่ว่าจะตายด้วยเหตุการณ์ใดๆ ก็ตาม
มนุษย์เขาต้องดูที่ลมหายใจเข้าออกนี่แหละ
ถ้าคนนั้นร่างกายจะนิ่งแน่ไปแล้วก็ตาม
ถ้ายังมีลมหายใจเข้าออกอยู่
ก็ยังไม่เรียกว่า ศพ ยังไม่เรียกว่า ตาย

แต่ถ้าลมหายใจเข้าไปแล้วออกมาไม่ได้
เงียบหายไป ทีนี้ก็ให้ชื่อว่า ตาย ล่ะสิ..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทธาจาโร)
วัดถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ (พ.ศ.๒๔๕๒–๒๕๓๕)





ครั้งหนึ่ง มีผู้ชายคนหนึ่งมากราบหลวงพ่อชา บ่นว่าตนเองเต็มไปด้วยความโกรธ และไม่รู้ว่าจะจัดการกับมันอย่างไรดี เลยมาขอให้หลวงพ่อช่วย หลวงพ่อบอกว่า “ไหนโกรธให้อาตมาดูหน่อย” ชายคนนั้นดูงุนงง “ตอนนี้ผมไม่โกรธครับหลวงพ่อ" หลวงพ่อตอบกลับไปว่า ถ้าความโกรธที่อยู่ข้างในเป็นของเขาจริงๆ ก็ควรจะเรียกขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ตามต้องการ ในเมื่อเรียกขึ้นมาไม่ได้ แสดงว่าความโกรธนั้นไม่ใช่ด้านชั่วร้ายที่เป็นส่วนหนึ่งของเขา แต่เป็นเพียงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม มันก็ปรากฏ เมื่อเหตุปัจจัยไม่พร้อม มันก็ไม่ปรากฏ

ปัญญาทางพุทธศาสนาส่วนใหญ่มีพื้นฐานอยู่บนความเข้าใจเรื่องเหตุและปัจจัย การพิจารณาบ่อยๆ ถึงความไม่เที่ยงและไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนของปรากฏการณ์ทั้งหลายที่ประกอบกันเป็นชีวิตของเรา คือหนทางสู่ความหลุดพ้น

แต่การสังเกตความเกิดขึ้นและดับไปของอาการของจิตไม่ได้นำไปสู่ปัญญาเสมอไป สัมมาทิฏฐิเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง หากขาดสัมมาทิฏฐิ แม้แต่ความรู้เห็นที่เกิดจากการภาวนา ก็อาจผนวกเข้ากับปรัชญาที่ตั้งอยู่บนแนวคิดเรื่องตัวตนได้ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการเห็นการเกิดดับเท่านั้น แต่อยู่ที่ว่าเราเข้าใจความหมายของความเกิดดับนั้นอย่างไร

ธรรมะคำสอน โดย พระอาจารย์ชยสาโร
แปลถอดความ โดย ศิษย์ทีมสื่อดิจิทัล






พยายามหัดเป็นพระโสดาบัน
พระธรรมเทศนาโดย หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

เราจะทำอะไร จะพูดอะไร จะคิดอะไร
พยายามอย่าให้มันมีความรู้สึกลบหลู่ดูหมิ่นครูบาอาจารย์และคนอื่น

มานะความถือตนถือตัวนี่ ภูมิของอรหัตมรรคเป็นตัวตัดขาด
มานะความถือตนถือตัวมันเป็นกิเลสละเอียดพอสมควร พระอนาคามีก็ละไม่ขาด
โน่น ! ต้องภูมิอรหัตมรรคจึงละได้ขาด

พยายามหัดเป็นพระโสดาบัน โส-ตะ-ปัน-นะ แปลว่า ผู้ถึงซึ่งการฟัง
ใครพูดดีฉันก็ฟังได้ พูดเสียฉันก็ฟังได้
แต่ฉันจะเอาหรือไม่เอาเป็นหน้าที่ของฉันจะพิจารณาโดยเหตุผล

โส-ตะ แปลว่า ผู้ฟัง
ปัน-นะ แปลว่า ถึงแล้วซึ่งการฟัง
รวมความว่า ผู้รับฟัง ซึ่งไปตรงกับมารยาทของสังคมว่า เคารพมติของผู้พูด

การเป็นผู้ฟังที่ดีต้องหัดนั่งฟังเฉย เช่น ท่านอาจารย์วัน เพื่อนหลวงพ่อ
ลูกศิษย์ท่านวิพากษ์วิจารณ์กรรมฐานคณะนั้นกรรมฐานคณะนี้
ท่านนั่งฟังเฉย พอท่านจะพูดท่านก็ว่า
"ทัศนะของเขาเป็นอย่างนั้น ความเห็นของเขาเป็นอย่างนั้น อย่าไปขัดคอเขา"
นี่แสดงว่าท่านผู้นี้รู้แจ้งเห็นจริงในธรรม
ถ้าใครพูดมาไม่ถูกหูเรา เราเถียงคอเป็นเอ็น นั่นแสดงว่า เรายังเป็นผู้ฟังที่ใช้ไม่ได้

:: ฐานิโยนุสรณ์ ที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ
พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)





กรรมอันใดที่ทำแล้วไม่เดือดร้อน ,,
ทั้งตนและผู้อื่น กรรมนั้นคือกรรมดี ,,
กรรมอันใดที่ทำแล้วเดือดร้อนคนอื่น ,,
และตน นั้นคือกรรมไม่ดี ละทิ้งความรู้สึก ,,
อยากได้อยากมี กรรมนั้นเรียกว่ากรรม ,,
เหนือกรรม....!!!!!.
บุญรักษาพระคุ้มครองกัลยาณมิตรทุกท่าน..

โอวาทธรรม..
,,,
สมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี..
วัดระฆังโฆสิตาราม..











“ปฏิบัติให้ถึงพระโสดาบัน”

ถาม: กราบพระอาจารย์เมตตาแนะนำวิธีปฏิบัติให้ถึงพระโสดาบันครับ

พระอาจารย์: พระโสดาบันก็ต้องมีจิตที่นิ่งสงบระดับอุเบกขา แล้วก็ปล่อยวางร่างกายได้ คือไม่ทุกข์กับร่างกาย ร่างกายจะแก่ก็ไม่ทุกข์กับมัน จะเจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่ทุกข์กับมัน มันจะตายก็ไม่ทุกข์กับมัน ถ้าทำอย่างนี้ได้ก็สามารถเป็นพระโสดาบันได้.

ธรรมะหน้ากุฏิ
วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๙

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี




#การเพ่งโทษผู้อื่นทำให้ใจไม่เป็นสุข

" ..เมื่อโกรธก็มักจะเพ่งโทษไปที่ผู้อื่นว่า เป็นเหตุให้ความโกรธเกิดขึ้น คือมักจะไปคิดว่าผู้อื่นนั้นพูดเช่นนั้น ทำเช่นนั้นที่กระทบกระเทือนถึงผู้โกรธ

การเพ่งโทษผู้อื่นเช่นนี้ ไม่ใช่เป็นการทำให้จิตใจตนเองสบาย" ตรงกันข้าม กลับเป็นการเพิ่มความไม่สบายให้ยิ่งขึ้นเพียงนั้น

"แต่ถ้าหยุดเพ่งโทษผู้อื่นเสีย" เขาจะพูดจะทำอะไรก็ตาม อย่าไปเพ่งดู "#ให้ย้อนเข้ามาเพ่งดูใจตนเองว่า กำลังมีความสุขทุกข์อย่างไร มีอารมณ์อย่างไร "ใจจะสบายขึ้นได้ด้วยการเพ่งนั้น"

กล่าวสั้น ๆ คือ "#การเพ่งดูผู้อื่นทำให้ตนเองไม่เป็นสุข" แต่การเพ่งดูใจตนเองทำให้เป็นสุขได้ แม้กำลังโกรธมาก "หากเพ่งดูใจตนเองให้เห็นว่ากำลังโกรธมาก ความโกรธก็จะลดลง" เมื่อความโกรธน้อย หากเพ่งดูใจตนเองให้เห็นว่ากำลังโกรธน้อย ความโกรธก็จะหมดไป

จึงกล่าวได้ว่า "ไม่ว่าจะกำลังมีอารมณ์ใดก็ตาม โลภหรือโกรธ หรือหลงก็ตาม "หากเพ่งดูใจตนเองให้เห็นอารมณ์นั้นแล้ว อารมณ์นั้นจะหมดไป" ได้ความสุขมาแทนที่ ทำให้มีใจสบาย ทุกคนอยากสบาย แต่ไม่ทำเหตุที่จะให้เกิดเป็นความสบาย .. "

"วิธีฝึกใจไม่ให้โกรธ"
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร





“นั่งสมาธิเทียบกับการชาร์จแบตได้ ๑๐๐ % ”

ก็ตอนออกมาก็ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ไง แล้วมันก็ค่อยๆ ลดไปเพราะกิเลสมันเริ่มมีกำลังมากขึ้นๆ อุเบกขาจาก ๑๐๐ ก็เหลือ ๙๐ เหลือ ๘๐ พอมันต่ำกว่า ๕๐ เราก็ต้องกลับเข้าไปในสมาธิไปชาร์จมันใหม่ เราถึงต้องเข้าสมาธิอยู่เรื่อยๆ ออกจากสมาธิใหม่ๆ ใจเย็นใจสบายไม่รู้สึกเดือดร้อนกับอะไร แต่สักพักหนึ่งใจก็เริ่มร้อนขึ้นมา เริ่มวิตกกังวลขึ้นมา แสดงว่าอุเบกขาน้อยลงแล้วก็ต้องกลับเข้าไปในสมาธิใหม่

สมาธินี้ต้องสลับกันเข้าออกอยู่เรื่อยๆ พอรู้สึกว่าใจเริ่มร้อนแล้ว ถ้าใจไม่เย็นแล้วก็กลับเข้าไปในสมาธิใหม่ เวลาที่ใจเย็นเราก็มาพิจารณาสิ่งที่ใจไม่ชอบพิจารณาได้ เช่น ไม่ชอบพิจารณาความตายก็สอนให้มันพิจารณาความตายได้ว่า ร่างกายนี้เกิดมาแล้วต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายเป็นธรรมดา ล่วงพ้นความแก่ความเจ็บความตายไปไม่ได้ ต้องมีการพลัดพรากจากกันเป็นธรรมดา ล่วงพ้นการพลัดพรากจากกันไปไม่ได้ คิดบ่อยๆ คิดเรื่อยๆ เพื่อให้ใจมันยอมรับให้ได้ ถ้ายอมรับได้ต่อไปเวลาสูญเสียใครมันจะไม่รู้สึกเศร้าโศกเสียใจ ต้องพยายามทำ

แล้วถ้าพิจารณาไปสักพักแล้วรู้สึกว่าใจมันเริ่มฟุ้ง เริ่มไปคิดเรื่องอื่นแล้ว เริ่มไปห่วงคนนั้นเริ่มไปวิตกกังวลกับคนนี้แล้วก็ต้องหยุด แล้วก็กลับเข้าสมาธิใหม่ ทำใจให้เย็นทำใจให้นิ่ง แล้วพอออกจากสมาธิมาก็มาพิจารณาใหม่ จนกว่าเราจะปล่อยได้ จนกว่าเราจะปลงได้ว่าเรื่องความแก่ความเจ็บความตายเป็นเรื่องธรรมดาอย่างที่พระพุทธเจ้าพูด เรื่องการพลัดพรากจากกันก็เป็นเรื่องธรรมดา ห้ามมันไม่ได้ ใจพร้อมที่จะรับได้พร้อมที่จะไม่ทุกข์กับมันได้ เราก็ปล่อยวางได้

ขั้นต่อไปก็ลองไปทำข้อสอบดุ ลองไปอยู่คนเดียวดู เหมือนกับเราพรากจากคนนั้นคนนี้ไปชั่วคราว ธรรมดาเราต้องอยู่กับคนนั้นคนนี้ พอเราไปอยู่คนเดียวเราจะรู้สึกว่าเหงาว้าเหว่เศร้าโศกเสียใจขึ้นมา แต่ถ้าเราฝึกสติฝึกสมาธิฝึกปัญญาแล้ว เราก็ไปทดสอบดูว่าเราไปอยู่คนเดียวได้ไหม ไม่ต้องมีใครมาเป็นสิ่งที่ให้ความสุขกับเราได้หรือเปล่า สามารถอาศัยสมาธิอาศัยปัญญาให้ความสุขกับเราได้หรือเปล่า อันนี้เป็นการทำข้อสอบ ถ้าอยู่ได้คนเดียวต่อไปเราก็ไม่เดือดร้อน ใครจะเป็นใครจะตายเราไม่สนใจไม่เดือดร้อน เพราะเราไม่ต้องพึ่งเขาแล้ว เราสามารถมีความสุขอยู่ตามลำพังได้.

ธรรมะหน้ากุฏิ
วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๘

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 9 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO