นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน พุธ 06 พ.ค. 2026 7:52 am

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: สติปัญญา
โพสต์โพสต์แล้ว: อาทิตย์ 03 พ.ค. 2026 6:31 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5294
“..ดีชั่วมิได้เกิดขึ้นมาเอง แต่อาศัยการทำบ่อยก็ชินไปเอง เมื่อชินแล้วก็กลายเป็นนิสัย ถ้าเป็นฝ่ายชั่วก็แก้ไขยาก คอยแต่จะไหลลงไปตามนิสัยที่เคยทำอยู่เสมอ ถ้าเป็นฝ่ายดีก็นับวันคล่องแคล่วแกล้วกล้าขึ้นเป็นลำดับ ถ้าลงได้เป็นนิสัยแล้ว ไม่ว่าทางชั่วทางดีย่อมมีทางระบายออกได้ทางไตรทวาร ไม่ยากเย็นอะไร ที่คนชั่วทำชั่วได้ง่ายและติดใจไม่ยอมลดละแก้ไขก็ดี คนดีทำดีได้ง่ายและติดใจกลายเป็นคนรักศีลรักธรรมไปตลอดชีวิตก็ดี ก็เพราะหลักนิสัยเป็นสำคัญ ลำพังการฝืนทำทั้งที่นิสัยไม่อำนวยมาก่อน ย่อมลดละปล่อยวางได้ง่าย จนกว่าจะปรากฏผลเป็นน้ำเชื่อมที่มีรสดื่มด่ำแก่ใจแล้วนั่นแล จึงจะเกิดความพอใจในงานนั้น ๆ ทั้งชั่วและดี ไม่ยอมปล่อยวางอย่างง่ายดาย ฉะนั้น หลักนิสัยจึงเป็นสิ่งสำคัญมากในตัวบุคคลและสัตว์ การทำอะไรจนกลายเป็นนิสัยแล้วเป็นสิ่งแก้ไขได้ยาก จึงไม่ควรทำแบบสุ่มเดา โดยมิได้ใคร่ครวญให้รอบคอบก่อน..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







"...เขาขอ มันแล้งโยมมาขอ แต่ก่อนแถวนี้ไม่มีน้ำ
น้ำให้วัวควายกินยังไม่มีเลย

ก็เลยสร้าง เราเป็นพระถ้าเขาขอแค่นี้ไม่ให้
บิณฑบาตรเลี้ยงชีพก็อยู่กับเขา สร้างประโยชน์ช่วยเขา..."

พระราชภาวนาวชิรคุณ วิ.(หลวงปู่จื่อ พนฺธมุตฺโต)
พระผู้สร้างเขื่อนด้วยบาตรใบเดียว





“..ความสำคัญของทุกสิ่งในโลกก็คือใจ ถ้าใจหยาบทุกสิ่งที่มาเกี่ยวข้องก็กลายเป็นของหยาบไปด้วย เช่นเดียวกับร่างกายสกปรก แม้สิ่งที่มาคละเคล้ากับกายจะเป็นของสะอาดสวยงามเพียงไร ก็กลายเป็นของสกปรกไปตามร่างกายที่สกปรกอยู่แล้ว ฉะนั้นธรรมจึงอดจะหยาบไปตามใจที่สกปรกไม่ได้ ถึงจะเป็นธรรมที่บริสุทธิ์หมดจด แต่พอคนมีใจโสมมเข้าไปเกี่ยวข้อง ธรรมก็กลายเป็นธรรมอับเฉาไปตาม เหมือนผ้าที่สะอาดตกลงไปคลุกฝุ่น หรือคนชั่วแบกคัมภีร์ธรรมอวดโลกให้เขารับนับถือ ซึ่งทั้งสองนี้ไม่มีผลดีต่างกันเลย คนที่มีใจหยาบกระด้างต่อศาสนาก็เป็นคนในลักษณะนี้เหมือนกัน จึงไม่มีทางได้รับประโยชน์จากศาสนธรรม แม้เป็นของวิเศษเพียงไรเท่าที่ควร เอาแต่ชื่อออกประกาศกันว่าตนนับถือศาสนา แต่ไม่ทราบว่าศาสนาคืออะไร และมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้นับถืออย่างไรบ้าง ถ้าประสงค์อยากทราบข้อเท็จจริงจากศาสนาอย่างแท้จริงแล้ว ตนกับศาสนาก็เป็นอันเดียวกัน ความสุขทุกข์ที่เกิดกับตนย่อมกระเทือนถึงศาสนาด้วย ความประพฤติดีชั่วก็กระเทือนถึงศาสนาเช่นกัน คำว่าศาสนา คือแนวทางที่ถูกต้องแห่งการดำเนินชีวิตนั่นแล จะเป็นอื่นมาจากไหน ถ้าคิดว่าศาสนาอยู่ที่อื่นนอกจากตัว ก็ชื่อว่าเข้าใจศาสนาผิดจากความจริง..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







"อยู่คนเดียว
ก็จะมีความทุกข์
ที่เกิดจากความเหงา
ความว้าเหว่
แต่ถ้าคนฉลาด
อยู่คนเดียว
ก็ต้องเจริญสีติให้มากๆ
ทําใจให้สงบให้ได้
จะอยู่คนเดียวได้
อย่างสบาย"

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร จ.ชลบุรี






การฝึกใจ
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)
...
การปฏิบัติภาวนาในทางพุทธศาสนา
ก็คือ การปฏิบัติเรื่องใจ ฝึกจิตฝึกใจของตัว
ฝึกอบรมจิตของตัวเองนี่แหละ เรื่องนี้
สำคัญมาก การฝึกใจเป็นหลักสำคัญ
พุทธศาสนาเป็นศาสนาของใจ มันมีเท่านี้
ผู้ที่ฝึกปฏิบัติทางจิต คือผู้ปฏิบัติธรรมในทาง
พุทธศาสนา ใจของเรานี่มันอยู่ในกรง
ยิ่งกว่านั้น มันยังมีเสือที่กำลังอาละวาดอยู่
ในกรงนั้นด้วย ใจที่มันเอาแต่ใจของเรานี้
ถ้าหากมันไม่ได้อะไรตามที่มันต้องการแล้ว
มันก็อาละวาด เราจะต้องอบรมใจด้วยการ
ปฏิบัติภาวนา ด้วยสมาธิ นี่แหละที่เรา
เรียกว่า “การฝึกใจ” ในเบื้องต้นของการฝึก
ปฏิบัติธรรม จะต้องมีศีลเป็นพื้นฐานเป็น
รากฐาน ศีลนี้เป็นสิ่งอบรมกาย วาจา
ซึ่งบางทีก็จะเกิดการวุ่นวายขึ้นในใจเหมือนกัน
เมื่อเราพยายามจะบังคับใจ ไม่ให้ทำตาม
ความอยาก กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย
นิสัยความเคยชินอย่างโลก ๆ ลดมันลง
อย่ายอมตามความอยาก อย่ายอมตาม
ความคิดของตน หยุดเป็นทาสมันเสีย
พยายามต่อสู้เอาชนะอวิชชาให้ได้
ด้วยการบังคับตัวเองเสมอ นี่เรียกว่า “ศีล”





คนกิเลสหนา
สอนง่ายกว่าคนกิเลสบาง
เพราะมันเป็นแผ่นหนา กระเทาะง่าย
ถ้าเปลือกบาง มันปอกยาก
คือถือว่า ตัวดีเสียแล้ว ก็ไม่ค่อยจะยอมละ

ท่านพ่อลี ธมฺมธโร
วัดป่าคลองกุ้ง จ.จันทบุรี

.

โอวาทของ #ท่านพ่อลี ธมฺมธโร บทนี้มีความคมคายและสะท้อนถึงจิตวิทยาในการฝึกฝนตนเองได้อย่างลึกซึ้ง ท่านเปรียบเทียบ "กิเลส" เหมือนกับ "เปลือก" หรือ "ผิว" ที่หุ้มห่อจิตใจไว้ ซึ่งจับประเด็นสำคัญได้ ดังนี้

1. กิเลสหนา ความทุกข์ที่เห็นชัดจนต้องยอมสยบ
คนที่มี "กิเลสหนา" (โทสะแรง โลภมาก หรือชีวิตผิดพลาดบ่อย) มักจะได้รับผลกระทบจากกิเลสของตัวเองอย่างรุนแรงจนเห็นได้ชัด เปรียบเหมือน #เปลือกไม้ที่หนาและแห้งกรอบ
#กระเทาะง่าย เพราะความทุกข์มันบีบคั้นจนเจ้าตัว "เข็ด" เมื่อมีคนมาชี้ทางสว่าง หรือสอนให้ละ วาง เขามักจะยอมรับได้ง่ายเพราะเห็นแล้วว่าทางเดิมมันพังพินาศเพียงใด
#ความอ่อนน้อม คนที่รู้ตัวว่าตัวเองเลว หรือมีข้อเสียเยอะ มักจะมีทิฐิมานะน้อยกว่า เพราะไม่มี "ความดี" อะไรมาให้ถือตัว

2. กิเลสบาง กับดักของ "คนดี"
คนที่ "กิเลสบาง" ในที่นี้ ท่านหมายถึงคนที่มีความประพฤติดีในระดับหนึ่ง มีศีล มีธรรม หรือมีเกียรติยศ แต่มันกลายเป็น #เปลือกที่บางและเหนียว
#ถือตัวว่าดี เมื่อกิเลสมันละเอียด (เช่น ความภูมิใจในความดีของตน) มันจะทำให้เกิด "มานะ" หรือความถือตัวว่า "ฉันรู้แล้ว" "ฉันดีแล้ว"
#ปอกยาก เพราะเขาไม่รู้สึกว่าตัวเองมีปัญหา จึงไม่คิดจะแก้ไข เปรียบเหมือนผลไม้เปลือกบางที่ติดแน่นกับเนื้อ จะแกะออกทีไรก็มักจะดึงเอาเนื้อดี (ความมั่นใจ) หลุดออกมาด้วย ทำให้ยากต่อการขัดเกลาในระดับที่ลึกขึ้น

3. นัยทางธรรม "ทิฐิมานะ" คืออุปสรรคที่ใหญ่ที่สุด หัวใจสำคัญของโอวาทนี้คือการเตือนสติเรื่อง ทิฐิ (ความเห็น) และ มานะ (ความถือตัว)
#คนชั่วที่รู้ตัวว่าชั่ว ย่อมมีโอกาสเป็นนักบุญได้ในพริบตา
#แต่คนดีที่หลงว่าตนดี ย่อมติดอยู่ในกรงขังของความดีนั้นจนไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่ความว่างหรือวิมุตติได้

ท่านพ่อลีไม่ได้ชื่นชมการมีกิเลสหนา แต่ท่านกำลัง #เตือนใจผู้ที่คิดว่าตนเองดีแล้ว ไม่ให้ประมาท เพราะความภูมิใจในความดีนั่นแหละคือ "กิเลสละเอียด" ที่ขวางกั้นการพัฒนาทางจิตใจที่สำคัญที่สุด
"สิ่งที่น่ากลัวกว่าความชั่ว คือความดีที่ทำให้เราหลงตัวจนไม่ฟังใคร"

พระครูปลัดสุวัฒนสุภคุณ
ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดป่าคลองกุ้ง
เจ้าคณะตำบลจันทนิมิต (ธรรมยุต)








“ปูชา จ ปูชนียานํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ”

การบูชาบุคคลที่สมควรต่อการบูชา เป็นมงคลอย่างยิ่งแก่ชีวิต มงคลก็คือความสุขความเจริญนั่นเอง ผู้ใดมีการบูชาบุคคลที่สมควรแก่การบูชา ผู้นั้นจะมีแต่ความสุขความเจริญ ดังนั้น เราจึงควรที่จะรำลึกถึงพระคุณของผู้มีพระคุณ เช่นบิดามารดา ไม่ควรลืมบุญคุณของบิดามารดาไปเป็นอันขาด เมื่อเรารำลึกเราไม่ลืม เราจะได้ทำการบูชาบิดามารดา

การบูชาก็มีสองลักษณะ การบูชาด้วย อามิสบูชา คือบูชาด้วยข้าวของสิ่งของหรือดอกไม้ธูปเทียน เครื่องสักการะ และการบูชาด้วยการปฏิบัติบูชา หรือการกระทำตนให้เป็นคุณเป็นประโยชน์ต่อบุคคลที่มีพระคุณ การบูชาทั้งสองแบบนี้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า การปฏิบัติบูชาเป็นการบูชาที่แท้จริง

การบูชาด้วยกิริยา คือการกราบไหว้ การกราบไหว้ด้วยเครื่องสักการะนี้เป็นกิริยาเป็นการแสดงความเคารพนอบน้อมต่อผู้มีพระคุณ แต่ยังไม่ได้กระทำการบูชาที่เป็นคุณเป็นประโยชน์ ทั้งผู้รับการบูชาและผู้กระทำการบูชา ถ้าผู้กระทำการบูชากระทำด้วยปฏิบัติบูชา ผู้รับการบูชาก็จะได้รับคุณรับประโยชน์ ผู้บูชาก็ได้รับคุณรับประโยชน์ได้ความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ได้ความสุขความเจริญ ผู้ที่รับการบูชา คือบิดามารดาก็จะได้รับคุณได้รับประโยชน์ จากการบูชาของลูกๆ การบูชาของลูกๆ คืออย่างไร ก็คือทดแทนคุณของบิดามารดาตามกำลัง ตามความเหมาะสม ตามความสามารถบูชาได้ มากน้อยเพียงไร ทดแทนบุญคุณได้มากน้อยเพียงไร ควรพยายามทดแทนให้มากที่สุด เพราะพระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า พระคุณของบิดามารดานี้ล้นฟ้า ทรงตรัสว่าต่อให้เราแบกพ่อแบกแม่ไว้บนไหล่บนบ่า ให้ท่านปัสสาวะ อุจจาระรดใส่ร่างกายเรา เลี้ยงดูท่านอย่างดีไปจนวันตาย พระคุณของท่านก็ยังใช้ไม่หมด จะใช้หมดก็ต้องทำให้ท่านได้ผลจากการไม่เกิดในอบายเท่านั้น คือทำให้ท่านเป็นพระโสดาบัน อย่างที่พระพุทธเจ้าได้ทรงทดแทนพระคุณของพระราชบิดา และพระราชมารดา พระราชมารดานี้หลังจากที่ทรงคลอดเจ้าชายสิทธัตถะได้ ๗ วัน ก็เสด็จสวรรคต เจ้าชายสิทธัตถะมีแม่เลี้ยงเป็นผู้เลี้ยงดูจนเติบโตและออกบวช จนได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา หลังจากที่ได้ทรงตรัสรู้แล้ว พระองค์ก็ทรงรำลึกถึงพระคุณของพระพุทธมารดาผู้ที่ให้กำเนิด ก็ทรงค้นหาด้วยพลังจิต ก็ทรงพบว่าประทับอยู่ในสวรรค์ จึงส่งกระแสจิตติดต่อไปหาพระพุทธมารดา และได้ทรงโปรดสั่งสอนพระพุทธมารดาอยู่หนึ่งพรรษา จนพุทธมารดาได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน การเป็นพระโสดาบันนี้ เป็นการปิดประตูกั้นของอบาย

พระโสดาบันนี้ยังไม่หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดอย่างสิ้นเชิง ยังมีการเวียนว่ายตายเกิดอยู่อีกไม่เกิน ๗ ภพ เป็นอย่างมาก และจะไม่ต้องไปเกิดในอบาย ถึงแม้ว่าจะเคยทำบาปทำกรรมมามากน้อยเพียงใดพอได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน มีดวงตาเห็นธรรม เหมือนมีแสงสว่างเห็นทางเดิน ก็จะไม่เดินไปสู่อบายอย่างเด็ดขาด ผลจากการที่จะต้องไปเกิดในอบายและจะมุ่งไปสู่พระนิพพาน คือการสิ้นสุดแห่งการเกิดแก่เจ็บตาย แห่งการเวียนว่ายตายเกิดในไตรภพของสังสารวัฏ นี่คือการบูชาพระคุณของพระพุทธเจ้าต่อพุทธมารดา ถึงแม้ท่านจะจากไปแล้ว พระพุทธมารดาถึงแม้จะตายไปแล้ว พระพุทธเจ้าก็ยังทรงติดต่อค้นหาจนพบ และได้ทดแทนบุญคุณต่อผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

สำหรับพวกเราถ้าเรายังไม่มีพลังจิตที่จะติดต่อกับบิดามารดาที่ล่วงลับไปแล้ว สิ่งที่เรายังสามารถทำให้แก่บิดามารดาที่ล่วงลับไปแล้วได้ ก็คือการทำบุญทำทาน อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลนี้ไปให้แก่บิดามารดาที่ล่วงลับไปแล้วได้ เผื่อท่านยังตกอยู่ในอบาย อยู่ในที่ที่ยังต้องอาศัยบุญกุศลที่เราทำกันอยู่นี้ ท่านก็จะสามารถรับบุญกุศลที่เราทำและอุทิศไปให้ได้ อันนี้เป็นการทดแทนบุญคุณของบิดามารดาผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว แต่ถ้าเราเป็นเหมือนพระพุทธเจ้า ถ้าเราปฏิบัติธรรมจนบรรลุเป็นพระอรหันตสาวก มีพลังจิตที่สามารถติดต่อกับดวงวิญญาณได้ เราก็อาจจะสามารถติดต่อกับดวงวิญญาณของบิดามารดาของเราได้ และสามารถอบรมสั่งสอนธรรมะให้แก่บิดามารดาจนบรรลุเป็นพระโสดาบันได้ นี่คือในกรณีที่เรามีพลังจิต มีพลังธรรม ที่จะสามารถอบรมสั่งสอนให้แก่บิดามารดาผู้ที่ล่วงลับไปแล้วได้ ถ้าในกรณีที่บิดามารดายังมีชีวิตอยู่ เราก็สามารถทดแทนบุญคุณด้วยการเอาข้าวของเงินทองไปให้ ส่งเงินส่งทองไปเลี้ยงดูพ่อแม่ ถ้าเราไม่สามารถที่จะอยู่กับพ่อกับแม่ได้ เราอาจจะต้องอยู่ทำงานอีกที่หนึ่ง บิดามารดาอยู่อีกที่หนึ่ง เราก็ต้องหมั่นดูแลไม่ให้ท่านตกทุกข์ได้ยาก เดือดร้อน เราอยู่ดีกินดีอย่างไร ท่านก็ต้องอยู่ดีกินดีอย่างเรา

ธรรมะบนเขา
วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๐

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี







"การทำสมาธิ เราอย่าไปคิดว่าทำเฉย ๆ เราปฏิบัติธรรม เราทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

ไม่ใช่ว่าเราทำโดยไม่มีหลักมีเกณฑ์ อย่างน้อยที่สุด เราเอาแค่ 5 นาทีก็ได้ 10 นาทีก็ได้ 20-30 นาทีก็ได้

เมื่อเราหาโอกาสต่าง ๆ ทำได้ เราทำขึ้นมาได้ มันก็พอกพูน"

-ธรรมนี้ มันจะไม่สูญสลาย-

สมเด็จพระญาณวชิโรดม
(หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)
ปฐมเจ้าอาวาสวัดธรรมมงคลเถาบุญนนทวิหาร กรุงเทพมหานคร

ที่มา : หนังสือธรรมะรุ่งอรุณ ๘ หน้าที่ ๒๗





"...เราต้องนึกว่า พระพุทธเจ้านั้นไม่ได้อยู่ที่วัด
ไม่ได้อยู่ที่พระพุทธรูป พระธรรมคำสอนไม่ได้อยู่ที่ตู้พระไตรปิฎก พระสงฆ์ไม่ได้อยู่ที่วัด
คุณธรรมของพระพุทธเจ้า คุณธรรมของพระ
สงฆ์นั้น อยู่ที่ผู้ปฏิบัติตามผู้ใดปฏิบัติตาม คน
นั้นชื่อว่าเข้าถึงพระรัตนตรัย เข้าถึงวัด เข้าถึง
พระธรรม เข้าถึงศาสนาได้

คนถึงจะกินในวัด นอนในวัด แต่ไม่เคยปฏิบัติ
ศีลเลย หรือว่าไม่มีวิปัสสนาคือ ไม่พิจารณา
รู้จักละทุกข์เลย เป็นคนเจ้าอารมณ์อยู่ตลอด
เวลา เมื่อเป็นดังนั้นแล้ว เราจะอยู่ในวัดเท่าไหร่ เราก็ไม่ดับทุกข์ เหมือนไม่ได้เข้าถึงพระพุทธเจ้าฉะนั้น อย่างได้คิดว่าเราอยู่ไกลวัด เราเป็นชาวพุทธ เราก็ต้องคิดว่าพระพุทธเจ้าอยู่ที่ผู้ปฏิบัติตาม ทำอย่างไรเราจะเป็นคนใจดี ใจเย็น เป็นคนไม่โกรธ

ที่เอาพระคล้องคอ แต่มีความโกรธมาก มีความอิจฉาริษยาเขามาก ถึงจะมีพระคล้องคออยู่ แต่ใจเขาก็ไม่เป็นพระ แต่คนไม่มีพระคล้องคอเลยแต่เขานึกถึงพระอยู่เรื่อย คิดจะทำความดีอยู่เรื่อยไม่อาฆาตพยาบาทใคร เพราะทำใจดีได้ พระก็ปรากฏอยู่ในใจ..."

หลวงปู่ขาว อนาลโย








“มงคลชีวิตที่แท้จริง”
...
เวลาชาวพุทธเราทำความดีอะไร
เราเกิดท้อถอยก็ให้ดูปฏิปทาพระโพธิสัตว์
ไปดูประวัติของพระองค์ สมัยก่อนก็เอาชาดก
มาเทศน์ให้ฟังเรื่อย เพื่อจะได้เตือนใจ
ชาวพุทธไว้ว่า พระพุทธเจ้าท่านทำความดี
มานักหนา ท่านเพียรพยายาม ท่านโดน
กลั่นแกล้ง ท่านลำบากอย่างไร
ท่านไม่เคยท้อ ไม่เคยยอมแพ้เลย

พอชาวพุทธเราไปอ่านประวัติพระโพธิสัตว์
เราก็เกิดกำลังใจเข้มแข็งว่า เออ ... เราต้องสู้
เพียรพยายาม แค่นี้ … เราจะมาท้อทำไม
พระพุทธเจ้าหนักกว่าเราตั้งเยอะ พระองค์
ยังไม่ท้อเลย เราก็สู้ต่อไป พระพุทธเจ้าทรง
เป็นตัวอย่างคนที่เข้มแข็ง ไม่ยอมแพ้อุปสรรค
ตรัสรู้มาได้ก็เพราะว่าพัฒนาพระองค์เอง
เพราะฉะนั้นชาวพุทธเรา ก็ต้องเป็นคน
เข้มแข็งอย่างนั้น
...
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต)
วัดญาณเวศกวัน อ.สามพราน จ.นครปฐม





บารมี เหมือนกับปุ๋ยที่ช่วยให้ต้นไม้งอกงาม
แต่ถ้าใครคอยเฝ้าบารมีอยู่ต้องตายเปล่า
บารมี นั้น เกิดมีอยู่ที่วิธีการ
แขน 2 ขา 2 ปาก มือ ตา นี่แหละ
เป็นตัวสร้างบารมีทั้งนั้น... ทำดีลงไปสิ

ท่านพ่อลี ธมฺมธโร
วัดป่าคลองกุ้ง จ.จันทบุรี

.

โอวาทธรรมของ #ท่านพ่อลี ธมฺมธโร บทนี้มีความหมายที่ลึกซึ้งและเน้นไปที่ #การลงมือทำ มากกว่าการรอคอยวาสนา โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

1. บารมีคือ "กำลังเสริม" ไม่ใช่ "ตัวช่วยสำเร็จรูป"
ท่านเปรียบ #บารมี เหมือน #ปุ๋ย ซึ่งมีหน้าที่ช่วยบำรุงให้ต้นไม้ (ตัวเรา/เป้าหมาย) เติบโตได้ไวและแข็งแรงขึ้น แต่ปุ๋ยไม่ใช่ตัวต้นไม้เอง หากมีแต่ปุ๋ยแต่ไม่มีต้นไม้ หรือมีปุ๋ยแต่ไม่ยอมปลูก ปุ๋ยนั้นก็ไม่มีประโยชน์

2. อย่าติดกับดักการ "รอ" บารมี
คำว่า #ถ้าใครคอยเฝ้าบารมีอยู่ต้องตายเปล่า เป็นการเตือนสติว่า #บารมีไม่ได้หล่นมาจากฟ้า และไม่ใช่สิ่งที่ควรนั่งรอให้มาถึง การเฝ้าฝันถึงบุญวาสนาโดยไม่สร้างเหตุใหม่ จะทำให้เราเสียเวลาชีวิตไปโดยไม่ได้อะไรเลย #เพราะบารมีเก่ามีวันหมด #แต่บารมีใหม่ต้องสร้างด้วยตัวเอง

3. บารมีเกิดจาก "วิธีการ" และ "กายสังขาร"
ส่วนที่สำคัญที่สุดของโอวาทนี้คือการชี้ให้เห็นว่า #เครื่องมือสร้างบารมี อยู่กับตัวเราแล้ว นั่นคือ
แขน 2 ขา 2 คือการเคลื่อนไหว การขวนขวาย และความเพียรทางกาย

ปาก คือการใช้วาจาที่ดี การพูดปิยวาจา และการสอนธรรม

มือ คือการหยิบยื่น แบ่งปัน และการทำงานที่สุจริต

ตา คือการใช้ปัญญาพิจารณาโลก มองเห็นช่องทางในการทำความดี

4. "ทำดีลงไปสิ" หัวใจของการปฏิบัติ
ท่านพ่อลีสรุปให้เรากลับมาที่การปฏิบัติในปัจจุบัน #บารมีไม่ใช่เรื่องลึกลับ แต่คือ "นิสัยแห่งความดี" ที่สะสมผ่านการกระทำทาง กาย วาจา ใจ ในทุกๆ วัน เมื่อเราใช้ร่างกายและอวัยวะที่มีอยู่ไปในทางที่ถูกที่ควร (ทำดีลงไป) สิ่งเหล่านั้นจะควบแน่นกลายเป็นบารมีที่ส่งเสริมชีวิตเองโดยอัตโนมัติ

ท่านพ่อลีต้องการสอนว่า #บารมีคือการกระทำ อย่ามัวแต่นั่งรอโชคชะตา ให้ใช้ร่างกายที่มีครบถ้วนนี้เป็นโรงงานผลิตความดี เพราะความดีที่ลงมือทำนั่นแหละ คือบารมีที่แท้จริง

พระครูปลัดสุวัฒนสุภคุณ
ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดป่าคลองกุ้ง
เจ้าคณะตำบลจันทนิมิต (ธรรมยุต)




“..เมื่อเรามาทำกรรมฐาน มันจึงไม่ค่อยสงบ ความสงบมันจะเกิดขึ้นตรงไหน ความสงบนี้มันจะเกิดขึ้นระยะที่เราปล่อยวาง ถ้าเราตึงเครียดเมื่อไร มันจะมีแต่เรื่องวุ่นวาย ไม่มีความสงบภายในจิต ดูอย่างพระอานนท์ ท่านเป็นผู้รู้ธรรมะมากที่สุด เมื่อจะเอาจริงๆก็เลยไม่รู้ว่าจะเอาตรงไหน อันนั้นมันก็ดี อันนี้มันก็ดี เลยดีกันทั้งคืน ยิ่งตอนเช้าพรุ่งนี้เขาจะเรียกพระอรหันต์ทำการสังคายนารวมทั้งพระอานนท์ด้วย ก็ยิ่งร้อนใจ ยังมีเวลาอีกคืนเดียวเท่านั้น ก็เลยเร่งเต็มที่อยากจะเป็นพระอรหันต์ แต่ยิ่งทำก็ยิ่งไปกันใหญ่ จวนจะสว่างอยู่แล้ว ก็ว่า “ เอ เรานี่มันตึงเครียดไปล่ะมั้งนี่ ” เหนื่อยก็เหนื่อย ง่วงก็ง่วง ก็เลยจะพักผ่อนสักระยะหนึ่ง พอท่านทอดอาลัยเอนกายนอน มีตัวรู้อันเดียว พอจิตมันวางปุ๊ป เท่านั้นแหละ มันเร็วที่สุด พระอานนท์ท่านตรัสรู้เวลานั้น ในเวลาที่วาง พวกเราลองดูซิ ไปนั่งกรรมฐาน กัดฟันเข้า! ขัดสมาธิยันเลย ตายเป็นตาย เหงื่อมันไหลแหมะๆ ความสงบไม่ใช่มันอยู่ตรงนั้น ความสงบนั้นมันอยู่ที่พอดีๆ มันจะดีขนาดไหนมันก็ไม่สงบ ถ้ามันดีเกินดี มันไม่ดีพอดี มันเกินไป มันดีไม่พอ ดีขนาดไหนก็ให้พอดีมันถึงดี ดีเกินดี มันไม่ดีหรอก ให้พวกเราเข้าใจอย่างนั้น แต่คนเราตัณหามันก็ว่า ต้องทำอย่างเฉียบขาด ไปนั่งกัดฟันลองดูซิ ไม่มีทางหรอก วุ่นตลอดเวลา..”

สุภทฺโทวาท
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท)
วัดหนองป่าพง ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑–๒๕๓๕)







"น้ำ เป็นเครื่องชำระล้างได้แต่สิ่งปฏิกูล
ภายนอกร่างกาย เช่น เนื้อหนัง ผม ขน เล็บ ฟัน ฯลฯ เป็นต้น แต่จะใช้ล้างจิตใจที่สกปรกโสมม ซึ่งอยู่ภายในร่างกายให้สะอาดไม่ได้

อันนี้เราจะต้องใช้น้ำซึ่งเรียกว่า #ทิพยโอสถ ชำระล้าง คือ พุทธคุณ ธรรมคุณ และสังฆคุณ
นี้แหละ จึงจะทำให้จิตใจของเราใสสะอาดบริสุทธิ์หมดจดได้

ฉะนั้น #น้ำทิพยโอสถ จึงเป็นยาสำหรับล้างใจให้หายจากทุกข์"

ท่านพ่อลี ธมฺมธโร
วัดป่าคลองกุ้ง จ.จันทบุรี

.

โอวาทของ #ท่านพ่อลี ธมฺมธโร บทนี้มีความลุ่มลึกและแฝงไปด้วยการเปรียบเทียบ ที่ทำให้ผู้ฟังเห็นภาพพจน์ชัดเจน ดังนี้

1. การจำแนก "ความสะอาด" ออกเป็นสองมิติ
ท่านพ่อลีชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่าง #กาย และ #จิต อย่างชัดเจน

#น้ำภายนอก มีขีดจำกัด ทำหน้าที่ชำระล้างได้เพียง "สิ่งปฏิกูล" หรือความสกปรกทางกายภาพ ซึ่งเป็นเพียงเปลือกนอก

#น้ำภายใน (ทิพยโอสถ) คือหลักธรรมที่ใช้ล้าง "ความสกปรกโสมม" ของใจ หรือกิเลส ซึ่งน้ำธรรมดาทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้

2. "ทิพยโอสถ" กับการบำบัดใจ
การที่ท่านพ่อลี เรียก พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ ว่า #ทิพยโอสถ (ยาอันเป็นทิพย์) สะท้อนว่า

#ความทุกข์คือโรค ในทางธรรม มองว่าจิตที่มีกิเลสคือจิตที่ป่วย การใช้พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ จึงไม่ใช่เพียงการล้างให้สะอาดเท่านั้น แต่เป็นการ #รักษา ให้หายจากอาการป่วยทางวิญญาณ

#พลังของพระรัตนตรัย การระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัยเป็นอุบายที่ทำให้ใจมีที่พึ่ง เมื่อใจเกาะอยู่กับความดีงาม ความเศร้าหมองหรือสิ่งสกปรกย่อมถูกเบียดขับออกไป

3. นามธรรมสู่รูปธรรม
ความโดดเด่นของโอวาทนี้คือการทำให้เรื่องนามธรรมอย่าง #การฝึกจิต กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย

#คนเราอาบน้ำทุกวันเพื่อดูแลร่างกาย ท่านพ่อลีจึงตั้งคำถามปลายเปิดให้เราฉุกคิดว่า #แล้ววันนี้เราล้างใจแล้วหรือยัง?

#การใช้คำว่า #ใสสะอาดบริสุทธิ์หมดจด สื่อถึงเป้าหมายสูงสุดในทางพุทธศาสนา คือความหลุดพ้นจากอาสวะกิเลสทั้งปวง

4. นัยสำคัญในทางปฏิบัติ
โอวาทนี้เน้นย้ำว่า #การดับทุกข์ที่ต้นเหตุต้องแก้ที่ใจโดยมีเครื่องมือหลักคือ

#พุทธคุณ ระลึกถึงความบริสุทธิ์เพื่อเป็นแบบอย่าง
#ธรรมคุณ นำหลักคำสอนมาเป็นแนวทางชำระล้างความคิด
#สังฆคุณ ระลึกถึงการปฏิบัติเชื่องช้าหรือเร็วตามแบบอย่างพระอริยสงฆ์

ท่านพ่อลีต้องการสอนให้เรา #ไม่ติดอยู่เพียงแค่เปลือก การรักษาความสะอาดทางกายเป็นเรื่องดี #แต่สิ่งที่สำคัญกว่าและคนมักละเลยคือการดูแลใจ ให้ใสสะอาดอยู่เสมอด้วยธรรมะ เพราะน้ำจากแหล่งน้ำใดในโลกก็ไม่สามารถดับไฟริษยา หรือล้างความตระหนี่ในใจได้เท่ากับ “น้ำทิพยโอสถ" แห่งพระรัตนตรัย

พระครูปลัดสุวัฒนสุภคุณ
ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดป่าคลองกุ้ง
เจ้าคณะตำบลจันทนิมิต (ธรรมยุต)






“..เมื่อเรามาทำกรรมฐาน มันจึงไม่ค่อยสงบ ความสงบมันจะเกิดขึ้นตรงไหน ความสงบนี้มันจะเกิดขึ้นระยะที่เราปล่อยวาง ถ้าเราตึงเครียดเมื่อไร มันจะมีแต่เรื่องวุ่นวาย ไม่มีความสงบภายในจิต ดูอย่างพระอานนท์ ท่านเป็นผู้รู้ธรรมะมากที่สุด เมื่อจะเอาจริงๆก็เลยไม่รู้ว่าจะเอาตรงไหน อันนั้นมันก็ดี อันนี้มันก็ดี เลยดีกันทั้งคืน ยิ่งตอนเช้าพรุ่งนี้เขาจะเรียกพระอรหันต์ทำการสังคายนารวมทั้งพระอานนท์ด้วย ก็ยิ่งร้อนใจ ยังมีเวลาอีกคืนเดียวเท่านั้น ก็เลยเร่งเต็มที่อยากจะเป็นพระอรหันต์ แต่ยิ่งทำก็ยิ่งไปกันใหญ่ จวนจะสว่างอยู่แล้ว ก็ว่า “ เอ เรานี่มันตึงเครียดไปล่ะมั้งนี่ ” เหนื่อยก็เหนื่อย ง่วงก็ง่วง ก็เลยจะพักผ่อนสักระยะหนึ่ง พอท่านทอดอาลัยเอนกายนอน มีตัวรู้อันเดียว พอจิตมันวางปุ๊ป เท่านั้นแหละ มันเร็วที่สุด พระอานนท์ท่านตรัสรู้เวลานั้น ในเวลาที่วาง พวกเราลองดูซิ ไปนั่งกรรมฐาน กัดฟันเข้า! ขัดสมาธิยันเลย ตายเป็นตาย เหงื่อมันไหลแหมะๆ ความสงบไม่ใช่มันอยู่ตรงนั้น ความสงบนั้นมันอยู่ที่พอดีๆ มันจะดีขนาดไหนมันก็ไม่สงบ ถ้ามันดีเกินดี มันไม่ดีพอดี มันเกินไป มันดีไม่พอ ดีขนาดไหนก็ให้พอดีมันถึงดี ดีเกินดี มันไม่ดีหรอก ให้พวกเราเข้าใจอย่างนั้น แต่คนเราตัณหามันก็ว่า ต้องทำอย่างเฉียบขาด ไปนั่งกัดฟันลองดูซิ ไม่มีทางหรอก วุ่นตลอดเวลา..”

สุภทฺโทวาท
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท)
วัดหนองป่าพง ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑–๒๕๓๕)








จงทำ "ใจ" ให้เหมือน "แผ่นดิน"
เพราะว่าแผ่นดินที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้

ไม่ได้เคยโกรธใครทำอะไรใครเลย

จงทำ "ใจ" เหมือน "น้ำ"

เพราะธรรมดาของน้ำย่อมเป็นของสะอาด

ชำระของสกปรกได้ทุกเมื่อและเป็นของดื่มกิน

เพื่อมีชีวิตช่วยเหลือแก่สรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง

จงทำ "ตน" ให้เหมือน "ผ้าเช็ดเท้า"

เพราะธรรมดาของผ้าเช็ดเท้า

ย่อมไม่มีความรักความชัง ฉันใด

ใจเราก็ทำเหมือนกัน ฉันนั้น

เมื่อเราตั้งใจฝึกฝนอบรมได้เช่นนี้แล้ว

ไปอยู่ที่ไหนก็มีแต่ความสุข ความทุกข์ในใจก็จะไม่เกิด

ดังสุภาษิตที่ท่านกล่าวไว้ว่า "จิตตังทันตัง สุขาวะหัง"

จิตที่ฝึกฝนมาดีแล้ว นำมาซึ่งความสุข

ทั้งโลกนี้และโลกหน้า

ธรรมโอวาท

องค์พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ขาว อนาลโย









"...ความสงสัยที่หลวงปู่ขาว อนาลโย เรียนถามหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต นั้นมีว่า "ในครั้งพุทธกาล ตามประวัติว่ามีผู้สำเร็จมรรคผลนิพพานมากและรวดเร็วกว่าสมัยนี้ซึ่งไม่ค่อยมีผู้ใดสำเร็จกัน แม้ไม่มากเหมือนครั้งโน้น หากมีการสำเร็จได้ก็รู้สึกว่าจะช้ากว่ากันมาก"

หลวงปู่มั่น ย้อนถามทันทีว่า "ท่านทราบได้อย่างไร สมัยนี้ไม่ค่อยมีผู้สำเร็จมรรคผลนั้น แม้สำเร็จได้ก็ช้ากว่ากันมาก ดังนี้"

หลวงปู่ขาว ตอบว่า "ก็ไม่ค่อยได้ยินว่าใครสำเร็จเหมือนครั้งโน้น ซึ่งเขียนไว้ในตำราว่าสำเร็จกันครั้งละมากๆ แต่ละครั้งที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโปรด ตลอดการบำเพ็ญในสถานที่ต่างๆ ก็ทราบว่าท่านสำเร็จรวดเร็วและง่ายดายจริงๆ น่าเพลินใจด้วยผลที่ท่านได้รับ แต่สมัยทุกวันนี้ ทำแทบล้มแทบตาย ก็ไม่ค่อยปรากฏผลเท่าที่ควรแก่เหตุบ้างเลย อันเป็นสาเหตุให้ผู้บำเพ็ญท้อใจและอ่อนแอต่อความเพียร"

หลวงปู่มั่น ถามกลับคืนว่า
"ครั้งโน้นในตำราท่านแสดงไว้ด้วยหรือว่า ผู้บำเพ็ญล้วนเป็นผู้สำเร็จอย่างรวดเร็วและง่ายดายทุกรายไป
หรือมีทั้งผู้ปฏิบัติลำบากทั้งรู้ได้ช้า
ผู้ปฏิบัติลำบากแต่รู้ได้เร็ว
ผู้ปฏิบัติสะดวกแต่รู้ได้ช้า
และผู้ปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็ว
อันเป็นไปตามประเภทของบุคคลที่อุปนิสัยวาสนายิ่งหย่อนต่างกัน..."

โอวาทธรรมของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต แสดงเพื่ออบรมพระอาจารย์ขาว อนาลโย เมื่อสมัยจำพรรษาร่วมกัน (จากหนังสือหลวงปู่ขาว อนาลโย โครงการหนังสือบูรพาจารย์​ เล่ม๔ หน้า​ ๑๓๑-๑๓๔)






"...ธรรมไม่ลำเอียง กรรมไม่เลือกชนชั้นวรรณะ
การมีหน้ามีตา มีคนเคารพนับถือนั้นไม่ใ่ช่ฐานะ
ที่จะไปลบล้างบาปกรรมที่เขาทำได้ หน้าต้อง
เป็นหน้า ตาต้องเป็นตา เคารพนับถือก็ทราบว่า
เคารพนับถือ แต่ชั่วก็ต้องเป็นชั่ว บาปต้องเป็น
บาป ทุจริตต้องเป็นทุจริต โทษต้องเป็นโทษ
ไฟต้องเป็นไฟ จะนำมาลบล้างกันไม่ได้..."

หลวงปู่ขาว อนาลโย






“..ที่มานี่เราก็พากันมารักษาศีล ก็รักษาตัวของเรา ไม่ได้รักษาอื่น นี่กุศลอันนี้นำผลให้เรามาหลายภพหลายชาติ ผู้ที่ขี้ร้ายขี้เหร่ ก็เพราะเขาไม่ได้รักษาศีลจะดูในปัจจุบันนี้ก็ดูนั่น คนที่มาอยู่ที่วัดนี้มีกี่ร้อยกี่พันหรือกี่คน แล้วผู้ไปเที่ยวล่ะ ดูซิ โอ้โฮ นับทีซิ หมื่นหนึ่งน่ะซี่ จะเอาเสี้ยวหนึ่งก็ไม่ได้ คิดดูซี่ นี่ผู้เข้าวัดเข้าวาอย่างนี้นับซิมีกี่คน ให้พากันพึงรู้พึงเข้าใจ นัยต่อไปคืออานิสงส์การเกิดมามีสติปัญญาใครก็อยากได้ เกิดมามีสติปัญญา ของเราไม่ได้ภาวนาก็ไม่ได้ ท่านสอนให้ภาวนา เกิดมาจะมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ท่านสอนให้ภาวนาพุทโธ ธัมโม สังโฆนี้ ให้ระลึกเอาในใจ พิจารณาเลือกเฟ้นหัวใจของเราใจมันมีมาก ใจดีใจชั่ว ใจสุขใจทุกข์ ใจนรกใจเปรตใจสัตว์เดรัจฉานก็มี ใจใบ้ใจบ้า ใจเสียจริตก็มี ใจคนเรามีหลายใจ ใจเทวบุตรใจเทวธิดาใจพระอินทร์ใจพระพรหมก็มี ใจท้าวพญามหากษัตริย์ก็มี ใจเศรษฐีคหบดีก็มี แน่ะ ใจคนมั่งมีศรีสุข ใจนายร้อยนายพัน นายพล ใจจอมพลก็มี จะเอาอย่างไรเล่า เลือกเอาซี่..”

พหุลกถาโอวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)





"...เขาขอ มันแล้งโยมมาขอ แต่ก่อนแถวนี้ไม่มีน้ำ
น้ำให้วัวควายกินยังไม่มีเลย

ก็เลยสร้าง #เราเป็นพระถ้าเขาขอแค่นี้ไม่ให้
บิณฑบาตรเลี้ยงชีพก็อยู่กับเขา สร้างประโยชน์ช่วยเขา..."

#พระราชภาวนาวชิรคุณ วิ.(หลวงปู่จื่อ พนฺธมุตฺโต)


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 9 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO