นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน พุธ 06 พ.ค. 2026 7:52 am

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: ศีลธรรม
โพสต์โพสต์แล้ว: เสาร์ 02 พ.ค. 2026 5:51 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5294
“อยากจะเปลี่ยนชีวิต ต้องเปลี่ยนวิธีคิด”

พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า ไม่มีอะไรทำร้ายเรา
มากเท่ากับจิตที่วางไว้ผิด ในทางตรงข้าม
ไม่มีอะไรที่จะทำให้เราเป็นสุขได้มากเท่ากับ
จิตที่วางไว้ถูก ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่เป็นทุกข์
และรู้สึกว่าชีวิตตกต่ำลำเค็ญ ให้สำรวจตนเอง
ดูก่อนว่า เราวางใจไว้ถูกแล้วหรือ ความทุกข์
นั้นเป็นสิ่งที่เราเอามาซ้ำเติมให้แก่ตัวเองหรือไม่
และแน่ใจหรือว่าชีวิตเรามีแต่สิ่งเลวร้าย
ไม่มีสิ่งดีๆ อยู่เลยหรือ

ชีวิตนี้เป็นสิ่งที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้
ทุกขณะ โดยไม่ต้องรอช่วงเทศกาล​ หรือรอ
ให้ใครเปลี่ยนแปลงเสียก่อน สิ่งสำคัญอยู่ที่
การเปลี่ยนแปลงตนเอง โดยเริ่มต้นจากการ
เปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนวิธีคิด และสร้าง
คุณภาพใหม่ให้แก่จิต เพื่อให้มีความตื่นรู้
และเท่าทันความเป็นจริงของชีวิต พร้อมกับ
มีน้ำใจเกื้อกูลผู้อื่น หากทำได้เช่นนี้ชีวิตจะ
ไม่มีวันตกต่ำ และทุกข์ภัยใดๆ ก็ไม่อาจ
แผ้วพานได้ ...
...
พระ​ไพศาล​ วิ​สาโล





“..ที่มานี่เราก็พากันมารักษาศีล ก็รักษาตัวของเรา ไม่ได้รักษาอื่น นี่กุศลอันนี้นำผลให้เรามาหลายภพหลายชาติ ผู้ที่ขี้ร้ายขี้เหร่ ก็เพราะเขาไม่ได้รักษาศีลจะดูในปัจจุบันนี้ก็ดูนั่น คนที่มาอยู่ที่วัดนี้มีกี่ร้อยกี่พันหรือกี่คน แล้วผู้ไปเที่ยวล่ะ ดูซิ โอ้โฮ นับทีซิ หมื่นหนึ่งน่ะซี่ จะเอาเสี้ยวหนึ่งก็ไม่ได้ คิดดูซี่ นี่ผู้เข้าวัดเข้าวาอย่างนี้นับซิมีกี่คน ให้พากันพึงรู้พึงเข้าใจ นัยต่อไปคืออานิสงส์การเกิดมามีสติปัญญาใครก็อยากได้ เกิดมามีสติปัญญา ของเราไม่ได้ภาวนาก็ไม่ได้ ท่านสอนให้ภาวนา เกิดมาจะมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ท่านสอนให้ภาวนาพุทโธ ธัมโม สังโฆนี้ ให้ระลึกเอาในใจ พิจารณาเลือกเฟ้นหัวใจของเราใจมันมีมาก ใจดีใจชั่ว ใจสุขใจทุกข์ ใจนรกใจเปรตใจสัตว์เดรัจฉานก็มี ใจใบ้ใจบ้า ใจเสียจริตก็มี ใจคนเรามีหลายใจ ใจเทวบุตรใจเทวธิดาใจพระอินทร์ใจพระพรหมก็มี ใจท้าวพญามหากษัตริย์ก็มี ใจเศรษฐีคหบดีก็มี แน่ะ ใจคนมั่งมีศรีสุข ใจนายร้อยนายพัน นายพล ใจจอมพลก็มี จะเอาอย่างไรเล่า เลือกเอาซี่..”

พหุลกถาโอวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)






#สภาวจิตที่ก้าวไปสู่ความสงบ
"...ในตอนแรกๆ นี้ ถ้าหากว่ามีอาการเคลิ้มๆ เหมือนกับจะง่วงนอน นั่นส่อแสดงว่าจิตกำลังเริ่มจะสงบลงไปแล้ว ให้เร่งบริกรรมภาวนาเข้า ภาวนาเบาๆ ให้นึกพุทโธๆๆเบาๆ อย่าให้มีอาการกดและข่มความรู้สึกหรือประสาทในร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง พยายามทำให้สบายที่สุด ทั้งกายและใจ นึกอยู่อย่างนั้จนกว่าจะถึงเวลาอันสมควร ถ้าจิตมีอาการเคลิ้มๆ ลงไปเกิดสว่างขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว รู้สึกว่าคำว่าพุทโธกำลังจะหายไป ในเมื่อพุทโธหายไปเช่นนั้นแล้ว ให้ผู้ปฏิบัติกำหนดรู้อยู่ที่จิตอย่างเดียว หรือมิฉะนั้นก็น้อมจิตไปสู่ลมหายใจเข้าลมหายใจออก กำหนดรู้อยู่ที่ลหายใจเข้า ลมหายใจออก แทนคำว่าพุทโธ กำหนดรู้อยู่ที่ลมหายใจอย่างนั้น

ในขณะที่จิตกับบริกรรมภาวนาก็ดี หรือจิตกับลมหายใจเข้า-ออก มีความสัมพันธ์กันโดยไม่ขาดระยะก็ดี บางทีอาจจะมีอาการตัวสั่นนิดๆ ก็อย่าไปสนใจ บางทีมีอาการกายเบาเหมือนจะลอยขึ้น ก็อย่าไปสนใจ บางทีมีอาการคล้ายๆ กับตัวสูงใหญ่ขึ้นหรือเล็กลงหรือมีอาการใดๆที่ปรากฏในขณะนั้นก็ตาม ให้ท่านผู้ปฏิบัติกำหนดรู้ลงที่จิตกับลมหายใจเท่านั้น อย่าไปเอะใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วก็กำหนดรู้อยู่อย่างนั้น จนกว่าจิตจะค่อยๆสงบ ละเอียด ลงไปทีละน้อยๆ แล้วลมหายใจจะค่อยๆจางหายไป ในที่สุดลมหายใจจะหายขาดไป

เมื่อลมหายใจหายขาดไปแล้ว กายที่ปรากฏอยู่ก็หายไปด้วย ในเมื่อกายหายไปแล้ว จิตจะสงบ นิ่ง เด่น มีความสว่างไสว รู้อยู่ที่จิตอย่างเดียว ร่างกายไปรากฏแล้วในตอนนี้ ลมหายใจก็หายไปหมดแล้ว ยังเหลือแต่จิตดวงเดียวล้วนๆ สว่างไสวอยู่อย่างนั้น อันนี้เรียกว่าจิตถึงอัปปนาสมาธิ จิตถึงอัปปนาสมาธิในขั้นนี้ท่านเรียกว่าปฐมจิต ปฐมวิญญาณ มโนธาตุ เป็นแต่เพียงจิตสงบเข้าไปสู่สภาวะความเป็นเดิมของจิตที่ยังไม่ส่งกระแสออกมารับรู้อารมณ์ภายนอก แม้จิตในขั้นนี้จะยังใช้การอะไรไม่ได้ก็ตาม ให้ผู้ปฏิบัติเพียรพยายามทำให้ได้อย่างนี้บ่อยๆ แล้วจิตจะค่อยๆ เพิ่มพลังขึ้นมาเอง การทำสมาธิก็จะมีความคล่องแคล่วชำนิชำนาญ..."

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วัดป่าสาละวัน จ.นครราชสีมา








ขันธ์ ๕ ไม่ใช่กิเลส ไม่ใช่ตัณหา ไม่ใช่บุญ
ไม่ใช่บาป “พระโสดาบัน” ท่านละสังโยชน์
ตัวนี้ได้ พูดง่ายๆว่า ขนมีกิเลสไหม ผมมีกิเลสไหม
หนังมีกิเลสไหม มันรักใคร มันชังใคร
เพราะฉะนั้น “พระโสดาบัน” ท่านละสังโยชน์
ตัวนี้ได้ หมายความว่า วัฏฏะไม่มีอยู่ในขันธ์ ๕
ขันธ์ ๕ ไม่ใช่ตัววัฏฏะที่มีอยู่ในกรรม กรรม
กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ โลภ โกรธ หลง
พระโสดาบันท่านจึงเชื่อต่อกรรม
และ ผลของกรรม
กรรมก็หมายถึงเจตนานั่นเอง มีกรรมในใจ
ของเรา เป็นอนุสัยนอนอยู่นี่ ละความชั่ว
โดยเด็ดขาดแล้ว ท่านจึงมี ศีล ๕ บริสุทธิ์
เป็นบริสุทธิ์ศีล ถ้าเป็นฆราวาสก็ไม่สามารถ
ทำบาป ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง พระโสดาบัน
ท่านละสังโยชน์อย่างหยาบ ทำบาปด้วยกาย
วาจา ละได้ รักษาวาจาให้เรียบร้อยบริสุทธิ์
แต่ สังโยชน์อย่างกลาง อย่างละเอียดยังฝังอยู่
ยังเกาะอยู่ สังโยชน์อย่างกลาง อย่างละเอียด
ไม่เป็นเหตุให้ตกอบายภูมิทั้ง ๔ มีแต่ มนุษย์สุข
สวรรค์สุข ตลอดจนนิพพานนั้น ๆ เป็น
“นิยโตสัตว์ เป็นนิยโตจิต” อย่างช้าสุด ๗ ชาติ
ท่านก็ไปนิพพาน พระโสดาบันท่านไม่ตกนรก
เมื่อพระโสดาบันท่านเห็นว่า ท่านไม่เห็นว่า
ขันธ์ ๕ เป็นตน ท่านไม่เห็นตนเป็นขันธ์ ๕
ไม่เห็นขันธ์ทั้ง ๕ มีในตน ไม่เห็นตนมีในขันธ์ ๕
แล้ว ท่านเห็น อะไร ? ...
ตอบว่า พระโสดาบัน ท่านเห็นกรรม เห็นกรรม
เป็นตน กรรมเป็นกิเลส มันแก้ไม่หมด
เป็นสังโยชน์ผูกอยู่นั่น พูดง่ายๆ ท่านเห็น
ต้นตอของวัฏฏะแล้ว มีแต่พยายามที่จะทำลาย
มันเท่านั้น นี่ท่านจึงเข้าถึง “สัมมาสมาธิ”
สมาธิความตั้งใจไว้ชอบ อันมีความสุข
ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ เป็น "อกาลิโก"
เป็น "สมาธิตลอดเวลา" แม้จะ ยืน เดิน นอน นั่ง
อะไร เข้าสังคมไหนก็ไม่เสื่อม ไม่เหมือนสมาธิ
ประเภทอื่น สมาธิประเภทอื่นนั้น ตอนนั้น
จึงเข้าสมาธิ ตอนนี้จึงเป็นสมาธิ สมาธิอันนี้
มีสังโยชน์คลุมเครืออยู่ ตัดสังโยชน์ไม่ขาด
เป็น “สมาธิเฉยๆ” ไม่ใช่ “สัมมาสมาธิ”
ส่วน "สัมมาสมาธิ" ใน "อริยมรรค"
ต้องอาศัย "ปัญญา"
...
หลวงปู่จวน กุลเชฏโฐ
วัดเจติยาคีรีวิหาร (ภูทอก) อำเภอบึงกาฬ
จังหวัดหนองคาย





ธรรมะก็มีอยู่ที่ลมหายใจ หายใจเข้าก็เป็นธรรมะ หายใจออก ก็เป็นธรรมะ .

..เดินก็เป็นธรรมะ
นั่งก็เป็นธรรมะ นอนก็เป็นธรรมะ กินก็เป็นธรรมะ
คิดนึกก็เป็นธรรมะ
คนเดินไปเดินมาก็เป็นธรรมะ ธรรมะอยู่ในตัวเราหมด..

..ธรรมชาติอยู่ในตัวเราทุกคน ความจริงทั้งหมดก็หนีธรรมะไม่พ้น..

.ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงว่าเราฟังธรรมะเราปฏิบัติธรรมะทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับธรรมะ.

..ธรรมะคือคำเป็นกลางๆนั่นเอง อย่างธรรมชาติเป็น
กลางๆไม่เป็นของใคร
ดินไม่เป็นของใคร น้ำไม่เป็นของใคร ไฟไม่เป็นของใคร ลมไม่เป็นของใคร แต่ถ้าเราเข้าใจนี้เราก็สบายใจ.

.ฉะนั้นการปฏิบัติธรรมเราจึงต้องมาศึกษากัน ที่เรามาทำบุญเนี่ย เราต้องการทำใจของเราให้เป็นบุญ..

.ทำใจของเราให้สงบ ทำใจของเราให้สบาย ทำใจของเราเป็นสุข เขาเรียกว่าปฏิบัติธรรมะ แล้วได้รับบุญกุศล ได้รับความสบายอกสบายใจ..

โอวาทธรรม.หลวงพ่อสนอง. กตปุญโญ.







“..ที่มานี่เราก็พากันมารักษาศีล ก็รักษาตัวของเรา ไม่ได้รักษาอื่น นี่กุศลอันนี้นำผลให้เรามาหลายภพหลายชาติ ผู้ที่ขี้ร้ายขี้เหร่ ก็เพราะเขาไม่ได้รักษาศีลจะดูในปัจจุบันนี้ก็ดูนั่น คนที่มาอยู่ที่วัดนี้มีกี่ร้อยกี่พันหรือกี่คน แล้วผู้ไปเที่ยวล่ะ ดูซิ โอ้โฮ นับทีซิ หมื่นหนึ่งน่ะซี่ จะเอาเสี้ยวหนึ่งก็ไม่ได้ คิดดูซี่ นี่ผู้เข้าวัดเข้าวาอย่างนี้นับซิมีกี่คน ให้พากันพึงรู้พึงเข้าใจ นัยต่อไปคืออานิสงส์การเกิดมามีสติปัญญาใครก็อยากได้ เกิดมามีสติปัญญา ของเราไม่ได้ภาวนาก็ไม่ได้ ท่านสอนให้ภาวนา เกิดมาจะมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ท่านสอนให้ภาวนาพุทโธ ธัมโม สังโฆนี้ ให้ระลึกเอาในใจ พิจารณาเลือกเฟ้นหัวใจของเราใจมันมีมาก ใจดีใจชั่ว ใจสุขใจทุกข์ ใจนรกใจเปรตใจสัตว์เดรัจฉานก็มี ใจใบ้ใจบ้า ใจเสียจริตก็มี ใจคนเรามีหลายใจ ใจเทวบุตรใจเทวธิดาใจพระอินทร์ใจพระพรหมก็มี ใจท้าวพญามหากษัตริย์ก็มี ใจเศรษฐีคหบดีก็มี แน่ะ ใจคนมั่งมีศรีสุข ใจนายร้อยนายพัน นายพล ใจจอมพลก็มี จะเอาอย่างไรเล่า เลือกเอาซี่..”

พหุลกถาโอวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)







“..ฉะนั้น #การทำบุญให้ทานจึงเป็นกิจสำคัญมากเหนือสิ่งอื่นใด สำหรับผู้หวังพึ่งตัวเองทั้งปัจจุบันและอนาคตที่ยังท่องเที่ยวอยู่ในสงสาร เพราะสัตว์ที่มีกรรมทั่วไตรโลกธาตุต้องเป็นผู้รับผิดชอบตัวเองด้วยกัน ไม่มีใครจะคอยรับผิดชอบใคร ทั้งการเกิดในกำเนิดดีชั่วต่าง ๆ ตลอดการเสวยคือสุขหรือทุกข์หนักเบามากน้อย ต้องเป็นผู้เสวยกรรมของตัวทำไว้ทั้งสิ้น ไม่มีใครทำไว้เพื่อใคร ต่างทำไว้เพื่อตัว แม้ไม่มีเจตนาว่าทำไว้เพื่อตัวเองก็ตาม แต่ความจริงก็เป็นกฎตายตัวมาดั้งเดิมอย่างนั้น..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
#พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







พระนิพนธ์เรื่อง “ธรรมะประดับใจ”
...
ที่ท่านเรียกว่าเตรียมเสบียงเดินทางไว้
สำหรับภพชาติข้างหน้า คือ เตรียมบุญกุศล
ไว้ให้พร้อม ให้เพียงพอแก่ทางที่ไกลแสนไกล
จนประมาณไม่ได้ บุญกุศลที่จะเป็นเสบียง
เดินทางนั้น ต้องประกอบด้วยทาน ศีล ภาวนา
การทำจิตทำใจให้ผ่องแผ้ว บริสุทธิ์จากโลภ
โกรธ หลง จำเป็นที่สุด สำคัญที่สุด และก็มี
โอกาสจะทำได้มากที่สุด เพราะไม่ต้อง
ประกอบด้วยอะไรอื่นเลย

ใจมีอยู่กับตัวเราเองแล้ว กิเลสก็อยู่กับใจ
นั่นเอง ถอดถอนออกเสียให้เสมอ ทุกเวลานาที
ทุกอิริยาบถ ย่อมได้รับผลเป็นเสบียงที่พึง
ปรารถนาของนักเดินทางในที่สุด
...
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร






"สัมมาสมาธินี่เรียกว่า เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากสมาธิเป็นของดีจริง แต่ถ้าหากว่าทำไม่เป็นกลางไม่ทำให้เป็นกลาง หมายความว่า ไม่ทำให้พอดีก็ผิดของดีถ้าหากว่าใช้มากเกินไปมันก็เสียเร็ว"

สมเด็จพระญาณวชิโรดม
(หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)
ปฐมเจ้าอาวาสวัดธรรมมงคลเถาบุญนนทวิหาร กรุงเทพมหานคร

ที่มา : ธรรมะในวาระพิเศษ | หน้าที่ ๒๑







#พระเราต้องทำตัวเหมือนผ้าขี้ริ้ว

"... ที่ปราศจากราคาค่างวดใดๆ แล้ว
จึงเป็นความสบาย การกินอยู่หลับนอน
และใช้สอยอะไรก็สบาย การเกี่ยวข้อง
กับผู้คนก็สบาย ไม่มีทิฐิมานะ
ความถือตัวว่าเราเป็นพระเป็นเณรผู้สูง
ศักดิ์ด้วยศีลธรรม เพราะศีลธรรมอัน
แท้จริง มิได้อยู่กับความสำคัญเช่นนั้น

แต่อยู่กับความไม่ถือตัว ยั่วกิเลส อยู่กับ
ความตรงไปตรงมา ตามผู้มีสัตย์ มีศีล มีธรรม ความสม่ำเสมอเป็นเครื่องครองใจ
นี้แลคือศีลธรรมอันแท้จริง ไม่มีมานะ
เข้ามาแอบแฝงทำลายได้..
อยู่ที่ใด ก็เย็นกายเย็นใจ ไม่มีภัยทั้งแก่
ตัวและผู้อื่น ..."
-------------------------
#พระครูวินัยธร (มั่น ภูริทตฺโต)
วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง
จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓ - ๒๔๙๒)


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 9 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO