นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน พุธ 06 พ.ค. 2026 7:51 am

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: พิจารณาในตัวของเรา
โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. 30 เม.ย. 2026 12:42 pm 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5294
“..เพราะไม่มีที่พึ่งทางจิตใจหรือไม่รู้ที่พึ่งอันเกษมอันอุดม จึงกลัวการตายแต่ไม่กลัวการเกิด เมื่อเป็นเช่นนี้จึงคว้าโน้นคว้านี่เป็นที่พึ่ง บางคนกลัวตาย คว้าเอาสิ่งอื่นมาเป็นที่พึ่งที่เคารพนับถือ ด้วยความงมงาม นอกจากนี้ยังมีการทรงเจ้าเข้าผี สะเดาะเคราะห์ สะเดาะนาม สืบชะตาราศี ตัดกรรมตัดเวร โดยวิธีการต่าง ๆ ที่พึ่งอันอุดมมั่นคงนั้นคือการ ภาวนา น้อมรำลึกนึกเอาพระคุณอันวิเศษของพระพุทธเจ้า พร้อมพระธรรม และพระอริยสงฆ์มาเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจ จึงจะเป็นการถูกต้อง..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
(พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







“..ผู้ใดมาถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะที่พึ่งแล้ว ผู้นั้นย่อมชนะได้ซึ่งความร้อน สรณะทั้ง ๓ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มิได้เสื่อมสูญอันตรธานไปไหน ยังปรากฏอยู่แก่ผู้ปฏิบัติเข้าถึงอยู่เสมอ ผู้ใดมายึดถือเป็นที่พึ่งของตนแล้ว ผู้นั้นจะอยู่กลางป่าหรือเรือนว่างก็ตาม สรณะทั้งสามก็ปรากฏแก่เราอยู่ทุกเมื่อ จึงว่าเป็นที่พึ่งแก่บุคคลจริง เมื่อปฏิบัติตามสรณะทั้งสามจริงๆ แล้ว จะคลาดแคล้วจากภัยทั้งหลาย อันก่อให้เกิดความร้อนอกร้อนใจได้แน่นอนทีเดียว..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






”สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้“

พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อริยสัจ ๔ คือ ”ทุกข์“ ที่เกิดจากการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เกิดการพลัดพรากจากกันนี้ พระองค์ทรงพบว่าสาเหตุก็คือสมุทัย ”สมุทัย“ คือสาเหตุ ซึ่งได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา และทรงค้นพบทางที่จะทำให้ทุกข์ที่เกิดจากการ เกิด แก่ เจ็บ ตายนี้ดับไปได้ เรียกว่ามรรคที่มีองค์ ๘ ถ้าใครสามารถเจริญมรรคที่เป็นองค์ ๘ให้ครบบริบูรณ์ ก็สามารถที่จะละตัณหาทั้ง ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ให้หมดสิ้นไปจากใจได้

เมื่อกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ถูกกำจัดด้วยมรรคที่มีองค์ ๘ แล้ว สิ่งที่จะดึงให้จิตไปเกิดใหม่ก็จะไม่มีอีกต่อไป ภพนี้ชาตินี้ก็จะเป็นภพสุดท้ายชาติสุดท้ายของผู้ที่ปฏิบัติมรรค ๘ ได้ เจริญมรรค ๘ ย่อลงมาก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ ทาน ศีล ภาวนา ที่พวกเราศึกษากันและพยายามปฏิบัตินี้ เป็นเครื่องมือที่จะทำให้เรามีกำลังที่จะละความอยากทั้ง ๓ ที่เป็นตัวก่อภพ ก่อชาติ ตัวที่ฉุดจิตให้ไปเกิดในไตรภพได้ นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ที่ไม่มีใครรู้มาก่อน

สัตว์โลกผู้ที่มาเวียนว่ายตายเกิดในไตรภพนี้ ไม่รู้ว่าตนเองนี้ติดอยู่ในไตรภพนี้ได้อย่างไร และไม่รู้ว่าจะทำให้ตนเองออกจากไตรภพนี้ได้อย่างไร จนกว่าจะมีผู้ที่ฉลาดอย่างพระพุทธเจ้ามาทรงค้นพบทางคือ ”มรรค ๘“ นี้เอง ทางที่จะนำให้สู่การหลุดออกจากวงจรอุบาทว์คือ การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ หรือในไตรภพ นี่คือ สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และหลังจากที่ได้ทรงตรัสรู้แล้ว ก็นำเอามาเผยแผ่สั่งสอนให้แก่สัตว์โลกอย่างพวกเรา เพื่อพวกเราจะได้รู้เรื่องจิตใจของเราว่าเป็นอย่างไร

คนส่วนใหญ่ถ้าไม่มีธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าจะไม่รู้ว่า เราเกิดมาได้อย่างไร และตายไปแล้วเราจะไปไหนต่อ เราจะไปที่สูงหรือเราจะไปเกิดใหม่ หรือเราจะเป็นอะไร เราไม่รู้กัน จนกว่าจะมีพระพุทธเจ้ามาทรงตรัสรู้ เห็นวิถีของจิตที่จะทำงานไปในทิศทางไหนต่อไป นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เป็นทางที่ไม่มีใครรู้มาก่อน อริยสัจสี่ คือ สิ่งที่พระพุทธเจ้าพระองค์เดียว เป็นผู้ทรงค้นพบขึ้นมา และหลังจากทรงค้นพบแล้วก็นำเอามาเผยแผ่ต่อ ผู้ที่มีศรัทธาความเชื่อความเคารพนำไปปฏิบัติ จนสามารถกำจัดความอยากทั้ง ๓ ให้หมดไปจากใจได้ ผู้นั้นก็จะบรรลุเป็นพระอรหันต์

เป็นผู้ที่ไม่มีความโลภ ความโกรธ ความหลง กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา หลงเหลืออยู่ในใจ จะไม่มีตัวที่จะมาฉุดลากให้ใจนี้ไปเกิดอีกต่อไป ไม่ว่าจะไปเกิดในกามภพ เป็นมนุษย์ เป็นเทพ หรือเป็นเปรต หรือ เป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือไปเกิดในภพของพรหม ที่เรียกว่า รูปภพ กับอรูปภพ ก็จะไม่มีวันกลับไปเกิดในภพเหล่านี้อีกต่อไป ถ้าสามารถกำจัดกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาให้หมดไปจากใจได้ นี่คือความวิเศษของพระพุทธเจ้า ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้านี้ พวกเราจะไม่รู้ทาง วิถีการดำเนินของจิตใจของเราว่า ตายไปแล้วเราจะไปไหนต่อ เราจะไปที่ไหน หรือ ไม่ไปที่ไหน

คนส่วนใหญ่นี้คิดว่า ตายแล้วสูญ เพราะเขาคิดว่าตัวเขาคือร่างกาย ซึ่งความจริงแล้ว ร่างกายนี้เป็นเพียงครึ่งเดียวของชีวิต อีกครึ่งหนึ่งคือ ผู้กำกับ ผู้ขับร่างกายนี้ให้ทำอะไรต่างๆ ผู้นี้ไม่ได้ตายไปกับร่างกาย ผู้นี้ที่เราเรียก “จิตใจ” ผู้นี้แหละที่เป็นผู้ที่ถูกความอยากทั้ง ๓ นี้ ผลักดันให้ไปเกิดใหม่ เพื่อจะได้เสพกาม เสพรูป เสียง กลิ่น รสต่างๆ ไป เรื่อยๆ เมื่อเกิดแล้วก็ต้องมาเจอสิ่งที่ไม่ปรารถนา ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพรากจากกัน ก็เลยต้องมาทุกข์กัน มาหวาดกลัวกัน มาวิตกกังวลกัน มาเศร้าโศกเสียใจกัน เวลาเกิดความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพรากจากกัน

แต่พอได้มาพบกับพระพุทธเจ้า หรือตัวแทนของพระพุทธเจ้า คือพระธรรมคำสอนที่ทรงบัญญัตไว้ในพระไตรปิฎก หรือ เจอพระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ได้พบทาง ผู้ได้ปฏิบัติมรรค ๘ จนสมบูรณ์ ท่านก็จะสามารถที่จะเอามรรค ๘ นี้มาเผยแผ่สั่งสอน ให้กับพวกเราที่ไม่รู้ เพื่อพวกเราจะได้นำเอาไปปฏิบัติ และจะทำให้เราได้ยุติการเวียนว่ายตายเกิดต่อไป.

รายการวิสัชนาธรรม ครั้งที่ ๕๓
วันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๕

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี





ธรรมะของพระพุทธเจ้าสด ๆ ร้อน ๆ แท้ ๆ นี่ แต่สำคัญสิ่งที่มันกล่อมนี่มันใกล้ชิดติดพันอยู่กับหัวใจเราตลอดเวลา และเป็นสิ่งที่มีรสมีชาติที่โลกติดได้ทุกภพทุกภูมิไป

เพราะฉะนั้นโลกจึงชอบทำแต่เหตุที่จะเผาไหม้ตนเองด้วยกัน ทั้ง ๆ ที่ไม่ต้องการผลนั้นเลยแต่ชอบทำเหตุกันทั่วหน้า เพราะมีธรรมชาติอันหนึ่งที่กล่อมอยู่ภายในใจ ให้ชอบให้ทำให้เสาะให้แสวงหาให้ขวนขวาย ให้คิดให้อ่านให้ไตร่ให้ตรองกับสิ่งเหล่านี้อยู่อย่างสม่ำเสมอ ๆ แม้แต่หลับเคลิ้มไป มันยังละเมอเพ้อฝันไปกับสิ่งเหล่านี้ด้วยความรักความพอใจ นี่คือต้นเหตุที่เผาไหม้สัตว์

สัตว์ทั้งหลายชอบนักชอบหนา ตาก็ชอบดู หูชอบฟัง จิตใจชอบคิด ร่างกายชอบขวนขวายชอบวิ่งเต้นเผ่นกระโดดหามันไม่มีเวลาอิ่มพอ สัตว์เวลามันคึกมันคะนองยังมีกาลมีเวลาแต่มนุษย์เรานี้คึกคะนองอยู่ตลอดเวลา เพราะอำนาจสิ่งนี้แลหนุน ไม่เคยอ่อนตัวเลย มีแต่เสริมกำลังขึ้นเรื่อย ๆ ให้สัตว์ทั้งหลายดิ้นรนไปตามไม่มีวันเวลาสงบตัวได้บ้างเลย

เพราะฉะนั้น เรื่องกองทุกข์ เราอย่าว่าแต่สัตว์เป็นทุกข์เลย มนุษย์นี้เป็นทุกข์มากยิ่งกว่าสัตว์ แต่มองข้ามกันเฉย ๆ เฉพาะอย่างยิ่งมองดูหัวใจเรา เราอย่ามองเลยโลกเลยสงสารไปนัก เพราะเหล่านั้นเป็นเรื่องทุกข์ของเขา ส่วนทุกข์ที่อยู่กับเรานี้เพราะเหตุผลกลไกอันใดของเรา นี่ให้มาดูต้นเหตุนี้ ที่เราชอบทำเหตุ สัตว์ทั้งหลายชอบกันทั่วหน้า แต่เวลาทุกข์เกิดขึ้นมานั้นมันเกิดขึ้นมาจากเหตุอันนี้แลเผาไหม้กันเดือดร้อนวุ่นวายฉิบหายป่นปี้ไปทั่วแดนโลกธาตุนี้ ไม่ต้องการกันแต่ก็เผาไหม้กันทั้ง ๆ ที่ไม่ต้องการ เพราะมีความพอใจขวนขวายกับเหตุที่เป็นภัยเรื่อยมา

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด





“..พระพุทธเจ้าว่า มโนปุพฺพํ คมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโน มยา มีใจนั่นแหละเป็นใหญ่ มีใจนั่นแหละเป็นหัวหน้า มีใจนั่นแหละประเสริฐสุด สิ่งทั้งหลาย บาปก็ดี บุญก็ดี สำเร็จได้ด้วยใจ
มนะ เรียกว่าใจ ครั้นใจไม่ดี มนสาเจ ปทุจเตน ใจไม่ดีใจขุ่นมัว ใจเศร้าหมอง ลุอำนาจความโลภ ความโกรธ ความหลงใจเหล่านั้น แม้นบุคคลจะพูดอยู่ก็ตาม จะทำการงานด้วยกายอยู่ก็ตาม เพราะจิตเศร้าหมอง จิตไม่ดีแล้ว ความทุกข์นั้นย่อมติดตามบุคคลผู้นั้นไป เหมือนกันกับล้ออันตามรอยเท้าโคไป มนสาเจ ปสนฺเนน ครั้นจิตผ่องใส ผุดผ่อง ไม่เศร้าหมองแล้ว แม้นจะพูดอยู่ก็ตาม จะทำการงานอยู่ก็ตาม จะไปที่ไหนก็ตาม ความสุขย่อมติดตามเขาไป เหมือนเงาเทียมตนไปอย่างนั้น
ครั้นรู้ว่าใจเป็นหัวหน้า ใจเป็นใหญ่ ดีก็ต้องมีใจเป็นผู้คิดให้ทำ ทำชั่วก็มีใจเป็นผู้คิดให้ทำ เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้ว เราจงเอาแต่ส่วนดี ส่วนไม่ดี มีราคะ โทสะ โมหะ นั่น ตัดมันออกไป ไล่มันออกไป อย่าให้มันไปยึดไปถือ อย่าให้มันไปเป็นเจ้าเรือน..”

อนาลโยวาท
หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู
(พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)







"นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์"
ให้เกิดเลื่อมใสทุกๆวันเถิด เมื่อนึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ๓ รัตนะนี้ ตรึกตรองด้วยปัญญา ครั้นเห็นจริงเกิดความเลื่อมในขึ้นแล้ว จะนึกแต่ในใจหรือจะเปล่งวาจาว่า

#อะโหพุทโธ
พระพุทธเจ้าที่เป็นที่พึ่งของเรา ท่านทรงคุณคือดับกิเลส เครื่องร้อนใจของสัตว์ได้ นำสัตว์ออกจากทุกข์ได้ เป็นอัศจรรย์ น่าเลื่อมใสจริงๆ

#อะโหธัมโม
พระธรรมที่เป็นที่พึ่งของเรา ท่านทรงคุณคือดับกิเลสเครื่องร้อนใจของสัตว์ได้ นำสัตว์ออกจากทุกข์ได้ เป็นอัศจรรย์น่าเลื่อมใสจริงๆ

#อะโหสังโฆ พระสงฆ์ที่เป็นที่พึ่งของเรา ท่านปฏิบัติดีแล้ว เป็นเขตบุญอันเลิศ หาเขตบุญอื่นยิ่งกว่าไม่มี เป็นอัศจรรย์น่าเลื่อมใสจริงๆ

"... ภาวนาดังนี้ ก็ได้ดีทีเทียว อนึ่ง ผู้ใด
ได้ความเชื่อความเลื่อมใสในพระพุทธพระธรรม พระสงฆ์ ๓ รัตนะนี้แล้ว ผู้นั้นได้ชื่อว่าเลื่อมใสแล้วในที่อันเลิศ ผลที่สุดวิเศษเลิศใหญ่ยิ่งกว่าผลแห่งกุศลอื่นๆ ทั้งสิ้น ย่อมมีแก่ผู้เลื่อมใสใจรัตนะทั้งสามนั้น
อนึ่ง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นี้เป็นรัตนะอันเลิศวิเศษยิ่งกว่ารัตนะอื่นๆ หมดทั้งสิ้น ย่อมให้สำเร็จความปรารถนาแก่สัตว์ผู้ที่เลื่อมใสได้ทุกประการ
เหตุนั้น เราทั้งหลาย จงอุตสาห์นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้เกิดความเลื่อมใสทุกๆ วันเถิด จะได้ไม่เสียทีประสบพบพระพุทธศาสนานี้ ..."
--------------------------
#พระอาจารย์เสาร์_กันตสีโล
วัดเลียบ​ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๐๒ - ๒๔๘๔)






อิริยาบถทั้ง ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน นั้นนะสร้างบุญขึ้นมาได้ เช่น เราเดินไปก็ระลึกพุทโธไป เรานั่งอยู่ก็ระลึกพุทโธ เรานอนอยู่ก็ระลึกพุทโธ พยายามทำให้มันติดต่อ ทำการทำงานก็ระลึกพุทโธอยู่ อย่างท่านฯ ไปสอนชาวบ้านนอกนะ ถึงฤดูทำไร่ เขาไปดายหญ้า สับจอบสับเสียมลงดิน ก็ให้ระลึกพุทโธ เวลาเกี่ยวข้าวก็เหมือนกันแหละ เกี่ยวกอหนึ่งก็พุทโธ เกี่ยวกอสองก็พุทโธ หมายความว่า งานที่เราทำก็ได้ บุญเราก็ได้ อันนี้เป็นลักษณะของบุคคลผู้มีปัญญา ทำการงานทุกอย่าง อย่าทิ้งพุทโธ เพราะเหตุไร เพราะว่าบุญเกิดทางใจ
.
บุญนั้นไม่ได้เกิดแต่การบริจาคทานอย่างเดียว บุญเกิดจากการรักษาศีล บุญเกิดจากการภาวนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเจริญภาวนา เป็นบุญที่สามารถทำได้ไม่เลือกบุคคล ไม่ว่าจะเป็นคนแก่คนเฒ่าหรือเด็ก หญิงหรือชาย หรือคนเจ็บป่วยก็ตาม สามารถทำได้
.
คนที่มีสติปัญญา ยืน เดิน นั่ง นอน ก็เป็นบุญแล้ว ทำการทำงานก็เป็นบุญ ทุกสาขาอาชีพที่เป็นอาชีพบริสุทธิ์ ถ้าเราระลึกพุทโธคราวใด บุญก็เกิดขึ้นคราวนั้น ไม่ต้องหาไกล คนมีปัญญาไม่ต้องหาไกล หาอยู่ในกาย หาอยู่ในวาจา หาอยู่ในจิต
.
ศาสนานั้นอยู่ในธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๖ ท่านฯ บอกว่า มีกล่าวไว้ในคัมภีร์วินัย ขันธปัญญธาตุ อายตนะอยู่ที่ไหน ไม่ใช่อยู่ในตัวเราหรอกหรือ เพราะเหตุนั้นศาสนาจึงอยู่ในตัวเรา สมบูรณ์แบบไม่บกพร่อง นอกจากเราจะเสริมสร้างให้มัน เพื่อให้เรารู้จักศาสนาในตัวของเรา นี่คือบุคคลผู้ที่เป็นพุทธแท้
.
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
จากหนังสือ "รำลึกวันวาน"
โดย หลวงตาทองคำ จารุวัณโณ





ความทุกข์ใจ ไม่ได้เกิดจากคนอื่น
...
เรามักจะโทษคนนั้นคนนี้ แต่รากเหง้ามาจาก
ใจของเราเอง เวลามีความขัดแย้งเรามักจะ
โทษคนนั้นคนนี้ แต่เราลืมดูใจของเรา
อาจเป็นเพราะใจของเราไปยึดมั่นถือมั่น
กับความคิดของเรา หรืออาจเป็นเพราะว่าเรา
ชอบมองในแง่ลบ ทั้งๆ ที่เพื่อนร่วมงาน
ก็มีข้อดีหลายอย่าง แต่เรามองเห็นแต่ด้านไม่ดี
ของเขา เช่น ขี้บ่น หรือพูดเสียงดัง ซึ่งอาจ
ไม่เกี่ยวกับการทำงานแต่เป็นบุคคลิกส่วนตัว
สิ่งที่เราเห็นนั้นแม้เป็นความจริง แต่อาจเป็น
แค่ส่วนน้อยของเขา ข้อดีของเขาก็มีมาก
แต่เราไม่มอง ถ้าเรามองเห็นด้านดีของเขา
แม้ว่าเขาจะขี้บ่น เสียงดังไปบ้าง เราก็จะ
ทำงานได้อย่างมีความสุข เราควรยอมรับว่า
ทุกคนมีข้อดีข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น จะหาใคร
เพอร์เฟกต์ สมบูรณ์แบบย่อมไม่มี แต่ถ้า
เมื่อไหร่เรามองแต่แง่ลบ เราจะทำงานอย่าง
ไม่มีความสุข ถ้าเรามองเห็นรอบด้าน
เห็นทั้งข้อดีข้อเสีย เราจะทำงานด้วยกัน
อย่างมีความสุข และจะมีการวิพากษ์วิจารณ์
กันน้อยลง คนทุกวันนี้มองเห็นหรือจ้องจับผิด
ได้ง่าย หลายคนพอบอกให้วิจารณ์งาน
ของเพื่อน ก็สามารถพรรณนาได้ยาวเหยียด
แต่พอขอให้ชมเขากลับทำไม่ได้
อาตมาอยากแนะนำว่าก่อนจะวิจารณ์ใคร
ควรมองเห็นข้อดีของคนนั้นเสียก่อน ถ้าเรา
จะวิจารณ์เขา ๑ ข้อ เราต้องเห็นข้อดีของเขา
๒ ข้อ นี่เป็นการฝึก เพราะสมัยนี้คนเราเก่ง
เรื่องการจับผิดมาก อาตมา เชื่อว่าถ้าเรา
ชมกันมากขึ้นบรรยากาศในที่ทำงานจะดีขึ้น
ถ้าเราลองปรับมุมมองซะหน่อยเราจะมี
ความสุขมากยิ่งขึ้น ...
...
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล




“..#เพราะไม่มีที่พึ่งทางจิตใจหรือไม่รู้ที่พึ่งอันเกษมอันอุดม จึงกลัวการตายแต่ไม่กลัวการเกิด เมื่อเป็นเช่นนี้จึงคว้าโน้นคว้านี่เป็นที่พึ่ง บางคนกลัวตาย คว้าเอาสิ่งอื่นมาเป็นที่พึ่งที่เคารพนับถือ ด้วยความงมงาม นอกจากนี้ยังมีการทรงเจ้าเข้าผี สะเดาะเคราะห์ สะเดาะนาม สืบชะตาราศี ตัดกรรมตัดเวร โดยวิธีการต่าง ๆ ที่พึ่งอันอุดมมั่นคงนั้นคือการ ภาวนา น้อมรำลึกนึกเอาพระคุณอันวิเศษของพระพุทธเจ้า พร้อมพระธรรม และพระอริยสงฆ์มาเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจ จึงจะเป็นการถูกต้อง..”

#ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
(พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





การออกธุดงค์ในป่าตามแนวแถวของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ท่านปฏิบัติตนอย่างไร ไม่ใช่ว่าท่านสะพายบาตรแล้วเดินในถนนหนทาง แนวธุดงค์ของครูบาอาจารย์สายปฏิบัติสายหลวงปู่มั่น เดินเข้าไปในป่าดงพงไพร ไปเจอบ้าน ชาวบ้านเขาทำเป็นตะแคร่ไม้ไผ่ ไม่มีฝาหรอก ใช้กลด มุ้งเป็นฝา กลดแขวนลงมากันมดกันแมลง กันยุง และก็มีเสื่อปู มีหมอน เผลอๆ ชาวบ้านไม่มีหมอนให้อีกต่างหาก เอาผ้าไตร ผ้าครองสามผืนเป็นหมอนหนุนหัว มีบาตร จากนั้นก็ไปบิณฑบาตกับชาวบ้าน ก็สุดแท้แต่ชาวบ้านเขาจะใส่อะไร บางทีก็มีแต่ข้าวเหนียว มีอะไรก็ฉันตามนั้นล่ะ เพราะเราออกธุดงค์

นี่ล่ะ เป็นการฝึกหัดดัดตัวเอง ไปอยู่ในป่า กลัวไหม คนเราไม่กลัวมันไม่มีหรอก มันต้องกลัว ในป่ามันมีสัตว์สาลาสิงห์มากมายหลายอย่าง พวกงู พวกอะไร แต่จะพยายามเอาตัวรอด ยังไงก็ต้องดูต้องแล
ทางด้านจิตใจเราก็อยู่กับบริกรรมกรรมฐาน ไม่ให้หนีออกจากสติ สติอยู่กับตัวเองอยู่ตลอด พุทโธ พุทโธ ตลอด

วันก่อนหลวงพ่อก็ทำเป็นตัวอย่างให้เห็น ทำเป็นตะแคร่ขึ้นมา ออกธุดงค์อย่างนี้นะพระลูกพระหลาน ไปดูเวลาออกธุดงค์ ทุกวันนี้มันก็ออกยากนะลูกหลาน เพราะมันเป็นป่าสงวนป่าอนุรักษ์ เราไปอยู่ในป่าไม่ได้หรอกทุกวันนี้ เพราะบ้านเมืองเข้มงวดกวดขันเข้ามาแล้ว ไม่เหมือนแต่ก่อน แต่ก่อนเราไปอยู่ที่ใดก็ได้ คนมันน้อย ไปอยู่ในป่าดงพงไพรที่ไหน ไปหลบไปซ่อนไปภาวนาที่ไหนก็ได้

รุกฺขมูลเสนาสนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา, ตตฺถ เต ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย พวกเจ้าบวชเข้ามาแล้วพวกเจ้าต้องไปเสาะแสวงหาอยู่ในป่านะ รุกฺขมูลเสนาสนํ ไปอยู่ในป่า ปลีกวิเวกหามุมสงบในการบำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญาของเจ้า อันนี้เป็นหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านะศรัทธาญาติโยมลูกหลาน

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “เรื่องไม่พึงปรารถนา”







ถ้าเราไม่สนใจระมัดระวังรักษาตัวเองเพื่อศาสนา ซึ่งเป็นการเพื่อตัวเองโดยเฉพาะอยู่แล้ว ศาสนาจะ เหลือได้ยังไง ศาสนาเสื่อมที่หัวใจนั่นซิ ถ้าจิตใจ อ่อนแอท้อถอย จิตใจเสื่อมคลายจากศาสนาแล้ว นั้นละศาสนาเสื่อมที่ตรงหัวใจ ให้พึงทราบว่าศาสนา เจริญนี้เจริญที่หัวใจ ไม่ได้หมายถึงด้านวัตถุเจริญ

โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน







“..เพราะไม่มีที่พึ่งทางจิตใจหรือไม่รู้ที่พึ่งอันเกษมอันอุดม จึงกลัวการตายแต่ไม่กลัวการเกิด เมื่อเป็นเช่นนี้จึงคว้าโน้นคว้านี่เป็นที่พึ่ง บางคนกลัวตาย คว้าเอาสิ่งอื่นมาเป็นที่พึ่งที่เคารพนับถือ ด้วยความงมงาม นอกจากนี้ยังมีการทรงเจ้าเข้าผี สะเดาะเคราะห์ สะเดาะนาม สืบชะตาราศี ตัดกรรมตัดเวร โดยวิธีการต่าง ๆ ที่พึ่งอันอุดมมั่นคงนั้นคือการ ภาวนา น้อมรำลึกนึกเอาพระคุณอันวิเศษของพระพุทธเจ้า พร้อมพระธรรม และพระอริยสงฆ์มาเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจ จึงจะเป็นการถูกต้อง..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
(พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





“..ผู้ใดมาถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะที่พึ่งแล้ว ผู้นั้นย่อมชนะได้ซึ่งความร้อน สรณะทั้ง ๓ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มิได้เสื่อมสูญอันตรธานไปไหน ยังปรากฏอยู่แก่ผู้ปฏิบัติเข้าถึงอยู่เสมอ ผู้ใดมายึดถือเป็นที่พึ่งของตนแล้ว ผู้นั้นจะอยู่กลางป่าหรือเรือนว่างก็ตาม สรณะทั้งสามก็ปรากฏแก่เราอยู่ทุกเมื่อ จึงว่าเป็นที่พึ่งแก่บุคคลจริง เมื่อปฏิบัติตามสรณะทั้งสามจริงๆ แล้ว จะคลาดแคล้วจากภัยทั้งหลาย อันก่อให้เกิดความร้อนอกร้อนใจได้แน่นอนทีเดียว..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






"พระพุทธศาสนา...
สอนให้น้อมเข้ามาพิจารณาในตัวของเรานี้ ทุกข์ สมุทัย นิโรจน์ มรรค ก็อยู่ในตัวของเรา ถ้าสอนออกไปนอกนั้น...
ไม่ใช่ พระพุทธศาสนา มัน...เป็นโลก

เห็นอย่างไรจึงเรียกว่า...เห็นธรรม
เห็นภายนอกด้วยตาว่า ตัวเราเป็นก้อนทุกข์
เห็นภายใน
คือเห็นชัดด้วยใจด้วย เห็นเป็นธรรมทั้งหมด

เราต้องพิจารณาให้เห็นถึงสภาวะ
ความเป็นจริงของสังขาร ให้เห็นชัดอย่างนั้นว่า มันเป็นเพียงสักแต่ว่า...
ธาตุ เกิดขึ้นมาแล้ว...ก็ดับไป มันไม่ใช่ตัวตนของเรา เรามัวเมา
มันก็หลงล่ะซิ! หลงสมมุติว่า...เป็นตัว เป็นตน."

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 8 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO