|
“..พระพุทธเจ้าก็ดี พระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าก็ดี ท่านผู้เป็นพระอริยะทั้งหลายเหล่านั้น ท่านมีข้อวัตรปฏิบัติเพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่างทุกกาลทุกเวลา ทุกอิริยาบถ ท่านไม่ได้เลิกละสละปล่อยวางจนตลอดชีวิต พระองค์ไม่คลุกคลี ทรงชักนำพาสาวกยินดีแต่ในที่สงบวิเวก พาสาวกของพระองค์ปฏิบัติ อัปปิจฉตา มักน้อย สันโดษ มีจิตใจเด็ดเดี่ยวมั่นคง คงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง มรรคผล ธรรมวิเศษนั้น ไม่เลือกบุคคล เพศ ภูมิ ชนชั้น วรรณะ และไม่เลือกกาล สถานที่ ผู้ดีมีจน มรรคผลมีตลอดกาล ตลอดเวลา มีประจำอยู่แต่ไหนแต่ไรมา เรายังขาดศีล สมาธิ ปัญญา ศรัทธา สติ ความเพียร ยัง ไม่แก่กล้าเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ จิตจึงไม่มีกำลังต่อสู้เอาชนะกับกิเลสได้ พวกเรามานี้ไม่ใช่มาเล่น เราบวชก็ไม่ใช่บวชเล่น เราบวชจริง เรามาจริง เราต้องปฏิบัติจริง จึงจะรู้จึงจะเห็นธรรมอันเป็นของจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงตรัสรู้ธรรมจริง เป็นสัจธรรม พระองค์ทรงแสดงธรรมเป็นคำที่มั่นคง มีอยู่และตั้งอยู่ตลอดกาล ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบัน ไม่เคยคราคร่า ยังสดใส ใหม่เอี่ยม เต็มเปียมอยู่ตลอดกาลทุกเมื่อ ไม่เคยขาดตกบกพร่องแม้ แต่น้อย จงพากันปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อจิตจะได้มีกำลังแข็งแกร่ง ต่อสู้กับข้าศึกผู้คึกคะนองก่อกวนเราอยู่ตลอดเวลา เป็นเวลาอันยาวนาน จะนับจะประมาณกี่ร้อยกี่พันกัปกัลป์อนันตชาติ ก็ประมาณมิได้ ทำให้ เราได้รับทุกข์ทรมานมาแสนสาหัสจนนับร่องรอยไม่ได้..”
ภูริทตฺตธมฺโมวาท พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
"…ให้เราทำความดี มีศีล มีธรรม มีธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ให้ ภาวนาพุทโธ พุทโธ ให้จิตเป็นสมาธิ ให้จิตมีปัญญาแก้กิเลสตัณหา
ธรรมดาคนเรามีกิเลสทั้งนั้น กิเลสคือสมุทัย คำพระพุทธเจ้าบอกว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค นี่เป็นหนทางดับทุกข์ที่พุทธเจ้าสอนไว้ว่า ทุกข์เป็นของควรรู้ เราทุกข์ตั้งแต่เกิด สมุทัย เป็นของควรละ นิโรธเป็นของควรทำให้แจ้ง มรรค เป็นข้อปฏิบัติให้เกิด และเป็นหนทางเดินของความดับทุกข์
รวมกันแล้วเรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ในองค์มรรครวมแล้วมี ๘ อย่าง รวมลงให้ง่ายคือให้มีศีล ให้มีสมาธิ ให้มีปัญญา
ปัญญานี่แหละจึงจะตัดกิเลสไปนิพพานได้ ปัญญาคือความรอบรู้ ปัญญารู้กิเลส อย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด ศีลก็มีเหมือนกัน มีอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียดเหมือนกัน สมาธิก็มีทั้ง ขนิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ มี ๓ อย่างดังนั้น ให้เราประพฤติปฏิบัติ ตามคำสั่งสอนตามกำลังของเราที่จะทำได้
เรียกว่าให้มีศีล ให้มีสมาธิ มีปัญญา และให้มีความศรัทธาความเพียรตัดกิเลส กิเลสมันหนาปัญญามันหยาบเพราะฉะนั้น ให้มีปัญญาหลายๆไว้แก้ไขกิเลส... "
โอวาทธรรมพระคำสอน
พระราชวชิรอุดมมงคล หลวงปู่บุญมา สุชีโว อายุวัฒนมงคล ๙๔ ปี ๗๔ พรรษา วัดป่าสามัคคีศิริมงคล(วัดป่าสุขเกษม) อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู
"... เป็นพระกรรมฐาน กะให้เป็นกรรมฐานเต็มภูมิ ให้เป็นกรรมฐานเด็ดเดี่ยว อย่าเป็นกรรมฐานหมอลำหมู่ อย่าเป็นกรรมฐานเเมลงวัน แห่ไปทางนั้น แห่ไปทางนี้..."
#หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต
วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) มุกดาหาร ผู้เป็นดั่งเขียงเช็ดเท้าพระอาจารย์ใหญ่มั่น
นั่งสมาธินี่ก็เพื่อต้องการดับอะไร ดับความวุ่นวายใจ ดับคนคิดมาก ดับคนร้อนใจมาก ..
..ดับคนมีปัญหามาก คนพูดมาก คนคิดมาก คนวุ่นวายมาก คนมีตัวมีตนมากที่ตัวเรานี่ ตัวเรานี่ตัววุ่นวาย ..
.ฉะนั้นทุกคนมาแก้ใจตัวเองเถอะ. พยายามมาหาศีล มาหาธรรมให้มากขึ้น.. ..ศีลธรรมนี้จะพาให้เราใจดี ให้ทานจนไม่มีความตระหนี่. รักษาศีลจนไม่กลัวตาย ไม่กลัวเจ็บ ไม่กลัวแก่..
.ทำสมาธิจนมั่นใจ ไม่ทิ้งศีลธรรม จะถือตลอดชีวิต ปัญญารอบรู้ว่าขันธ์ห้า เป็นทุกข์ รูป เวทนา สัญญาสังขาร แตกสลายอยู่ทุกเวลา..
.ขันธ์ห้าเป็นทุกข์ เราไม่ทุกข์กับมัน มีปัญญาแล้วว่าขันธ์ห้าเป็นทุกข์ๆทั้งนั้น..
.เราก็ปลงตกปล่อยวางเป็น คนมีขันธ์ห้าทุกข์ทั้งนั้น ทุกข์กิน ทุกข์เดิน ทุกข์นั่ง ทุกข์นอน ทุกข์ปวด.
.ทุกข์กันทั้งนั้นเลยคนเราเนี่ย เดี๋ยวคนโน้นป่วย คนนี้เจ็บ เดี๋ยวคนโน้นเกิดคนนี้ตาย เดี๋ยวคนโน้นมีเรื่องอย่างนั้นคนนี้มีเรื่อง โห ขันธ์5 นี่ทุกข์ วุ่นวายใจจริง ๆ
โอวาทธรรม.หลวงพ่อสนอง. กตปุญโญ.
“..พระพุทธเจ้าก็ดี พระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าก็ดี ท่านผู้เป็นพระอริยะทั้งหลายเหล่านั้น ท่านมีข้อวัตรปฏิบัติเพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่างทุกกาลทุกเวลา ทุกอิริยาบถ ท่านไม่ได้เลิกละสละปล่อยวางจนตลอดชีวิต พระองค์ไม่คลุกคลี ทรงชักนำพาสาวกยินดีแต่ในที่สงบวิเวก พาสาวกของพระองค์ปฏิบัติ อัปปิจฉตา มักน้อย สันโดษ มีจิตใจเด็ดเดี่ยวมั่นคง คงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง มรรคผล ธรรมวิเศษนั้น ไม่เลือกบุคคล เพศ ภูมิ ชนชั้น วรรณะ และไม่เลือกกาล สถานที่ ผู้ดีมีจน มรรคผลมีตลอดกาล ตลอดเวลา มีประจำอยู่แต่ไหนแต่ไรมา เรายังขาดศีล สมาธิ ปัญญา ศรัทธา สติ ความเพียร ยัง ไม่แก่กล้าเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ จิตจึงไม่มีกำลังต่อสู้เอาชนะกับกิเลสได้ พวกเรามานี้ไม่ใช่มาเล่น เราบวชก็ไม่ใช่บวชเล่น เราบวชจริง เรามาจริง เราต้องปฏิบัติจริง จึงจะรู้จึงจะเห็นธรรมอันเป็นของจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงตรัสรู้ธรรมจริง เป็นสัจธรรม พระองค์ทรงแสดงธรรมเป็นคำที่มั่นคง มีอยู่และตั้งอยู่ตลอดกาล ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบัน ไม่เคยคราคร่า ยังสดใส ใหม่เอี่ยม เต็มเปียมอยู่ตลอดกาลทุกเมื่อ ไม่เคยขาดตกบกพร่องแม้ แต่น้อย จงพากันปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อจิตจะได้มีกำลังแข็งแกร่ง ต่อสู้กับข้าศึกผู้คึกคะนองก่อกวนเราอยู่ตลอดเวลา เป็นเวลาอันยาวนาน จะนับจะประมาณกี่ร้อยกี่พันกัปกัลป์อนันตชาติ ก็ประมาณมิได้ ทำให้ เราได้รับทุกข์ทรมานมาแสนสาหัสจนนับร่องรอยไม่ได้..”
ภูริทตฺตธมฺโมวาท พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
“ การปฏิบัติขั้นแรก ”
ถาม : ขอเรียนถามค่ะ ปกติเคยปฏิบัติแต่เดินจงกรมค่ะ อยากขอคำแนะนำในการเริ่มปฏิบัติพุทโธค่ะ พระอาจารย์ : คือการปฏิบัติขั้นแรกก็คือการเจริญสติ การเจริญสตินี้มีหลายวิธีด้วยกัน การบริกรรมพุทโธก็เป็นวิธีหนึ่ง เช่น เราระลึกคำว่าพุทโธๆ ไปภายในใจไม่ว่าเราจะทำอะไร ไม่ว่าเราจะอยู่ในอิริยาบถใด เราต้องการควบคุมความคิด ต้องการหยุดความคิด ถ้าเราไม่พุทโธเราก็จะคิดเรื่อยเปื่อย คิดถึงคนนั้นคิดถึงคนนี้ คิดถึงสิ่งนั้นสิ่งนี้ เกิดอารมณ์ต่างๆขึ้นมา ถ้าเราควบคุมความคิดได้ อารมณ์ต่างๆ ความอยากต่างๆ มันก็จะสงบตัวลง ใจเราก็จะเย็นจะสบาย ถ้าเรานั่ง ใจก็จะนิ่งเต็มที่ ถ้ายังไม่นั่ง ยังเคลื่อนไหวอยู่ ใจยังต้องทำงานอยู่ ยังต้องสั่งให้ร่างกายเคลื่อนไหวอยู่ มันก็จะไม่นิ่งได้เต็มที่ ถ้าอยากจะให้ใจนิ่งมีความสุขเต็มที่ก็ต้องนั่งสมาธิ นั่งหลับตาแล้วก็พุทโธต่อไป ถ้าเราใช้พุทโธเป็นตัวคอยกำจัดความคิด หรือถ้าเราอยากจะเปลี่ยนจากพุทโธมา เวลาเรานั่งเราก็ดูลมหายใจเข้าออกแทนก็ได้ ที่เราอยู่กับลม เราก็จะไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่ได้ ถ้าเราไปคิดก็แสดงว่าเราไม่ได้อยู่กับลม ก็ต้องดึงมันกลับมาที่ลม ให้อยู่กับลมอย่างเดียว หรือให้อยู่กับคำพุทโธอย่างเดียว แล้วจิตมันก็จะรวมเข้าสู่ความสงบได้เต็มที่ เป็นสมาธิ แล้วก็จะเกิดความสุขที่มหัศจรรย์ใจขึ้นมา แล้วมันก็จะทำให้เราสามารถฝืนความอยากต่างๆ ได้ เวลาเราออกจากสมาธิ พอเราอยากจะดื่มกาแฟ อยากจะกินขนม เราก็ใช้ปัญญามาสอนว่า ถ้ากินแล้วมันจะติด ติดแล้วจะต้องกลับมากิน กลับมาเกิดมาแก่มาตายเพื่อมากินมาดื่มอยู่ ถ้าไม่อยากจะกลับมาเกิดมาแก่มาตาย ก็ต้องเลิกกินเลิกดื่มของพวกนี้ กลับไปหาความสุขจากความสงบดีกว่า นี่คือการปฏิบัติ เพราะฉะนั้น การปฏิบัติบางทีเราก็เดิน บางทีเราก็นั่ง แล้วแต่ เดินแล้วเมื่อยเราก็นั่ง นั่งแล้วเมื่อยเราก็ลุกขึ้นมาเดิน
สนทนาธรรมบนเขา วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๑
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี
#ภูริทตฺตธมฺโมวาท “... ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว แผ่นดินนับวันแคบ มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น นโยบายในทางโลกีย์ใดๆก็นับวันประชันขันแข่งกันขึ้น พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง
ศาสนาทางมิจฉาทิฐิ ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์ คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไปอย่างโคและกระบือ ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย ฉะนั้นพวกเราทั้งหลายจงรีบเร่งปฏิบัติธรรม ให้สมควรแก่ธรรมดังไฟที่กำลังไหม้เรือน จงรีบดับเร็วพลันเถิด ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร ทั้งโลกภายในหนังหุ้มอยู่โดยรอบ ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พิจารณาติดต่ออยู่ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด
ความเบื่อหน่ายคลายเมาไม่ต้องประสงค์ ก็จะต้องได้รับแบบเย็นๆและแยบคายด้วยจะเป็นสัมมาวิมุตติ และสัมมาญาณะอันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ ...” ------------------------ #พระครูวินัยธร (มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓ - ๒๔๙๒)
ปัญญาจะเกิดขึ้นได้ เฉพาะในจิตที่สงบ สงบจากกาม สงบจากอกุศลธรรม สงบจากความวุ่นวาย สมาธินั้นจะเกิด เฉพาะในจิตใจของผู้ที่มีศีลบริสุทธิ์ ศีลบริสุทธิ์ไม่ได้หมายความว่า ไม่เคยทำอะไรผิดพลาด ไม่เคยผิดศีล แต่หมายถึง ศีลที่ชำระแล้ว คือ เมื่อเราทำ สิ่งที่ไม่ดีแล้ว เราไม่ควรปิดบังอำพราง แต่ควรเปิดเผยให้คนอื่นรู้ จะเป็นครูบา อาจารย์ก็ได้ เป็นกัลยาณมิตร หรือเป็นเพื่อน ที่เคารพก็ได้ ขั้นตอนแรกของการชำระศีล ที่ขาดไปแล้วหรือเปื้อนไปแล้ว คือการเปิดเผย ขั้นที่สอง คือการยอมรับผิด ยอมรับว่าเราผิด เปิดเผยก็เปิดเผยทั้งหมด ถึงแม้ว่าจะรู้สึก ละอาย เราก็ต้องพูดให้หมด เหมือนกับว่า มีเสี้ยนตำเท้า เราเอาออกไม่หมดจะเป็น อันตราย เปิดเผยยอมรับว่าตัวเองผิด ด้วยความนอบน้อมถ่อมตน ไม่ได้ปิดบัง ไม่ได้เห็นแก่ตัว ขั้นที่สาม สำคัญมาก โดยตั้งใจว่า จะไม่ทำอย่างนั้นอีกต่อไป ถ้าขาดข้อที่สามนี้ ถือว่าไม่เป็นการชำระศีล อย่างสมบูรณ์ ... ... พระอาจารย์ชยสาโร
ปัญญาจะเกิดขึ้นได้ เฉพาะในจิตที่สงบ สงบจากกาม สงบจากอกุศลธรรม สงบจากความวุ่นวาย สมาธินั้นจะเกิด เฉพาะในจิตใจของผู้ที่มีศีลบริสุทธิ์ ศีลบริสุทธิ์ไม่ได้หมายความว่า ไม่เคยทำอะไรผิดพลาด ไม่เคยผิดศีล แต่หมายถึง ศีลที่ชำระแล้ว คือ เมื่อเราทำ สิ่งที่ไม่ดีแล้ว เราไม่ควรปิดบังอำพราง แต่ควรเปิดเผยให้คนอื่นรู้ จะเป็นครูบา อาจารย์ก็ได้ เป็นกัลยาณมิตร หรือเป็นเพื่อน ที่เคารพก็ได้ ขั้นตอนแรกของการชำระศีล ที่ขาดไปแล้วหรือเปื้อนไปแล้ว คือการเปิดเผย ขั้นที่สอง คือการยอมรับผิด ยอมรับว่าเราผิด เปิดเผยก็เปิดเผยทั้งหมด ถึงแม้ว่าจะรู้สึก ละอาย เราก็ต้องพูดให้หมด เหมือนกับว่า มีเสี้ยนตำเท้า เราเอาออกไม่หมดจะเป็น อันตราย เปิดเผยยอมรับว่าตัวเองผิด ด้วยความนอบน้อมถ่อมตน ไม่ได้ปิดบัง ไม่ได้เห็นแก่ตัว ขั้นที่สาม สำคัญมาก โดยตั้งใจว่า จะไม่ทำอย่างนั้นอีกต่อไป ถ้าขาดข้อที่สามนี้ ถือว่าไม่เป็นการชำระศีล อย่างสมบูรณ์ ... ... พระอาจารย์ชยสาโร
|