นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน พุธ 06 พ.ค. 2026 9:46 am

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: แนะแนวทางปฏิบัติ
โพสต์โพสต์แล้ว: เสาร์ 18 เม.ย. 2026 12:42 pm 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5294
“ความสำคัญของการภาวนา”

คนเราต่างกันที่บุญและบาป ถ้าได้ทำบุญเต็มที่แล้ว ใจก็จะเต็มไปด้วยบุญ เหมือนน้ำเต็มแก้วแล้ว เติมเข้าไปอีกน้ำก็จะล้น ถ้ามีน้ำเพียงครึ่งแก้วแล้วไม่เติม ก็ยังจะมีน้ำเพียงครึ่งแก้ว ใจก็เหมือนกัน ถ้าบุญยังไม่เต็ม ใจก็ยังมีความหิวอยู่ ก็ยังต้องไปเกิดใหม่ มีคนถามว่า ถ้าไม่ทำบาปอย่างเดียวจะพอไหม เพราะไม่ชอบทำบุญ ก็ต้องตอบว่าไม่พอ เพราะบุญเป็นอาหารของใจ ถ้าไม่ได้ทำบุญ ใจก็จะไม่ได้รับอาหารครบตามที่ต้องการ จึงต้องให้ทาน ต้องภาวนา ต้องฟังเทศน์ฟังธรรม ต้องมีความเห็นที่ถูกต้อง มีสัมมาทิฐิ มีปัญญา ถึงจะมีความอิ่มความพอ มีความสุข คนส่วนมากชอบทำแต่ทาน ไม่ชอบภาวนา เพราะการภาวนาเหมือนจับใจขังไว้ในกรง ใจไม่ชอบอยู่ในกรง ชอบออกไปเพ่นพ่าน ไปรอบโลก ถ้าจัดไปทอดผ้าป่าที่อินเดีย คงมีคนไปกันเยอะ ใจไม่ชอบเข้าข้างใน สู้กำลังของกิเลสของกามตัณหาไม่ได้ ที่ผลักใจให้ออกไปแสวงหารูปเสียงรสกลิ่น ถ้าสติมีกำลังมากพอ ก็จะดึงใจให้เข้าข้างในได้ ที่สู้กับกิเลสไม่ได้ ก็เพราะสติมีกำลังไม่มากพอ ที่จะดึงใจให้เข้าข้างใน ถูกกิเลสผลักให้ออกไปหารูปเสียงกลิ่นรสตลอดเวลา ทำให้ไปอยู่วัดไม่ได้ เพราะไม่มีอะไรให้ดูให้ฟัง

สมัยอยู่กับหลวงตา ท่านไม่เคยปล่อยให้พระเณร ไปงานศพของครูบาอาจารย์เลย ท่านเห็นความสำคัญของการภาวนา มากกว่าการไปช่วยงานศพ ที่เป็นงานระดับทาน ถ้าไปงานศพก็จะไม่ได้ภาวนา ถ้าออกไปข้างนอกวัด จะเสียการภาวนา ทำให้จิตหยาบลง ถ้ากำลังภาวนาอยู่ ก็ไม่ควรเสียเวลาไปกับงานกฐิน งานผ้าป่า งานศพ ตั้งแต่บวชมานี่เราไม่เคยไปงานไหนเลย งานผ้าป่า งานกฐิน งานฉลอง ไม่เคยไปเลย หลวงตาจะไม่พาพระเณรไปกราบครูบาอาจารย์เลย เข้าพรรษาจะมีธรรมเนียมไปกราบครูบาอาจารย์ ทำวัตร ขอขมา ท่านไปทำองค์เดียว จะไม่ให้พระเณรไปไหน ท่านหวงมาก ไม่อยากให้ออกไปสัมผัสรูปเสียงกลิ่นรส กลับมาจะมีสัญญาอารมณ์ตกค้างอยู่ในใจ เวลาเดินจงกรมก็จะคิดถึงภาพที่เห็น เป็นอันตรายมากต่อความสงบของจิตใจ.

กำลังใจ ๕๒ กัณฑ์ที่ ๔๒๑
วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี






#ไม่อยากอธิบายมาก

ถ้าอธิบายไปมากผู้ปฏิบัติมักไปติดคำพูด กลายเป็นสัญญา (ความรู้ ความจำ) ต้อง
ปฏิบัติให้รู้ ให้เกิดแก่จิต แก่ใจ ของตนเอง
จึงจะรู้ได้ว่า..!!
#ทุกข์ นั้น เป็นอย่างไร..
#สุข นั้น เป็นอย่างไร..
#พุทธะ_ธัมมะ_สังฆะ
นั้นมีความหมายเป็นอย่างไร ?
สมาธิ อย่างหยาบ เป็นอย่างไร ?
อย่างละเอียด เป็นอย่างไร ?
ปัญญา เกิดจากภาวนา เป็นอย่างไร..!?

เหล่านี้ผู้ปฏิบัติต้องทำให้เกิด ให้มี ขึ้นในตน ของตน จึงจะรู้ถ้ามัวถือเอาแต่คำอธิบายของครูอาจารย์แล้ว จิตก็จะติดอยู่ในสัญญา ไม่ก้าวหน้าในการภาวนา เพราะเหตุนั้นจึงไม่อธิบายให้พิสดารมากมาย

แนะนำให้รู้ทางแล้วต้องทำเอง เมื่อเกิดความขัดข้อง จึงมารับคำแนะนำอีกครั้ง
การปฏิบัติเช่นนี้เป็นผลดีแก่ศิษย์ผู้มุ่ง ปฏิบัติเพื่ออรรถ เพื่อธรรมอย่างแท้จริง
-------------------------
#พระครูวินัยธร (มั่น ภูริทตฺโต)
วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง
จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓ - ๒๔๙๒)






ความเฉลี่ยเผื่อแผ่ ความมีจิตใจกว้างขวาง
สนิทกันได้อย่างง่ายดาย...เลยนะ นี่จำให้ดี
นี่ละพระพุทธเจ้า สอนว่าให้ทานๆ มีผล มีอานิสงส์ประจักษ์

โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน






“ธรรม บ่ได้อยู่ที่เพศหญิง เพศชาย
ธรรมอยู่ที่การปฏิบัติของบุคคลผู้นั้น
ความเป็นพระ อยู่ที่ภูมิธรรมในใจของคน
ปฏิบัติ บ่ได้อยู่ที่คนห่มผ้าเหลือง ผ้าลาย
ผ้าเหลืองผ้าลาย เป็น เพียงเครื่องห่มกาย
ให้โลกรู้ฐานะ ธรรมจริงอยู่ที่ใจของผู้ปฏิบัติ"
...
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม





"...เมื่อร่างกายนี้หมดเขตของมันลงจริงๆ
มันทำงานไม่ไหวแล้วอย่างนี้ มันหยุดทุก
ส่วนแล้ว นามธรรมทั้งหมดเหล่านั้นก็ดับ
ลงไป บัดนี้มันก็มี กุศลกรรมนิมิต หรือ
อกุศลกรรมนิมิตแสดงออกต้อนรับดวงจิต
นี้แล้วบัดนี้ ผู้ใดมีบาปอยู่ในใจมาก มันก็
แสดงอกุศลกรรมนิมิตอันชั่วร้ายต่างๆให้
จิตเห็น คนมีบุญก็จะแสดงนิมิตดีๆสวยๆ
งามๆให้จิตได้รื่นเริง ในขญะนั้นน่ะมันเป็น
อย่างนั้น ถ้าจิตเห็นนิมิตดีๆก็แสดงว่า มัน
จะต้องไปสู่สุคติแน่นอน เมื่อจากร่างอัน
นี้ไปแล้ว

ท่านผู้สิ้นอาสวะแล้ว ท่านไม่มีนิมิตอะไร
ปรากฎในใจของท่าน เพราะบุญ ท่านก็ทำ
หมดแล้ว เต็มบริบูรณ์แล้ว บาปท่านก็ละได้
หมดแล้ว เพราะฉนั้นจึงไม่มีนิมิตอะไรปรา
กฎในใจ มีแต่ร่างกาย เมื่อมันรองรับดวงจิต
อันนี้ไม่ได้แล้ว ก็เป็นอันว่านิพพานเท่านั้นเอง
นิพพาน แปลว่าดับ กิเลสตัณหาน้อยใหญ่ดับ
ไปหมด แล้วนามรูปก็ดับไปหมด กิเลสและ
นามรูปดับไปพร้อมกันบัดนี้นะ

แต่เมื่อนามรูปอันนี้ยังไม่ดับ ท่านกล่าวว่า
พระอรหันต์ท่านละกิเลสขาดจากสันดาน
แต่ว่าขันธปัญจกะนี้ยังมียู่ ท่านจึงเรียกว่า
สอุปาทิเสสนิพพาน ดับกิเลสแต่เบญจขันธ์
ยังอยู ทีนี้เหตุปัจจัย ที่จะบำรุงเบญจขันธ์
นี้หมดไป ขันธ์ทั้งห้านี้ดับลงบัดนี้ท่านก็เรียก
ว่า อนุปาทิเสสนิพพาน แปลว่าดับกิเลสพร้อม
ทั้งเบญจขันธ์ หมายความว่า มันไม่มีกรรม
อะไรที่มันจะไปตกแต่งขันธ์ห้า ให้ดวงจิตอา
ศัยอีกต่อไปไม่มีเลย เหตุนั้นจิตดวงนี้มันจึงได้
นิพพานบัดนี้ เป็นอันว่ายุติการท่องเที่ยว เกิด
แก่ เจ็บ ตาย ต่อไป

พูดมาถึงตรงนี้นะ บางคนนึกวิตกขึ้นในใจว่า
เอ๊ะอะไรๆก็ดับหมดแล้ว ทีนี้มันจะไปเอาความ
สุขมาจากไหน มันจะไปอาศัยอะไร จึงจะมี
ความสุข อันนี้บุคคลผู้ยังมีอุปาทานอยู่ ยังติด
ความสุขในโลกนี้อยู่ส่วนมากชอบวิตกอย่างนี้
ท่านผู้รู้แจ้งในความสุขของโลกนี้แล้ว ท่านว่า
มันเป็นความสุขชั่วคราว ไม่ยั่งยืน ท่านจึงไม่
ติดใจในความสุขของโลกอันนี้

เมื่อท่านไม่ติดใจ ในความสุขของโลกอีนนี้แล้ว
ก็เท่ากับว่าไม่ติดใจในขันธ์ทั้งห้านี่แหละ ท่านก็
ปลงก็วางขันธ์ห้านี้หมด เมื่อปลงวางขันธ์ห้าได้
หมดด้วยอำนาจแห่งปัญญาจริงๆ กิเลสก็หมด
ไปพร้อมกัน อย่างนั้นมันก็เหลือแต่จิตที่บริสุทธิ์
อย่างเดียว..."

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ







"คำสอนหลวงปู่"

ถ้าใครนินทาว่าร้าย เข้าใจเราผิด
ก็อย่าไปโกรธเกลียดเขาเลย
ให้คิดสงสารเขาเสียเถอะ
เพราะเราไม่ได้เป็นเช่นนั้น

พระพรหมวชิรคุณ ดร.(ไพบูลย์ สุมงฺคโล)
วัดเทพนิมิตสุดเขตสยาม​ เชียงของ







การรอคอยรับบุญจากผู้อื่น
เหมือนดื่มน้ำติดก้นแก้ว ดื่มเท่าใดก็ไม่อิ่มสักที
คนมีสติธรรมปัญญาธรรม ย่อมฉลาด ที่จะสร้างบุญด้วยตัวเอง
เหมือนการ เติมน้ำใส่แก้ว หิวเมื่อใด ดื่มได้ อิ่มชื่นใจ

โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน







บ้านสกปรกคุณไม่กวาด คุณก็บอกว่า
ปล่อยวาง ลูกทำตัวไม่ดี คุณก็ไม่ยอม
บอกเตือน คุณก็บอกว่าปล่อยวาง
หนักเข้า อะไรมากกระทบกายใจก็ปล่อยไป
ปัญหาเข้ามาสุมหัวมากมาย ก็ไม่แก้ไข
เพราะคุณปล่อยวาง แบบนี้ไม่เรียกปล่อยวาง
เรียกว่า “ปล่อยปละละเลย”
...
หลวงปู่หา สุภโร






ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้า
พวกเราคงไม่รู้เลย
.บุญเป็นอย่างไร. .บาปเป็นอย่างไร สวรรค์ นรก คงไม่คิดหาทางดับทุกข์ ไม่คิดหาทางไปดีเลย..

.พอมีพระพุทธเจ้า เป็นผู้ที่มาชี้แนะแนวทาง รู้บุญ รู้บาป ให้รู้กรรม ให้รู้เวร ให้คนเราพ้นจากความเป็นมนุษย์ปุถุชน พ้นจากความเป็นคนหยาบช้า กลายเป็นคนมี นิสัย มีปัจจัยที่จะทำความดีให้ตัวเองพ้นไปได้..

..มีพระพุทธเจ้าเท่านั้นเองพวกเราได้รับความรู้สึกที่ดีหมด ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าพวกเราก็หลงทำบาปกันได้ทุกอย่าง กินเหล้าเมายา ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ผิดลูกเขา เมียเขา ฉ้อโกงเบียดเบียนไม่นึก ว่าเป็นบาป เป็นกรรม ..

.เกิดมาแล้วก็หลงทำแต่บาป แต่กรรม ไม่มีหลักปฏิบัติให้ชำระกิเลสเลย ไม่สละความโลภ โกรธหลงเลย ทุกคนมาเกิดก็มาพอกปูนกิเลส โลภ โกรธ หลง จนเต็มหัวใจ ..

..พอตายไปแล้วก็ไม่ได้ไปดีเลยคราวนี้ ตายไปแล้วก็ไปสู่ทางวิบาก เพราะไม่มีคำสอน ไม่มีใครเตือนเรา ..

..ไม่มีใครชี้แนะแนวทางปฏิบัติ เราก็เลยหลงผิด นึกว่าบุญไม่มี บาปไม่มี สวรรค์ นรกไม่มี ก็เลยทำแต่บาปกรรม...

..แต่พอมีพระพุทธเจ้ามาปิดขวางนรกให้เรา มาปิดทางชั่วให้พวกเรา..

..พระพุทธเจ้าเป็นผู้ยืนยันบอกนรกมี สวรรค์มี นิพพานมี ปฏิบัติแล้วสามารถที่จะไปดีได้ มีหลักคำสอนบอกไว้ทุกอย่าง ..

โอวาทธรรม.หลวงพ่อสนอง. กตปุญโญ.


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 26 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO