นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน พุธ 06 พ.ค. 2026 7:51 am

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: ศรัทธา ความเพียร
โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. 16 เม.ย. 2026 10:39 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5294
“..ธรรมนั้นอยู่ฟากตาย ถ้าใครกลัวตายเสียดายทุกข์ ชอบถือเอาความสนุกในการเกิดว่าเลิศเลอ ผู้นั้นต้องจัดว่าลืมตัวมัวประมาทและชอบผัดเพี้ยนเลื่อนเวลาว่า เช้า สาย บ่าย เย็น ไม่อยากบำเพ็ญความดีสำหรับตนในเวลาที่เป็นฐานะพอทำได้อยู่ ความประมาททั้งนี้ยังจะพาให้หลั่งน้ำตาด้วยความทุกข์ในสงสาร ไม่อาจประมาณได้ว่ายังอีกนานเท่าไร จึงจะผ่านพ้นแหล่งกันดารอันเป็นที่ทรมานไปได้ จึงขอฝากปัญหาธรรมเหล่านี้ไว้กับท่านทั้งหลายนำไปขบคิดด้วยว่า เราจะเป็นฝ่ายคืบหน้ากล้าตายด้วยความเพียรหมายพึ่งธรรม ไม่เหลียวหลังไปดูทุกข์ที่เคยเป็นภาระให้แบกหาม ด้วยความเจ็บแสบและปวดร้าวในหัวใจมาเป็นเวลานาน หรือยังจะเป็นฝ่ายเสียดายความตายแล้วกลับมาเกิดอีก อันเป็นตัวมหันตทุกข์ที่แสนทรมานอีกต่อไป รีบพากันนำไปพิจารณา อย่ามัวเมาเฝ้าทุกข์และหายใจทิ้งเปล่า ๆ ดังที่เป็นมาและเป็นอยู่เวลานี้ จะช้าทางและเสียใจไปนาน เพราะโรงดัดสันดานกิเลส ตัวพาให้ว่ายบกอกแตกแบกกองทุกข์ไม่มีเวลาปลงวางนั้น มิได้มีอยู่ในที่อื่นใดและโลกไหน ๆ แต่มีอยู่กับผู้ตั้งหน้าบำเพ็ญด้วยการใช้หัวคิดปัญญาศรัทธาความเพียร เป็นเครื่องมือบุกเบิกเพื่อพ้นไปนี้เท่านั้น ไม่หยุดหย่อนนอนใจว่ากาลเวลายังอีกนาน สังขารยังไม่ตายร่างกายยังไม่แก่ ซึ่งเป็นความคิดที่ทำให้แย่ลงโดยถ่ายเดียว ผู้เป็นนักบวชและนักปฏิบัติจึงไม่ควรคิดอย่างยิ่ง..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







"..วัดใด๋ทุกมื้อนี้มีแต่สร้างหรูๆหราๆ สวยๆ งามๆ อย่างศาลานี้เอาลิ้นเลียได้พุ้นเด้ แข่งขันกัน ธรรมบ่ได้เกิดในสถานที่เช่นนั้น บ่อนธรรมสิเกิดน่ะ เพิ่นไปปฏิบัติอยู่ในป่าในเขา ในฝุ่น ในฝอยพุ้นเด้ แนวปูนอนเพิ่นกะเอาใบไม้ปู แล้วกะเอาผ้าอาบน้ำปูใส่ส่ำนั้น เอาผ้าอาบน้ำปูใส่ลานขี้หินโลด ในถ้ำในเหว เพื่อไปภาวนาไปวิเวก เพิ่นได้กำลังจิตกำลังใจ ได้ธรรมมาในสถานที่จั่งซั่นเด้ บ่แมนได้ตรงศาลางาม กุฏิงามเด้
สรุปแล้วสมัยก่อนกับสมัยนี้มันต่างกันปานฟ้ากับดิน เฮ็ดจั่งใด๋ให้ฟื้นฟูขึ้นมาได้ ถ้าพระบ่ช่วยกัน ญาติโยมบ่ช่วยกัน รักษาข้อวัตรปฏิบัติไว้กะสิเสื่อมไปๆ.."

พระราชมงคลวชิรธรรม วิ.
หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม
วัดป่าสีห์พนม อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร






"...ผู้ฝึกหัดสมาธิต้องรู้จักจิตของตนเสียก่อน
จิต คือผู้นึก ผู้คิด ส่งส่ายไปมา แต่ไหนแต่ไร
มาแล้ว ถ้าไม่เห็นโทษ เห็นทุกข์ของการนึก
ส่งส่าย จึงไม่เข้าถึง สมาธิ ซักที

เราฝึกหัด ต้องการจะให้เป็นสมาธิ เหตุนั้น
จึงพิจารณาให้เห็นโทษ ในการที่จิตส่งส่าย
วุ่นวาย เบื่อหน่าย จึงยอมสละ ยังเหลือแต่
ตัวจิต อันเดียวเท่านั้น

เรารู้ว่า จิต คือผู้คิด ผู้นึก แต่อย่าไปเอาการ
คิด นึก มาเป็นอารมณ์ ให้จับผู้ที่คิด ผู้ที่นึก
ผู้มันส่งส่ายนั้น เมื่อจับเอาผู้นั้นแล้ว จะหยุด
ส่งส่าย มันจะรวมเข้ามาเป็นใจ คือผู้รู้ จิตกับ
ใจ มันต่างกันอย่างนี้

จิต คือผู้คิด ผู้นึก ผู้ส่งส่าย ปรุงแต่ง ครั้นไม่
คิด ไม่นึก ไม่ส่งส่าย อยู่เฉย ๆ แล้วก็เป็น ใจ
ใจ คือผู้รู้นั่นแหละ จึงเป็นสมาธิได้..."

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
วัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย







เมตตาคือของขวัญ
ที่ให้ได้ทุกวัน
โดยไม่ต้องรอให้รวยก่อน
...
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล






#สมาธิ_งามท่ามกลาง
"... สมาธิ งามท่ามกลาง เราก็ตั้งจิตมั่น
ลองดูซิว่าจิตเราตั้งหรือไม่ตั้ง.. มันเอนเอียง
ไปทางไหน มันข้องตรงไหน มันคาตรงไหน
เราได้แต่ว่าสมาธิ คือจิตตั้งมั่น
เราตั้งดูซิมันตั้งหรือไม่ตั้งถ้ามันตั้งมันเป็น
อย่างไรเล่า

มันก็ไม่เอนเอียงไปหาความรักความชัง
ไม่หลงในรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสอารมณ์
ทั้งหลายต่าง ๆ สิ่งใดเกิดขึ้นเราก็ดับ นี่มันจึงเข้าถึงสมาธิ.. จิตตั้งมั่นเมื่อจิตสงบตั้งมั่นแล้วมันก็ใส
นี่แหละสมถกรรมฐาน ให้รู้จักสมถคือทำจิตให้สงบภายใน ..."
-----------------------------
#โอวาทธรรม___
#พระอาจารย์ฝั้น_อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร ต.พรรณา อ.พรรณานิคม
จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๔๒ - ๒๕๒๐)
"จิตตภาวนา พุทโธ" หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ
๗ ธันวาคม ๒๕๑๘






"...วิญญาณ มีสองอย่าง คือ วิญญาณในขันธ์ห้า และ ปฏิสนธิวิญญาณ
ปฏิสนธิวิญญาณ คือ วิญญาณตัวมาเกิดเป็นคนทีแรก ส่วน วิญญาณในขันธ์ห้า หมายถึง ความรู้ที่เกิดขึ้นเบื้องต้นของผัสสะ แล้วก็หายไป เช่น ตาเห็นรูป ตัวผู้รู้ นั้นเรียกว่า วิญญาณ

ต่อจากนั้น ตัวสัญญาก็เข้ามาแทน มา จำได้ว่าเป็น รูปนั่นรูปนี่แล้ว สัญญา ก็ดับไป
สังขาร ก็เข้ามาปรุงแต่งคิดนึก ต่อไป
อันความรู้ ว่าเป็น รูปทีแรกนั่น เรียกว่า วิญญาณขันธ์ ในขันธ์ห้า

ธรรมทั้งสี่ อย่างนี้ มันหากทำหน้าที่ ของสัตว์ผู้จะเกิดต่างหาก ผู้จะมาเกิดต้องมี ธรรมสี่อย่าง นี้สมบูรณ์จึง จะเกิดได้..."

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
วัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย





..เวลาพระให้ศีลจะลงท้ายด้วยคำว่า " สีเลนะ สุคะติง ยันติ สีเลนะ โภคะสัมปะทา สีเลนะ นิพพุติง ยันติ ตัสมา สีลัง วิโสทะเย " แล้วเราก็รับว่า สาธุ...สาธุ...สาธุ ส่วนใหญ่ไม่รู้หรอกว่าหมายถึงอะไร เข้าใจเอาว่าสาธุไปตามรูปแบบพิธีกรรม ความจริงไม่ใช่ ถ้ารู้ความหมายจะลึกซึ้ง คือ พระท่านบอกให้คนที่รับศีลไปนั้น เมื่อรับแล้วรักษาได้ดีแล้วอานิสงส์จะเกิด ดังนี้
..สีเลนะ สุคะติง ยันติ = ศีลเป็นเหตุให้ถึงสุคติ
..สีเลนะ โภคะสัมปะทา = ศีลเป็นเหตุให้ถึงพร้อมด้วยโภคทรัพย์
..สีเลนะ นิพพุติง ยันติ = ศีลเป็นเหตุให้ถึงพระนิพพาน
..ตัสมา สีลัง วิโสทะเย = เพราะเหตุนั้นพึงชำระศีลให้หมดจด
..รักษาศีลจะไม่ตกนรก รักษาศีลจะมีเครื่องกิน,เครื่องใช้ ทรัพย์สินเงินทองและศีลที่รักษาดีแล้วจะทำให้ถึงพระนิพพานได้ แล้วพระท่านก็ย้ำ "ตัสมา สีลัง วิโสทะเย" คือพระบอกว่าเพราะเหตุนี้พวกท่านทั้งหลายพึงรักษาศีลให้หมดจด
..พระที่บอกนี้..ไม่ใช่หลวงพ่อ,หลวงพี่,หลวงตาที่ให้ศีลนะ หากแต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสบอกไว้ ณ ครั้งพุทธกาล..

..โอวาทธรรมหลวงปู่บัวเกตุ ปทุมสิโร..





เรื่อง "อานิสงส์การเกื้อกูลช่วยชีวิตสรรพสัตว์"

(ปกิณกธรรม หลวงปู่ลี ตาณังกโร)

องค์หลวงปู่ลี ตาณังกโร ปรารภเรื่องอานิสงส์ของการเกื้อกูลช่วยชีวิตสรรพสัตว์

องค์ท่านได้เล่าว่า

ในครั้งนั้นมีหญิงสาวผู้หนึ่งได้ซื้อเต่าที่กำลังจะถูกฆ่าเป็นอาหารมาจากตลาดสด ครั้นแล้วก็ได้ให้ผู้เป็นน้องชายนำไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ โดยกำชับให้น้องชายเขียนชื่อลงไปในกระดองเต่าด้วย น้องชายก็ทำตามทุกประการ

เมื่อนานไป...วันสุดท้ายของชีวิตชายผู้นี้ก็มาถึง ชายผู้นี้ได้สิ้นชีวิตลง ได้ไปเจอกับพระยายมบาล ซึ่งกำลังจะนำตัวไปลงกระทะทองแดง ทันใดนั้นเต่าตัวนี้ก็ได้ปรากฏขึ้นมาแล้วกล่าวกับพระยายมบาลว่า "เดี๋ยวๆ อย่าพึ่งนำเขาลงไป เขาเป็นผู้มีคุณแก่ข้าพเจ้าอยู่ เขาได้เคยช่วยชีวิตข้าพเจ้าไว้ ไม่เชื่อพลิกดูใต้ท้องของข้าพเจ้าดูได้ มีชื่อชายผู้นี้ปรากฏอยู่

พระยายมบาลได้พลิกดูเห็นประจักษ์ว่ามีอยู่จริง จึงได้นำชายผู้นี้กลับขึ้นมาส่ง แล้วได้กล่าวย้ำกับชายผู้นี้ว่า

"อีก ๕ ปี จึงมาเจอกันใหม่"

ชายผู้นี้จึงได้ฟื้นขึ้นมาจากความตาย แล้วนำเรื่องราวที่ได้ประสบพบเจอกับตนเอง มาเล่าให้ผู้อื่นฟังเพื่อเป็นอุทาหรณ์ไม่ให้ประมาทมัวเมาในชีวิต






"...พวกเราทั้งหลายจึงเป็นผู้ที่มีโชคมีบุญมากเพราะเมื่อมองไปที่สัตว์ทั้งหลายแล้ว จะเห็นว่าสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น เช่น วัว ควาย หมู หมา เป็นต้น เป็นสัตว์ที่อาภัพมาก เพราะไม่มีโอกาสที่จะเรียนธรรม ไม่มีโอกาสที่จะปฏิบัติธรรม ไม่มีโอกาสที่จะรู้ธรรม ฉะนั้นก็หมดโอกาสที่จะพ้นทุกข์ จึงเรียกว่าเป็นสัตว์ที่อาภัพ เป็นสัตว์ที่ต้องเสวยกรรมอยู่ ด้วยเหตุนี้ มนุษย์ทั้งหลายจึงไม่ควรทำตัวให้เป็นมนุษย์ที่อาภัพ คือไม่มีข้อประพฤติ ไม่มีข้อปฏิบัติ อย่าให้เป็นคนอาภัพ คือ คนหมดหวังจากมรรค ผลนิพพาน หมดหวังจากคุณงามความดี อย่าไปคิดว่าเราหมดหวังเสียแล้ว ถ้าคิดอย่างนั้น จะเป็นคนอาภัพเหมือนสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย คือไม่อยู่ในข่ายของพระพุทธเจ้า ฉะนั้น เมื่อมนุษย์เป็นผู้มีบุญวาสนาบารมีเช่นนี้แล้ว จึงควรที่จะปรับปรุงความรู้ ความเข้าใจ ความเห็นของตนให้อยู่ในธรรม จะได้รู้ธรรม เห็นธรรม ในชาติกำเนิดที่เป็นมนุษย์นี้ ให้สมกับที่เกิดมาเป็นสัตว์ที่ควรตรัสรู้ธรรมได้..."

หลวงพ่อชา สุภทฺโท








#หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร นั่งสมาธิทำความเพียรตั้งแต่ค่ำจนเช้า จิตสงบ จิตมีความสุขและกล้าหาญมาก

ท่านทำความเพียรมาก อดนอนผ่อนอาหาร เอาสิ่งอื่นช่วยบังคับ เช่น ผี เสือ ช้าง อยู่ในที่ทุรกันดาร สละตายแท้ๆ ครูบาอาจารย์สมัยก่อน จากนั้นจิตก็มีความรู้จากสมาธิ จิตมีปิติในธรรม.....ทุกข์เป็นเหตุ สุขเป็นผล

#จิตสงบชั่วช้างพับหู งูแลบลิ้น ก็มีอานิสงส์หลาย การภาวนาอนาคตก็บ่ยึด อดีตก็บ่ยึด ยึดปัจจุบัน อยู่กับพุทโธ อยู่กับลมหายใจ เอาปัญญาเป็นเครื่องแก้ แก้ความหลง แก้ความยึดมั่นเจ้าของ...


โอวาทธรรม
#หลวงพ่อสมศรี อตฺตสิริ
วัดป่าเวฬุวนาราม ต.ผาน้อย อ.วังสะพุง จ.เลย






#สูงสุดคืนสู่สามัญ
ยามขึ้น อย่าเหลิง ยามตกอย่าท้อ ชีวิตเป็นอนิจจังไม่มีอะไรตั้งอยู่ตลอดไป มีแต่เกิดและดับ เจริญและเสื่อมเป็นธรรมดาของสรรพสิ่ง เป็นไปตามกฏธรรมชาติ หน้าที่ของเราคือตั้งสติเรียนรู้ สร้างบุญสร้างกุศลให้ยิ่ง ยอมรับในกฏธรรมชาติและพร้อมปรับเปลี่ยนตัวเอง เพื่อเอาตัวรอดในทุกสภาวะการณ์ได้

สมบัติในโลก เงินสักบาทตายแล้วก็เอาไปไม่ได้ เว้นแต่บุญกุศล เพียงข้าวทัพพีหนึ่งสมาธิชั่วครู่หนึ่งกลับมีอนิสงส์ไปยังชาติหน้า

โอวาทธรรมคำสอน หลวงพ่ออินทร์ถวาย สนฺตุสฺสโก
วัดป่านาคำน้อย อ.นายูง จ.อุดรธานี






การทำสมาธินี่เป็นยอดบุญ ยอดกุศล เราจะเอาทองคำมาหล่อเป็นพระพุทธรูป ทองคำเท่าองค์จริง
ของตัวเรา แล้วเอามานั่งสมาธิแทนเรา..

..หรือเอามาไหว้กราบ
ไหว้บูชาแทนเรา บุญอันนั้น ก็ยังไม่สามารถจะพาไป
สู่ความสุขสงบ ถึงสวรรค์ นิพพานได้ ยังเป็นเพียงต้นบุญเท่านั้นเอง..

..แต่ว่าเราไม่มีเงินเลยสักบาทเดียว เรากลับมีสติปัญญากำหนด รู้เรื่องของตัวเอง
.รู้เรื่องของการละความโกรธ รู้เรื่องการละของความโลภ
.รู้เรื่องการละของความหลง
รู้เรื่องภาวนาทำจิตให้มีสมาธิ

.นั่นได้บุญมากยิ่งกว่าเราเอาทองคำมากอง มาปั้นให้เป็นพุทธรูปทองคำอยู่ เฉพาะข้างหน้าเรา.

. พระธรรมคำสอนพระพุทธเจ้าที่จะเอาบุญกุศลได้จริงๆถึงแก่นแท้นั้น คือทำใจตัวเอง ทำใจนั่นแหละเป็นยอดบุญ.

. ทำใจไม่โกรธ ทำใจไม่โลภ ไม่หลง ทำใจปล่อยละวาง ทุกสิ่งทุกอย่าง ทำจิตของเราให้มีความว่างสงบได้ นั่นชื่อว่ายอดบุญ..

.เราได้ปฏิบัติบูชาสิ่งที่ถูกต้อง เป็นการปฏิบัติที่เข้าถึงพระรัตนตรัย .

ฉะนั้นเราต้องพยายามเลือกเฟ้นสิ่งที่ดีของเราในชีวิตนี้ เราจะทำได้ทุกอย่าง
ทำทั้ง ทาน ศีล ภาวนา. .

.แต่ภาวนานี้พระพุทธเจ้าจัดไว้ยอดสุดท้าย ที่บุคคลมีสติปัญญาเท่านั้นที่จะเข้าไปถึงได้ เรามีบุญ เรามีวาสนา เรามีสติปัญญาสามารถเข้าถึงหลักแก่นแท้พระพุทธศาสนา คือ ปฏิบัติบูชา ทำใจของเราให้สงบได้เย็นลง อันนี้ถือว่าเราได้ยอดบุญ..

โอวาทธรรม.หลวงพ่อสนอง. กตปุญโญ.






"..การภาวนา รักษาจิต จิต เป็นสมบัติอันสำคัญมากในตัวเรา" ที่ควรได้รับการเหลียวแลด้วยวิธีเก็บรักษาให้ดี ควรสนใจรับผิดชอบต่อจิตอันเป็นสมบัติมีค่ายิ่งของตน "วิธีที่ควรกับจิตโดยเฉพาะ ก็คือภาวนา"

ฝึกหัดภาวนาในโอกาศอันควร "ตรวจดูจิตว่ามีอะไรบกพร่องและเสียไป" จะได้ซ่อมสุขภาพจิต คือนั่งพินิจพิจารณาดูสังขารภายใน คือความคิดปรุงแต่งของจิตว่า คิดอะไรบ้างในวันหนึ่ง ๆ ที่นั่ง ๆ มีสาระประโยชน์ไหม "คิดแส่หาเรื่องหาโทษ ขนทุกข์มาเผาตนอยู่นั่น พอรู้ผิดถูกของตนไหม"

พิจารณาสังขารภายนอกว่า "มีความเจริญขึ้นเจริญลง สังขารร่างกายมีอะไรใหม่" หรือมีความเก่าแก่ชราหลุดลงไป พยายามเตรียมตัวเตรียมใจเสียแต่เวลาจะทำได้ ตายแล้วจะเสียการ

ให้ท่องในใจเสมอว่า "เรามีความแก่ ความเจ็บ ความตายอยู่ประจำตัวทั่วหน้ากัน ป่าช้าอันเป็นที่เผาศพภายนอกและป่าช้าฝังศพภายใน คือตัวเราเอง" เป็นป่าช้าร้อยแปดพันเก้าแห่งศพ ที่นำมาฝังหรือบรรจุจะอยู่ในตัวเราตลอดเวลา ทั้งศพเก่าศพใหม่ทุกวัน

"พิจารณาธรรมสังเวช พิจารณาความตายเป็นอารมณ์ ย่อมมีทางถอดถอนความเผลอเย่อหยิ่งในวันในชีวิตและวิทยาฐานะต่าง ๆ ออกได้" จะเห็นโทษแห่งความบกพร่องของตัวและพยายามแก้ไขได้เป็นลำดับ "มากกว่าจะไปเห็นโทษของคนอื่นแล้วมานินทาเขา" ซึ่งเป็นความไม่ดีใส่ตน

"นี่คือการภาวนา คือวิธีเตือนตน สั่งสอนตน ตรวจตราความบกพร่องของตน" ว่าควรแก้ไขจุดใดตรงไหนบ้าง ใช้ความพิจารณาอยู่ทำนองนี้เรื่อย ๆ ด้วยวิธีสมาธิภาวนาบ้าง ด้วยการรำพึงในอริยบถต่าง ๆ บ้าง

"ใจจะสงบเย็น ไม่ลำพองผยองตัวและความทุกข์มาเผาลนตนเอง" เป็นผู้รู้จักประมาณในหน้าที่การงาน ที่พอเหมาะพอดีแก่ตน ทั้งทางกายและทางใจ ไม่ลืมตัวมั่วสุมในสิ่งที่เป็นหายนะต่าง ๆ คุณสมบัติของผู้ภาวนานี้มีมากมาย ไม่อาจพรรณาได้จบสิ้นได้.."

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







“..ธรรมทั้งหลาย กุศลธรรม อกุศลธรรม เราทำมาทั้งหมด มิใช่เทวบุตรเทวธิดาทำให้พระอินทร์พระพรหมทำให้ ธรรมทั้งหลายไม่ได้เกิดจากท้องฟ้าอากาศ ต้นไม้ภูเขาเลากา จากบ้านจากเมืองถนนหนทาง เกิดจากดวงใจของเราเราทั้งหลาย มาอย่างนี้ ก็ต้องการแสวงหาที่พึ่งอันแท้จริงของตน เราจะเอาอะไรเป็นสรณะที่พึ่งในสามโลกนี้ ไม่มีสิ่งอื่นนอกจากพุทโธ ธัมโม สังโฆ เท่านี้หละมีเท่านี้ ให้พึงรู้พึงเข้าใจ..”

อาจาโรวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)






"ความเชื่ออันตรงต่อหลักพระศาสนานั้น
คือความเชื่อในกรรมและผลของกรรม
เพื่อที่จะได้ละกรรมที่ชั่วที่ผิด ทำกรรมที่ดีที่ชอบ
หากจะมีเครื่องรางของขลังอันใด
ทำให้ละกรรมชั่ว ทำกรรมดีได้
ก็จะเป็นยอดของเครื่องรางทั้งหมด"
.
--- พระนิพนธ์เรื่อง “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร





มีพระสูตรที่น่าสนใจพระสูตรหนึ่ง ที่สาวก
ของพระพุทธองค์ สงสัยว่า ทําไมบางคน
ทําบาปน้อย แต่ตกนรก บางคนทําบาปมาก
แต่ไม่ตกนรก
พระพุทธองค์เปรียบเทียบเหมือนกับ
เราใส่บอระเพ็ดลงไปในแก้วน้ำชิ้นหนึ่ง
พอคนเข้ากันแล้วมัน จะขมทั้งแก้ว
หากเราเอาบอระเพ็ดไปใส่ในถังนํ้าใหญ่
และหากเราดื่มน้ำจากถังน้ำ รสน้ำก็ไม่ขมมาก
แต่ว่าบอระเพ็ดก็ยังอยู่ในถังเหมือนกัน
แต่มันถูกละลายในน้ำมาก มันก็เลยไม่มีผล
ไม่รู้สึกว่าขม แต่เมื่อละลายน้ำในภาชนะ
ที่มีน้ำจํานวนน้อยก็จะมีผลมาก
พระพุทธองค์เปรียบเทียบคนไม่ปฏิบัติธรรม
เหมือนแก้วนํ้ามีปริมาณน้อย บาปน้อยก็จะ
ส่งผลต่อจิตใจและต่ออนาคตมาก
แต่สําหรับผู้ปฏิบัติธรรม ท่านก็เปรียบเหมือน
ถังนํ้าใหญ่ ซึ่งถึงจะมีบาปปริมาณเดียวกัน
มันก็ละลายออกไป มันก็เลยไม่ค่อยรู้สึก
...
คำสอน พระอาจารย์ชยสาโร
สถานพำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี นครราชสีมา






"วันสงกรานต์" ให้เข้าไปกราบพ่อแม่

สิ่งใดที่เราได้กระทำ สิ่งที่ไม่ดี
ต่อท่าน ขอพ่อแม่โปรดอโหสิกรรม
ให้ กับผมด้วย ให้กับฉันด้วย

โอวาทธรรม : หลวงปู่อินทร์ถวาย สันตุสสโก







อยากพ้นทุกข์ ให้วางสุขในโลก
อยากพ้นโศก ให้วางสุขในรัก
สุขทุกข์ นี้ ของมีประจำโลก
มนุษต์ เศร้าโศกเพราะสุขทั้งสอง
เมื่อละสุข ละทุกข์ ได้เหมือนใจปอง
ไม่เศร้าหมองขุ่นมัวชั่วนิรันดร์

#โอวาทธรรมคำสอน
หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม
วัดป่าสีห์พนมประชาคม
ต.บงใต้ อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร





“ทานก็รู้อยู่แล้ว คือการสละ หรือการละ
การวาง ผู้ใดละมาก วางได้มาก ก็เป็น
ผลานิสงส์มาก ผู้ใดวางได้น้อย ละได้น้อย
ก็ผลานิสงส์น้อย มัจฉริยะ ความตระหนี่
เหนียวแน่น นี้แหละคือ ความโลภ
ต้องสละเสีย ให้เป็นผู้บริจาค ก็บริจาคทรัพย์
สมบัติวัตถุทั้งหลายเท่านั้นหละไม่ใช่อื่นไกล
แปลว่าทะนุบำรุงตน
เหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านจะสำเร็จ
มรรคผล ท่านก็ได้สร้างบารมีมา คือ
ทานบารมี อันนี้ นี่ให้เข้าใจไว้ ทานเป็นเครื่อง
สะเบียงของเรา เมื่อเราได้ทำไว้พอแล้ว
เราจะเดินทางไกล เราก็ไม่ต้องกลัว” ...
...
โอวาทธรรม หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร






"วันสงกรานต์" ให้เข้าไปกราบพ่อแม่

สิ่งใดที่เราได้กระทำ สิ่งที่ไม่ดี
ต่อท่าน ขอพ่อแม่โปรดอโหสิกรรม
ให้ กับผมด้วย ให้กับฉันด้วย

โอวาทธรรม : หลวงปู่อินทร์ถวาย สันตุสสโก







"ต้องล้างการกระทำ ล้างการพูด ล้างความคิดของตนด้วยนำ้ใส คือพระธรรม หากไม่ล้างปีใหม่ก็ย่อมเหมือนปีเก่า

พรปีใหม่ พระก็ยินดีให้หรอก แต่ของจริงของแท้ต้องเกิดจากความพยายามของเราแต่ละคน เพื่อล้างชีวิตของตนให้สะอาดหมดจด"

พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ





อนิจฺจา วตสงฺขารา อุปฺปาทวยธมฺมิโน
อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ เตสํ วูปสโม สุโข

สังขาร คือ ร่างกายจิตใจนี้แหละมันเป็น
ของไม่เที่ยง เป็นของไม่แน่นอน มีแล้วก็หาไม่
เกิดแล้วก็ดับไป แต่มนุษย์เราทั้งหลาย
อยากให้สังขารนี้มันเที่ยง อันนี้คือความคิด
ของคนโง่ ดูซิว่าลมหายใจของคนเรานี้
มันเข้ามาแล้วมันก็ออกไป เป็นธรรมดาของลม
มันก็ต้องเป็นอยู่อย่างนั้น ต้องกลับไปกลับมา
มีความเปลี่ยนแปลง เรื่องสังขารมันก็
อยู่ด้วยความเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ จะให้มัน
ไม่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ลองคิดดูซิว่า หายใจ
ออกอย่างเดียว ไม่ให้มันเข้ามาได้ไหม
สบายไหม สูดลมเข้ามาแล้วไม่ให้มันออก
ดีไหม นี่ ! ... อยากจะให้มันเที่ยงอย่างนี้
มันเที่ยงไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้ ออกไปแล้ว
ก็เข้ามา เข้ามาแล้วก็ออกไป เป็นเรื่องธรรมดา
เหลือเกิน เกิดแล้วก็แก่ แก่แล้วเจ็บและก็ตาย
เป็นเรื่องธรรมดาแท้ๆ เหมือนกับลมเข้าแล้ว
ไม่ให้ออกไม่ได้ ออกแล้วไม่ให้เข้าไม่ได้
ถ้ามีการเข้าแล้วออก ออกแล้วเข้า ก็ทำให้
ชีวิตเช่นมนุษย์ทั้งหลายเป็นอยู่ได้เท่าทุกวันนี้
เพราะสังขารมันทำตามหน้าที่ของมัน
อย่างนี้แหละ มันจริงอยู่แล้ว ไม่ใช่เป็น
ของไม่จริง มันจริงของมันอยู่อย่างนั้นแหละ
...
หลวงพ่อชา สุภทฺโท






...คนเก่งจริง มีฤทธิ์จริง จะให้ดีจริงต้องนึกถึงพระพุทธเจ้า
และพระอริยสงฆ์ได้โดยไม่ลำบาก
......................
"......การแสดงฤทธิ์เหาะเหินได้ การรู้อารมณ์ใจคนอื่นทายได้แม่นยำได้นั้นไม่ใช่ผลสูงสุดของการปฏิบัติ คนเก่งจริงมีฤทธิ์จริงนั้น ต้องสามารถตัดอารมณ์เศร้าหมองทุกข์ร้อนออกจากใจเสียได้ ตามใจปรารถนา ต้องอาจหาญมั่นใจในศีลที่ตัวทรงอยู่ได้เป็นปรกติ มั่นใจขนาดกล้าเอาใจประกาศไปในมนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลกว่า

"...เราผู้นี้ไม่ว่าจะไปยืนเดินนั่งนอนอยู่ ณ ที่ใด จะไม่มีสัตว์ มนุษย์ พรหม เทวดา ผู้ใดต้องเดือดร้อนเพราะการประทุษร้ายร่างกาย หรือละเมิดน้ำใจจากเราให้ท่านทั้งหลายสะเทือนใจเลย..."

"....ที่สำคัญที่สุดก็คือ ต้องสามารถนึกถึงพระพุทธเจ้าและพระอริยสงฆ์ครูบาอาจารย์ได้โดยไม่ลำบาก ไม่ยากแม้แต่น้อย ต้องสามารถเข้าถึงท่านด้วยใจทันที ทุกขณะจิตที่นึกลูกต้องใช้คำว่า ใช้อารมณ์ว่า พอนึกก็ถึงแล้ว จึงจะเก่งแท้..."

".....และที่สำคัญกว่าสำคัญที่สุด ก็คือสามารถตั้งกำลังที่บริสุทธิ์ด้วยศีล ที่เข้าถึงสถิตอยู่กับพระพุทธเจ้าได้เป็นธรรมดาสบาย ๆ นั้นจับร่างกายมาพิจารณา สังหารอารมณ์ผูกพันกับร่างกายทั้งหลายให้ขาดสิ้นไปโดยไม่ครั่นคร้าม ไม่อาลัยใยดี ทำอย่างงี้ได้จึงจะเก่งแท้ จึงจะมีฤทธานุภาพปราบสามโลกเสียได้ อภิญญาเหนือฤทธิ์ทั้งหลายอย่างนี้เขาเรียกว่า บุญฤทธิ์ ฤทธิ์ที่เกิดด้วยบุญบริสุทธิ์ ลูกเอ้ย..."

-----------------------------
จากหนังสือ มรดกพระดี
โดยหลวงตาวัชรชัย วัดเขาวง (ถ้ำนารายณ์) จ.สระบุรี






"...ความคิดและปัญญาของคนเรามีอยู่แล้ว เราจะเอาความคิดที่เป็นปัญญามาพิจารณาตามหลักความเป็นจริงหรือไม่ หรือจะคิดไปตามกระแสของโลกให้ใจได้เกิดความหลงต่อไป ใจมีลักษณะไหวตัวไปได้ตามความคิดนั้นๆ ถ้าคิดในทางโลก ใจก็จะมีความผูกพันยินดีอยู่ในทางโลก ถ้าคิดในทางธรรม คือความเป็นจริงตามไตรลักษณ์อยู่บ่อยๆ ใจก็ค่อยตามรู้เห็นในหลักความเป็นจริง ในความไม่เที่ยง รู้เห็นตามความเป็นจริงแห่งความทุกข์กายและทุกข์ใจ และรู้เห็นตามความเป็นจริงในเหตุให้ เกิดทุกข์คือตัวสมุทัยด้วย ถ้าคิดพิจารณาในอนัตตาคือ สิ่งที่สูญสลายไปอยู่บ่อยๆ ใจก็จะค่อยรู้เห็นตามหลักความเป็นจริงนี้ได้อย่างชัดเจน

ฉะนั้นจงฝึกคิดทางปัญญาในทางธรรมให้มากที่สุด เพื่อจะเอาความคิดที่เป็นปัญญาทางธรรมไปลบล้าง แนวความคิดปัญญาทางโลกให้ได้ ความคิดทางปัญญาและความคิดของกิเลสตัณหาฝ่ายไหนที่ถูกต้องตามหลักความเป็นจริง และคิดพิจารณาได้อย่างละเอียดพร้อมทั้งเหตุและผล ใจก็จะเกิดความเห็นคล้อยตามไปในความคิดฝ่ายนั้นๆ ถ้าจะว่าสงครามก็เป็นสงครามแห่งความคิดเพื่อเปิดให้ใจ ได้รู้เห็นและตัดสินใจได้ด้วยเหตุผล ถ้าความคิดฝ่ายกิเลสตัณหามีน้ำหนักดีกว่า ก็เอาชนะความคิดปัญญาในทางธรรมไปได้ ถ้าความคิดทางปัญญาพิจารณามีความชัดเจนถูกต้องพร้อมด้วยเหตุและผล ก็เอาชนะความคิดของกิเลสตัณหาไปได้ ดูซิว่าความคิดของกิเลสและความคิดของปัญญาในทางธรรมฝ่ายไหนจะแน่กว่ากัน..."

#ที่มา หนังสือ เหตุให้เกิดทุกข์
หลวงพ่อทูล ขิปปปัญโญ วัดป่าบ้านค้อ จ.อุดรธานี
.........................







“..ธรรมนั้นอยู่ฟากตาย ถ้าใครกลัวตายเสียดายทุกข์ ชอบถือเอาความสนุกในการเกิดว่าเลิศเลอ ผู้นั้นต้องจัดว่าลืมตัวมัวประมาทและชอบผัดเพี้ยนเลื่อนเวลาว่า เช้า สาย บ่าย เย็น ไม่อยากบำเพ็ญความดีสำหรับตนในเวลาที่เป็นฐานะพอทำได้อยู่ ความประมาททั้งนี้ยังจะพาให้หลั่งน้ำตาด้วยความทุกข์ในสงสาร ไม่อาจประมาณได้ว่ายังอีกนานเท่าไร จึงจะผ่านพ้นแหล่งกันดารอันเป็นที่ทรมานไปได้ จึงขอฝากปัญหาธรรมเหล่านี้ไว้กับท่านทั้งหลายนำไปขบคิดด้วยว่า เราจะเป็นฝ่ายคืบหน้ากล้าตายด้วยความเพียรหมายพึ่งธรรม ไม่เหลียวหลังไปดูทุกข์ที่เคยเป็นภาระให้แบกหาม ด้วยความเจ็บแสบและปวดร้าวในหัวใจมาเป็นเวลานาน หรือยังจะเป็นฝ่ายเสียดายความตายแล้วกลับมาเกิดอีก อันเป็นตัวมหันตทุกข์ที่แสนทรมานอีกต่อไป รีบพากันนำไปพิจารณา อย่ามัวเมาเฝ้าทุกข์และหายใจทิ้งเปล่า ๆ ดังที่เป็นมาและเป็นอยู่เวลานี้ จะช้าทางและเสียใจไปนาน เพราะโรงดัดสันดานกิเลส ตัวพาให้ว่ายบกอกแตกแบกกองทุกข์ไม่มีเวลาปลงวางนั้น มิได้มีอยู่ในที่อื่นใดและโลกไหน ๆ แต่มีอยู่กับผู้ตั้งหน้าบำเพ็ญด้วยการใช้หัวคิดปัญญาศรัทธาความเพียร เป็นเครื่องมือบุกเบิกเพื่อพ้นไปนี้เท่านั้น ไม่หยุดหย่อนนอนใจว่ากาลเวลายังอีกนาน สังขารยังไม่ตายร่างกายยังไม่แก่ ซึ่งเป็นความคิดที่ทำให้แย่ลงโดยถ่ายเดียว ผู้เป็นนักบวชและนักปฏิบัติจึงไม่ควรคิดอย่างยิ่ง..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 8 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO