นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน พุธ 06 พ.ค. 2026 7:52 am

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: คุณงามความดี
โพสต์โพสต์แล้ว: อาทิตย์ 12 เม.ย. 2026 12:04 pm 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5294
“ ปรมัตถสัจจะ ”

สติสมาธิปัญญาเป็นที่พึ่งของใจ ต้องมีสติสัมปชัญญะตั้งแต่ตื่นจนหลับ จิตก็จะตั้งมั่นเป็นสมาธิได้ พอดึงจิตมาพิจารณาไตรลักษณ์พิจารณาปรมัตถสัจจะ ก็จะลบล้างสมมุติสัจจะได้ สมมุติสัจจะเป็นตัวสร้างสมุทัย เพราะจะมีตัวเราของเราเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าพิจารณาทางปรมัตถสัจจะก็จะไม่มีตัวเราของเรา มีเพียงธาตุ ๔ ดินน้ำลมไฟ มีธาตุรู้ จะเห็นว่าเป็นธาตุ ไม่ใช่ตัวเราของเรา ใจก็จะไม่ทุกข์ ต้องปลีกวิเวกนะ ถ้าทำงานทำการเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ต่างๆ ก็จะดึงสังขารให้คิดแต่เรื่องสมมุติ งานของเรา เงินของเรา สมบัติของเรา เป็นสมมุติทั้งนั้น ถ้าปลีกวิเวกไปอยู่คนเดียว อยู่กับต้นไม้ที่ไม่พูดว่าเป็นเราของเรา ก็จะไม่มีเรา จะเห็นว่าเป็นเพียงดินน้ำลมไฟ อยู่ลำพังคนเดียวจะทำให้เราได้บรรยากาศของปรมัตถสัจจะ ถ้าอยู่หลายคนก็จะเกิดตัวเราตัวเขาขึ้นมา

อยู่คนเดียวก็มีแต่ธาตุ ๔ ดินน้ำลมไฟ แล้วก็ธาตุรู้คือใจ แล้วคอยสอนใจว่าใจไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวเรา ใจเป็นเพียงธาตุรู้ แต่ใจมีสังขารที่คิดปรุงแต่งว่าเป็นเรา ก็ให้รู้ว่าเป็นสมมุติ เหมือนเล่นละคร สมมุติว่าร่างกายนี้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นพระราชินี เป็นพระเอก เป็นผู้ร้าย เป็นสมมุติ ออกมาจากสังขารความคิดปรุงแต่ง เป็นนาย ก. นาย ข. มีตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้ เป็นสมมุติทั้งนั้น ความจริงแล้วร่างกายเป็นเพียงดินน้ำลมไฟ แต่ไม่มองตรงนี้กัน ไปมองตำแหน่งกัน ว่าเป็นอธิบดี เป็นเจ้านาย เป็นลูกน้อง มองอย่างนี้ มองสมมุติ ไม่มองว่าเป็นดินน้ำลมไฟ เกิดแก่เจ็บตาย ไม่มีอะไรต่างกัน ไม่มีใครวิเศษกว่ากันในเรื่องของร่างกาย ต่างกันที่สติปัญญา ถ้ามีสติปัญญามากก็มีทุกข์น้อยหรือไม่มีทุกข์เลย เช่นครูบาอาจารย์นี้ เวลาไปหาท่านเราไม่ได้ไปหาร่างกายของท่าน เราไปหาสติปัญญาของท่าน ไปฟังเทศน์ฟังธรรม ธรรมที่ท่านพูดออกมาเป็นความรู้ที่เรายังไม่รู้ เราอาศัยความรู้ของท่านมาเป็นต้นทุน เป็นเมล็ดพันธุ์พืช ที่เรารับมาปลูกไว้ในใจของเรา ด้วยการภาวนา ด้วยการพิจารณาตามที่ท่านสอนอยู่เรื่อยๆ ต่อไปก็จะงอกงามเป็นสติปัญญาของเราต่อไป.

กำลังใจ ๕๐ กัณฑ์ที่ ๔๑๕
วันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๓

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี






..บุญอยู่ที่ไหน บุญก็อยู่ที่ใจ ได้ทำแล้วก็ปลื้มใจสุขใจอิ่มใจปิติยินดีในคุณงามความดี ก็เรียกว่าบุญกุศล กุศลแปลว่าความฉลาด บุญแปลว่าความสุข มีความฉลาด จึงจะทำบุญได้ จึงจะทำให้เกิดความสุขให้เกิดให้มีขึ้นกับตนเองได้ แต่คนไม่มีความฉลาดไม่มีสติปัญญา ก็ไม่สามารถจะทำบุญได้..

#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป





#ธรรมะจากใจ
#พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์

เพชรถ้าหากว่ามันอยู่ในตมพันปีมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร มันมีประโยชน์ตอนที่เขาเอาขึ้นมาจากตมแล้ว

ใจของคนเราก็เหมือนกันใจของเราเนี่ยเปรียบเหมือนกับเพชรอยู่ในตมถ้าหากว่าเราปล่อยไว้เราไม่เอามาฝึกแล้วเราไม่เอามาทำเอามาเจียระไนก็ไม่มีประโยชน์อะไร

ใจของเราก็กลายเป็นใจธรรมชาติเกิดมาตามธรรมชาติมีความเป็นอยู่ตามธรรมชาติก็เหมือนกันกับคนป่า
คนป่าแต่ก่อนเขาเรียกว่าพวกซาไกหรือเรียกว่าพวกไหนก็แล้วแต่มันจะเป็นคนป่าคนป่าครั้งนั้นมันไม่นุ่งผ้าก็หมายความว่าป่าจริงๆผู้หญิงก็ไม่นุ่งผู้ชายก็ไม่นุ่งแต่เขาก็ไม่มีอายแล้วเขาก็ไม่มีการพัฒนาอะไรนอกจากรับประทานอาหารเข้าไปแล้วโตโตแล้วก็แก่แก่ไปแล้วก็ตาย

#เจ้าประคุณสมเด็จพระญาณวโรดม






“..พระสิทธัตถราชกุมารเราเสด็จออกจากหอปราสาท เหมือนกับเสด็จออกจากสวรรค์ตกลงแดนนรกคือไปที่สมบุกสมบัน ได้รับความทุกข์ความลำบากด้วยการอยู่การกินทุกอย่าง พระองค์ไม่ถือเป็นอารมณ์ มุ่งแต่ธรรมเป็นอารมณ์ จนกระทั่งถึงขั้นสลบ ทุกข์ไหมพิจารณาซิ มาถึงขั้นสลบนี้ก็พอแล้ว พอเป็นคติได้ดี เราไม่ได้ถึงขั้นสลบก็ตาม ก็ควรปฏิบัติตนให้เป็นลูกศิษย์ที่มีครูสอน เดินตามร่องรอยครูบ้างดี นี่ละท่านผู้ที่จะดี ท่านฝึกท่านทรมานท่านเป็นทุกข์ก่อน ท่านจึงเรียกว่า ทุกฺขสฺสานนฺตรํ สุขํ ทุกข์เป็นเครื่องหนุนให้เกิดความสุข

ทุกข์เพราะปฏิบัติความดีนี้เป็นเครื่องหนุนให้เกิดความสุข สุขสฺสานนฺตรํ ทุกฺขํ คนเอาแบบสุกเอาเผากินอะไรก็สุกก่อนห่าม กินสุกก่อนห่าม เอาความสุขสด ๆ ร้อน ๆ นี้แล้วก็เป็นทุกข์เมื่อภายหลัง นี่ท่านว่า สุขสฺสานนฺตรํ ทุกฺขํ ทุกข์มาเกิดลำดับจากสุขก่อนห่ามนั้นแหละ อย่าไปสงวน เสาะแสวงหามัน ให้อุตส่าห์พยายามบึกบึน นี่ครูของเราศาสดาของเราท่านปฏิบัติมาอย่างนั้น รู้อย่างนั้นแล้วได้ผลอย่างนั้น แล้วก็มาสอนพวกเราให้ฝึกฝนทรมานตน อย่านอนเป็นขอนซุงอยู่เฉย ๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
(พ.ศ.๒๔๕๖-๒๕๕๔)






.. "ให้ดูตัวเองเสมอ" อย่าไปดูแต่สิ่งภายนอกมันเป็นไฟได้เชื้อ มันลุกลาม เห็นสิ่งภายนอกเห็นอะไรมันดูด ๆ มันคืบคลานใส่ ๆ เหมือนไฟได้เชื้อ เป็นอย่างนั้นละ มองเห็นอะไรนี้ไฟจะลุกลามไปเลย "ถ้ามองดูใจแล้วก็เป็นเหมือนน้ำดับไฟ" มันจะสงบตัวของมันลง "ต้องดูใจเสมอ"

ถ้าใจดีดใจดิ้นไม่สบาย "อะไรก็ตามถ้าลงใจดีดใจดิ้นใจหาความสบายไม่ได้แล้วไม่มีความหมายของในโลกนี้" สมบัติเงินทองข้าวของกองเท่าภูเขาไม่ได้มีความหมาย "มีความหมายอยู่ที่ใจสะดวกสบาย" .. "

โอวาทธรรม: หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน






#ความดีมีอยู่_แสวงหาซิ..!!
"... มนุษย์ทั้งหลายท่านหาความดีได้ ทำไมเราหาไม่ได้ เวลาไพล่ไปหาความเลวทรามต่ำช้าทำไมหาได้ สิ่งเหล่านั้นมันวิเศษวิโสอะไร ถ้ามันพาคนให้วิเศษ มนุษย์พากันวิเศษเลิศโลกไปนานแล้ว ไม่จมปลักดังที่เห็นกันอยู่นี้เลย

... จึงไม่ควรเพลิดเพลิน ไม่ควรมัวเมาไม่เข้าเรื่องอยู่เปล่าๆ อะไรดีมีสาระรีบแสวงหา
เวลาตายจะมีที่ยึดที่เกาะ ไม่เป็นไฟทั้งกองไปเสียถ่ายเดียว คนหมดที่พึ่งหมดที่อาศัยเป็นคนดีวิเศษละหรือ ในโลกก็เห็นๆ กันอยู่ยังจะสงสัยอะไรอยู่อีก ถ้าไม่อยากจมน่ะ ...”
----------------------------------
#โอวาทธรรมโดย____
#หลวงปู่ขาว_อนาลโย
วัดถ้ำกลองเพล อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู
(พ.ศ. ๒๔๓๑ - ๒๕๒๖)






คนที่ไม่มีธรรมะ จะต้องเป็นทุกข์
ไปดูเถอะ เพราะมันจะรักนั่น เกลียดนี่
โกรธโน่น กลัวนั่น ยุ่งไปหมด ...
...
พุทธทาส อินฺทปญฺโญ





" เคราะหามยามร้ายไม่ต้องไปสะเดาะเคราะห์หรือให้พระตัดกรรม เราต่ออายุด้วยการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน "

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม





" สร้างความดีไม่มีเวลา แต่สร้างความชั่วมีเวลามากมาย สร้างหนี้สิน สร้างหนี้บุญคุณมีเวลามาก
แต่จะใช้หนี้ไม่มีเวลาเลยหรือ ขวนขวายหากันแต่ทรัพย์ภายนอก ทรัพย์ภายในคือกรรมฐาน สร้างบุญ สร้างกุศลเป็นทรัพย์ให้กับตนเอง ไม่มีเวลา "

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม





“..ความสำเร็จสำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่เป็นพระภิกษุสามเณร ไม่ควรพอใจอยู่ที่สำเร็จในการศึกษาทางโลกเท่านั้น การศึกษาทางธรรมก็มีความสำคัญ และสำคัญยิ่งกว่า โดยเฉพาะที่เป็นการปฏิบัติธรรม ปฏิบัติที่เป็นธรรม มิใช่เพียงเรียนรู้แบบจดจำไว้ได้เท่านั้นและรวมทั้งมิใช่เรียนรู้จดจำนำไปสอนผู้อื่นได้เท่านั้น

ความสำเร็จของการศึกษาทางธรรมอยู่ที่ต้องสอนตนเองได้ ให้เป็นพระเณรที่ดีได้ งามพร้อมด้วยความมีศีลมีธรรมมีวินัย ทั้งต่อหน้าและลับหลังผู้คน ตั้งใจอบรมตนให้มีกตัญญูรู้พระคุณของสมเด็จพระบรมศาสดาสัมสัมพุทธเจ้า รู้พระคุณพระพุทธศาสนา..”

สุวฑฺฒโนวาท
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร
(พ.ศ.๒๔๕๖–๒๕๕๖)






พวกเราทุกๆ ท่านเกิดมาได้พบพระพุทธศาสนาได้พบพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า พวกเราอย่าตั้งอยู่ในความประมาทนะศรัทธาญาติโยมลูกหลานทุกคนนะ ถ้าจะว่าไปชีวิตของเรามันมีจุดจบ แต่ไม่ได้เอาความตายมาขู่กันนะ พูดให้กันฟังจริงอย่างงั้นจริงไหม เอาความจริงมาพูด แต่บางท่านบางคนก็พอความจริงเกินไปรับความจริงไม่ได้ คล้ายๆ ว่ารับความจริงไม่ได้ไม่ยอมรับความจริง แต่ไม่ยอมรับก็ต้องฝึกฝนให้ยอมรับนะ อย่างหลวงพ่อนี่หลวงพ่อฝึกฝนให้ยอมรับนะลูกหลานนะ พระพุทธเจ้าท่านบอกไว้แล้ว ให้ระลึกถึงมรณะ มรณัง เม ภวิสสติ ระลึกถึงความตายของตนเองไว้อยู่เสมอจึงจะตั้งอยู่ในความไม่ประมาทท่านว่างั้นนะ

ถ้าหากว่าเราไม่ระลึกถึงความตายมันจะหลงระเริง ลืมเจ้าของหลงเจ้าของผยองพองตนสิ่งไหนที่มันชั่วมันเลวมันจะทำสิ่งนั้น เพราะเหตุว่าคิดว่าตัวเองจะอยู่ชั่วฟ้าดินสลายตายไม่เป็น ก็เลยทำถลำไถลไปทำสิ่งที่มันเลวมันชั่วไป แต่ตามที่จริงชีวิตมันมีจุดจบของมันอีกสักวันหนึ่งข้างหน้า เพราะฉะนั้นขอให้พวกเราทุกๆ ท่านประกอบคุณงามความดี สร้างคุณงามความดีสร้างบุญสร้างกุศล อันไหนที่เป็นกุศลที่เป็นคุณงามความดีคิดดีทำดีพูดดี นี่ล่ะมีประโยชน์มีคุณค่าสำหรับชีวิตของพวกเรา ถ้าคิดชั่วทำชั่วพูดชั่วแล้วล่มจมฉิบหายนะลูกหลานนะ แปลว่าขาดทุน เกิดมาทั้งทีชีวิตเกิดมาชาตินี้ขาดทุนนะ

เพราะเราคิดชั่วทำชั่วพูดชั่วไม่ได้ทำประโยชน์อะไรเลย แปลว่าขาดทุน ขาดทุนชีวิตนะ ถ้าเราคิดดีทำดีพูดดีแล้วก็เป็นคนดีตลอด เป็นที่ยอมรับของพ่อแม่ปู่ย่าตายายวงศาคณาญาติสามีภรรยาลูกเต้าเหลาหลาน เป็นคนดี คิดดีทำดีพูดดีเป็นที่ยอมรับกัน อันนั้นล่ะเราได้กำไรชีวิตนะ ได้กำไรไม่ขาดทุน เกิดมาทั้งที แล้วก็สั่งสมคุณงามความดีไปเรื่อยๆ ถ้าหากว่าคนทำคุณงามความดี ถ้ามีภพมีชาติอยู่ก็เป็นคนดี มีหมู่มีเพื่อนก็เป็นคนดี ญาติโกโหติกาสามีภรรยาก็เป็นคนดี เพราะเหตุไร เพราะเราทำดีโดยตลอด ถ้าเราทำความชั่วสิ่งที่มันชั่ว เราไปภพหน้าก็ไปได้คนชั่วๆ คนเลวๆ ด้วยกัน มันหาความเจริญไม่ได้หาความสุขไม่ได้นะลูกหลานนะ

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
๑๐ เมษายน ๒๕๖๙





พระพุทธองค์ตรัสง่าย ๆว่า
คบกับใครก็ตาม
เกี่ยวข้องกับสิ่งใดก็ตาม
ถ้าอกุศลธรรมในจิตใจเพิ่มมากขึ้น
กุศลธรรมลดน้อยลง แปลว่า
ไม่เหมาะกับเรา
ถ้ากุศลธรรมเพิ่มมากขึ้น
อกุศลธรรมลดน้อยลง ... ใช้ได้
...
พระอาจารย์ชยสาโร▫






“..ความสำเร็จสำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่เป็นพระภิกษุสามเณร ไม่ควรพอใจอยู่ที่สำเร็จในการศึกษาทางโลกเท่านั้น การศึกษาทางธรรมก็มีความสำคัญ และสำคัญยิ่งกว่า โดยเฉพาะที่เป็นการปฏิบัติธรรม ปฏิบัติที่เป็นธรรม มิใช่เพียงเรียนรู้แบบจดจำไว้ได้เท่านั้นและรวมทั้งมิใช่เรียนรู้จดจำนำไปสอนผู้อื่นได้เท่านั้น

ความสำเร็จของการศึกษาทางธรรมอยู่ที่ต้องสอนตนเองได้ ให้เป็นพระเณรที่ดีได้ งามพร้อมด้วยความมีศีลมีธรรมมีวินัย ทั้งต่อหน้าและลับหลังผู้คน ตั้งใจอบรมตนให้มีกตัญญูรู้พระคุณของสมเด็จพระบรมศาสดาสัมสัมพุทธเจ้า รู้พระคุณพระพุทธศาสนา..”

สุวฑฺฒโนวาท
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร
(พ.ศ.๒๔๕๖–๒๕๕๖)






เรากำลังอยู่ในสังคมที่วัดค่าคนด้วยอะไร?

เราให้เกียรติคนเพราะ "ยศ" ที่เขาแบกไว้
หรือเราศรัทธาคนเพราะ "กรรม" ที่เขาเพียรทำ?

น่าแปลกที่บางครั้ง... เรายอมก้มหัวให้กับคนที่มียศถาบรรดาศักดิ์ ทั้งที่รู้เต็มอกว่า "กรรม" ของเขานั้นเบียดเบียนผู้อื่น แต่เรากลับมองข้ามคนธรรมดาที่ตั้งใจทำความดี
เพียงเพราะเขาสวมเสื้อผ้าเก่าๆ และไม่มีตำแหน่งนำหน้าชื่อ

เรากำลังหลงทางกันหรือไม่?

เรากำลังสร้างสังคมที่สอนให้เด็กๆ วิ่งไล่ล่าหา "ยศ"
โดยไม่สนว่าจะต้องสร้าง "กรรม" แบบไหนเพื่อให้ได้มันมา
จนสุดท้ายเราก็ได้สังคมที่เต็มไปด้วยคนมียศ... แต่หาความดีได้ยากเต็มที

ฝากไว้ให้คิดร่วมกัน...
ยศถาบรรดาศักดิ์นั้นเหมือน "หมอกควัน" พอแดดส่องก็จางหาย แต่การกระทำหรือ "กรรม" นั้นเหมือน "รอยจารึกบนหิน"
ต่อให้เวลาผ่านไปหมื่นปี รอยนั้นก็ยังคงบอกตัวตนว่าเราเคยเป็นใคร

วันนี้... ถึงเวลาหรือยังที่เราจะเลิกดูคนแค่ที่ "ยศ"
แล้วกลับมาให้ค่ากันที่ "การกระทำ"?

คุณล่ะ... ในฐานะคนในสังคม
คุณเลือกที่จะยกย่อง "ยศที่สูงส่ง" หรือ "กรรมที่งดงาม"?

พระอาจารย์ตะวัน ปัญญาวัฒฑโก







เราทำบุญ โดย
สร้างกุศลจิต
สร้างจิต ที่ ผ่องใสมีคุณงามความดี
เป็นจิตไม่ตระหนี่เหนียวแน่น
ไม่เกิดโทสะ
ไม่เกิดมานะทิฐิ
จิตไม่ประกอบด้วยกิเลส
จึงเป็นบุญมหาศาล หาค่ามิได้

หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
จากหนังสือธรรมะเล่มที่๕






ถ้าเรานิ่งอย่างนี้ มันก็แจ้ง
กำลังจิต...
สุขภาพกาย....
มันเปลี่ยนแปลงได้หมด จริงมั้ย ?
.
#ถ้าอยากเจริญต้องทำมากๆ
พอจิตสงบแล้ว ดูลมเข้า ดูลมออก
พอลมเข้า_"รู้" ลมออก_"รู้"
กาย...ก็หาย ใจ...ก็หาย
สัพเพธัมมาอนัตตา
#อยู่อย่างไม่มีตัว #มีสติข้างนอกมีปัญญาข้างใน
.
แต่ต้องทำมากๆ นะ ...ทำทุกขณะ
อิริยาบถใหญ่ ๆ อิริยาบถย่อย ๆ
ทำทุกลมหายใจเข้าออก
มันไม่มีอนาคต ชีวิตก็เหมือนคนตาย
พระอรหันต์ก็เหมือนคนตาย
มันไม่มีอนาคต เป็นความสุขที่ยั่งยืน

แต่เราต้องดูอิริยาบถใหญ่ อิริยาบถย่อย
เราถึงจะละเอียดๆๆๆๆ
ซ้อมมากๆ ทำมากๆ มันก็แจ้งหมด
.
เนี่ยพลังจิต ให้จิตมันมีกำลัง
จะใช้ยังไงก็ได้
.
ให้รู้บ่อยๆ ทำบ่อยๆ เจริญบ่อยๆ
มันจะหยั่งรู้
ฌาน คือ การเพ่ง
ญาณ คือ ความรู้
มันจะรู้รอบหมด
รู้ภายใน รู้ภายนอก รู้รอบโลก รู้รอบจักรวาล
รู้ในอดีต รู้ในอนาคต
โลกมันมีความลับรึเปล่า
มันไม่มีความลับ จริงรึเปล่า
มันแค่นี้เอง มันมีแต่พลังงาน
เลยรู้...โลกทั้งโลก จริงรึเปล่า
นี่เรื่องจริงนะ แค่ทำบ่อยๆ แค่นั้นน่ะ
.
พระครูพิทักษ์ศาสนวงศ์
วัดตรีวิสุทธิธรรม จ.สุพรรณบุรี





ไม่ตื่นตระหนก มีสติ ไม่ประมาท จะอยู่ที่ไหนก็ตาย เราเกิดมาเพื่อตาย ไม่มีใครเกิดมาแล้วไม่ตายซักคน เกิดเท่าไหร่ตายเท่านั้น ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาทองที่จะพิจารณาความตายดีที่สุด เราจะตายแบบคนทั่วไป หรือเราจะตายไปพร้อมบุญและกุศลคุณความดี

โอวาทธรรมคำสอน หลวงปู่ทิวา อาภากโร
ที่พักสงฆ์เสริมรังษี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา





"...พวกเราควรพากันอบรมจิตใจของตน
ให้มีสติสัมปชัญญะ ให้รู้เท่าต่ออารมณ์
ที่เกิดขึ้น ทุกสิ่งในโลกนี้ที่มันเกิดขึ้น
มีความเกิด ความตั้งอยู่ และความเสื่อม
ไปเป็นธรรมดา ตกอยู่ในไตรลักษณ์
ปัญจุปาทานักขันธา อนิจจา ขันธ์ไม่เที่ยง
ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา ขันธ์นี้เป็นทุกข์
ปัญจุปาทานักขันธา อนัตตา ขันธ์อันนี้
ไม่ใช่ตัวใช่ตน ไม่ใช่บุคคล เรา เขา
พิจารณาให้เห็นดังนี้ จะมีความเบื่อหน่าย
เกิดความเบื่อหน่าย ไม่มาหลงยึดถือว่า
เป็นของตน พิจารณาให้เห็นทุกๆ ขณะจิต
จิตจะมีความเบื่อหน่ายในกามทั้งหลาย
เบื่อหน่ายในภพ เบื่อหน่ายในความโง่
ความเขลาของตน ครั้นมีความเบื่อหน่ายแล้ว
จิตก็ไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นในขันธ์
จิตก็ปล่อยวาง..."

หลวงปู่ขาว อนาลโย
วัดถ้ำกลองเพล จ.หนองบัวลำภู







“..พระสิทธัตถราชกุมารเราเสด็จออกจากหอปราสาท เหมือนกับเสด็จออกจากสวรรค์ตกลงแดนนรกคือไปที่สมบุกสมบัน ได้รับความทุกข์ความลำบากด้วยการอยู่การกินทุกอย่าง พระองค์ไม่ถือเป็นอารมณ์ มุ่งแต่ธรรมเป็นอารมณ์ จนกระทั่งถึงขั้นสลบ ทุกข์ไหมพิจารณาซิ มาถึงขั้นสลบนี้ก็พอแล้ว พอเป็นคติได้ดี เราไม่ได้ถึงขั้นสลบก็ตาม ก็ควรปฏิบัติตนให้เป็นลูกศิษย์ที่มีครูสอน เดินตามร่องรอยครูบ้างดี นี่ละท่านผู้ที่จะดี ท่านฝึกท่านทรมานท่านเป็นทุกข์ก่อน ท่านจึงเรียกว่า ทุกฺขสฺสานนฺตรํ สุขํ ทุกข์เป็นเครื่องหนุนให้เกิดความสุข

ทุกข์เพราะปฏิบัติความดีนี้เป็นเครื่องหนุนให้เกิดความสุข สุขสฺสานนฺตรํ ทุกฺขํ คนเอาแบบสุกเอาเผากินอะไรก็สุกก่อนห่าม กินสุกก่อนห่าม เอาความสุขสด ๆ ร้อน ๆ นี้แล้วก็เป็นทุกข์เมื่อภายหลัง นี่ท่านว่า สุขสฺสานนฺตรํ ทุกฺขํ ทุกข์มาเกิดลำดับจากสุขก่อนห่ามนั้นแหละ อย่าไปสงวน เสาะแสวงหามัน ให้อุตส่าห์พยายามบึกบึน นี่ครูของเราศาสดาของเราท่านปฏิบัติมาอย่างนั้น รู้อย่างนั้นแล้วได้ผลอย่างนั้น แล้วก็มาสอนพวกเราให้ฝึกฝนทรมานตน อย่านอนเป็นขอนซุงอยู่เฉย ๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
(พ.ศ.๒๔๕๖-๒๕๕๔)








กลับไปบ้านก็ให้มีพุทโธด้วย
อย่าทิ้งพุทโธ ผู้ปฏิบัติจะรู้เอง เหมือนกับเราปลูกต้นไม้
เรารดน้ำปลูกทุกวันมันก็ใหญ่โตขึ้นทุกวันไม่ต้องไปบอก นี่เราเทียบให้ฟัง
จิตดวงนี้ก็เหมือนกัน ต้องหล่อเลี้ยงด้วยศีลด้วยธรรมซักฟอกจิต
จิตจะไม่มีเรื่องมีราว ไม่มีความยุ่งเหยิง วุ่นวาย

โอวาทธรรมคำสอน หลวงปู่ทุย ฉันทกโร







“สงกรานต์ปีนี้ เราคงต้องเปลี่ยนการรดน้ำ
ด้วยรูปธรรม คือน้ำธรรมดา ให้เป็นนามธรรม
คือน้ำใจ ขอให้เราทุกคนเริ่มปีใหม่ของไทย
ด้วยการแสดงน้ำใจไมตรีต่อกัน ขอให้รดน้ำ
คนรอบข้าง ด้วยการกระทำ และการพูด
ที่สะท้อนความรัก ความเคารพ การสำนึก
ในสิ่งที่ดีที่เราได้รับและได้ให้ซึ่งกันและกัน
ขอให้แสดงน้ำใจและความกตัญญู
ต่อผู้มีพระคุณ ทางโทรศัพท์หรือสื่อออนไลน์
การระลึกถึงกันด้วยใจบริสุทธิ์เป็นที่มา
แห่งความอบอุ่นใจ

ปีใหม่ไทยนี้ ขอให้ทุกคนเลิกแสดงออก
แบบสาดน้ำร้อนเป็นอันขาด ให้ฝึกตนในการ
แสดงออกในทางที่ทั้งผู้แสดงและผู้รอบข้าง
รู้สึกเย็นสบาย สิ่งแวดล้อมจะเปลี่ยนแปลง
อย่างไรต่อไป ไม่มีใครทราบได้ แต่สิ่งที่เรา
มั่นใจได้คือ ตราบใดที่เรามีน้ำใจต่อกันและกัน
สังคมเรายังคงมีความหวัง” ...
...
พระอาจารย์ชยสาโร





ในการทำการทำงาน เมื่อทำงานก็คือทำงาน เมื่อหยุดทำงานแล้วก็คือหยุด รู้จักแบ่งหน้าที่ รู้จักการประพฤติปฏิบัติ อย่าหย่อนตะเหลงเต๋ง ให้รู้จักมองความตายของตนเองบ้าง แก่ เจ็บ ตาย ให้มองไว้อยู่เสมอ อย่าลืมเจ้าของ อย่าหลงเจ้าของ อย่าผยองพองตน อย่างที่หลวงพ่อพูดกล่าวแล้วกล่าวอีก

สำหรับหลวงพ่อเอง หลวงพ่อไม่ได้ลืมเจ้าของนะลูกหลานนะ มองตัวเองอยู่เสมอ ไม่รู้ว่าวันไหน สักวันหนึ่ง มันไม่แน่ชีวิตของเรา เพราะฉะนั้นอย่าตั้งอยู่ในความประมาท พยายามสั่งสมคุณงามความดี เรามั่นใจหรือยัง เราเป็นที่ภูมิใจหรือยัง ว่าเราขยับเขยื้อนออกจากภพจากชาตินี้ เราได้เป็นอริยบุคคลหรือยัง ใจของเราเป็นยังไง เรามั่นใจไหม ถ้าหากว่ายังไม่มั่นใจก็พยายาม อย่าชะล่าใจ อย่านอนใจ พยายามสร้างคุณงามความดี สร้างบุญสร้างกุศลเข้าสู่จิตเข้าสู่ใจ สิ่งไหนที่เป็นประโยชน์ ประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ให้เตรียมพร้อมอยู่เสมอ

ในเมื่อทำงานก็คือทำงาน เมื่อหยุดทำงานแล้วก็หยุด หัดถอยหลังกลับเข้ามาเดินจงกรม นั่งภาวนา บำเพ็ญเรื่องจิตภาวนา บำเพ็ญคุณงามความดีเข้าสู่จิตใจ อันนั้นแหละหลวงพ่ออยากจะให้เป็นลักษณะอย่างนั้น

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “ก่อนตายให้มั่นใจในคุณธรรมของตน”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙







#ท่านกล่าวยืนยันเรื่องจิตวิญญาณว่าเป็นของมีจริงดังนี้

จิตวิญญาณอยู่บนฟ้า อากาศเต็มไป
หมด เราเห็นได้ที่ไหน เห็นแต่นกมันบินมาบนฟ้าเท่านั้น แต่จิตวิญญาณของสัตว์ที่เต็มยั้วเยี้ยๆ อยู่ทั้งในน้ำบนบกมีทั่วไปหมด

จิตวิญญาณไม่มีอะไรเป็นอุปสรรค กรรมพาไปไหนไปได้หมด เกิดได้หมดทั้งนั้น เสาะแสวงหาเรื่องบาปเรื่องบุญนี้มันมีอยู่กับใจ บังคับให้ไปเกิดได้หมด

จิตดวงนี้ไม่เคยตาย ไม่เคยฉิบหายแต่
ไหนแต่ไรมา ถ้าพูดถึงเรื่องวัตถุต่างๆ ในแดน โลกธาตุนี้ว่าอันไหนมากกว่าอะไร ไม่มีอะไร ที่จะมากยิ่งกว่าจิตวิญญาณของสัตวโลก เต็มท้องฟ้ามหาสมุทรใต้
ดิน เหนือดิน มีเต็มหมดเลย อันนี้มากที่สุดคือจิตวิญญาณของสัตวโลก เพราะมันไม่เคยสูญนั่นเอง

มันเต็มอยู่นี่ ครอง ภพครอง ชาติ อยู่ทุกแห่งทุกหนตามเพศตามภูมิ อย่างที่เราเป็นมนุษย์ก็เห็นกันอยู่ ไม่เป็นมนุษย์ เป็นสัตว์ก็เห็นกันอยู่อย่างงั้น เป็นไก่ เป็ด นก ปลา เป็นอะไรเราก็เห็นกันอยู่อย่างนั้น

ที่ละเอียดกว่านั้นมันก็มีอยู่อย่างเดียวกันนี้เลย ไม่ได้ผิดกัน มันมีอยู่ตามสภาพของตนๆ เป็นแต่เพียงว่า เราสามารถสัมผัสสัมพันธ์รู้เห็นได้หรือไม่ได้เท่านั้นเอง นั่นก็เป็นอย่างนั้นละมันมีภพละเอียด หยาบ หยาบต่างกัน

อย่างพวกเทวบุตรเทวดา อินทร์พรหม พวกเปรตพวกผีก็เหมือนกับเรานี่ มีภพมีชาติเป็นกำเนิดที่เกิดของตัวเองด้วยวิบากกรรมดีชั่วเหมือนกันหมด ไม่มีใครแตกต่างกัน

เพราะฉะนั้นท่านจึงไม่ให้ประมาทกัน สัตวโลกที่เกิดขึ้นมาด้วยกัน อย่าตำหนิกันด้วยชาติชั้นวรรณะสถานะสูงต่ำ อย่าไปตำหนิกัน

ตั้งแต่แดนมนุษย์ไปจนกระทั่งถึงสวรรค์
พรหมโลก นิพพาน นี้เป็นแดนแห่งคนมีบุญ คนมีบาปไปไม่ได้ ในสวรรค์แม้แต่ชั้นจาตุมนี้ก็เหมือนกัน เทวบุตรเทวดาเต็มอยู่ในชั้นจาตุม เพียงชั้นแรกชั้นจาตุม ดาวดึงส์ ยามา ดุสิตนิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดี เป็นชั้นๆ นี้ ไม่ว่าชั้นไหน เข้าไปถามดูตั้งแต่ชั้นดาวดึงส์นี้ พวก
เทพทั้งหลาย เทวบุตรเทวดา อินทร์ พรหม อยู่ด้วยกองกุศลของตน ที่ไปเสวยความดีอยู่นั้น

เราไปหาค้นดูว่าในสถานที่นี่มีคนชั่วช้าลามกนรกจกเปรต ไปทำความชั่วช้าให้แก่สัตว์และมนุษย์ทั้งหลายทั่วๆ ไป ตายแล้วเขาได้มาขึ้นสวรรค์ในที่นี่มีไหม ไม่มีแม้รายเดียว

ในตำราแสดงไว้ว่านรกนั้นมีถึง ๒๕ หลุม
ตั้งแต่หลุมที่เป็นมหันตทุกข์หนักที่สุด จนถึง

หลุมสุดท้าย นี่เรียกว่านรก ๒๕ หลุม แล้ว
ปลีกย่อยยังมีอีกเยอะ ส่วนใหญ่มี ๒๕ หลุม

สวรรค์ ๖ ชั้นตั้งแต่จาตุมฯ ขึ้นไปถึงชั้นที่หกคือปรนิมมิตวสวัตดี นี่คือสวรรค์ ๖ ชั้น แล้วพรหมโลกอีก ๑๖ ชั้น จากนั้นก็เป็นนิพพาน เหล่านี้

ทรงรู้แจ้งแทงทะลุเห็นหมดทุกสิ่งทุกอย่าง จากนั้นก็พวกเปรตผีประเภทต่างๆ สัตว์ทั่วโลกดินแดนในไตรโลกธาตุนี้

กิเลสหลอกว่า “ตายแล้วสูญ”
มีคนจำนวนมากยังเข้าใจว่า เมื่อสิ้นใจ
ตายไปแล้วก็สูญสิ้นจบกันเท่านั้น แท้จริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะฉะนั้นท่านจึงสอนย้ำเสมอๆ ว่า

สัตว์ที่ว่าตายเกิดๆ มันไม่มีที่ไป เพราะ
สิ่งเหล่านี้ไม่สูญ มันหากหมุนหากเวียนกันออกจากนี้ไปเป็นสัตว์ เป็นเทวบุตรเทวดา ไปเป็นอินทร์เป็นพรหมก็มี เป็นเปรตเป็นผีก็มีเปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่ อย่างนี้ตั้งกัปตั้งกัลป์มาแล้ว จิตวิญญาณดวงนี้ตายไม่เป็น

เพราะฉะนั้นคำว่าตายแล้วสูญถึงขัด
กันเอาอย่างมากทีเดียว เป็นกลมายาของกิเลส โดยตรงที่หลอกสัตวโลกให้ทำชั่ว เพราะถ้าว่า ตายแล้วสูญแล้วไม่มีเงื่อนสืบต่อ อยากทำอะไรก็ทำ ความอยากทำคือทางเดินของกิเลสอยู่แล้ว ก็ทำตามความอยาก ตายลงไปแล้วไม่สูญละซิ ก็เสวยกรรมอยู่งั้น

อะไรจะมากยิ่งกว่าจิตวิญญาณของ
สัตวโลก เต็มอยู่ในโลกอันนี้ เพราะมันไม่สูญ หมุนเวียนเปลี่แปลงตามอำนาจของกรรม

เกิดเป็นนั้นเกิดเป็นนี้อยู่อย่างนั้น ตายแล้วก็เกิดๆ ตายกองกัน พวกนี้พวกตายกองกัน กองทับเขากองทับเราอยู่นั้นไม่มีทางไปเพราะจิตวิญญาณไม่สูญ มีเต็มท้องฟ้าอากาศ ที่ไหนเต็มไปหมด ไม่มีอะไรมากยิ่งกว่า ธรรมชาติอันนี้ หนาแน่นที่สุด

นี่ละเรียกว่ากรรมของสัตว์ คือพระพุทธ เจ้ามาตรัสรู้ ก็มากวาดเอาดวงวิญญาณเหล่านี้ ที่ว่าเป็นสัตว์เป็น บุคคลเป็นเทวบุตรเทวดาแล้ว ก็ถอดออกไปๆ พ้นไปๆ
ใครจึงให้สร้างความดีซิ ถ้าอยากพ้นไป
ตามพระพุทธเจ้าให้สร้างความดี

มันเปลี่ยนเรื่อยนะจิตวิญญาณนี่ เปลี่ยนเป็นภพนั้นชาตินี้ ตามอำนาจของกรรม หมดกรรมนี้แล้วก็มีกรรม นั้นต่ออีก ภพนั้นสืบภพนี้ไปเรื่อย กรรมหนัก กรรมเบามีอยู่เรื่อยๆ อย่างนั้นละ

กรรมพาไปไหนไปได้หมด เกิดได้หมดทั้งนั้น เสาะแสวงหาเรื่องบาปเรื่องบุญนี้มันมีอยู่กับใจ บังคับให้ไปเกิดได้หมด

เพราะฉะนั้นจึงอย่าพากันกล้าหาญ ไม่มีอะไรจะเป็นอุปสรรคต่อกรรม ดีกรรมชั่วได้ กรรมดีกรรมชั่วนี้ไสเข้าไปได้หมด
เลย ที่ท่านว่าไม่มีอานุภาพใดเหนืออานุภาพแห่งกรรมดีกรรมชั่วไปได้ คือครอบโลกธาตุ

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
จากหนังสือญาณสัมปันนธัมมานุสรณ์หน้า ๒๖๔-๒๖๕






"...เราทั้งหลาย ต่างเกิดมาด้วยวาสนา
มีบุญพอเป็นมนุษย์ได้ อย่างเต็มภูมิ
ดังที่ทราบอยู่แก่ใจอย่าลืมตัวลืมวาสนา
โดยลืมสร้างคุณงามความดี เสริมต่อ
ภพชาติของเรา ที่เคยเป็นมนุษย์
จะเปลี่ยนแปลง และกลับกลายหายไป
เป็นชาติที่ต่ำทราม

ท่านจึงสอน ไม่ให้ดูถูกเหยียดหยามกัน
เมื่อเห็นเขาตกทุกข์ หรือ กำลังจน
จนน่าทุเรศ เราอาจมี เวลาเป็นเช่นนั้น
หรือยิ่งกว่านั้นก็ได้ เมื่อถึงวาระเข้าจริงๆ
ไม่มีใครมีอำนาจหลีกเลี่ยงได้เพราะ
กรรมดี กรรมชั่ว เรามีทางสร้างได้
เช่นเดียวกับผู้อื่น..."

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต








อาศัยของดีนี้เป็นเครื่องหนุน เข้าสู่ความดิบความดี
คติที่เหมาะสม ตั้งแต่พื้นเพแห่งมนุษย์นี้ไป แล้วก็ขึ้นสวรรค์ ชั้นพรหม
เสวยอาหารทิพย์ สมบัติทิพย์ สถานที่อันเป็นทิพย์ ตามขั้นภูมิ
แห่งบุญกุศลของตนที่สร้างไว้มากน้อย ก็ไปเกิดในสวรรค์ชั้นนั้น ๆ ซึ่งมีหลายชั้น
ให้พอเหมาะสมกันกับคุณงามความดี ของแต่ละท่านที่ได้สร้างเอาไว้

โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 9 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO