|
"ถ้าวันนี้ถูกต้อง ก็ไม่ต้องกลัวพรุ่งนี้ ความถูกต้อง คือ ความไม่เป็นปัญหา"
ท่านพุทธทาสภิกขุ
"...การปฏิบีติสมาธิแต่ละครั้ง จิตจะสะสม กำลังเอาไว้ทีละเล็กทีละน้อย บางครั้งเรา ตั้งใจให้จิตเป็นสมาธิ ภาวนาแทบเป็นแทบ ตายมันก็ไม่เป็น แต่บางครั้ง อยู่อเฉยๆ พอ มีอารมณ์อะไรมากระทบ จิตมันวูบลงไป ได้สมาธิ แล้วผลที่มันเกิด ก็มาจากที่เรา ภาวนาสงบบ้างไม่สงบบ้าง มันสะสมกำลัง เอาไว้ ได้จังหวะเหมาะเมื่อไร มันก็เกิดขึ้น เมื่อนั้น..."
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
“ธรรมะเป็นทางแก้ทุกข์ เมื่อจะแก้ก็ต้อง สอบทุกข์ก่อน ให้เห็นทุกข์ก่อน เหมือนกับเรา ทำงานอะไร เราต้องเห็นงานก่อน จึงจะทำได้ ทุกข์อันหนึ่งที่เป็นงานของพวกเราควรทำ ถ้าไม่ทำ เราก็ไม่พ้น ฉะนั้น พระพุทธเจ้า ทรงสอนพวกเราให้รู้ทุกข์” ... หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ วัดป่านิโครธาราม อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
#ปัจฉิมโอวาท "ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต"
"ตอนสุดท้ายแห่งธรรม ที่พอยึดได้ว่าเป็นปัจฉิมโอวาท เพราะท่านมาลงเอยในสังขารธรรมเช่นเดียวกับพระปัจฉิมโอวาท ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่สงฆ์ เวลาจะเสด็จปรินิพพาน โดยท่านยกเอาพระธรรมบทนั้นขึ้นมาว่า..
ดูก่อนพระภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราเตือนท่านทั้งหลาย สังขารธรรมทั้งหลายไม่เที่ยง มีความเกิดหรือเจริญขึ้นแล้วเสื่อมไปดับไป จงอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด จากนั้นท่านก็อธิบายต่อใจความว่า.. คำว่าสังขารในปัจฉิมโอวาทนั้นเป็นยอดธรรม พระองค์ทรงประมวลมา ในคำว่าสังขารทั้งสิ้น แต่พระประสงค์ทรงมุ่งสังขารภายใน มากกว่าสังขารอื่นใดในขณะนั้น เพื่อเห็นความสำคัญของสังขาร อันเป็นตัวสมุทัยเครื่องก่อกวนจิตให้หลงตาม ไม่สงบลงเป็นตัวของตัวเองได้
เมื่อพิจารณาสังขาร คือความคิดปรุงของใจทั้งหยาบละเอียด รู้ตลอดทั่วถึงแล้วสังขารเหล่านั้นก็ดับ เมื่อสังขารดับใจก็หมดการก่อกวน แม้มีการคิดปรุงอยู่บ้าง ก็เป็นไปตามปกติของขันธ์ที่เรียกว่าขันธ์ล้วนๆ ไม่แฝงขึ้นมาด้วยกิเลสตัณหาอวิชชา ถ้าเทียบกับการนอน ก็เป็นการนอนหลับอย่างสนิท ไม่มีการละเมอเพ้อฝัน มาก่อกวนในเวลาหลับ ถ้าหมายถึงจิตก็คือ.."วูปสมจิต" เป็นจิตสงบที่ไม่มีกิเลสนอนเนื่องอยู่ภายใน
จิตของพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งปวง เป็นจิตประเภทนี้ทั้งนั้น ท่านจึงไม่หลงใหลใฝ่ฝันหาอะไรกันอีก นับแต่ขณะที่จิตประเภทนี้ปรากฏขึ้น คำว่า สอุปาทิเสสนิพพาน ก็มีมาพร้อมกัน ความสิ้นกิเลสก็สิ้นไปในขณะเดียวกัน ความเป็นพระอรหันต์ก็เป็นขึ้นพร้อม ในขณะเดียวกัน จึงเป็นธรรมอัศจรรย์ ไม่มีอะไรเทียบได้ในโลกทั้งสาม พอแสดงธรรมถึงที่นี้แล้วท่านก็หยุด นับแต่วันนั้นมา ไม่ปรากฏว่าได้แสดงที่ไหนในเวลาใดอีกเลย จึงได้ยึดเอาว่าเป็นปัจฉิมโอวาท และได้นำลงในประวัติท่าน เป็นวาระสุดท้าย สมนามว่าเป็น "ปัจฉิมโอวาท" --------------------------------------------- #พระครูวินัยธร (มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓ - ๒๔๙๒) คัดลอกจาก.. หนังสือประวัติ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ถ่ายทอดโดย.. หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
“การให้วัตถุสิ่งของอาจช่วยเพียงให้ชีวิตอยู่รอดได้ ทำให้อยู่ดีมีสุขขึ้นบ้าง แต่ยังไม่สามารถทำให้เกิด ความดับทุกข์ได้ การรอดชีวิตอยู่แล้ว แต่กลับยังคง มีความทุกข์ด้วยตลอดเวลา ย่อมไม่อาจเทียบได้กับ คุณค่าของการมีชีวิตอยู่แล้วได้เรียนรู้ธรรมะจนทำให้ เกิดความคิดชอบ การพูดชอบ และการกระทำชอบ อันจักทำให้ไม่มีความทุกข์ “
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชฯ
" คนมีความสุขไม่ใช่คนที่มีมากที่สุด แต่เป็นคนที่ ต้องการน้อยที่สุด ยิ่งมีความต้องการน้อยลง สิ่งของที่มีอยู่ก็จะดูเหมือนมีมากขึ้น "
หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม
รักด้วยปัญญา
สำนึกในความไม่แน่นอนของชีวิตของตน และคนรอบข้างอยู่เสมอ ปัญญาเกิดขึ้น ความกลัวก็น้อยลง ความกลัวน้อยลง ความโกรธก็น้อยลง ความโกรธน้อยลง จิตจะมีความพร้อมเพื่อทำสิ่งที่ดีที่สุด ในแต่ละเหตุการณ์ ...
พระอาจารย์ชยสาโร
จิต ของเรา คือ...ผู้รู้ ไม่ใช่ ที่ปรุงแต่ง ที่ปรุงแต่งนั้น...ไม่ใช่จิต มันเป็นสังขาร
ส่วนมาก เราไปเอาสังขารมาภาวนา มันไม่จบ มันปรุงตลอด ทำให้เกิดความว่างไม่ได้
ถ้าใครปรุงแต่งความว่าง นั้น ไม่ใช่จิต จิตนั้น ต้องเกิดความว่างด้วยธรรมชาติของมันเอง ไม่ต้องปรุงแต่ง
หลวงปู่ดูลย์ ท่านบอกให้เราไปหาจิตให้เจอ สังขาร ก็จะหายไปเอง
แต่ถ้าเราไปเห็นสังขาร เราก็จะไม่เจอจิต เรานึกว่าสังขาร เป็นจิตเรา
ตัวจิต นั้น...จะปรุงแต่ง ไม่ได้เลย จิต เดิมแท้นั้น...คือ ความว่าง ต้องถึงความว่าง ถึงจะอิสระได้
- พระธรรมวชิรญาณโกศล วิ. - (หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล)
“..มนุษย์เราเกิดมาก็ต้องทำบาป เมื่อทำแล้ว ก็ต้องได้รับผลกรรมที่เราทำไว้ นี่เป็นสัจจะความจริงอย่างเด็ดขาด พ่อแม่ของเราทำกรรมมา เราเกิดมาก็ทำกรรมไป ทำไปทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว คนทำบาปจึงมีตัวอย่างให้เห็นมากมาย ทำบาปย่อมได้บาป ทำบุญย่อมได้บุญ
มีบางคนชอบพูดคะนองปากว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป พูดอย่างนี้ผิด พูดไม่รู้จริง เรื่องทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วนี้ เราต้องใจเย็นคอยดูผลตลอดชีวิต อย่าดูในระยะสั้นๆ ต้องดูไปเรื่อยๆ ในระยะยาว อย่าใจร้อนอยากจะเห็นผลดี ในเวลาอันรวดเร็วนัก
ทำดียังไม่ได้ดี เราต้องรอคอยผลดีได้ การทำดีเพื่อจะให้ดีนั้น เราต้องทำให้ถูกหลักคือ ทำให้ถูกดี ทำให้ถึงดี ทำให้พอดี อย่าทำเกินพอดี ทำให้ถูกบุคคล ทำให้ถูกกาลเทศะ การต้องการผลดีตอบแทนนั้น อย่าหวังผลแต่ด้านวัตถุท่าเดียว ต้องหวังผลทางใจคือ ความสบายใจ ความสุขใจด้วย..”
โอวาทธรรมคำสอน หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม วัดอรัญญวิเวก ต.บ้านข่า อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม พ.ศ.(๒๔๓๑-๒๕๑๗)
ผลแห่งการให้ทาน ผลแห่งการเสียสละ ผลแห่งความเป็นผู้มีจิตใจ อันกว้างขวาง เข้ากันได้ สนิท...ไปไหนไม่อดตาย คนเราไอ้คนตระหนี่นี้ ไปไหน โอ้ย ทั้งนั้นแหละ ให้พากันจำ
โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
“การที่จะเห็นธรรมของพระพุทธเจ้าได้”
การทำบุญปฏิบัติธรรมจึงไม่ขาดทุน ไม่สูญหาย ถ้าเก็บเงินเก็บทองไว้ เวลาตายไปก็จะสูญไปหมดเลย กลับมาเกิดใหม่ก็ต้องหาใหม่ ถ้าทำบุญก็จะมีทรัพย์รออยู่ข้างหน้า เป็นเหมือนการออมทรัพย์ ได้เกิดเป็นลูกเศรษฐี ถ้าไม่ได้เป็นลูกเศรษฐี เวลาทำมาหากินก็จะร่ำรวยง่าย ไม่ต้องดิ้นรน ทำอะไรก็เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า เงินทองไหลมาเทมา เป็นอานุภาพของทานบารมีที่ได้ทำเอาไว้ รักษาศีลได้มากก็จะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์เร็วขึ้น เพราะไม่ต้องไปใช้กรรมมาก ถ้าทำบาปน้อยก็ไปใช้กรรมเดี๋ยวเดียว ถ้าทำบาปมากก็ต้องไปใช้กรรมนาน ถ้าไม่ทำบาปเลยก็ไม่ต้องไปใช้กรรมเลย พอตายจากมนุษย์ก็กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่เลย หรือไปเป็นเทพก่อน อย่างพระพุทธเจ้าตอนเป็นพระเวสสันดรนี่ พอตายไปก็ไปเป็นเทพ แล้วก็ลงมาเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ไม่ต้องไปใช้กรรมในอบาย เรื่องเหล่านี้เป็นความจริงนะ สวากขาโต ภควตา ธัมโมเป็นธรรมที่ถูกต้องตามหลักความจริง แต่พวกเรายังมองไม่เห็นกัน เพราะไม่มีดวงตาเห็นธรรม มองไม่เห็นใจ ไม่รู้ว่าใจเป็นอย่างไร เห็นแต่ร่างกาย แล้วก็หลงติดอยู่กับร่างกาย คิดว่าร่างกายเป็นตัวเราของเรา แต่เวลาภาวนานี้ เวลาจิตสงบนี้ จิตจะแยกออกจากกาย จิตจะปล่อยวางร่างกายชั่วคราว ร่างกายจะหายไปจากความรู้สึก เหลือแต่จิต ไม่มีร่างกายอยู่ในความรู้สึก จะรู้ว่าจิตกับร่างกายเป็นคนละส่วนกัน ร่างกายเป็นอย่างหนึ่ง จิตเป็นอีกอย่างหนึ่ง ถ้าร่างกายจะเจ็บจะปวด จะไม่กระทบกระเทือนจิต การภาวนานี้เท่านั้น ที่จะทำให้เห็นจิตได้ การได้ยินได้ฟังเป็นเพียงสัญญา เป็นจินตนาการ เหมือนกับสถานที่ที่เราไม่เคยไป พอมีคนที่เคยไปมาแล้วมาเล่าให้ฟัง ว่าเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ เราก็ได้แต่วาดภาพไป พอไปเห็นของจริง อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่วาดภาพไว้ก็ได้ เพราะเรามักจะวาดภาพไปตามกิเลสของเรา จึงต้องไปดูด้วยตาของเราเอง การที่จะเห็นธรรมของพระพุทธเจ้าได้ ก็ต้องภาวนา สมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา โดยมีทานมีศีลเป็นเครื่องสนับสนุน เพราะถ้าไม่ทำทานไม่รักษาศีล จะภาวนาไม่ได้ จะติดอยู่กับทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทอง จะวุ่นวายกับการหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย อาจจะต้องทำบาปทำกรรม จะทำให้จิตฟุ้งซ่านกระวนกระวายกระสับกระส่าย เวลานั่งสมาธิจะนั่งไม่ได้ เพราะไม่มีความสงบของทานของศีลเป็นพื้นฐาน ถ้าทำบุญให้ทานรักษาศีลได้ จะมีความสงบอยู่ในระดับหนึ่ง ทำให้เวลาภาวนานี้ง่ายกว่า เวลาที่ไม่ได้ทำบุญให้ทานรักษาศีล แต่ต้องมีสติเป็นหลัก การภาวนานี้สติเป็นตัวสำคัญที่สุด สตินี้แหละที่จะทำให้บรรลุได้ภายใน ๗ วัน หรือ ๗ เดือน หรือ ๗ ปี อยู่ที่สตินี้ ในสติปัฏฐาน ๔ พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ไว้เลยว่า ถ้าเจริญสติได้อย่างต่อเนื่อง ทุกลมหายใจเข้าออก ตั้งแต่ตื่นจนหลับ จะสามารถบรรลุธรรมได้ภายใน ๗ วัน หรือ ๗ เดือน หรือ ๗ ปี ถ้ามีสติก็จะดึงจิตให้เข้าสู่สมาธิได้ พอออกจากสมาธิก็สามารถควบคุมจิตให้เจริญปัญญาได้ ให้พิจารณาไตรลักษณ์ พิจารณาร่างกายว่าเป็นดินน้ำลมไฟ ไม่เที่ยง เกิดแก่เจ็บตาย เป็นทุกข์ ไม่ควรที่จะยึดติด ควรจะปล่อยวาง เพราะไม่ใช่ตัวเราของเรา เป็นเพียงดินน้ำลมไฟ พิจารณาอย่างนี้ ก็จะทำให้ปล่อยวางได้ อยากไม่แก่ อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตายได้ พอดับความอยากเหล่านี้ได้ นิโรธคือความกระวนกระวายความทุกข์กับเรื่องของร่างกายก็จะหมดไป อยู่ตรงนี้ อยู่ที่สติ สติก็คือการรู้อยู่กับปัจจุบัน อยู่กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น เช่นตอนนี้กำลังฟังธรรม ก็ให้อยู่กับการฟังธรรม อย่าให้ใจไปรู้เรื่องอื่น เวลาทำอะไรก็ให้รู้อยู่กับงานที่กำลังทำ กำลังรับประทานอาหารก็ให้รู้อยู่กับการรับประทานอาหาร กำลังเดินก็ให้รู้อยู่กับการเดิน นี่คือการมีสติ ให้มีสติอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ให้อยู่กับเหตุการณ์ในปัจจุบัน อย่าให้ไปที่นั่นที่นี่ ถ้าต้องคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ก็หยุดทำอย่างอื่นก่อน ให้มีสติอยู่กับความคิด เช่นคิดวางแผนว่า วันนี้จะทำอะไร มีธุระอะไร ต้องทำอย่างไร ก็คิดด้วยสติจนเสร็จแล้วก็หยุดคิด แล้วก็กลับมาอยู่กับปัจจุบันต่อ ถ้าไม่ต้องทำอะไร ก็นั่งขัดสมาธิหลับตาตั้งตัวให้ตรง มีสติอยู่กับลมหายใจเข้าออก รู้อยู่กับลมอย่างเดียว ไม่ต้องไปรู้เรื่องอื่น รู้อยู่ที่ปลายจมูก ลมเข้าก็ไม่ต้องตามเข้าไป ลมออกก็ไม่ต้องตามออกมา ให้รู้ว่ากำลังหายใจเข้า กำลังหายใจออก ลมหายใจหยาบก็รู้ว่าหยาบ ลมหายใจละเอียดก็รู้ว่าละเอียด ลมหายใจสั้นก็รู้ว่าหายใจสั้น ลมหายใจยาวก็รู้ว่าหายใจยาว แต่ไม่ต้องไปบังคับลม อย่าไปบังคับให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ปล่อยไปตามธรรมชาติของเขา เราเพียงแต่รู้เฉยๆ อาศัยความรู้ลมเป็นเครื่องดึงจิตเอาไว้ ไม่ให้ลอยไปที่อื่น จิตจะได้นิ่ง ไม่ต้องตามลมเข้า ไม่ต้องตามลมออก ลมจะละเอียดลงไปเรื่อยๆ จนลมหายไป ก็ให้รู้ว่าลมหายไป ถ้าลมหายไปก็ให้อยู่กับรู้อยู่กับตัวรู้ อยู่กับสักแต่ว่ารู้ไป สักแต่ว่ารู้ ว่าตอนนี้ไม่มีลมแล้ว อย่าไปปรุงแต่ง อย่าไปวิตกวิจารณ์ว่า ลมหายไปแล้ว จะตายหรือเปล่า ไม่ต้องไปคิด ไม่ต้องไปปรุงแต่ง ให้รู้เฉยๆ รู้ว่าละเอียดจนไม่สามารถรับรู้ได้ ก็ให้รู้ว่าเป็นอย่างนั้น ไม่นานจิตก็จะรวมลง เข้าสู่ความเป็นหนึ่ง ตอนนั้นร่างกายอาจจะหายไป หรือไม่หายไปก็ได้ ถ้าไม่หายร่างกายจะไม่กระเทือนจิตเลย อาการเจ็บปวดของร่างกาย จะไม่รบกวนจิตเลย จิตจะอยู่ในความสงบ ตอนนั้นจะมีแต่ความสุขเบาอกเบาใจ บางทีร่างกายหายไปเลยก็ได้ วูบลงไปแล้วก็นิ่งเหมือนลอยอยู่ในอวกาศ จะอยู่ได้นานหรือไม่ก็อยู่ที่กำลังของสติ ใหม่ๆจะอยู่ได้ไม่นาน แล้วก็ถอยออกมา ถ้าอยากจะกลับเข้าไปใหม่ก็ดูลมต่อ ถ้าอยากจะลุกขึ้นมาเดินจงกรม ก็ให้เจริญปัญญาต่อ พิจารณาว่าร่างกายนี้เกิดมาแล้ว ต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย ไม่ว่าจะเป็นของใครก็ตาม ของเราก็เป็นอย่างนี้ ของคนอื่นก็เป็นอย่างนี้ ของคนที่เรารักก็เป็นอย่างนี้ ของคนที่เราเกลียดก็เป็นอย่างนี้ ของมนุษย์ก็เป็นอย่างนี้ ของสัตว์ก็เป็นอย่างนี้ พิจารณาไปเรื่อยๆจนกว่าจะยอมรับความตายได้ ถ้าอยากจะหยุดพิจารณา ก็กลับไปนั่งสมาธิต่อ ถ้าต้องทำภารกิจอื่นก็ให้มีสติอยู่กับภารกิจนั้นๆ ถ้าไม่อยู่ จะออกไปหาเรื่องอื่น ก็ดึงไว้ด้วยพุทโธก็ได้ เช่นกำลังทำภารกิจอะไรอยู่ พอจิตจะไปคิดเรื่องอื่น ก็ให้บริกรรมพุทโธๆไป เพื่อดึงจิตให้อยู่กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ถ้าไม่เจริญสติก็ต้องนั่งสมาธิ ถ้าไม่นั่งสมาธิก็ต้องเจริญปัญญา ต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าทำอย่างนี้อย่างต่อเนื่องแล้ว ผลก็จะปรากฏขึ้นมาตามลำดับ ปัญญาจะเห็นชัดขึ้นเร็วขึ้น พอกิเลสเกิด ปัญญาก็จะดับกิเลสได้เลย พอคิดถึงความตาย ตอนแรกก็จะกลัว แต่พอปัญญามาทันปั๊บ ก็จะหายกลัว จะบอกว่าไม่ใช่ตัวเราของเราที่ตาย เป็นเพียงดินน้ำลมไฟ เป็นธรรมดา เป็นด้วยกันทุกคน ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ ก็จะยอมรับได้ พอยอมรับได้ก็จะหายกลัว ถ้าจิตยังไม่ได้สมาธิ เวลาคิดถึงความแก่ความเจ็บความตาย จิตจะกลัว จะไม่กล้าคิดไม่กล้าพิจารณา ถ้าได้สมาธิแล้ว ก็เหมือนกับได้ฉีดยาสลบให้กับกิเลส พอออกจากสมาธิใหม่ๆ กิเลสยังไม่มีแรงมาก ถ้าพิจารณาความแก่ความเจ็บความตาย กิเลสจะไม่ต่อต้าน ไม่ทำให้รู้สึกหวาดกลัว ก็จะสามารถพิจารณาสอนใจไปได้เรื่อยๆ จนกว่ากิเลสมีกำลังมาก ก็จะทำให้ไม่อยากพิจารณา ก็ต้องหยุดก่อน กลับเข้าไปให้ยาสลบกิเลสก่อน ด้วยการนั่งในสมาธิ ทำสลับกันอย่างนี้ นั่งสมาธิกับเดินจงกรม เวลานั่งก็ทำจิตให้สงบนิ่ง เวลาเดินจงกรมก็พิจารณาร่างกาย ว่าเป็นไตรลักษณ์ เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา เป็นอสุภะ เป็นปฏิกูล เป็นการสร้างอาวุธเพื่อเอาไว้ทำลายกิเลส คือกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ที่ติดอยู่กับร่างกาย ให้เบาบางลงไปและหมดไปในที่สุด จนไม่มีความวิตกกังวล ไม่มีปัญหากับร่างกายหลงเหลืออยู่เลย .
กำลังใจ ๕๐ กัณฑ์ที่ ๔๑๓ วันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๓
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี
เวลาบิณฑบาต ธรรมเนียมจริงเขาไม่ให้พรกันหรอก เพราะว่าพระป่าเวลาบิณฑบาตคนใส่เยอะ จะมาให้พรทุกคนเที่ยงก็ไม่เสร็จ เพราะฉะนั้นเขาไม่นิยมที่จะให้พรกัน เพราะพรเกิดจากการกระทำอยู่แล้ว การใส่บาตรนี้มีพรในตัวของมันอยู่แล้ว ไม่ต้องมาให้พรให้เสียเวลา
การให้พรก็ไม่ใช่ให้พรหรอก เพราะว่าพรมันไม่ได้เกิดจากการให้ของคนอื่น พรเกิดจากการกระทำดีของเรา พอเรากระทำดีใส่บาตรปั๊บนี้เราได้พรแล้ว ได้อายุ วรรณะ สุขะ พลัง โดยที่ไม่ต้องให้พร
โอวาทธรรมคำสอน พระราชวัชรสังวรมุนี (สุชาติ อภิชาโต) วัดญาณสังวรารามฯ จ.ชลบุรี
" ทุกคนมีที่มา คือ มาเกิดอยู่ในโลก เป็นมนุษย์ มีสังขาร มีทุกข์ ก็ด้วยกิเลสของตนเองแท้ ๆ เทียว ด้วยจิตตนเองนั้นเกิดกิเลส เกิดตัณหา เกิดความอยากที่จะมี คิดที่จะเป็นสิ่งต่าง ๆ จึงได้มามีสังขารเป็นมนุษย์ มีความแตกต่างกันไปตามกุศล และกรรมของทุกคน
ในอดีตของทุกคน ก่อนจะได้มาเกิดนั้น อาจจะมีผู้ที่ไม่เชื่อเรื่องของอธิษฐานกรรม หรือคิดไปว่า สิ่งที่ตนเองดำริไว้นั้น จะทำให้ตนเองต้องมาเกิดเป็นสิ่งต่าง ๆ ในโลกแห่งนี้
อาตมา อยากจะเทศน์สอนให้ทุกคนได้เข้าใจอีก การเกิดของมนุษย์ นั้น มีทางไม่เกิดก็มี ด้วยการทำความดีให้มาก หมดสิ้นกรรม และหนี้แห่งกรรมที่ตนเองก่อขึ้น เมื่อนั้น ตนเองก็จะบริสุทธิ์ ไม่มีกิเลส ราคีมัวหมองให้หมองเศร้า ไม่มีกิเลสนี้อาตมาอธิบายว่า ผู้ที่ดับกิเลสอย่างหมดสิ้นแล้ว นั่นหล่ะ จึงได้ได้ชื่อว่า “พระอรหันต์”
ทุก ๆ คน อยากจะพ้นทุกข์ หวังให้ตนเองไม่เกิด แต่ด้วยอำนาจจิตที่ตนเองยังไม่หลุดพ้นจากขันธ์ กิเลส ความอยากที่ตนเองปรุงไว้ อธิษฐานไว้ก็มี จึงได้บันดาลให้ตนเองต้องวนเวียนอยู่ในโลกทั้งสาม นรก สวรรค์ และมนุษย์ สามโลกนี้ไม่สิ้นสุด จนกว่าจะพ้นไปได้ ด้วยการหมดกิเลส
อาตมา ขอเจริญพร อยากให้ทุกคน ละวางสิ่งที่เป็นความอยากเสียเถิด ละวางสิ่งที่ยั่วยุทุกคนให้ โลภ ให้ทุกข์ เพื่อตนเองจะได้หมดสิ้นความต้องการชั่วคราว เพื่อความสุขที่ไม่ใช่ทางอันหลุดพ้นโดยแท้
การปฏิบัติธรรม อย่างหลุดพ้น ก็ต้องมีปัญญา ดับจิตที่ตนเองมีกิเลสครองอยู่ มีดวงตาอันเกิดจากปัญญารู้ด้วยตนเอง ด้วยการเจริญธรรม รู้ด้วยบุญและอธิษฐานบุญของตนเองเพื่อทางหลุดพ้นว่า “ตนเอง จะขอปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น”
อธิษฐานธรรมนี้ จะเป็นสิ่งนำพาทุกคน ให้ได้พบกับพระธรรมอันเลิศยิ่ง ที่พระพุทธเจ้าได้สอนไว้
พระไตรปิฎก มีอยู่ในโลก มีให้ศึกษาได้อย่างกระจ่าง ขอให้ทุกคน จงเปิดอ่าน และศึกษาตามสิ่งที่พระพุทธเจ้าเทศน์โปรดไว้เถิด
อาตมา อยากจะขอให้ทุกคน เชื่อในเรื่องพระธรรม อันบริสุทธิ์นี้ จากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า ด้วยว่าสิ่งนี้เป็นพระธรรมอันบริสุทธิ์อันเลิศยิ่ง
การจะพ้นทุกข์ไปได้ ก็ต้องมี การเจริญกรรมฐานเสียก่อน ตามลำดับ ให้ปฏิบัติตามพุทธวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติไว้แต่ในอดีต และอธิษฐานขอให้ตนได้รู้พระธรรมอันเลิศตามพระพุทธเจ้า หลุดพ้นทุกข์ตามไป ดับกิเลสแห่งตนให้หมดสิ้น ปัญญาสิ่งรู้แจ้งก็จะปรากฏแก่ทุกคนผู้มีธรรม ในบัดนั้น "
ขอให้ทุกคนเชื่อ และยึดถือปฏิบัติตามพระไตรปิฎกเถิด
ขอเจริญพร
พระครูวิมลคุณากร (หลวงปู่ศุข) วัดปากคลองมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท
“ธรรมะนั้นเป็นกลางอยู่แล้ว ผู้ใดปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติชอบ ก็เป็นที่พึ่งแก่ผู้นั้น ผู้ใดไม่ปฏิบัติ พระธรรมก็อยู่อย่างนั้น มีอยู่ แต่ไม่ให้ผล” ... คำสอน หลวงปู่มหาโส กัสสโป วัดป่าคำแคนเหนือ อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น
"จะบรรลุไม่บรรลุ หรือไม่บรรลุ... ไม่ต้องพูดถึง ขอให้มองเห็นจิตของเราให้ชัดเจนเสียก่อน มองขันธ์ตัวเองให้เป็นไตรลักษณ์เสียก่อน เ ห็ น ด้ ว ย จิ ต ไม่ใช่เห็นด้วยตาเนื้อ
ถ้าข้างในมันว่าง ข้างนอกก็จะว่างหมด ถ้าถึงตรงนี้แล้ว จะภาวนา หรือไม่ภาวนา ก็เหมือนภาวนาอยู่"
โอวาทธรรม หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล
" #ระยะนี้ เป็นระยะสงกรานต์ ก็ให้ต่างคนต่างมีสติสตางค์ รอบคอบในความเคลื่อนไหวของตน "
ซึ่งเวลานี้ กำลังคละเคล้ากันไปที่ไหนถนนหนทาง ยุ่งเหยิงวุ่นวายไปหมด ส่วนที่จะเป็นผลลบ เพราะเป็นผลบวกรู้สึกจะมีน้อยกว่าที่จะเป็นผลลบนะ เผลอไม่ได้ อย่างรถเราผ่านไปนี่เวลาเขาเล่นน้ำเนี่ย เขาไม่ได้สนใจกับเรา เราต้องรอรถแล้วหลีกแล้วรอ แล้วหยุดเป็นพักๆไป
เพราะพวกนั้นก็เป็นเรื่องของเขา เราไปว่าเขาก็ไม่ถูก เราผิด เราก็รู้เรื่องรู้ราว นี่แหละ คือความเพลินจนเกินตัวทำให้เสียได้นะเดี๋ยวรถชนปังเข้าไป นี่แหละที่ว่าสงกรานต์แต่ละปีละปีคนตายเป็นหลายหลายร้อยน่ะก็เพราะเหตุนี้เอง ที่นี่เป็นอย่างนี้ ที่นั่นเป็นอย่างนั้น บวกเขาแล้วมันก็จำนวนมากล้วนแล้วแต่คนประมาท ลืมเนื้อลืมตัวเอาความเพลิดเพลินออกเป็นแนวหน้า ก็เสียไปเรื่อยๆ
ให้พี่น้องทั้งหลายก็ให้พากันระมัดระวัง การเล่นก็เราก็เคยเล่นมาแล้ว ตั้งแต่วันเกิดก็อย่าไปตื่นซะจนเกินไป ถึงกับเสียเนื้อเสียตัวเสีย ทรัพย์สินเงินทอง เสียผู้เสียคน ตลอดไปถึงเสียศีลเสียธรรมไม่ดีนะ การเล่นก็รู้ว่าเล่น น่ะ เวลาจริงก็ให้มีจริง เวลาเล่นก็ให้มีความจริงสติแทรกอยู่ในนั้นด้วย อย่าไปเล่นแบบหมดทั้งตัวไม่มีสติสตางค์เสียหายได้นะ
ใครๆก็ทราบว่าเวลานี้เป็นเวลาสนุกสนานกันมั่งคนเรา จะมีแต่ทุกข์อย่างเดียว โลกและเราเองก็ไม่มีความหมาย ก็ต้องมีความสนุกรื่นเริงบันเทิง สับสนปนเปกันไป แต่อย่าให้เสียตัว เพราะความเพลิดเพลินจนลืมตัวก็แล้วกัน
โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
“..ถ้าชาวโลกทุกถ้วนหน้าถึงพระพุทธเจ้าพระธรรมะเจ้าพระสงฆะเจ้า เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่ปฏิบัติบูชา ผูกขาดจองขาดไม่เอาลัทธิอื่นมาปนเปสร้างปัญหา พร้อมทั้งทรงศีลห้าบริบูรณ์แล้ว โลกมนุษย์ทั้งโลก จะเป็นโลกุตตระโลก สงบเย็นปราศจากสรรพเวรสรรพภัยให้เห็นประจักษ์แก่ตานอกและตาใน จะพากันผินหน้าจิตใจพร้อมทั้งเจตนามุ่งหน้า สูงส่งตรงไปสู่ธรรมอันไม่ตายคือพระนิพพาน โดยมิได้มีพระอาจารย์ภายนอกมาชักจูงเลย เพราะอำนาจพระอาจารย์อันทรงอยู่มีอยู่ที่อู่ของขันธสันดาน ที่เรียกว่าสันทิฏฐิโกและปัจจัตตัง จะเป็นพลังธรรมะ ทิพย์ ใจทิพย์ สติทิพย์ ปัญญาทิพย์ เกิดขึ้นไม่ต้องสงสัยสามัคคีกันไปในธรรม ไม่ตายแล..”
เขมปตฺโตวาท หลวงปู่หล้า เขมปัตโต วัดบรรพตคีรี (วัดภูจ้อก้อ) บ้านแวง ต.หนองสูงใต้ อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร
ในการทำการทำงาน เมื่อทำงานก็คือทำงาน เมื่อหยุดทำงานแล้วก็คือหยุด รู้จักแบ่งหน้าที่ รู้จักการประพฤติปฏิบัติ อย่าหย่อนตะเหลงเต๋ง ให้รู้จักมองความตายของตนเองบ้าง แก่ เจ็บ ตาย ให้มองไว้อยู่เสมอ อย่าลืมเจ้าของ อย่าหลงเจ้าของ อย่าผยองพองตน อย่างที่หลวงพ่อพูดกล่าวแล้วกล่าวอีก
สำหรับหลวงพ่อเอง หลวงพ่อไม่ได้ลืมเจ้าของนะลูกหลานนะ มองตัวเองอยู่เสมอ ไม่รู้ว่าวันไหน สักวันหนึ่ง มันไม่แน่ชีวิตของเรา เพราะฉะนั้นอย่าตั้งอยู่ในความประมาท พยายามสั่งสมคุณงามความดี เรามั่นใจหรือยัง เราเป็นที่ภูมิใจหรือยัง ว่าเราขยับเขยื้อนออกจากภพจากชาตินี้ เราได้เป็นอริยบุคคลหรือยัง ใจของเราเป็นยังไง เรามั่นใจไหม ถ้าหากว่ายังไม่มั่นใจก็พยายาม อย่าชะล่าใจ อย่านอนใจ พยายามสร้างคุณงามความดี สร้างบุญสร้างกุศลเข้าสู่จิตเข้าสู่ใจ สิ่งไหนที่เป็นประโยชน์ ประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ให้เตรียมพร้อมอยู่เสมอ
ในเมื่อทำงานก็คือทำงาน เมื่อหยุดทำงานแล้วก็หยุด หัดถอยหลังกลับเข้ามาเดินจงกรม นั่งภาวนา บำเพ็ญเรื่องจิตภาวนา บำเพ็ญคุณงามความดีเข้าสู่จิตใจ อันนั้นแหละหลวงพ่ออยากจะให้เป็นลักษณะอย่างนั้น
หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก จากพระธรรมเทศนา “ก่อนตายให้มั่นใจในคุณธรรมของตน” แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙
|