นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน พุธ 06 พ.ค. 2026 7:52 am

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: สังขารทั้งหลาย
โพสต์โพสต์แล้ว: จันทร์ 06 เม.ย. 2026 12:37 pm 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5294
“พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ทุกข์" พอเราเห็นว่า
ทุกข์อย่างเดียวก็ไม่ชอบเสียแล้ว ไม่อยากจะ
รู้จักทุกข์ แต่ความเป็นจริงแล้วตัวทุกข์
นั่นแหละคือตัวสัจธรรมแท้ ๆ แต่เราก็อ้อม
อันนี้เสีย ไม่อยากจะดูทุกข์ หรืออย่างคนที่
แก่ ๆ เราก็ไม่อยากจะดู อยากจะดูแต่คนหนุ่ม
เป็นซะอย่างนั้น ทุกข์นี้ไม่อยากดู เมื่อไม่อยาก
จะดูทุกข์ มันไม่รู้จักทุกข์ ตลอดกี่ภพกี่ชาติ
ก็ไม่รู้จักทุกข์ ทุกข์นี้เป็นตัวอริยสัจ
เป็นสัจธรรม ถ้าเราเห็นทุกข์ก็เป็นเหตุให้
เราแก้ไข อย่างเช่นว่า ทางที่นี่มันรก
ไปไม่ค่อยจะได้ ไปแล้วมันก็รกอยู่นั่นแหละ
ไอ้ความคิดมันก็เกิดขึ้นว่า ทำอย่างไรหนอ
ทางนี้มันจึงจะง่าย ไปทุกวันคิดทุกวัน จิตนี้
มันเกิดความคิดอย่างนี้ เพราะสิ่งที่ไม่สะดวก
คือตัวปัญหา ตัวปัญหามันเกิดขึ้นมา มันถึง
หาทางเฉลยแก้ปัญหาอันนั้น ถ้าเราไม่ทุกข์
มันก็ไม่มีปัญหา เมื่อไม่มีปัญหาก็ไม่มีเหตุ
ให้พิจารณาอะไรเลย อันนี้เราก็เลยข้ามไป
ฉะนั้นพระพุทธองค์ท่านจึงสอนเรื่อง "ทุกข์"
เรื่องที่สำคัญอันหนึ่งคือ เราจะต้องมาภาวนา
มาพิจารณากันทุกๆคน ทุกคนก็จะพ้นทุกข์
ได้ทั้งนั้นแหละ อย่างบ้านเรานี้เรียกว่าเป็น
เจ้าของพุทธศาสนา แต่เราก็ทิ้งหลักธรรม
พุทธศาสนาที่แท้จริงกัน ได้แต่ถือกันมาเรื่อยๆ
แต่เรื่องจะมาภาวนากันนั้นไม่ค่อยจะมี
แม้ตลอดจนพระภิกษุ จะมาภาวนาเรื่องจิตใจ
ของเราเป็นอย่างไร นั้นก็ไม่ค่อยจะมี เรียกว่า
เราห่างไกลกันเหลือเกิน ห่างจากพุทธศาสนา
และอีกอย่างหนึ่งคือพวกเรามักจะเข้าใจว่า
บวชจึงจะปฏิบัติได้ โยมผู้หญิงก็บอกว่า
"อยากเป็นผู้ชายเว้ย ! จะหนีไปบวชซะหรอก"
นี่ก็นึกว่าบวชนั้นจึงจะทำความดีได้แต่นักบวช
ให้ย้อนกลับไปถึงเราดีๆเถอะ การทำความดี
ความชั่ว มันอยู่กับตัวเราทั้งนั้น อย่าไปพูดถึง
การบวชหรือการไม่บวช ขอแต่ว่าเราสร้าง
ความดีของเราเรื่อยไป นี่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก”
...
พระโพธิญาณเถร ( หลวงพ่อชา สุภทฺโท )





หลักใหญ่ของการศึกษาวิถีพุทธ คือ คนเราเป็นนักศึกษากันทั้งนั้น มีแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่ไม่ต้องศึกษาอะไรอีกแล้ว เราจึงควรสร้างความพอใจในการเรียนรู้ และความไม่ประมาท

ในสังคมเรียนรู้วิถีพุทธ
นักเรียนต้องพร้อมที่จะเรียนรู้จากครู
นักเรียนต้องพร้อมที่จะเรียนรู้จากผู้ปกครอง
นักเรียนต้องพร้อมที่จะเรียนรู้จากเพื่อนนักเรียนด้วยกัน
ครูต้องพร้อมที่จะเรียนรู้จากเด็กนักเรียน
ครูต้องพร้อมที่จะเรียนรู้จากผู้ปกครอง
ครูต้องพร้อมที่จะเรียนรู้จากเพื่อนครูด้วยกัน
ผู้ปกครองต้องพร้อมที่จะเรียนรู้จากเด็กนักเรียน
ผู้ปกครองต้องพร้อมที่จะเรียนรู้จากครู
ผู้ปกครองต้องพร้อมที่จะเรียนรู้จากเพื่อนผู้ปกครองด้วยกัน
และที่สำคัญที่สุด
ทุกคนต้องพร้อมที่จะเรียนจากกายและใจของตน

- พระอาจารย์ชยสาโร -







“..สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม ดีไหมล่ะ ธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทุกสิ่งทุกอย่างมันเหลือแต่ของเปล่าๆ สนฺทิฏฺฐิโก ผู้ปฏิบัติรู้เองเห็นเอง ถ้าตน ไม่รู้บุคคลอื่นบอกมันก็ไม่เชื่อ มันก็ไม่รู้ ถ้าเรารู้แล้ว ไม่มีใครบอกได้ มันเป็นอย่างนั้น คนว่า ทุกวันนี้ศาสนาหมดคราวหมดสมัยพระอรหัตต์ อรหันต์ก็ไม่มี มรรคผลไม่มีเสียแล้ว คนเข้าใจ อย่างนั้นเสียมาก หมดคราวหมดสมัย แท้ที่จริงในธรรมคุณท่านบอกว่า อกาลิโก ไม่เลือกกาล เลือกเวลาเลือกฤดู ได้ผลอยู่เสมอ ธรรมะทั้งหลายมันหมดไม่เป็น เพราะว่าธรรมทั้งหลายไม่ได้ อยู่ที่อื่นที่ไกล ตัวของเรานี้เป็นธรรม มรรคผลการที่ไม่มี เพราะอาศัยคนไม่ปฏิบัติ เมื่อ คนไม่ปฏิบัติแล้ว ก็เลยไม่มีมรรคไม่มีผล ถ้าคนยังปฏิบัติอยู่ มรรคผลมันก็มีอยู่ ตราบนั้น ถ้า คนไม่ปฏิบัติแล้ว ก็จะเอามรรคมาจากไหนเล่า มรรคคือการกระทำ เมื่อเรากระทำแล้วก็จะ ได้รับผล นี่ไม่ได้กระทำแล้วจะเอาผลมาจากไหนล่ะ ท่านจึงว่า อกาลิโก ไม่มีกาลไม่มีเวลา แท้ที่จริงธรรมทั้งหลายมีแต่ไหนแต่ไรมา มันมีอยู่อย่างนั้น..”

อาจาโรวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)







พระพุทธองค์ตรัสว่า คนที่อยู่ในโลกนี้
แม้เพียงแค่วันเดียวหรือ ปีเดียว แต่มีโอกาส
ได้ทำคุณงามความดี ได้ช่วยเหลือเพื่อน
มนุษย์ ได้สร้างประโยชน์แก่สังคม แก่ชุมชน
และแก่ครอบครัว ชีวิตของเขานั้น
มีความหมายยิ่งกว่าคนที่อยู่ในโลกถึงร้อยปี
ด้วยความเห็นแก่ตัว หรือเอาแต่ความสุขสบาย
ของตนเป็นหลักสำคัญ สนใจแต่ตัวเอง ขอให้
ตัวเองมีความสุขให้มาก โดยไม่สนใจผู้อื่นเลย
คนเยี่ยงนี้ถึงจะอยู่ในโลก ๑๐๐ ปี ๒๐๐ ปี
ก็ไม่เกิดประโยชน์ ไม่ได้สร้างคุณธรรมอันใด
ให้เกิดขึ้น

ฉะนั้นจึงไม่ใช่ว่า คนเรามีอายุยืนแล้ว มันจะ
ดีเสมอไป อายุที่เป็นมงคลนั้นต้องประกอบ
ด้วยการบำเพ็ญคุณธรรมและประโยชน์
ทั้งเพื่อตนเองและผู้อื่น
...
พระอาจารย์ชยสาโร





“..วิธีปฏิบัติของผู้เล่าเรียนมาก..”
“..ผู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนคัมภีร์วินัยมาก
มีอุบายมากเป็นปริยายกว้างขวาง
ครั้นมาปฏิบัติทางจิต จิตไม่ค่อยจะรวมง่าย

ฉะนั้น ต้องให้เข้าใจว่า ความรู้ที่ได้ศึกษามาแล้ว
ต้องเก็บใส่ตู้ ใส่หีบไว้เสียก่อน ต้องมาหัดผู้รู้คือจิตนี้
หัดสติให้เป็นมหาสติ หัดปัญญาให้เป็นมหาปัญญา
กำหนดรู้เท่ามหาสมบัติมหานิยม
อันเอาออกไปตั้งไว้ว่าอันนั้นเป็นอันนั้น
เป็นวันคืนเดือนปี เป็นดินฟ้าอากาศกลางหาว
ดาวนักขัตฤกษ์ สารพัดสิ่งทั้งปวง
อันเจ้าสังขารคืออาการจิต
หากออกไปตั้งไว้ บัญญัติไว้ว่า เขาเป็นนั้นเป็นนี้
จนรู้เท่าแล้วเรียกว่า กำหนดรู้ทุกข์ สมุทัย
เมื่อทำให้มาก เจริญให้มาก รู้เท่าเอาทันแล้ว
จิตก็จะรวมลงได้ เมื่อกำหนดอยู่ก็ชื่อว่าเจริญมรรค
หากมรรคพอแล้ว นิโรธก็ไม่ต้องกล่าวถึง
หากจะปรากฏชัดแก่ผู้ปฏิบัติเอง

เพราะศีลก็มีอยู่ สมาธิก็มีอยู่ ปัญญาก็มีอยู่
ในกาย วาจา จิตนี้ ที่เรียกว่า อกาลิโก
ของมีอยู่ทุกเมื่อ โอปนยิโก
เมื่อผู้ปฏิบัติมาพิจารณาของที่มีอยู่ ปจฺจตฺตํ จึงจะรู้เฉพาะตัว
คือมาพิจารณากายอันนี้ให้เป็นของอสุภะ เปื่อยเน่า แตกพังลงไป
ตามสภาพความเจริญของภูตธาตุ ปุพฺเพสุ ภูเตสุ ธมฺเมสุ
ในธรรมอันมีมาแต่เก่าก่อน สว่างโร่อยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน
ผู้มาปฏิบัติพิจารณาพึงรู้อุปมารูปเปรียบดังนี้

อันบุคคลผู้ทำนาก็ต้องทำลงไปในแผ่นดิน ลุยตมลุยโคลนตากแดดกรำฝน
จึงจะเห็นข้าวเปลือก ข้าวสาร ข้าวสุกมาได้ และได้บริโภคอิ่มสบาย
ก็ล้วนทำมาจากของมีอยู่ทั้งสิ้นฉันใด ผู้ปฏิบัติก็ฉันนั้น
เพราะศีล สมาธิ ปัญญา ก็มีอยู่ในกาย วาจา จิต ของทุกคน..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
“จากหนังสือภูริทตฺตมหาเถรานุสรณ์”






“..วิธีปฏิบัติของผู้เล่าเรียนมาก..”
“..ผู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนคัมภีร์วินัยมาก
มีอุบายมากเป็นปริยายกว้างขวาง
ครั้นมาปฏิบัติทางจิต จิตไม่ค่อยจะรวมง่าย

ฉะนั้น ต้องให้เข้าใจว่า ความรู้ที่ได้ศึกษามาแล้ว
ต้องเก็บใส่ตู้ ใส่หีบไว้เสียก่อน ต้องมาหัดผู้รู้คือจิตนี้
หัดสติให้เป็นมหาสติ หัดปัญญาให้เป็นมหาปัญญา
กำหนดรู้เท่ามหาสมบัติมหานิยม
อันเอาออกไปตั้งไว้ว่าอันนั้นเป็นอันนั้น
เป็นวันคืนเดือนปี เป็นดินฟ้าอากาศกลางหาว
ดาวนักขัตฤกษ์ สารพัดสิ่งทั้งปวง
อันเจ้าสังขารคืออาการจิต
หากออกไปตั้งไว้ บัญญัติไว้ว่า เขาเป็นนั้นเป็นนี้
จนรู้เท่าแล้วเรียกว่า กำหนดรู้ทุกข์ สมุทัย
เมื่อทำให้มาก เจริญให้มาก รู้เท่าเอาทันแล้ว
จิตก็จะรวมลงได้ เมื่อกำหนดอยู่ก็ชื่อว่าเจริญมรรค
หากมรรคพอแล้ว นิโรธก็ไม่ต้องกล่าวถึง
หากจะปรากฏชัดแก่ผู้ปฏิบัติเอง

เพราะศีลก็มีอยู่ สมาธิก็มีอยู่ ปัญญาก็มีอยู่
ในกาย วาจา จิตนี้ ที่เรียกว่า อกาลิโก
ของมีอยู่ทุกเมื่อ โอปนยิโก
เมื่อผู้ปฏิบัติมาพิจารณาของที่มีอยู่ ปจฺจตฺตํ จึงจะรู้เฉพาะตัว
คือมาพิจารณากายอันนี้ให้เป็นของอสุภะ เปื่อยเน่า แตกพังลงไป
ตามสภาพความเจริญของภูตธาตุ ปุพฺเพสุ ภูเตสุ ธมฺเมสุ
ในธรรมอันมีมาแต่เก่าก่อน สว่างโร่อยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน
ผู้มาปฏิบัติพิจารณาพึงรู้อุปมารูปเปรียบดังนี้

อันบุคคลผู้ทำนาก็ต้องทำลงไปในแผ่นดิน ลุยตมลุยโคลนตากแดดกรำฝน
จึงจะเห็นข้าวเปลือก ข้าวสาร ข้าวสุกมาได้ และได้บริโภคอิ่มสบาย
ก็ล้วนทำมาจากของมีอยู่ทั้งสิ้นฉันใด ผู้ปฏิบัติก็ฉันนั้น
เพราะศีล สมาธิ ปัญญา ก็มีอยู่ในกาย วาจา จิต ของทุกคน..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
“จากหนังสือภูริทตฺตมหาเถรานุสรณ์”






“..ปฏิบัติธรรมแล้ว ถ้ารู้สึกเบื่อครอบครัว เบื่อโลก เบื่อสงสาร อย่าไปเชื่อความรู้สึกของตัวเอง ถ้ามันเบื่อ ดูไปจนมันหายเบื่อ แต่ถ้าหากพอปฏิบัติธรรม ได้ธรรมเห็นธรรมแล้วนี่ มันทำให้รู้สึกเคารพบูชาพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เมตตาสงสารครอบครัว

แล้วความรักระหว่างครอบครัวเรานี่ ทีแรกเรารักด้วยกิเลสตัณหา แต่มาภายหลังจะเหลือแต่ความเมตตาปรานี แล้วเราจะทอดทิ้งซึ่งกันและกันไม่ได้ ยิ่งปฏิบัติไปเท่าไหร่ ความเมตตาปรานีมันก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เราจะอยู่ด้วยกันโดยไม่มีความหมายใดๆ ทั้งสิ้นเกี่ยวกับทางเรื่องของกิเลส เราจะมีอะไรต่อกันหรือไม่มีอะไรต่อกัน เราจะอยู่กันได้อย่างสบาย

เพราะความรักและความเมตตาปราณีนี้เป็นความรักที่บริสุทธิ์สะอาด ถ้าความรู้สึกอันนี้เกิดขึ้นในบรรดาพ่อแม่พี่น้องทั้งหลายแล้ว สันนิษฐานได้ว่าเราปฏิบัติธรรมได้ผล..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
(พ.ศ.๒๔๖๔–๒๕๔๒)





พระพุทธองค์ทรงพระปรารภสรุปธรรม
ทั้งปวง ตักเตือนให้ตระหนักอยู่ทุกขณะจิต
ว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลาย
ไปเป็นธรรมดา บุคคลจึงพึงยัง
“ความไม่ประมาท” ให้ถึงพร้อม
...
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร)
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก






“เราควรจะเห็นแก่พระศาสนาส่วนรวม
เห็นแก่ธรรมถือธรรมเป็นใหญ่ ถ้าลัทธิที่ตน
ยึดถือ หรือทิฏฐิของตน มีส่วนใดผิดพลาดไป
จากหลักใหญ่ของพระศาสนา ก็ควรยอมรับ
ในส่วนนั้นจะได้ปรับเข้าให้ถูกต้อง ซึ่งจะมีแต่
ความดีงามและทำให้เกิดความสมบูรณ์

ไม่ควรจะสละพระศาสนาหรือลบล้างธรรม
เพื่อจะรักษาทิฏฐิหรือลัทธิของตน
พุทธศาสนิกชนทุกคน ควรจะตระหนักถึง
ความสำคัญในการรักษาหลักการของ
พระพุทธศาสนา และเอาใจใส่รับผิดชอบ
ในการทำหน้าที่รักษาสืบต่อพระพุทธศาสนา
อย่าเห็นแก่บุคคลมากกว่าเห็นแก่ธรรม หรือ
ยอมสลัดธรรมเพราะเห็นแก่บุคคล”
...
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
วัดญาณเวศกวัน อ.สามพราน จ.นครปฐม


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 9 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO