นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน พุธ 06 พ.ค. 2026 7:50 am

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: ความยึดมั่นถือมั่น
โพสต์โพสต์แล้ว: ศุกร์ 03 เม.ย. 2026 11:54 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5294
“#ให้พากันอบรมจิตใจบ้าง เวลานี้กิเลสตัณหามันฉุดมันลาก จนไม่รู้เนื้อรู้ตัว ไม่รู้บาปรู้บุญ ไม่รู้นรกสวรรค์ ไม่รู้เป็นรู้ตาย เกิดมาก็เกิดมากับโลกเขา #เขาดิ้นเราก็ดิ้น เขาดีดเราก็ดีด เลยไม่ทราบว่าดิ้นไปหาอะไร ดีดไปหาอะไร #มีตั้งแต่ความทุกข์ทั้งเขาทั้งเรา เต็มเนื้อเต็มตัว หาความสุขไม่ได้

เพราะฉะนั้น #จงให้ยึดธรรมภายในใจ เมื่อได้ยึดธรรมภายในจิตใจดีๆ แล้ว เราจะมีความสงบร่มเย็นๆ ไปโดยลำดับ พี่น้องทั้งหลายขอให้พากันตั้งอกตั้งใจ”

โอวาทธรรม...หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน






พระพุทธองค์ตรัสว่า คนที่อยู่ในโลกนี้แม้เพียงแค่วันเดียวหรือ ปีเดียว แต่มีโอกาสได้ทำคุณงามความดี ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ได้สร้างประโยชน์แก่สังคม แก่ชุมชน และแก่ครอบครัว ชีวิตของเขานั้น มีความหมายยิ่งกว่าคนที่อยู่ในโลกถึงร้อยปี ด้วยความเห็นแก่ตัว หรือเอาแต่ความสุขสบายของตนเป็นหลักสำคัญ สนใจแต่ตัวเอง ขอให้ตัวเองมีความสุขให้มาก โดยไม่สนใจผู้อื่นเลย คนเยี่ยงนี้ถึงจะอยู่ในโลก ๑๐๐ ปี ๒๐๐ ปี ก็ไม่เกิดประโยชน์ ไม่ได้สร้างคุณธรรมอันใดให้เกิดขึ้น

ฉะนั้นจึงไม่ใช่ว่า คนเรามีอายุยืนแล้ว มันจะดีเสมอไป อายุที่เป็นมงคลนั้นต้องประกอบด้วยการบำเพ็ญคุณธรรมและประโยชน์ ทั้งเพื่อตนเองและผู้อื่น

พระอาจารย์ชยสาโร





#อยากได้ของดีที่มีอยู่กับตัวเราทุกคนก็พากันปฏิบัติเอาทำเอา
เมื่อเวลาตายแล้วจึงพากันวุ่นวาย หานิมนต์พระมาให้บุญกุสลามาติกา นั่นไม่ใช่เกาถูกที่คันนะ จะว่าไม่บอก ต้องรีบเกาให้ถูกที่คันเสียแต่บัดนี้ โรคคันจะได้หาย

#คือเร่งทำความดีเสียแต่บัดนี้
จะได้หายห่วงหายหวงกับอะไร ๆ ที่เป็นสมบัติของโลก มิใช่สมบัติอันแท้จริงของเรา แต่พากันจับจองเอาแต่ชื่อของมันเปล่า ๆ ตัวจริงไม่มีใครเหลียวแล ..."
---------------------------------------------
#โอวาทธรรม__
#พระครูวินัยธร (มั่น ภูริทตฺโต)
วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง
จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓ - ๒๔๙๒)
จากหนังสือชีวประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ
โดยท่านพระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน






โยม อันนี้ดูซิ
เขาเป็นมนุษย์เหมือนกันและเป็นกรรมมาก
ธาตุขันธ์ เพราะว่าโดยมากผู้หญิงจะมีประจำเดือน
จะยุ่งอย่างนักหนา
เด็กหญิงอายุ11-12 ขนาดอายุ40กว่ายังมีปัญหาได้
และเวลานี้เราเป็นมนุษย์
เป็นชายด้วย เอาเป็นวาสนาของโยม
รักษาความดีได้ ผู้หญิงจะพูดอะไร
เขาจะแสดงไม่ถูก เอาไม่เป็นไร
เขาทำอย่างนั้นเราทำดีได้
“อย่ายุ่งไม่พูดแน่นอนนะ”

และโยมขอบคุณด้วย
ตลาดอะไร จะเป็นสามล้อเป็นแท็กซี่
เป็นอะไรจะไปที่ไหน ต้องการอะไรจะใช้อะไร
ยิ้ม เบาๆนะโยม ไม่พูดเล่น ดีมากเหลือเกิน
ไม่ลืมตัวไม่เห็นแก่ตัวนะ

เรื่องแท็กซี่ก็ได้ ต้องปรึกษาก่อน
ว่าจะจ่ายเงินเท่าไหร่ ควรจะยอมรับ
สมมติว่า10บาท หรือ20บาท 30บาท
เอาให้เค้าไป เอ่ายอมรับ แต่ต้องพูดอย่างนั้นนะ
สมมติว่าจะกลับบ้าน
จะจ่าย20บาทหรือ10บาทก็ได้ โยมจ่าย30บาทเลย
ขอบคุณด้วย และไม่ใช่ขอบคุณคาบ คาบบบ
ไม่ใช่อย่างนั้นนะ ขวางเหลือเกินนักหนา
ขอบคุณครับ ยิ้มเบาๆบ่อยๆ

ใครช่วยอะไร ร้านอะไรก็ได้
อันนี้เป็นหน้าที่ของเรา ความเบา
บางทีร้านอะไรก็ได้ เป็นเซว่นก็ได้
น่าจะขอบคุณมาก ดีกว่า และแสดงความยินดี เบากว่า

อันนี้เค้าฟัง เค้าเห็นอย่างนั้นมีผลดีได้
และสังเกตุ เค้าเห็นฟันเรา ยิ้มเบาๆบ่อยๆ
โยมดีมากนะ ถ้ายังไม่ฝึก เอาฝึกได้
และจะต้องยอมรับ มีผลดีได้
ยิ้ม เบาๆ ฟันจะเห็นหรือไม่ อันนี้ไม่สำคัญ
แต่ขอแสดงความยินดีได้

หลวงปู่เชอรี่ อภิเจโต
วัดป่าบ้านตาด







พระวิริยังค์เดินธุดงค์กับอาจารย์มั่นฯ ๒ ต่อ ๒ (ตอน ๒)

...ขณะเดินไปนั้นท่านอาจารย์มั่นฯ เดินไปข้างหน้าผู้เขียนเดินตามหลัง รูสึกว่าท่านยังแข็งแรงมาก ขณะนั้นท่านอายุประมาณ ๗๔ ปีแล้ว ดูการเดินของท่านยังกระฉับกระเฉง ในขณะที่ผู้เขียนอายุ ๒๓ ปี

รู้สึกว่าเป็นการแตกต่างกันมาก ประหนึ่งปู่กับหลานเอาทีเดียว เหนื่อยแล้ว แสงแดดก็กล้ามาก ร้อนจัดเป็นกลางทุ่ง เขาเรียกทุ่งนี้ว่าทุ่งจำปานาแก เป็นทุ่งกว้างมาก ต้องให้เวลาเดินหลายชั่วโมง คนแถบนี้กลัวกันนักเมื่อจะเดินข้ามทุ่งนี้

...มีต้นไม้อยู่ต้นหนึ่งมีร่มเงาพอสมควร ท่านบอกว่าแวะเข้าไปพักที่นี่ก่อนเถอะ ผู้เขียนรีบเดินไปก่อนไปจัดที่นำเอาอาสนะไปปูถวายให้ท่านนั่งสบายถวายน้ำดื่มเรียบร้อยแล้ว ท่านก็พูดว่า
"วิริยังค์เหนื่อยบ่"
"ไม่เหนื่อยเลยครับ" ผู้เขียนตอบ
"ดีแล้ว" ท่านว่า
"แต่การที่เธอมากับเรานี้มีความรู้สึกอย่างไร"
"เป็นโชคชีวิตของกระผมที่สุดแล้วครับ" ผู้เขียนตอบ
"เวลาเดินเธอตั้งใจอย่างไร?" ท่านถาม
"กระผมตั้งสติไว้ทุกระยะเลยครับ เพราะรู้ว่าได้เดินกับท่านที่ทรงคุณธรรม"
"เออดี" ท่านว่า แล้วท่านก็เล่าว่า
"ทุ่งจำปานาแกนี้เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของคนในละแวกนี้และนาแถบนี้ไม่ค่อยจะเสีย ดีทุกๆ ปี แต่ระยะที่พวกเรามา เขาเก็บเกี่ยวกันหมดแล้ว ดูแต่ซังข้าวเป็นไร
ซังใหญ่ๆ ทั้งนั้น แสดงว่าข้าวงามมากปีนี้"

ทำให้ผู้เขียนคิดในใจว่าท่านอาจารย์นอกจากท่านจะมีความรู้ในธรรมแล้ว งานชาวบ้านท่านก็ทราบเหมือนกัน แสดงว่าแม้ท่านจะอยู่ที่ไหน ท่านต้อง
ศึกษาความเป็นอยู่ของท้องถิ่นนั้นๆ มิใช่แต่จะก้มหน้าก้มตาสอนแต่การปฏิบัติธรรมอย่างเดียว

...ขณะผู้เขียนได้ขออนุญาตเข้าป่าละเมาะเพื่อถ่ายอุจจาระ เมื่อเสร็จกิจแล้วกลับออกมา ทุกๆ ระยะที่ผู้เขียนเข้าไปถ่ายอุจจาระและกลับ หาได้พ้นสายตาของท่านไม่ เมื่อกลับมานั่งอยู่ใต้ต้นโคนไม้นั้นแล้ว ท่านจึงพูดว่า
"ทำไมไม่เอาน้ำไปชำระ"
"ที่นี่เป็นป่าหาน้ำยากครับผม" ผู้เขียนตอบ
"นี่แหละถือว่าผิดวินัย" ท่านพูดและได้พูดต่อไปว่า
"การรักษาพระวินัย นั้นสำคัญ บุคคลจะมาถือเลศนัยอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วพากันปฏิบัติหลีกเลี่ยงพระวินัยหาควรไม่"
"ในที่นี้เป็นที่ทุรกันดารควรจะได้รับการยกเว้นพระวินัยข้อนี้ครับผม" ผู้เขียนตอบ
"ไม่มีการยกเว้นเมื่ออยู่ในความสามารถ"ท่านพูด และพูดต่อไปว่า
"ทั้งที่ลับและที่แจ้งก็ต้องรักษาพระธรรมวินัย ถ้าผู้ใดมาหาวิธีหลีกเลี่ยง
พระธรรมวินัยแม้แต่เล็กน้อย ผู้นั้นชื่อว่าทำลายตนเอง"

ทำเอาผู้เขียนเสียวหลังขึ้นมาเลยนี่ ก็นับว่าท่านอาจารย์มั่นฯ ได้สอนผู้เขียนทุกระยะเลยทีเดียว เหตุเช่นนี้ผู้เขียนนึกในใจว่าบุญของเราแท้ๆ ที่ได้พระอาจารย์ผู้รับผิดชอบในตัวของเรา แม้แต่ในเวลาถ่ายอุจจาระ ท่านยังไม่ทอดทิ้งยังดูแลตลอดทุกอิริยาบถ ถ้ามีอาจารย์อย่างนี้แล้วไม่ได้ดีก็ไม่รู้จะไปได้ดีอย่างไรอีกแล้ว

คัดมาจากส่วนหนึ่งในหนังสือ อัตชีวประวัติพระเทพเจติยาจารย์ (วิริยังค์ สิรินฺธโร)

สมเด็จพระญาณวชิโรดม พุทธาคมวิศิษฐ์ จิตตานุภาพ พัฒนดิลก สาธกธรรมวิจิตร วิเทศศาสนกิจไพศาล วิปัสสนาญาณธุราทร ธรรมยุตติกคณิสสรบวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี​ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)








“ถ้าคิดได้ ให้ช่วยคิด
ถ้าคิดไม่ได้ ให้ช่วยทำ
ถ้าทำไม่ได้ ให้ความร่วมมือ
ถ้าร่วมมือไม่ได้ ให้กำลังใจ
แม้ให้กำลังใจไม่ได้ ให้สงบนิ่ง”
...
พระคติธรรม สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช
สกลมหาสังฆปริณายก





“สพฺพปาปสฺสอกรณํ กุสลสูปสมฺปทา
สจิตฺตปริโยทปนํ ๓ คาถาเท่านั้น ไม่มากเลย
หัวใจพุทธศาสนาสอนว่า ไม่ให้ทำความผิด
แล้วก็ทำจิตใจให้เป็นกุศลแล้วก็จะเกิดปัญญา
แต่ทุกวันนี้ทำบุญกัน แต่การละบาปนั้นไม่มี
ใครเห็นความเป็นจริงนั้นก็ต้องละบาปก่อน
จึงจะบำเพ็ญบุญ ถ้าบาปไม่ละจะเอาบุญไปอยู่
ที่ไหน ไม่มีที่จะอยู่หรอกบุญนั้น ฉะนั้น
เราต้องกวาดเครื่องสกปรกออกจากใจ
ของเราเสีย แล้วจึงจะทำความสะอาด” ...
...
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภทฺโท)







“..จิตเดิมเป็นธรรมชาติใสสว่าง แต่มืดมัวไปเพราะอุปกิเลส..”
“..ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ ตญฺจ โข อาคนฺตุเกหิ อุปกิเลเสหิ อุปกฺกิลิฏฐํ”

ภิกษุทั้งหลาย จิตนี้เลื่อมปภัสสรแจ้งสว่างมาเดิม แต่อาศัยอุปกิเลสเครื่องเศร้าหมองเป็นอาคันตุกะสัญจรมาปกคลุมหุ้มห่อ จึงทำให้จิตมิส่องแสงสว่างได้

ท่านเปรียบไว้ในบทกลอนหนึ่งว่า

“ไม้ชะงกหกพันง่า (กิ่ง) กะปอมก่ากิ้งก่าฮ้อย กะปอมน้อยขึ้นมื้อพัน ครั้นตัวมาบ่ทัน ขึ้นนำคู่มื้อ ๆ”

โดยอธิบายว่า คำว่า“ไม้ชะงก ๖,๐๐๐ ง่า” นั้นเมื่อตัดศูนย์ ๓ ศูนย์ออกเสียเหลือแต่ ๖ คงได้ความว่า ทวารทั้ง ๖ เป็นที่มาแห่งกะปอมก่า คือของปลอมไม่ใช่ของจริง กิเลสทั้งหลายไม่ใช่ของจริง เป็นสิ่งสัญจรเข้ามาในทวารทั้ง ๖ นับร้อยนับพัน มิใช่แต่เท่านั้น กิเลสทั้งหลายที่ยังไม่เกิดขึ้นก็จะมีทวียิ่ง ๆ ขึ้นทุก ๆ วัน ในเมื่อไม่แสวงหาทางแก้

ธรรมชาติของจิต เป็นของผ่องใสยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด แต่อาศัยของปลอม กล่าวคืออุปกิเลสที่สัญจรเข้ามาปกคลุมจึงทำให้หมดรัศมี ดุจพระอาทิตย์เมื่อเมฆบดบัง ฉะนั้น อย่าพึงเข้าใจว่าพระอาทิตย์เข้าไปหาเมฆ เมฆไหลมาบดบังพระอาทิตย์ต่างหาก

ฉะนั้น ผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลายเมื่อรู้โดยปริยายนี้แล้ว พึงกำจัดของปลอมด้วยการพิจารณาโดยแยบคายตามที่อธิบายแล้วใน“อุบายแห่งวิปัสสนาข้อ ๙” นั้นเถิด เมื่อทำให้ถึงขั้นฐีติจิตแล้ว ชื่อว่าย่อมทำลายของปลอมได้หมดสิ้นหรือว่าของปลอมย่อมเข้าไปถึงฐีติจิต เพราะสะพานเชื่อมต่อถูกทำลายขาดสะบั้นลงแล้ว แม้ยังต้องเกี่ยวข้องกับอารมณ์ของโลกอยู่ก็ย่อมเป็นดุจน้ำกลิ้งบนใบบัว ฉะนั้น..”

“..มุตโตทัย..”
พระธรรมเทศนา หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต.
คัดมาเพียงบางส่วนจาก “มุตโตทัย พระธรรมเทศนา ส่วนที่ ๑” บันทึกโดย พระอาจารย์วิริยังค์ ชุตินธโร ณ.วัดป่าบ้านนามน (วัดป่านาคนิมิตต์) อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร พ.ศ ๒๔๘๖







สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา
แปลว่า ปัญญา มีผลมาก มีอานิสงส์ใหญ่ เพราะเกิดจากการฝึกอบรมสมาธิ

ดังนั้น เมื่อฝึกสมาธิ ควรฝึกด้วยความตั้งใจ สร้างศรัทธาและวิริยะให้พร้อม กำหนดสติให้มั่น แล้วปัญญาจะเกิดขึ้นตามลำดับ นั่นเอง ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะ โดยชอบ กล่าวคือ กามาสวะ ภวาสวะ และ อวิชชาสวะ

ในสถานการณ์เช่นนี้ ขอให้ทุกท่าน
มีสติรู้ตัว มีปัญญารู้รอบ รักษาตนด้วยความไม่ประมาทประคองจิตให้ตั้งอยู่ในองค์สมาธิ สมาธิจะหนุนปัญญาให้รู้แจ้งแทงตลอด

โอวาทธรรม พระชินวัตร ฐิตโสภโณ (ครูบาแหวง)





คนโดยมากชอบ "ยอ"
มากกว่าชอบ "คำจริง"
เมื่อไม่ชอบ "คำจริง"
ก็ไม่ได้รับความเข้าใจที่ "ถูกต้องจริง"
หลงอยู่ในความเห็นผิด เข้าใจผิด
ซึ่งมีผลเป็น "โทษ" ไม่ใช่ "คุณ"
.
#พระคติธรรม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร





มีแต่คนมาขอพร
มันขอกันบ่ได้ดอก"พร"น่ะ
เฮ็ดเอา

เฮ็ดดีทำดีกะได้ดี
เฮ็ดชั่วทำชั่วกะได้ชั่ว
บ่แม่นว่าวันสำคัญสิมาวัด
แล้วมาขอศีลขอพรกับพระ

ถ้าขอกันได้ เจ้าของสิบ่บวชแล้ว
สิไปวัดหาขอแต่พรนั้นแล้ว
มันให้กันได้ปานนี้
อาจารย์คือสิบ่เหลือแล้วละศีล
ศีลมันบ่ได้อยู่กับพระ มันอยู่กับ
เจ้าของประพฤติปฎิบัติเอา

คนบ่มีศีลบ่มีธรรมบ่แตกต่างจากสัตว์
คนที่รักษาศีลห้าครบสมบูรณ์
ตายไปบ่ตกต่ำแน่นอน สุขภูมิเป็นที่ตั้ง
ให้พากันถึงสรณะ

ศาสนาเป็นเรื่องการกระทำบาปบุญ
บ่แม่นเรื่องของพิธีต่างๆ...

หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร
วัดถ้ำสหายจันทร์นิมิต (วัดทับกุง)
บ้านทับกุง อ.หนองแสง จ.อุดรธานี






การนับถือพุทธศาสนาไม่จำเป็นต้องเงียบขรึม
เพื่อนชวนไปทางไม่ดี เรารักษาศีลเราไม่ทำ ทำให้เสียเพื่อน แต่ตัวเราไม่เสีย
ถ้าใจเรารู้สึกพอใจว่าเราไปทางดี ก็ควรนึกถึงพระพุทธเจ้าว่า
ท่านเป็นกษัตริย์มีบริวารมาก เพื่อนฝูงมาก ท่านออกบวช ละทิ้งเพื่อนทั้งหลาย
และทรงอยู่โดยไม่มีเพื่อนหลายปี เมื่อตรัสรู้แล้วเพื่อนก็มาห้อมล้อมเอง
พระองค์มีพระสาวกจำนวนมาก เป็นพระอรหันต์ก็มาก
มีภิกษุณีสาวิกาเป็นอรหันต์ก็มาก มีอุบาสกอุบาสิกา
เป็นพุทธบริษัทมากมายยิ่งกว่าคนในโลก
เรานับถือพุทธศาสนาอันเป็นที่รวมแห่งจิตใจของชาวพุทธทั้งหลาย
จึงไม่ควรกลัวจะขาดเพื่อนฝูง ควรคิดว่าตอนแรกเพื่อนยังไม่เข้าใจเรา
ก็เลิกราไม่คบเรา ต่อมาการปฏิบัติในทางดีของเรามีอยู่ ควรจะแลเห็น
และคนผู้หวังความดีมีอยู่ ระหว่างคนดีต่อคนดีย่อมเข้ากันได้
คนดีนั่นจะเป็นเพื่อนเราในกาลต่อไป ถ้าโลกจะขาดคนดี ไม่มีใครสนใจคบเรา
ก็ควรคบกับธรรม คือ พุทโธ ธัมโม สังโฆ ภายในใจ
ซึ่งดีกว่าเพื่อนที่ไม่สนใจความดีเป็นไหน ๆ นี่แลคือเพื่อนอันประเสริฐแท้
ตามธรรมดาแล้วเพื่อนที่เป็นคนดี ๆ ก็จะหันมาคบกับเรา
เราจึงควรวางใจเสียว่า ถ้าเราจิตใจสบายดี รู้ว่าไปทางดีก็พอแล้ว
ไม่ควรไปคิดกังวลกับผู้อื่นให้ยิ่งกว่าเป็นห่วงเรา
สมกับเรารับผิดชอบเราเอง ทั้งปัจจุบันและอนาคต
ไม่มีใครมายกฐานะความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นนอกจากเราเอง

.............................................................................

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
คัดจากหนังสือ "ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน ในกรุงลอนดอน"






ดูคนภาวนาน่ะดูง่าย มันไม่ค่อยสุงสิงกับใครหรอก
หากคนภาวนาไม่เป็นน่ะ เอาล่ะ...มีแต่สนุกสนานไปล่ะ
หยอกกัน...คนหยอกกัน มันก็ทะเลาะกันสิ...เหมือนหมาน่ะ
คนเราก็ไม่ต่างกันกับสัตว์นะ
.
หลวงปู่ลี กุสลธโร วัดป่าภูผาแดง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
เทศน์อบรมพระ ในพรรษา พุทธศักราช ๒๕๔๒
คัดจากหนังสือเศรษฐีธรรม






"...ขอให้เราทั้งหลาย พยายามปฏิบัติ
ดูจิตใจของเรา โดยเฉพาะเจาะจงใน
ปัจจุบัน อย่าให้เผลอตัว สังเกตดูอยู่
นั้นแหละ จิตสบายก็ให้รู้ว่าสบาย
จิตไม่สบาย เราก็ไม่ต้องเดือดร้อน
กับเรื่องไม่สบาย ก็เป็นเรื่องของเวทนา

เรื่องผู้รู้ เรามีหน้าที่รู้เท่านั้นแหละ ขอให้
รู้ต่อเนื่องกันไป อย่าเผลอไปตามอาการ
สบายหรือไม่สบาย อย่าเผลอไปตามอา
การสงบ หรือไม่สงบ อันนั้นเป็นเรื่องของ
สังขาร มันแต่งมันเอง..."

หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ






"...ผู้มีสติปัญญาแก่กล้าเพียงพอ
พึงเห็นได้ด้วยตนเอง และจะมอง
ออกว่า จิตนี่เอง...คือตัวทุกข์
พึงรู้ว่า...เหตุใดพระอรหันต์จึงพ้น
จากจิตที่เป็นทุกข์ เพราะจิตดวงนี้
แปรสภาพเป็น ธรรมธาตุ เป็นธาตุ
ที่บริสุทธิ์...พึงเร่งเพียรภาวนา ฝึก
ใจตน เพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริง ในภพ
ชาติที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ในภพ
ชาตินี้เภิด..."

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต






“#ให้พากันอบรมจิตใจบ้าง เวลานี้กิเลสตัณหามันฉุดมันลาก จนไม่รู้เนื้อรู้ตัว ไม่รู้บาปรู้บุญ ไม่รู้นรกสวรรค์ ไม่รู้เป็นรู้ตาย เกิดมาก็เกิดมากับโลกเขา #เขาดิ้นเราก็ดิ้น เขาดีดเราก็ดีด เลยไม่ทราบว่าดิ้นไปหาอะไร ดีดไปหาอะไร #มีตั้งแต่ความทุกข์ทั้งเขาทั้งเรา เต็มเนื้อเต็มตัว หาความสุขไม่ได้

เพราะฉะนั้น #จงให้ยึดธรรมภายในใจ เมื่อได้ยึดธรรมภายในจิตใจดีๆ แล้ว เราจะมีความสงบร่มเย็นๆ ไปโดยลำดับ พี่น้องทั้งหลายขอให้พากันตั้งอกตั้งใจ”

กราบโอวาทธรรม...หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน






“ ทำใจให้ถูกต้อง ”


ธรรมะเป็นประโยชน์กับจิตใจมาก ถ้าไม่มีธรรมะใจจะไม่มีที่พึ่ง เวลาเกิดความทุกข์จะไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร แทนที่จะดับความทุกข์ กลับสร้างความทุกข์เพิ่มมากขึ้น เพราะความหลง ไม่รู้วิธีการดับทุกข์ที่แท้จริง แทนที่จะระงับเหตุของความทุกข์ กลับไปเสริมเหตุของความทุกข์ ความทุกข์ก็เลยเพิ่มมากขึ้น เช่นเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย ก็อยากจะหาย ยิ่งอยากจะหายก็ยิ่งทุกข์ใหญ่ เพราะความทุกข์ใจเกิดจากความอยากให้โรคภัยไข้เจ็บหาย อยากไม่ให้ร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วย แต่ไม่เคยศึกษาความจริงของร่างกายว่า มีความเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นธรรมดา เป็นเงาตามตัว ร่างกายของทุกคนมีโรคติดตามมา ๓ ชนิดด้วยกัน คือ ๑. เป็นแล้วหายเอง จะรักษาหรือไม่รักษาก็หาย ๒. เป็นแล้วถ้ารักษาก็หาย ถ้าไม่รักษาก็ไม่หาย ๓. เป็นแล้วรักษาก็ไม่หาย ไม่รักษาก็ไม่หาย เป็นความจริง เป็นสัจธรรม ที่พวกเรามองไม่เห็นหรือไม่ยอมมองกัน เวลาเกิดความเจ็บไข้ได้ป่วย ก็อยากจะให้หายอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นโรคชนิดไหน ถ้าเป็นโรคชนิดที่ ๑ ก็โชคดีไป เช่นเป็นไข้หวัดหรือปวดท้อง เดี๋ยวก็หายเอง ถ้าเป็นโรคชนิดที่ ๒ ถ้าไม่มียารักษาก็ต้องอยู่กับโรคนั้นไป ถ้าอยากจะให้หายก็จะทุกข์ใจ ถ้าเฉยๆยอมอยู่กับโรคไปก็จะไม่ทุกข์ เช่นเดียวกับโรคชนิดที่ ๓ ถ้าเป็นแล้ว รักษาก็ไม่หาย ไม่รักษาก็ไม่หาย ถ้าทำใจได้โรคทั้ง ๓ ชนิดนี้จะไม่เป็นปัญหา

พวกเราไปหาร่างกายเอง ร่างกายไม่ได้มาหาเรา ไปหาด้วย อวิชชา ปัจจยา สังขารา ที่มีอยู่ในใจ คิดปรุงแต่งหาความสุขทางร่างกาย เวลาร่างกายเก่าตายไป ก็ไปหาร่างกายใหม่ ที่ไหนมีการตั้งครรภ์ก็เข้าไปจับจองเป็นเจ้าของ ไปหาโรคภัยหาความเจ็บไข้ได้ป่วยกันเอง เขาไม่ได้มาหาเรา ถ้าใจไม่มีความอยาก ก็จะไม่ไปหาโรคภัยไข้เจ็บด้วยการไปเกิด ด้วยการไปหาร่างกายมาเป็นสมบัติ มาเป็นตัวเราของเรา แล้วก็ต้องมาทุกข์กับความเจ็บไข้ได้ป่วยของร่างกาย นี่คือธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เห็น แล้วนำมาเผยแผ่สั่งสอนให้แก่สัตว์โลกทั้งหลาย ผู้ที่ฟังแล้วมีศรัทธามีความสามารถที่จะปฏิบัติตามได้ ก็สามารถยุติการไปหาร่างกายมาเป็นกองทุกข์ได้ ไม่ต้องกลับมาเกิดใหม่ พอไม่มีร่างกายแล้วก็จะไม่มีความเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มีความแก่ความตาย แต่ผู้ที่ไม่ได้มาเกิดนี้ไม่ได้ขาดทุน อย่าไปคิดว่าถ้าไม่ได้เกิดแล้วจะขาดทุน ผู้ที่ไม่เกิดนี้จะกำไร เพราะไม่ต้องมาแบกกองทุกข์ ผู้ที่เกิดนี้แหละเป็นผู้ที่ขาดทุน เพราะเมื่อเกิดแล้วก็ต้องแก่เจ็บตายกันทุกคน พลัดพรากจากกันทุกคน ผู้ที่ไม่เกิดจึงเป็นผู้ที่ไม่มีความทุกข์ ทุกข์ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่เกิดเท่านั้น ตราบใดที่ยังมีการเกิดอยู่ ตราบนั้นก็ยังมีความทุกข์ ทุกข์กับการเกิด เวลาออกมาจากท้องแม่ ก็ร้องไห้แล้ว นั่นก็ทุกข์แล้ว อยู่ในครรภ์สบาย นอนหลับสบาย มีอาหารหล่อเลี้ยงทางสายสะดือ ไม่ต้องเคี้ยว ไม่ต้องทำอะไร อยู่ในครรภ์จึงสบายมาก พอออกมาปั๊บก็ต้องหายใจ ต้องสัมผัสกับบรรยากาศที่แตกต่างจากบรรยากาศในครรภ์ ก็ร้องไห้กัน เป็นทุกข์กัน

เมื่อเช้ามีคนหนึ่งมาใส่บาตร หน้าตาไม่ยิ้มแย้มถามว่าเป็นอะไร บอกว่าไม่สบาย หน้าตาบึ้งตึง ยิ้มก็ฝืนยิ้ม นี่คืออารมณ์ของจิต ทุกคนอยากจะเบิกบาน อยากจะสดใสสดชื่น แต่พอร่างกายเจ็บ สดชื่นไม่ออก เบิกบานไม่ออก เพราะความอยาก ถ้าไม่มีความอยาก ใจก็ยังเบิกบานได้ สดชื่นได้ ถ้าใจไม่ยึดติดร่างกาย ไม่อยากให้ร่างกายไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่อยากให้ร่างกายหาย ใจก็จะสดชื่นเบิกบานได้ ร่างกายไม่ว่าจะเป็นของใคร แม้แต่ของพระพุทธเจ้าก็ต้องเจ็บไข้ได้ป่วย ตอนที่พระพุทธเจ้าทรงบอก ให้พระอานนท์ปูผ้า ให้พระองค์ประทับ ทรงตรัสว่าตถาคตเหนื่อยนั้น ไม่ใช่พระทัยของพระพุทธเจ้าที่เหนื่อย แต่เป็นพระสรีระร่างกาย ที่เหนื่อยจากการเดินทาง ก็อยากจะนอนพัก แต่พระทัยของพระองค์ไม่ได้เหนื่อยไปกับร่างกาย

จึงควรเห็นคุณค่าของพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ควรป้อนพระธรรมให้กับใจอยู่เรื่อยๆ เพราะเป็นเหมือนอาหาร เป็นเหมือนยา เป็นเหมือนที่อยู่อาศัย เป็นเหมือนเสื้อผ้าอาภรณ์ การฟังธรรมตามกาลตามเวลา จึงเป็นมงคลอย่างยิ่ง กาเลนะ ธัมมัสสะวะนัง เอตัมมัง คะละมุตตะมังฟังธรรมอย่างน้อยอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง เช่นฟังในวันพระ วันธรรมสวนะ วันฟังธรรม ชาวพุทธเรานี้ควรฟังเทศน์กันอย่างน้อยอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง ถ้าฟังได้ทุกวันจะยิ่งดีใหญ่ ฟังแล้วจะมีธรรมะให้แสงสว่าง สอนใจให้รู้จักวิธีทำใจให้ถูกต้อง ให้มีสัมมาทิฐิ ให้มีสัมมาสังกัปโป ความถูกต้องของการทำใจ ก็คือให้มีมรรค ๘ นี้เอง มีสัมมาทิฐิความเห็นชอบ สัมมาสังกัปโป ความดำริชอบ สัมมากัมมันโต การกระทำชอบ สัมมาวาจา การพูดชอบ สัมมาอาชีโว อาชีพชอบ สัมมาวายาโมความเพียรชอบ สัมมาสติ ระลึกรู้ชอบ สัมมาสมาธิ ความตั้งมั่นของจิตชอบ

ถ้ามีมรรค ๘ ก็จะทำใจให้ถูกต้องได้ รับรู้เหตุการณ์ต่างๆที่ใจประสบรับรู้ได้อย่างไม่สะทกสะท้าน เช่นร่างกายของเราก็ดี ของบุคคลต่างๆก็ดี จะรู้จักทำใจให้ถูกต้อง คือยอมรับความจริง รู้ความจริงของสิ่งที่สัมผัสรับรู้ คือมีสัมมาทิฐิ เช่นรู้ว่าร่างกายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เป็นสมบัติที่ได้มาจากพ่อแม่ ทำมาจากดินน้ำลมไฟ ที่มาทางอาหาร เมื่อเข้ามาในร่างกาย ก็ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมา เริ่มต้นก็เป็นเพียงดินน้ำลมไฟสองหยดมาผสมกัน คือเชื้อของพ่อกับเชื้อของแม่ เป็นน้ำสองหยดที่มีธาตุดินธาตุลมธาตุไฟผสมอยู่ด้วย พอผสมกันแล้วก็ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมา ด้วยอาหารผ่านทางสายเลือด ที่จะทำให้ร่างกายเจริญเติบโตขึ้นมา พอออกมาจากครรภ์ก็เติมอาหารต่อ ขั้นต้นก็เติมลมก่อน เหมือนรถออกจากอู่ ก่อนจะวิ่งได้ก็ต้องเติมลมให้ยางก่อน พอยางมีลมแล้วก็วิ่งได้ เติมลมแล้วก็เติมน้ำนม ที่มีธาตุดินธาตุไฟผสมอยู่ด้วย เวลาเข้าไปในร่างกายก็จะทำให้เกิดความร้อนขึ้นมา ทำให้ร่างกายอบอุ่น ร่างกายจึงเป็นเพียงธาตุ ๔ ดินน้ำลมไฟ เจริญเติบโตด้วยดินน้ำลมไฟ พอถึงเวลาที่จะอยู่ต่อไปไม่ได้ ก็แยกทางกันไป

เวลาตายไป ความร้อนคือธาตุไฟก็หายไป ร่างกายก็จะเย็น ธาตุลมก็คือกลิ่นที่ระเหยออกมา ธาตุน้ำก็ไหลออกมา ถ้าไม่ได้ทำฌาปนกิจร่างกายจะแห้งกรอบผุเปื่อย สลายกลายเป็นดินไป ถ้าเผาไฟก็กลายเป็นขี้เถ้า เป็นเศษกระดูกไป กระดูกกับขี้เถ้าก็เป็นธาตุดิน ธาตุน้ำก็ถูกไฟเผาระเหยไปหมด ธาตุไฟก็หายไปหมด ไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่เลย นอกจากความจำ แต่บุคคลนั้นไม่มีแล้ว เป็นเพียงสมมุติ พระพุทธเจ้า พระพุทธโคดม เจ้าชายสิทธัตถะ ไม่มีแล้ว มีแต่พระธาตุ จะว่าเป็นของใครก็ได้ ไม่เป็นของใครก็ได้ เพราะความจริงพระธาตุไม่มีเจ้าของ พระธาตุก็ไม่ได้บอกว่าเป็นพระธาตุของใคร เหมือนต้นไม้ ที่ไม่ได้บอกว่าเป็นต้นไม้ของใคร ก้อนหินก็ไม่ได้บอกว่าเป็นก้อนหินของใคร ไม่มีเจ้าของ จิตที่มาหลงมายึดติดต่างหาก ที่ไปว่าเป็นของเราเป็นตัวเรา เป็นความเห็นผิด มิจฉาทิฐิ เมื่อมีมิจฉาทิฐิก็จะคิดไปในทางสมุทัย อยากให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ พอเป็นร่างกายของเรา ก็อยากจะให้สุขสบายไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ให้อยู่ไปนานๆ ถ้าเป็นร่างกายของคนอื่นก็ไม่สนใจ ใครจะอยู่ใครจะตายก็ไม่สนใจ เพราะไม่มีอุปาทานความยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นเราเป็นของเรา อยู่ได้ก็อยู่ไป อยู่ไม่ได้ก็ตายไป

จึงต้องแก้มิจฉาทิฐิ ที่เห็นว่าร่างกายเป็นตัวเราของเรา ให้เห็นว่าเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวเราของเรา ให้เห็นว่าเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงทุกเวลานาที แต่เปลี่ยนแปลงช้า จึงมองไม่เห็นกัน เวลาที่เราส่องหน้าดูกระจก จะไม่รู้ว่าเปลี่ยนไปจากเมื่อวานนี้ จากเมื่อเดือนที่แล้ว จากเมื่อปีที่แล้ว ถ้าถ่ายภาพเก็บไว้ดูทีหลัง เช่นดูภาพถ่าย ๑๐ ปีที่แล้ว กับภาพในวันนี้ จะเห็นเลยว่าเปลี่ยนไปมาก เปลี่ยนทุกเวลานาที ทุกขณะ ค่อยๆเปลี่ยนไป เหมือนต้นไม้ที่ค่อยๆโตขึ้นไป ทีละนิดทีละหน่อย แล้วก็ค่อยๆเสื่อมไป ทีละนิดทีละหน่อย จนตายไป นี่คือสัมมาทิฐิที่สร้างขึ้นมา เป็นตัวสำคัญที่สุด ที่จะแก้มิจฉาทิฐิ คืออวิชชา ปัจจยา สังขารา อวิชชาก็คือมิจฉาทิฐิ ไม่เห็นอนิจจังทุกขังอนัตตา ไม่เห็นอริยสัจ ๔ ไม่เห็นทุกข์สมุทัยนิโรธมรรค พอไม่เห็นก็เลยเห็นผิดเป็นชอบ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นร่างกายที่ไม่ใช่ตัวเราของเรา ว่าเป็นตัวเราของเรา ก็เกิดอุปาทานยึดติด เกิดตัณหาความอยาก เกิดความทุกข์ใจ ทุกข์กับร่างกายทำไม ร่างกายจะเป็นอย่างไรก็ต้องเป็น ไม่มีใครห้ามได้ แต่เราห้ามใจของเราได้ ห้ามใจไม่ให้ทุกข์ได้ เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ร่างกายจะเจ็บไข้ได้ป่วยหรือไม่ก็เท่ากัน สำหรับผู้ที่มีสัมมาทิฐิ ผู้ที่มีสัมมาสังกัปโป จะไม่คิดไปในทางสมุทัย คิดไปในทางอยากไม่ให้ร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วย อยากให้ร่างกายหาย จะคิดว่าจะเป็นอย่างไรก็เป็นไป ดูแลรักษาได้ก็รักษาไป หายก็หาย ไม่หายก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ต้องเป็นด้วยกันทุกคน ทุกร่างกาย ต่างกันตรงที่เวลาเท่านั้นเอง

พวกเรากำลังถือบัตรคิวกันอยู่ แต่ไม่รู้ว่าเบอร์อะไร บางคนเบอร์ ๑๐ บางคนเบอร์ ๑๐๐ บางคนเบอร์ ๑ คนที่ชอบถูกรางวัลที่ ๑ กลับไม่ชอบเบอร์ ๑ แบบนี้ แต่ไม่รู้หรอกว่าตอนนี้เราถือเบอร์อะไรกัน ใครจะไปก่อนไปหลังไม่มีใครรู้ ถึงเวลาจะไปก็ปุ๊บปั๊บไปเลย จึงควรสร้างสัมมาทิฐิขึ้นมา ด้วยการฟังธรรมะอยู่เรื่อยๆ ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า ฟังคำสอนของพระอริยสงฆ์ อย่าไปฟังคำสอนของผู้ที่มีมิจฉาทิฐิ สอนให้อยากอยู่ไปนานๆ สอนให้ร่ำให้รวย สอนอย่างนี้ไม่ใช่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอนให้มองความจริง มองความแก่ ความเจ็บ ความตาย มองทุกขสัจ ความจริงของทุกข์ ก็คือความเกิดแก่เจ็บตาย ให้รู้ว่านี่คือความทุกข์ นี่คือความจริง เพื่อจะได้หยุดความอยากไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ความอยากรวย อยากอยู่ไปนานๆ อยากมีความสุขมากๆ ที่เป็นมิจฉาทิฐิ จะหาความสุขอะไรกับความทุกข์ หาไม่ได้หรอก ความทุกข์ย่อมเป็นความทุกข์ ถ้าอยากจะหาความสุข ก็ให้หาจากความสงบของใจ อันนี้แหละคือความสุข ถ้าจะหาความสุขจากร่างกายก็เป็นมิจฉาทิฐิ หาอย่างไรก็ไม่มีวันที่จะเจอ เพราะเป็นกองทุกข์ จึงอย่าไปหาในร่างกาย ปล่อยร่างกายไป เข้ามาหาความสุขในใจ สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธินี้แหละ ที่จะนำเข้าไปสู่ความสงบ ที่เป็นความสุขที่แท้จริง.

จุลธรรมนำใจ ๓๐ กัณฑ์ที่ ๔๔๔
วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี





"พระบรมศาสดาสอนให้พิจารณาความตาย เพราะมันละกิเลสได้ มันหมดความทะเยอทะยาน หมดความเห็นแก่ตัว ความตายนั้นเป็นอารมณ์อันเป็นสิริมงคลชนิดหนึ่ง คนระลึกถึงความตายก็หมดปัญหาที่จะไปคิดฆ่าใคร คิดเข็ญคนอื่น คิดเบียด เบียนคนอื่น คิดอิจฉาพยาบาทคนอื่น มันก็หมด หมดความที่เป็นบาป เรียกว่ากุศลกรรม"

หลวงปู่คำพอง ติสโส
วัดถ้ำกกดู่ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 9 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO