นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน เสาร์ 28 มี.ค. 2026 4:34 pm

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: ศีลธรรม
โพสต์โพสต์แล้ว: เสาร์ 28 มี.ค. 2026 7:01 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5254
“..ถ้าเรามีสติ ความระลึกได้ มีสัมปชัญญะความรู้ตัวอยู่ทุกอิริยาบถ การยืน เดิน นั่ง นอน ผู้รู้ทั้งหลายก็พร้อมที่จะเกิดขึ้นมา ให้รู้ ให้เห็นธรรมะตามเป็นจริงทุกกาลเวลา พระพุทธเจ้าของเรานั้นท่านยังไม่ตาย แต่คนมักเข้าใจว่าท่านตายไปแล้ว นิพพานไปแล้ว ความเป็นจริงแล้ว พระพุทธเจ้าที่แท้จริงนั้นท่านไม่นิพพาน ท่านไม่ตายท่านยังอยู่ ท่านยังช่วยมนุษย์ ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบอยู่ทุกเวลา พระพุทธเจ้านั้นก็คือธรรมะนั่นเอง ใครทำดีต้องได้ดีอยู่วันหนึ่ง ใครทำชั่วมันก็ได้ชั่ว นี่เรียกว่าพระธรรมพระธรรมนั้นแหละเรียกว่า พระพุทธเจ้า และก็ธรรมะนี่แหละที่ทำให้พระพุทธเจ้าของเรา เป็นพระพุทธเจ้า ฉะนั้น พระองค์จึงตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา" แสดงว่าพระพุทธเจ้าก็คือพระธรรม และพระธรรมก็คือพระพุทธเจ้า ธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้นเป็นธรรมะที่มีอยู่ประจำโลก ไม่สูญหาย เหมือนกับน้ำที่มีอยู่ในพื้นแผ่นดิน ผู้ขุดบ่อลงไปให้ถึงน้ำก็จะเห็นน้ำไม่ใช่ว่าผู้นั้นไปแต่งไปทำให้น้ำมีขึ้น บุรุษนั้นลงกำลังขุดบ่อเท่านั้น ให้ลึกลงไปให้ถึงน้ำ น้ำก็มีอยู่แล้ว อันนี้ ฉันใดก็ฉันนั้น พระพุทธเจ้าของเราก็เหมือนกัน ท่านไม่ได้ไปแต่งธรรมะ ท่านไม่ได้บัญญัติธรรมะ บัญญัติก็บัญญัติสิ่งที่มันมีอยู่แล้ว ธรรมะคือความจริงที่มีอยู่แล้ว ท่านพิจารณาเห็นธรรมะ ท่านเข้าไปรู้ธรรม คือรู้ความจริงอันนั้น ฉะนั้นจึงเรียกว่าพระพุทธเจ้าของเราท่านตรัสรู้ธรรม และการตรัสรู้ธรรมนี่เองจึงทำให้ท่านได้รับพระนามว่า พระพุทธเจ้า..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)








ขอฝากไว้กับลูกหลานทุกคน ให้ถามตัวเองว่าความสุขที่แท้จริงของมนุษย์นั้นคืออะไร เราจะเสาะแสวงหาความสุขให้กับตนนั้น เราจะหาด้วยวิธีอย่างไร หาความสุขที่แท้จริง เราจะหาอย่างไร

เราต้องหาตามแนวแถวของพุทธะ พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างไร ที่ท่านไปบำเพ็ญและก็แนะนำธรรมคำสอนที่ท่านได้ตรัสรู้ รู้แจ้งเห็นจริง มรรคคือหนทางที่จะไปสู่ความสุขความเจริญ หาความสุขที่แท้จริงเดินอย่างไร อันนี้เราต้องศึกษาตามแนวแถวที่พระพุทธเจ้า พ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ท่านพาดำเนินหรือพาเดิน พาปฏิบัติมา

ท่านบอกว่า นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ ความสุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี เราเห็นความว้าวุ่นขุ่นมัวแต่ละวี่แต่ละวัน ตื่นขึ้นมาก็ปวดหัวเรื่องนี้เรื่องนั้น เรื่องนั้นเรื่องนี้ ก่อนจะหลับไป เราเห็นแต่ความว้าวุ่นเห็นแต่ความทุกข์ เห็นความสุขก็จริงอยู่ บางทีได้เงินมาใส่กระเป๋าเข้ามาก็ยิ้มแย้มแจ่มใส พอเงินขาดไปก็หน้านิ่วคิ้วขมวด เวลาเห็นคนที่รักที่ชอบมาก็ยิ้มแย้มแจ่มใสก็ดีอกดีใจ เวลาเขาดุด่าว่ากล่าวเขาทำไม่ถูกใจ ทำตาเหล่ให้เรา เราก็ทุกข์ใจอีก มันพลิกฝ่ามือ พลิกคว่ำพลิกหงาย ความสุขในใจของพวกเรา ให้พวกเราสังเกตนะ

เพราะฉะนั้นให้พวกเรามองดูใจ มองดูด้วยสติ และก็ปัญญามองใจของตนเอง มองแนวความคิดของตนเอง มันขาวดำ ขาวดำ เกิดดับ เกิดดับ เห็นใจของตนเอง แนวความคิดในใจของเรา ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะประกอบด้วยปัญญาสติสัมปชัญญะดูใจของตนเอง ในความนึกคิดของตนเอง นั่นละจะเห็นได้ เห็นอนิจจัง มันไม่เที่ยง มันเกิดดับ เกิดดับอยู่ตลอดเวลา คิดนั่นคิดนี่ คิดนี่คิดนั่น มันยิ่งกว่าลิงเสียอีก ในใจของเรา ให้มองดูจุดนั้น ความสุขและความทุกข์มันอยู่ในจุดนั้น ถ้าเป็นอนิจจัง สิ่งไหนที่มันไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งไหนที่เป็นทุกข์ สิ่งนั้นไม่ใช่ตัวตนของเรา ให้พวกเราดู ถ้ามีสติ ถ้ามีสมาธิแล้วจะเห็นได้นะ ถ้าไม่มีสมาธิไม่มีทางที่จะเห็นได้

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “สุขที่แท้จริงคืออะไร”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๘







ตาดี คือ สามารถเห็นความดีในคนรอบข้างทุกคน
หูดี คือ รู้จักฟังหูไว้หู ไม่ตื่นข่าวไม่หูเบา
จมูกดี คือ สามารถดมกลิ่นความดีของผู้ทรงศีลได้
ลิ้นดี คือ สามารถรับรสอาหารโอชะโดยไม่หลงใหล
กายดี คือ แข็งแรงพอเป็นพาหนะในการทำความดี
ใจดี คือ รักและตั้งมั่นในความดีงาม

พระอาจารย์ชยสาโร







-ไตรลักษ์เป็นบันใดเพื่อก้าวไปสู่พระนิพพาน

"เช่นเดียวกับเรา เดินก้าวขึ้นสู่บันได
ขั้นหนึ่ง สองขั้นขึ้นไป จนกระทั่งถึงที่สุดของบันได ก้าวเข้าสู่บ้านของเรา เมื่อเข้าสู่บ้านแล้ว บันได ก็เป็นบันได
บ้าน ก็เป็นบ้าน จะให้บ้านกับบันไดมาเป็นอันเดียวกัน ไม่ได้

นี่คำว่าไตรลักษณ์ ก็ดี อัตตา ก็ดี
นี่คือ! บันไดก้าวเข้าสู่พระนิพพาน เหมือนกับว่าเราก้าวเข้าสู่...บ้านของเรา หมดปัญหากับบันได บันไดจึงจะกลายเป็นบ้านไป ไม่ได้ บ้านจะมากลายเป็นบันไดไป ไม่ได้ บ้านต้องเป็นบ้าน บันไดต้องเป็นบันได

นี่ไตรลักษณ์ คืออัตตา ก็ดี อนัตตา ก็ดี
เป็นบันไดทางก้าวเดิน เพื่อมรรคผลนิพพาน จะเป็นนิพพานไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นนิพพาน
จึงเป็นนิพพาน นิพพานมีอันเดียว เท่านั้น
ไม่มีสอง กับอัตตาที่โปะเข้าไปเป็นส่วนเพิ่มส่วนเติมเข้าไป เหมือนกับดินเหนียวติดพระนิพพานเป็นไป ไม่ได้

อนัตตา ก็เป็นทางเดินจะเป็นพระนิพพาน
ไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น...นิพพานคือนิพพานเท่านั้น เรียกว่ามรรค ๔ ผล๔ นิพพาน ๑
อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เป็นทางก้าวเดิน เพื่อ...
พระนิพพาน ขอให้พี่น้องทั้งหลายทราบตามนี้

หลวงตาได้ก้าวเดินตามนี้แล้ว...
พิจารณา อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ทั้งหมดนี้
จนรอบคอบขอบชิดหาที่ตำหนิไม่ได้แล้ว
จิตปล่อยวางจาก...อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา และ อตฺตา นี่้แล้วดีดผึงถึงความบริสุทธิ์...
วิมุตติเต็มหัวใจนี้ จะว่าอันนี้เป็นนิพพาน
จะว่า ก็ได้ ไม่ว่า ถึงขั้นนี้แล้วหมดปัญหา
พ้นจากบันไดขึ้นมาถึงบ้านแล้ว..."

องค์หลวงตามหาบัว ณาณสัมปันโน







เราก็เกิดในโลกนี้ เพื่อมาสร้าง “บารมี”
ไม่ใช่ว่า มาเกิดเล่น เกิดมาแสวงหาความสุข
ความสนุกชั่วคราว ไม่มีประโยชน์อะไร

ชีวิต ... เป็นของไม่เที่ยง
ความตาย ... เป็นของแน่นอน
โลกนี้เป็นแต่ทางผ่าน เท่านั้นเองล่ะ
...
หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ






“..#การบำเพ็ญทาน..”
“..เท่ากับเราหาทรัพย์ไว้ให้ตัวของเรา #การบำเพ็ญศีล
เท่ากับเราสร้างร่างกายของเราให้เป็นคนสมบูรณ์
ไม่พิการ ง่อยเปลี้ย บอดใบ้
#การบำเพ็ญภาวนา
เท่ากับสร้างจิตใจของเราให้เป็นคนสมบูรณ์
"ทาน" ไม่สามารถคุ้มศีลได้ แต่ศีลคุ้มทานได้
ส่วน "#ภาวนา" คุ้มได้ตลอดทั้งทานและศีล
สามารถทำให้ทานบริสุทธิ์และศีลของเราก็บริสุทธิ์
เข้าถึงสุคติสวรรค์โลกุตตระ และนิพพานเป็นที่สุด
สมมติคนหนึ่งเกิดมาในตระกูลสูง
มีทรัพย์สมบัติมาก และร่างกายก็บริสุทธิ์ทุกส่วน
แต่จิตใจไม่ปรกติ วิกลวิการ เป็นผีบ้า
อย่างนี้จะมีประโยชน์อย่างไร
เหตุนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงสั่งสอนให้อบรมจิตให้เป็นกุศล
พระองค์ทรงสอนให้มนุษย์เป็นเทวดา
เทวดาเป็นพรหม พรหมเป็นอริยะ จนถึงอรหันตขีณาสพ เป็นที่สุด..”

ธมฺมธโรวาท
#พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ







“..สิ้นโลกเหลือธรรม คำพยากรณ์ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี..”
“..พากันมาฟังความเสื่อมฉิบหายของโลกต่อไป "โลก" คือ ความเสื่อมอันจะต้องถึงแก่ความฉิบหายในวันหนึ่งข้างหน้า เขาจึงเรียกว่าโลก ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วคำว่า "โลก" ก็จะไม่มี โลกเกิดจากวัตถุอันหนึ่ง ซึ่งเป็นก้อนเล็ก ๆ อันเกิดจากฟองมหาสมุทรที่กระทบกัน แล้วกลายเป็นก้อนเล็ก ๆ ขึ้นก่อน จะเรียกว่าอะไรก็เรียกไม่ถูก เรียกว่า ธาตุอันหนึ่งก็แล้วกัน คือหมายถึงวัตถุธรรมชาติที่เกิดขึ้นเอง เป็นเอง แล้วค่อยขยายกว้างใหญ่ไพศาลจรดขอบเขตแม่น้ำและมหาสมุทรทั้งสี่ โดยมีจักรวาลเป็นขอบเขต แล้วค่อยปริออกเป็นส่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ แปรสภาพเป็นรูปลักษณะต่าง ๆ กัน มีอวัยวะครบบริบูรณ์ แล้วมีจิตวิญญาณซึ่งคุ้นเคยเป็นกันเองเข้ามาครอบครอง ทำหน้าที่บังคับบัญชาธาตุนั้น ๆ ให้เป็นไปตามวัตถุของโลก ซึ่งเราเรียกกันว่า "คน" นั่นเอง

แต่ละคนหรือตัวตนที่สมมติว่าคนนี้ ก็ต้องเสื่อมสลายไปในวันหนึ่งข้างหน้าเช่นเดียวกัน แม้ในเดี๋ยวนี้ คนหรือที่เรียกว่ามนุษย์สัตว์โลกหรือมนุษย์โลกก็กำลังเสื่อมไปอยู่ทุก ๆ วัน ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้เมื่อพระองค์ทรงสำเร็จโพธิญาณใหม่ ๆ ว่า

มนุษย์ชาวโลกนี้มีอายุประมาณ 100 ปี ระยะเวลาผ่านไป 100 ปี อายุคนจะลดน้อยถอยลงมาปีหนึ่ง ปัจจุบันนี้พระพุทธองค์นิพพานไปได้ประมาณ 2,500 ปีแล้ว อายุของมนุษย์จะเสื่อมลงคงเหลือประมาณ 75 ปี ถ้าคำนวณตามแบบนี้ อายุของมนุษย์ก็จะเสื่อมเร็วนักหนา อายุของมนุษย์จะเสื่อมลงไปอย่างนี้เรื่อย ๆ จนกระทั่งเหลือ 10 ปีก็มีครอบครัว เป็นผัวเมียสืบพันธุ์กัน

แม้สัตว์เดรัจฉานอื่น ๆ ก็เสื่อมลงโดยลำดับเช่นเดียวกับมนุษย์ ดินฟ้าอากาศก็เปลี่ยนแปลงปรวนแปรเป็นไปต่าง ๆ จนเป็นเหตุให้เกิดกลียุคฆ่าฟันกันตายเป็นหมู่ ๆ เหล่า ๆ สัตว์ตัวใหญ่ที่มีอิทธิพลก็ทำลายสัตว์ตัวน้อย ให้ล้มตายหายสูญเป็นอันมาก มนุษย์จะกลายเป็นคนไม่มีพ่อแม่ พี่น้อง หรือญาติวงศ์ซึ่งกันและกัน เมื่อเห็นหน้ากันและกันก็จับไม้ค้อนก้อนดินขึ้นมากลายเป็นศาสตราวุธประหัตประหารฆ่ากันตายเป็นหมู่ ๆ เรื่องศีลธรรมไม่ต้องพูดถึงเลย แม่น้ำลำคลอง ห้วย หนอง คลอง บึง ก็เหือดแห้งเป็นตอน ๆ ฝนไม่ตกเป็นหมื่น ๆ แสน ๆ ปี มีแต่เสียงฟ้าร้องครืน ๆ แต่ไม่มีฝนตก

เมื่อเป็นเช่นนั้น น้ำในทะเลอันใหญ่โตกว้างขวางและลึกจนประมาณมิได้ก็เหือดแห้งกลายเป็นทะเลทราย ปลาตัวหนึ่งซึ่งใหญ่ที่สุดในโลกมีชื่อว่า "ติมิงคละ" ก็นอนตายอยู่บนกองทราย และโดยอำนาจของแดดเผาผลาญ ทำให้ปลาตัวนั้นมีน้ำไหลออกบังเกิดเป็นไฟลุกท่วมท้น ทำให้มนุษย์โลกทั้งหลายฉิบหายเป็นจุณวิจุณ เขาเรียกว่า ไฟบรรลัยโลก โลกนี้ทั้งหมดก็จะกลายเป็นอัชฌัตตากาศอันว่างเปล่า สัตว์ที่มีวิญญาณก็จะขึ้นไปเกิดในภพของพรหมชั้นอาภัสสระ ซึ่งไฟนั้นไหม้ไม่ถึง

ในหนังสือ ไตรโลกวิตถาร ท่านกล่าวว่า โลกนี้ทั้งหมดจะต้องฉิบหายโดยอาการ 3 อย่าง คือ ราคะ โทสะ โมหะ 3 ประการนี้เป็นเหตุ

สัตว์หนาไปด้วยราคะ โลกนี้จะต้องฉิบหายด้วยน้ำ
สัตว์หนาไปด้วยโทสะ โลกก็จะต้องฉิบหายด้วยไฟ
สัตว์หนาไปด้วยโมหะ โลกจะต้องฉิบหายด้วยลม

โลกจะต้องฉิบหายด้วยการบรรลัยโลกกันอยู่อย่างนี้ในระหว่างกัลป์ใหญ่ ๆ ไฟบรรลัยโลกเล็ก ๆ ที่เกิดในระหว่างกัลป์ใหญ่ ๆ นี้ มีปัญหาน่าพิจารณา น้ำราคะอันมีอยู่ในมนุษย์ชาวโลกแต่ละคนมีอยู่น้อยนิดเดียว ทำไมท่านแสดงว่าสามารถท่วมโลกได้จนเป็นน้ำบรรลัยโลก โทสะและโมหะก็เหมือนกัน อยู่ในตัวมนุษย์โลกซึ่งมองไม่เห็น ทำไมจึงแสดงฤทธิ์ใหญ่โตจนไหม้โลกและพัดเอาโลกจนฉิบหาย ขอนักปราชญ์เจ้าจงใช้ปัญญาพิจารณาให้ถ่องแท้ เห็นจะไม่ท่วมโลกและเผาโลกให้ฉิบหายเป็นกัปป์เป็นกัลป์ดังว่านั้นก็ได้ พวกเราชาวโลกผู้มีน้ำและไฟหรือลมอยู่ในตัวนิดหน่อยนี้คงจะมองเห็นฤทธิ์เดช เรื่องของทั้ง 3 นี้ ว่ามีฤทธิ์เดชเพียงใด

ราคะ คือ ความกำหนัดยินดีในสิ่งสารพัดวัตถุทั้งปวงมีผัวเมียเป็นต้น มันท่วมท้นอยู่ในอกโดยความรักใคร่อันหาประมาณมิได้
โทสะ คือ ไฟกองเล็ก ๆ นี้ก็เหมือนกัน มันไหม้เผาผลาญสัตว์มนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ
โมหะ ก็เช่นเดียวกัน มันพัดเอาฝุ่นละอองกิเลสภายนอกและภายในมาท่วมทับหัวอกของคนจนมืดมิด ให้เข้าใจว่า สิ่งที่ผิดเป็นถูก

ของ 3 อย่างนี้มีฤทธิ์มีเดชมหาศาลสามารถทำลายโลกให้เป็นกัปป์กัลป์ได้ แต่ละกัปป์นั้นท่านถึงไม่ได้แสดงมีอายุเวียนมาสักเท่าไร เป็นแต่แสดงว่ากัปป์เล็กในระหว่างกัปป์ใหญ่ เห็นจะเพราะน้ำราคะ ไฟโทสะ ลมโมหะ เพียงแต่พูดเปรย ๆ เพื่อให้นักปราชญ์ผู้มีปรีชาเอามาคิด เพื่อไม่ให้หลงผิด ๆ ถูก ๆ รู้จักชัดแจ้งโดยใจตัวเอง ชัดแจ้งด้วยใจของตนแล้วนำมาพิจารณาเฉพาะตน ๆ..”

แหล่งที่มา : หนังสือ เทสรังสีอนุสรณาลัย พิมพ์แจกจ่ายเป็นธรรมวิทยาทาน และเป็นอนุสรณ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี) ณ เมรุพิเศษวัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย






."ขยันก็ให้ทำ ขี้เกียจก็ให้ทำ
ถ้าวันไหนยังกินข้าวอยู่ก็ต้องทำ
สวดเรื่อยๆใจจะเบาไปเรื่อยๆ
คลื่นไม่ดี ความทุกข์มันเข้ามาไม่ได้
วันไหนเลิกกินข้าวแล้ว
นั่นแหละ จึงค่อยเลิกทำ
เอ็งโชคดีที่เกิดมาเจอข้า"
........................................
คติธรรมคำสอนพระพรหมปัญโญ(ดู่)


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 10 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
cron
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO