นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน พฤหัสฯ. 05 ก.พ. 2026 8:03 am

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: ความสงบ
โพสต์โพสต์แล้ว: จันทร์ 02 ก.พ. 2026 9:32 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5199
เมื่อพิจารณาทางด้านปัญญา จะพิจารณาเรื่องอสุภะอสุภังในร่างกายของเรานี้ซึ่งเต็มไปด้วยของปฏิกูลโสโครก ย่อมเห็นอย่างชัดเจนตามความเป็นจริงนั้นหาที่ค้านไม่ได้ จะพิจารณาเรื่อง อนิจฺจํ ก็แปรอยู่ตลอดเวลา ทุกฺขํ ก็บีบบังคับอยู่ทั้งทางร่างกายและจิตใจ อนตฺตา ก็หาสาระอันใดว่าเป็นตนของตน เป็นที่ไว้วางใจไม่ได้ สติปัญญาเมื่อหยั่งเข้าพิจารณาหลายครั้งหลายคนย่อมรู้แจ้งแทงทะลุไปโดยลำดับ แล้วเปิดเผยตัวเองออกเป็นระยะๆ จากนั้นก็สว่างกระจ่างแจ้งขึ้นมา

ภายในขันธ์รู้รอบขอบชิดไปหมด ไม่ว่าขันธ์นอกขันธ์ใน ไม่ว่าสภาวธรรมอันใด ถ้าลงสติปัญญาได้หยั่งไปถึงไหนแล้ว ความสว่างกระจ่างแจ้งย่อมถนัดชัดเจนขึ้นมาโดยลำดับ นั่นแลเป็นบ่อแห่งความถอดถอนกิเลส หรือเป็นบ่อแห่งความคลายตัวของจิต ที่เคยยึดมั่นถือมั่นด้วยอำนาจของกิเลสที่ท่านเรียกว่าอุปาทาน นี่หลักของการภาวนาได้แนะนำให้พี่น้องทั้งหลายนำไปประพฤติปฏิบัติ ถ้าอยากจะเห็นความแปลกประหลาดและอัศจรรย์ของจิตกับธรรม ที่สัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันระหว่างจิตกับธรรม จนกระทั่งถึงธรรมกับจิตกลายเป็นอันเดียว จะไม่พ้นจากงานจิตตภาวนาอันเป็นเรื่องสำคัญนี้ไปได้เลย ท่านผู้ปฏิบัติทั้งหลายที่อยู่ในป่าในเขาท่านก็ปฏิบัติอย่างนี้ ตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้าที่ทรงสั่งสอนไว้

พูดถึงเรื่องปัญญา ปัญญามีหลายขั้นหลายตอนมีหลายภูมิ ปัญญาขั้นหยาบๆ เราต้องได้ใช้ความพินิจพิจารณาบังคับบัญชาให้ปัญญาทำงาน เพราะปัญญายังไม่เห็นคุณค่าแห่งงานของตน จึงต้องได้ใช้การบังคับบัญชาให้พิจารณา จนกระทั่งปัญญานี้ได้เข้าใจตามที่สติบังคับตามที่ตนบังคับนั้นแล้ว ปัญญาก็จะมีความขยันหมั่นเพียรมีแก่ใจไปเอง เมื่อปัญญาได้ทราบโดยลำดับ ปัญญาจะมีความขยันหมั่นเพียร มีความอุตส่าห์พยายาม มีความอยากรู้อยากเห็นในสิ่งที่เป็นจริงทั้งหลาย ซึ่งยิ่งไปกว่านี้ ละเอียดไปกว่านี้โดยลำดับลำดา สุดท้ายก็กลายเป็นภาวนามยปัญญาขึ้นมา

คำว่าปัญญานั้นท่านอธิบายไว้ ๓ ตอนว่าเกิดขึ้นจากอะไรบ้าง ๑.สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดขึ้นจากการได้ยินได้ฟัง และเกิดขึ้นจากจินตามยปัญญาคือการใคร่ครวญพินิจพิจารณา ใครที่ชอบใคร่ครวญผู้นั้นมักจะเกิดปัญญา นี่เป็นข้อที่ ๒ ข้อที่ ๓ คือภาวนามยปัญญา นี้ไม่ขึ้นอยู่กับอันใดทั้งสิ้น แม้แต่สุตมยปัญญาและจินตามยปัญญาก็ไหลรวมเข้าสู่ภาวนามยปัญญา แห่งเดียว เมื่อภาวนามยปัญญาได้เริ่มไหวตัว คือเริ่มคิดค้นพินิจพิจารณาในสภาวธรรมทั้งหลายทั้งภายนอกภายใน ไม่มีขอบเขต

พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)
จากธรรมเทศนา “ธรรมไม่ลำเอียง”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๑
ณ กรมประชาสัมพันธ์ กทม.






ธาตุทั้งสี่เป็นตัวทุกข์ ขันธ์ทั้งห้าเป็นตัวทุกข์
จิตจริงๆไม่ทุกข์ จิตไม่เกี่ยวข้องกับธาตุสี่ขันธ์ห้า
เฉพาะผู้ปฏิบัติเห็นธรรมแล้ว...จะไม่เกี่ยวข้องกัน
เราต้องน้อมเข้ามาสู่ภายในของเราให้ชัดเจน
ให้ลึกซึ้งขึ้นมา เราจะเข้าใจ

เทศนาโปรดญาติโยม ณ พุทธมณฑล วันที่ 16 มกราคม 2553
#หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโลวัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร






“..อย่าให้กิเลสมาหลอกเรานะว่ามรรคผลนิพพานไม่มี มันยังจะหลอกให้จมไปอีกนะ นรกมีหรือไม่มี ความทุกข์ท่านทั้งหลายมีหรือไม่มี เรื่องความทุกข์มันเกิดจากความผิดความพลาดความเผอเรอของเรา แต่เพราะความฉลาดของกิเลสนั้นแหละ มันเหยียบหัวเราให้ได้รับความทุกข์ทรมาน มีหรือไม่มีทุกข์เวลานี้ เชื่อธรรมพระพุทธเจ้าไหมว่าทุกข์มีเพราะกิเลสสร้างขึ้นมา ธรรมมีก็มีขึ้นสร้างเรื่องความทุกข์ความทรมาน ก็ความทุกข์เพราะต่อสู้กับกิเลสเพื่อจะเอาความสุขต่างหากนี่นะ กิเลสไม่มีจุดหมายปลายทางนะ พาทุกข์ไปเรื่อย..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
(พ.ศ.๒๔๕๖-๒๕๕๔)






พระพุทธเจ้าท่านให้ระลึกถึงความตายคือไม่ให้ประมาท ให้สั่งสมคุณความงามความดีสิ่งไหนที่มันไม่ดี ไม่ดีกับพี่กับน้อง กับพ่อกับแม่ กับปู่ย่าตายาย กับประเทศชาติบ้านเมือง กับผู้คนทั้งหลายสิ่งที่มันไม่ดี เราจะไม่คิดสิ่งที่มันไม่ดี จะไม่ทำในสิ่งที่มันไม่ดี จะไม่พูดในสิ่งที่มันไม่ดี ไม่คิดไม่ทำไม่พูดในสิ่งที่มันไม่ดี เราจะคิด จะทำจะพูดในสิ่งที่ดี ถ้าคนระลึกถึงความตายมันจะคิดตรงลักษณะอย่างนั้น เออถ้าเราทำไปจะทำยังไงมันจะเป็นความไม่ดีติดตัวเองนะ เราจะคิดถ้าเราทำไม่ดีลงไป คิดไม่ดีพูดไม่ดีมันจะติดตัวไปตลอดไปนะ นี่ล่ะหลวงพ่อจึงเขียนไว้ในพิพิธภัณฑ์ “เราจะฝากคุณงามความดี ฝากฝีมือไว้ในแผ่นดิน” สิ่งที่มันเลวมันชั่วหลวงพ่อจะไม่ฝากเอาไว้ ถ้าฝากเอาไว้ใครๆ ก็ไม่ต้องการความเลวความชั่ว

แต่ฝีมือไม้ลายมือคุณงามความดี ธรรมคำสอนที่หลวงพ่อได้สอนเอาไว้มันเป็นประโยชน์ต่อไปภายภาคหน้า โอ้ใช่ หลวงพ่ออินทร์พูดอย่างนี้ๆๆ เป็นข้อแนะนำอย่างนี้ๆๆ ที่หลวงพ่ออินทร์พานำพาร่วมพาแรงพาสร้างเป็นอย่างนี้ๆ นะ นี่ล่ะหลวงพ่อสร้างเจดีย์หลวงปู่หล้าก็ดี ระลึกถึงพระคุณหลวงปู่หล้า ระลึกถึงคุณแม่ชีแก้วสร้างเจดีย์คุณแม่ชีแก้ว ระลึกถึงหลวงตามหาบัว สร้างพิพิธภัณฑ์หลวงตามหาบัว สร้างจนสุดความสามารถ แต่บัดนี้ตระกูลหลวงปู่เราเป็นตระกูลหลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นเป็นตระกูลของพระกรรมฐานในยุคนี้ หลวงปู่หล้าก็เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น หลวงตามหาบัวเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ยุคนี้เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นเพราะฉะนั้นเราควรจะเชิดชูบูชาเทิดทูนตระกูลของเรา

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙








ปลาไม่รู้จักน้ำก็ไม่เป็นไร แต่มนุษย์ต้องรู้
ต้องเข้าใจชีวิตของตน จึงจะมีความสุข
ที่แท้จริงได้ การทำความรู้จักชีวิตตัวเอง
ทำด้วยการคิดพิจารณาได้บ้าง แต่วิธีที่ได้ผล
มากที่สุด คือ การค้นคว้าด้วยจิตที่ว่างจาก
ความคิดปรุงแต่ง การเจริญสมาธิภาวนา
จึงสำคัญยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการพ้นจากความ
เป็นมนุษย์ประเภทปลาไม่รู้จักน้ำ ...
...
พระอาจารย์ชยสาโร
สถานพำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี นครราชสีมา










"...นี้การปฏิบัติภาวนา การพิจารณานึกถึงความตายและพิจารณาในความตายบ่อยๆ ก็เพื่อปลุกจิตให้ตื่นให้จิตมีความกลัวในโทษภัยทั้งหลาย ให้จิตได้เกิดความเบื่อหน่ายในการเกิดการตายที่เป็นของซ้ำซากไม่มีสาระประโยชน์อะไรเลย

เห็นคนตายอยู่ที่ไหนก็พิจารณาคนที่ตายไป แล้วน้อมเข้ามาหาตัวเอง ให้เทียบกันดูว่า ธาตุขันธ์ของคนที่ตายไปแล้วกับธาตุขันธ์ของเราผู้ยังมีลมหายใจอยู่นี้ให้รู้เห็นเป็นสภาพเดียวกัน พิจารณาว่า แต่ก่อนผู้ที่ตายไปนี้ เขาก็มีลมหายใจเหมือนกันกับเรา ความเป็นอยู่ การไปมาก็เหมือนกันกับเรา ธาตุขันธ์เขากับธาตุขันธ์เราก็มีธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เหมือนกัน รูป
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เมื่อเขายังไม่ตายก็เหมือนกันกับเรา เราก็เหมือนกันกับเขา นี้เขาก็ได้หมดลมหายใจไปแล้ว นี้เราก็จะหมดลมหายใจและเหมือนกันกับคนที่ตายไปแล้ว

คนที่ตายไปแล้วนี้ เมื่อครั้งที่เขายังมีชีวิตอยู่ เขาก็ยึดถือว่าร่างกายทั้งหมดนี้เป็นตนเป็นตัว และมีความกลัวต่อความตาย และไม่อยากตายเลย ความไม่อยากตายนี้ก็เป็นวิภวตัณหา แต่ก่อนคนที่ตายไปนี้ก็มีความเข้าใจว่า ทรัพย์สมบัติที่เขาหามาได้ จะน้อยหรือมาก เขา
ก็ยึดถือว่าเป็นของของเขา แต่บัดนี้สิ่งที่เขายึดถือว่าเป็นของของเขานั้น เขาเอาไปด้วยหรือไม่ เอาไปด้วยไม่ได้เลย ทรัพย์สมบัติทั้งหลายที่หามาได้นั้น เป็นของประจำโลก เพียงอำนวยความสะดวกเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น เป็นปัจจัยที่อาศัยประจำวันและอาศัยไปจนหมดลมหายใจ เมื่อเขาตายไปทรัพย์สมบัติทั้งหลายนั้นก็ยังอยู่ในโลก และคนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็อาศัย
ทรัพย์สมบัตินั้นต่อไป

การพิจารณาความตายของคนอื่นก็ต้องพิจารณาให้ละเอียด แล้วน้อมนำมาพิจารณารูปร่างกายตัวเราเองจงพิจารณาให้ละเอียด อย่าเห็นแก่ความมักง่าย อย่าพิจารณาเร็ว ให้พิจารณาช้าๆ ในขณะพิจารณาอยู่นั้นก็ให้กำหนดจิตรู้ตามปัญญาทุกครั้งเพื่อให้จิตตั้งมั่น
อยู่กับปัญญาตลอดไป

การนึกถึงความตาย การพิจารณาในความตาย ต้องพิจารณาให้มาก วันหนึ่งคืนหนึ่งจะกี่ร้อยกี่พันครั้งไม่ต้องนับ ไม่ใช่จะพิจารณาเพียงความตายของคนเราด้วยกันเท่านั้น แม้จะไปเห็นสัตว์อื่นที่ตายอยู่ในที่ต่างๆ ข้างถนน ก็พิจารณาได้ และน้อมเข้ามาหาตัวเอง และพิจารณาความตายของตัวเองให้เป็นสภาพเดียวกันกับสัตว์นั้นๆ ทุกประการ และพิจารณาให้รวมลงสู่ไตรลักษณ์ทุกครั้งไป..."

ที่มา หนังสือ ตัดกระแส หน้า ๔๕ - ๔๗
หลวงพ่อทูล ขิปปปัญโญ
วัดป่าบ้านค้อ จ.อุดรธานี






พยายามภาวนาทำให้จิตใจสงบ จิตใจให้เป็นหนึ่ง จิตใจให้นิ่ง เมื่อจิตใจนิ่ง จิตใจสงบแล้ว ก็นำมาพิจารณาทางวิปัสสนาปัญญา หลวงตามหาบัวท่านก็เปรียบเทียบน่าฟัง ท่านว่าเมื่อจิตใจเป็นสมาธิแล้ว เหมือนกับมีขวานอยู่ในมือ พอมีขวานอยู่ในมือมันก็ตัดกิ่งท่อนไม้ที่มันขวางหน้าเรา คือกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ เมื่อมีขวานอยู่ในมือเราก็ใช้ขวานตัดท่อนไม้ ตัดขาดหรือตัดไม่ขาดเราก็รู้ เพราะเรามีสมาธิ คือเรามีสมาธิดู เป็นคนจับขวานฟัน ใช้ปัญญาฟัน พิจารณากลั่นกรองไตร่ตรองในเรื่องเหตุผลเรื่องนั้นๆ ผลที่สุดมันขาดหรือมันไม่ขาดเราก็รู้ เพราะเรามีสติอยู่กับในการเป็นอยู่ของเรา มีสติสัมปชัญญะ เรามีสมาธิในการพิจารณาอยู่

เรื่องสมาธิเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญ ถ้ามีสมาธิแต่ไม่ได้ใช้ คล้ายๆว่ามีขวานแล้วก็เก็บอยู่เฉยๆ เหมือนมีสมาธิจิตใจสงบนิ่งเฉยๆ อันนั้นไม่เกิดประโยชน์ ในเมื่อมีสมาธิดีแล้ว จิตใจนิ่งสงบดีแล้วนำสมาธินั้นมาพิจารณา ถอนออกมาจากสมาธิมาพิจารณาทางด้านวิปัสสนาปัญญา ให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กิเลสมันมาทางไหน กิเลสตัวไหนมันเข้ามาในจิตใจของเรา กิเลสกามราคะใช่ไหม เรื่องกามเรื่องเพศใช่ไหม เราต้องดู แล้วมันมีอะไรความสวยงาม เนื้อหนังมังสาเนื้อเอ็นกระดูกอย่างนั้นใช่ไหม แยกส่วนแบ่งดูซิ อันไหนคือความสวยงาม ถลกหนังออกแล้วเป็นยังไง มีแต่กระดูกเป็นยังไง สวยงามไหม เห็นไหมมีแต่โครงกระดูก เราก็เหมือนกัน เขาก็เหมือนกัน แล้วความกำหนัดยินดีจุดนั้นจะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

เมื่อเราเห็นความความอนิจจัง ความอสุภะปฏิกูลเห็นไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างนั้นขึ้นมาแล้ว จิตใจของเราเกิดความเบื่อหน่ายคลาย จิตใจก็จะถอดถอนกิเลสออกได้ง่าย เพราะพิจารณาเห็นไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ร่างกายทุกส่วน อีกสักวันหนึ่งนะใจนะ อย่าไปลุ่มหลงมัวเมานะ อย่าไปติดในลาภในยศสรรเสริญ ทุกสิ่งทุกอย่าง ใจนะ อีกสักวันหนึ่งตายนะ เอาไปเผาไฟทิ้งแน่ๆนะใจนะ

สรุปแล้วก็คือการภาวนาให้ดูกาย ให้ดูใจ ดูใจแล้วก็ดูกาย มันมีอยู่ 2 อย่างเท่านั้น

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “กำลังช่วยพระ หรือกำลังฆ่าพระ”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๘







ผู้รู้

จิตใจเมื่อมีความสงบ มีความสงบก็จะมีพลัง รู้ของจิตใจตัวเอง ก็จะรู้จิตใจคนอื่น รู้ในความสงบสอนตัวเองตลอดเวลา

ธรรมะทั้งหลายแหล่ มาทุกหนทุกแห่ง เกิดขึ้นเอง ไม่ต้องมีใครเทศน์ให้ฟัง มันเกิดขึ้นเอง เกิดมาจากจิตใจของเรานี่ละ

นี่เรียกว่าฝึกหัดตัวเอง ฝึกหัดจิตใจของตัวเราเอง

หลวงปู่ศรี มหาวีโร
พระเทพวิสุทธิมงคล
วัดประชารมวนาราม(ป่ากุง)
ศรีสมเด็จ ร้อยเอ็ด


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO