|
“..เวลาภาวนาอย่าส่งจิตออกนอก..”
“..ความรู้อะไรทั้งหลาย อย่าไปยึด ความรู้ที่เราเรียน กับตำรา หรือครูอาจารย์ อย่าเอามายุ่งเลย
ให้ตัดอารมณ์ ออกให้หมด แล้วเวลาภาวนาไปให้มันรู้ รู้จากจิตของเรานี่แหละ จิตของเราสงบ เราจะรู้เอง ต้องภาวนาให้มาก ๆ เข้า เวลามันจะเป็น จะเป็นของมันเอง
แล้วก็ความรู้อะไร ๆ ให้มันออกมาจากจิตของเรา ความรู้ที่ออกจากจิตที่สงบนั่นแหละ เป็นความรู้ที่ลึกซึ้งถึงที่สุด ให้มันรู้จากจิตเองนั่นแหละมันดี คือจิตมันสงบ ทำจิตให้เกิดอารมณ์อันเดียว แต่ก่อนภาวนา ก็อย่าส่งจิตออกนอก ให้จิตอยู่ในจิต และก็ให้จิตภาวนาเอาเอง
ไม่ต้องบริกรรมทางปาก ให้จิตเป็นผู้บริกรรม พุทโธ พุทโธ อยู่นั่นแหละ เกิดครั้งเดียวเท่านั้น และ พุทโธ นั่นแหละจะผุดขึ้นในจิตของเรา เราจะได้รู้จักว่า “พุทโธ” นั้น เป็นอย่างไร แล้วรู้เอง เท่านั้นแหละ ไม่มีอะไรมากมาย ภาวนาให้มากๆ เข้า ใน อิริยาบถ ๔ ยืน เดิน นั่ง นอน อะไร ๆ ทำให้หมดเลย บริกรรม พุทโธ ให้จิตว่าเอาเอง ว่านาน ๆ ไป จิตของเราติดอยู่กับ พุทโธ นั้นแล้วไม่ลำบาก มันจะว่าเอาเอง ถ้ามันติดกับ พุทโธ แล้วนะ นั่นแหละ มันใกล้จะเป็นสมาธิแล้ว ถ้าเป็นสมาธิแล้ว เราก็กำหนดสมาธิของเราอยู่นั่นแหละ เออ..จิตมันเป็นสมาธิ มันเป็นอย่างนั้น ๆ แล้วเราก็รู้เอง เข้าไปรู้อยู่ในสมาธินั่น สมาธิสูงสุดอยู่ตรงนั้น คือ จิตมีอารมณ์เดียว จิตไม่ฟุ้งซ่าน ตัวจริงมันอยู่ตรงนั้น เรารู้อะไร เรารู้จากจิตของเราเอง เรารู้ถึงความบริสุทธิ์ของเราเลย นอกจากนั้นไม่มีอะไร แต่เราต้องพยายามให้มาก ๆ เข้า ก่อนจะนอนหรือลุกจากที่นอน เราต้องทำเสียก่อน ทำแล้วก็นั่งให้นาน ๆ เวลามันจะเป็น มันจะรู้เองดอก แต่ถ้ายังไม่เป็น บอกเท่าไร มันก็ไม่รู้ รู้จากจิตของเรานะ รู้ถึงความบริสุทธิ์ของเราเลย รู้ถึงความเป็นจริง เท่านั้นเอง.. ไม่มีอะไรมากมาย มีเท่านั้น รู้จากจิตที่เป็นสมาธิ รู้ถึงความเป็นจริงแล้ว เราก็หมดความสงสัยในพระพุทธศาสนา รู้ไม่ถึงความเป็นจริงก็ไม่หมดความสงสัยดอก ศาสนาเป็นอย่างไร เรารู้ของเราเอง อย่าปล่อยให้มันปรุงแต่งมากนัก ข้อสำคัญ ให้รู้จักจิตของเราเท่านั้นเอง เพราะว่าจิตคือ ตัวหลักธรรม นอกจากจิตแล้วไม่มีหลักธรรมใด ๆ เลย..”
โอวาทธรรมคำสอน พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล) วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ (พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)
#ฝึกฉุกรู้ #ฝึกความรู้สึกตัวขึ้นมา #การปล่อยวางให้ประกอบไปด้วยกัน
การปล่อยวางละวาง ประกอบไปกับการรู้สึกตัว ตอนนี้ก็ต้องฝึกทำ ถ้ายังไม่เป็นก็ฝึก คือถ้ามันเกิดการรู้สึกตัวด้วย ปล่อยวางด้วย ผลที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ๆ จะเป็นอย่างไร? ความรู้สึกตัวมีผลอย่างไร? ความปล่อยวางมีผลอย่างไร? ยิ่งเอา ๒ อย่างมาบวกกัน
“รู้สึกตัว” มีผลอย่างไร? ทำให้ติ่น ทำให้จิตตื่น ยิ่งรู้สึกตัวทั่วพร้อม
“ทั่ว” ทั่วพร้อมเป็นอย่างไร ทั่วพร้อม? มันรู้ไปทั่ว ๆ ทางกาย รวมทั้งใจด้วย
“พร้อม” เป็นอย่างไร? มันไปรู้ทางกายและใจไปพร้อม ๆ กัน ทีนี้ความรู้ตัวทั่วพร้อมมันก็จะทำให้ตื่น
แล้วปล่อยวางเข้าไปด้วย มันจะเป็นอย่างไร? ปล่อยวางมีผลอย่างไร? เบิกบานไหมถ้าปล่อยวาง? เมื่อปล่อยวางแล้วทำให้สงบ ทำให้เบิกบาน จิตเบิกบาน
ทีนี้ถ้าเราได้ ๒ อย่างประกอบกันอยู่ เวลารู้สึกตัวทีไรมันปล่อยวางด้วย รู้สึกตัวทั่วพร้อมอย่างปล่อยวาง ผลมันก็เกิดขึ้นทั้งตื่นทั้งเบิกบาน รู้ด้วย ตื่นด้วย เบิกบานด้วยขึ้นมา รู้สึกตัวทั่วพร้อม ปล่อยวาง เบิก ตื่น ปล่อยวาง เบิกบานหน่อยหนึ่ง พอรู้สึกตัว ปล่อยวางเรื่อย ๆๆ หลาย ๆๆๆ มันก็ยิ่งตื่น ยิ่งเบิกบาน
#ถ้าจิตกำลังเศร้าหมองขุ่นมัวขัดเคือง #ถ้ารู้สึกตัวและปล่อยวางเรื่อยๆ #จิตมันก็กลับมา #มันก็จะหาย #หายความขุ่นมัว #หายความขัดเคืองใจ #เพราะมันเบิกบานแล้ว #ยิ่งตื่นและเบิกบาน
#จิตที่ก่อนหน้าเผลออยู่ #ล่องลอยอยู่ #เผอเรออยู่ #พอรู้สึกตัว #มันก็หายเผลอ #ถ้ารู้สึกตัว #จะเผลอไหม? #ก็ไม่เผลอ ฉะนั้นผลของมันก็คือออกจากความเผลอได้ เราเผลออยู่ รู้สึกตัวก็หลุดจากความเผลอมาเป็นความรู้ตัว แล้วยิ่งปล่อยวางด้วย ก็เบิกบานใจขึ้นมาทีละนิดทีละหน่อย
ฉะนั้นถ้าเราทำเรื่องนี้จนชำนาญเรื่อย ๆ เราจะกลายเป็นผู้มีวิธีการทำให้จิตเบิกบานได้ โดยไม่ต้องคิดอะไรเลย ไม่ต้องไปนึกเลย เพียงระลึกรู้ในปัจจุบันอย่างละวาง ก็ทำให้เบิกบานได้ สงบได้
ธรรมบรรยาย รู้สึกตัวทั่วพร้อม ปิดคอร์สกรรมฐานธันวาคม (๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๘) ............................. ธัมโมวาท โดยหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา
“..พระพุทธเจ้าว่า มโนปุพฺพํ คมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโน มยา มีใจนั่นแหละเป็นใหญ่ มีใจนั่นแหละเป็นหัวหน้า มีใจนั่นแหละประเสริฐสุด สิ่งทั้งหลาย บาปก็ดี บุญก็ดี สำเร็จได้ด้วยใจ มนะ เรียกว่าใจ ครั้นใจไม่ดี มนสาเจ ปทุจเตน ใจไม่ดีใจขุ่นมัว ใจเศร้าหมอง ลุอำนาจความโลภ ความโกรธ ความหลงใจเหล่านั้น แม้นบุคคลจะพูดอยู่ก็ตาม จะทำการงานด้วยกายอยู่ก็ตาม เพราะจิตเศร้าหมอง จิตไม่ดีแล้ว ความทุกข์นั้นย่อมติดตามบุคคลผู้นั้นไป เหมือนกันกับล้ออันตามรอยเท้าโคไป มนสาเจ ปสนฺเนน ครั้นจิตผ่องใส ผุดผ่อง ไม่เศร้าหมองแล้ว แม้นจะพูดอยู่ก็ตาม จะทำการงานอยู่ก็ตาม จะไปที่ไหนก็ตาม ความสุขย่อมติดตามเขาไป เหมือนเงาเทียมตนไปอย่างนั้น ครั้นรู้ว่าใจเป็นหัวหน้า ใจเป็นใหญ่ ดีก็ต้องมีใจเป็นผู้คิดให้ทำ ทำชั่วก็มีใจเป็นผู้คิดให้ทำ เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้ว เราจงเอาแต่ส่วนดี ส่วนไม่ดี มีราคะ โทสะ โมหะ นั่น ตัดมันออกไป ไล่มันออกไป อย่าให้มันไปยึดไปถือ อย่าให้มันไปเป็นเจ้าเรือน..”
อนาลโยวาท หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู (พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)
หลวงพ่อนี่คล้ายๆ ว่าไม่ได้ไปหน้าเดียว มองๆ หลายหน้า มองๆ หลายๆ มุม มองๆ หลายๆ อย่าง การดูแลบริหารจัดการทั้งคดีโลกและคดีธรรม คดีโลกยังประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท ประโยชน์ท่านช่วยก็นี่ละช่วยสาธารณประโยชน์ ประโยชน์ตนก็อย่าให้ขาดตกบกพร่อง นั่งสมาธิภาวนารักษาศีลอย่าให้ขาดตกบกพร่อง ศีล ๒๒๗ มีอะไรบ้างศึกษา ศีลอภิสมาจารมีอะไรบ้างศึกษา ถ้าครูบาอาจารย์หมู่พวกเพื่อนท้วงติงมาจุดไหนให้ดูในจุดนั้นเรื่องพระวินัย พระวินัยก็เหมือนกฎหมายนั่นนะ เราต้องตรวจอยู่เรื่อย ตรวจตราอยู่เรื่อย ต้องศึกษาอยู่เรื่อย ต้องอ่านอยู่เรื่อย เพื่อความเข้าใจในแง่มุมของกฎหมายแง่มุมของพระวินัยนะ
หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก ๒๖ มกราคม ๒๕๖๙
ตายด้วยกัน แต่ตายผิดกัน
"... ศีลทาน เราจะทำไม่ได้เสมอไปเป็นนิจ แต่ทำไว้บ่อยๆ ก็ยังดี บุญกุศลจะช่วยได้บ้าง
ถ้าเราทำห่างนักก็จะช่วยอะไรเราไม่ได้ เขาว่า บุญทานนั้นทำไปทำมา คนทำบุญก็ต้องตาย ไม่ทำก็ตาย ตายด้วยกันก็จริงอยู่ดอก แต่ตายผิดกัน
คนทำบาปนั้น ตายไปกับผีกับเปรต ตายตามป่าตามดง ตามถนนหนทาง แต่คนทำบุญนั้น ตายไปในกองบุญกองกุศล ตายสบายแล้วไปเกิดก็สบายอีก ไม่ต้องไปเกิดในที่ทุกข์ยาก เหมือนคนทำบาป ..."
โอวาทธรรม พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร)
ผู้ใดที่มีสาเหตุอันควรโกรธ แต่ไม่โกรธ ผู้นั้นแหละ คือผู้ชนะความโกรธได้อย่าง แท้จริง เรียกได้ว่า ชนะใจตนเอง ... ... พุทธทาส อินทปญฺโญ
ความอยาก
อยากได้ อยากดี อยากมั่งมี อยากเป็นโน่นเป็นนี่ สิ่งเหล่านี้เป็นการปรุงแต่งของกิเลส มีแต่อยากหมดกิเลส หนีออกจากวัฏสงสาร ถึงเป็นความอยากที่ไม่ใช่กิเลส
หลวงปู่ศรี มหาวีโร พระเทพวิสุทธิมงคล วัดประชาคมวนาราม(ป่ากุง) ศรีสมเด็จ ร้อยเอ็ด
-จิตรู้ รู้ภวังค์ รู้นิมิต รู้กาย
"เมื่อจิตรวมลงไปสู่ภวังค์ ลืมคำบริกรรมหมด อาจารย์กลับบอก ว่า... ผิด ใช้ไม่ได้ นั่น !เป็นความเข้าใจผิด ของอาจารย์ต่างหาก
การภาวนา... ต้องการให้จิตรวมลงเป็นหนึ่ง เมื่อรวมเป็นหนึ่งแล้ว... สิ่งอื่นๆ ที่เป็นอารมณ์ของจิตมันก็วางหมด อย่าไปว่า แต่คำบริกรรมเลย ที่สุดแม้แต่ลมหายใจ ก็ไม่ปรากฏที่นั่น และตัวของเราเอง ก็ไม่ปรากฏ นี่คือ... จิต...เป็นสมาธิ อย่างนี้จึงชื่อว่า ภาวนาเป็นไปได้
คำที่ใช้สำหรับบริกรรมมีมาก เช่นอสุภ ๑๐ กสิณ ๑๐ เป็นต้น แต่ในที่นี้ จะแสดงอนุสสติ ๑๐ เท่านั้น เพราะคำบริกรรม เป็นแต่...เพียงเครื่องที่นำจิต หรือผูกจิตไว้ ไม่ให้ส่งส่าย
เมื่อจิตรวมลงเข้ามาเป็นสมาธิแล้ว ก็วาง...อารมณ์อื่นหมด ถึงเราไม่วาง ก็จำเป็นต้องวางเอง ตามครรลอง ของ...จิต
เมื่อถึงตรงนั้น... แล้วตั้งสติ...มากำหนดเอา แต่จิต คือ... ผู้รู้...อย่างเดียว เช่นนี้แหละเรียก ว่า...สมาธิ
จึงน่าเสียดาย ที่ไม่ได้ตามสมาธิ ลงไปว่า... ใครเป็นผู้รู้ ว่า...สมาธิ คือ ความสงบ หรือใครสงบ อยู่...ณ ที่ใด ใครเป็นผู้พูด ว่า...สงบ และผู้ว่านั้น...อยู่ที่ไหน ?
ใครเป็นผู้ ว่า... ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร ทำไม ? จึงมีผู้พูดอยู่... ตรงนี้แหละ... จะเห็นของจริงของแท้ ในการที่เรา... มาหัดภาวนา สมาธิ
"บางคนยังเอาแสงสว่าง หรือรูปภาพอะไรต่างๆ เป็นต้นว่า... รูปพระพุทธรูป หรือรูปกสิณต่างๆ มาเป็นอารมณ์ จิต...ปล่อยวาง ไม่ได้ จะอยู่ในอิริยาบถไหน ก็ปรากฏอยู่อย่างนั้น ไม่ลืม นั่น ! เป็นมโนภาพ จิต เพ่งอย่างนั้น
เมื่อจิตรวมลงไป ก็เกิดภาพเช่นนั้น จิต ถึงไม่พ้น จาก...ภาพนั้น ถ้าหากกำหนดเอา ผู้เห็นภาพนั้น คือ...จิต แล้วปล่อยวาง...ภาพนั้นเสีย ก็จะเห็นจิต ของตนแล้ว สมาธิ...ก็จะสูงขึ้นกว่าเก่า"
........
"ให้เป็นกัมมัฏฐานอะไรๆได้หมด และเป็นที่ตั้งทั้งสมถะ และวิปัสสนาด้วย จะพิจารณาให้เห็นโทษ เห็นทุกข์ เป็นของไม่เที่ยง ไม่ใช่ ตัวตน ก็ได้
อย่าไปทิ้งกายอันนี้ ก็แล้วกัน จะทิ้งไม่ได้ เพราะเราเกิดขึ้นมาได้ตัวตนมาแล้ว จะไปทิ้งให้ใคร จะทิ้งไว้ที่ไหน ไปฝากใครไว้ จะขายให้ใคร ถึงขายตัวของเราไป มันก็อยู่ที่นี่แหละ จะฝากคนอื่นไว้ ก็ยังเป็นตัวตนของเรา อย่างเดิมนี่แหละ ต้องเลี้ยงดูปูเสื่อตัวของเราเอง อยู่...ทุกประการ
เมื่อเป็นเช่นนี้... จึงจำเป็น ที่สุดที่จะต้องยกกายนี้ขึ้นมา พิจารณา... ผู้ต้องการเห็นทุกข์โทษในวัฏฏสงสาร ต้องยกกายนี้ ขึ้นมาพิจารณา เพราะเป็นของมีอยู่...
กัมมัฏฐาน ทั้งปวงหมดล้วนมีอยู่ ใน...กายนี้ทั้งนั้น เลือกยกเอามาพิจารณา ไม่ใช่ ไปเอาของไม่มี มาพิจารณา"
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
หัวใจแห่งความสุข
“หัวใจของความสุขอยู่ที่การวางใจให้เป็น จิตที่อาลัยในอดีต กังวลกับอนาคต หรือเพ่ง โทษผู้อื่นย่อมหาความสุขได้ยาก ตรงข้ามกับ จิตที่ตื่นรู้อยู่ในปัจจุบัน หรือรู้เท่าทันตนเอง ไม่เผลอยึดติดในอารมณ์ต่าง ๆ ย่อมเป็นจิต ที่มีความสุข โปร่งเบา อยู่เสมอ เป็นเพราะผู้คน ทุกวันนี้สำคัญผิดคิดว่าความสุขอยู่ที่ความ มั่งคั่งร่ำรวยและการมีฐานะตำแหน่งสูง ๆ จึงมีชีวิตอยู่อย่างไร้ความสุข เพราะขณะที่ ยังไม่มีสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ ครั้นได้มาแล้วก็ต้อง เหนื่อยยากกับการรักษา และหวั่นกลัวการ สูญเสีย นานไปก็รู้สึกเบื่อในสิ่งที่มี อยากได้ สิ่งใหม่มาแทน แล้วก็เข้าสู่วงจรเดิม คือดิ้นรน แสวงหา ได้มาแล้วก็ไม่พอใจ จึงดิ้นรน แสวงหาใหม่ สรุปก็คือหาความสุขไม่ได้เสียที ต้องวิ่งไล่ล่าไม่หยุดหย่อน ไม่ต่างจากคนที่วิ่ง หนีเงาตนเองในยามบ่าย
เมื่อใดก็ตามที่หันมาใส่ใจกับจิตใจของตนเอง ไม่เผลอใจให้อารมณ์ต่าง ๆ ครอบงำจิตใจ ไม่ว่าบวกหรือลบ กุศลหรืออกุศล อยากได้ หรืออยากผลักไส ใจจะตั้งมั่นอยู่ในความปกติ และสัมผัสกับความสงบเย็น แม้อยู่นิ่ง ๆ แต่เพียงผู้เดียวก็สามารถเป็นสุขได้ โดยไม่ รู้สึกกระสับกระส่าย หากมีกิจธุระ ก็สามารถ ทำงานได้อย่างมีความสุข ผู้ที่สามารถวางใจ ได้เช่นนี้ จนเกิดปัญญาเข้าใจตนเองตามความ เป็นจริง จิตใจย่อมเปี่ยมสุขแม้อยู่ท่ามกลาง ความทุกข์ก็ตาม” ... พระไพศาล วิสาโล
มีถ้อยคำที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ ในที่อื่นบางแห่งว่า ... จงมีตน เป็นที่พึ่ง จงมีตน เป็นสรณะ อย่ามีสิ่งอื่น เป็นที่พึ่ง จงมีธรรม เป็นที่พึ่ง มีธรรม เป็นสรณะ อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง เป็นสรณะ ให้ตนนั่นแหละเป็นที่พึ่งให้แก่ตน เพราะว่า คนอื่นเป็นที่พึ่งให้ไม่ได้ มีความหมายว่า เพราะคนอื่น มาช่วยทำอะไรให้ไม่ได้ ไม่มีอะไรเป็นสิ่งที่ผู้อื่นจะช่วยทำให้ได้ ต้องทำเอง ... ในพระพุทธศาสนานี้ ให้ถือกันเป็นหลักว่า สัมมาทิฏฐิ สมาทานา สัพพัง ทุกขัง อุปัจจคุง บุคคลก้าวล่วงความทุกข์ทั้งปวงได้เพราะ สมาทาน สัมมาทิฏฐิ ความทุกข์ทั้งปวงในที่นี้ ก็หมายความตามตัว ทั้งปวงทั้งหมดทั้งสิ้น ทุกๆ อย่าง ไม่ว่าความทุกข์ชนิดไหน จะเป็นความทุกข์โดยตรงหรือโดยอ้อม เป็นความทุกข์ตื้น ๆ หรือความทุกข์ลึกซึ้ง ชนิดไหนก็ตาม เราจะก้าวล่วงความทุกข์ เหล่านี้ได้ เพราะสมาทานสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิซึ่งเป็นองค์ที่หนึ่งของอริยมรรค มีองค์แปด เป็นองค์นำขององค์มรรคอื่น ถ้ามีสัมมาทิฏฐิแล้ว องค์อื่นๆ ก็จะต้องมี ถ้ามีความรู้ ความคิด ความเข้าใจ ความเชื่อ ที่ถูกต้องแล้ว การประพฤติ การกระทำ ทั้งหมด ย่อมจะถูกต้อง เมื่อมีความรู้ถูกต้อง มันก็เลือกทำแต่ที่ถูกต้องเอง มันไม่กล้าทำ ที่ผิดพลาด ที่ไม่ถูกต้อง ... ... พุทธทาสภิกขุ
ศีลของหมู่เจ้ารักษาเอาเด้อ ศีลห้า รักษาได้ มันซิเป็นแร่ดึงดูดทรัพย์สมบัติไหลเข้ามาหาเฮา ถ่าผู้มีศีลมีธรรม ประจำจิตประจำใจ จั่งว่า ศีล กะแปลว่า สิริ ผู้มีศีลเป็นผู้มีสิริ จั่งว่า สิริ โภคาน มาสโย สิริเป็นที่ไหลมา แห่งโภคทรัพย์ทั้งหลาย นั่นผู้มีศีล #ศีลให้ความสุข #ศีลให้โภคทรัพย์สมบัติ #ศีลให้ไปถึงพระนิพพาน
_________________________ พระราชมงคลวชิรธรรม วิ. หลวงปู่บุญมา_คัมภีรธัมโม วัดป่าสีห์พนม อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร
ร่างกายเป็นหินลับปัญญา ให้เกิดปัญญาขึ้นมา พิจารณาเกสา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก แยกส่วนแบ่งส่วนของร่างกาย แยกเหมือนกันเราแยกเนื้อสัตว์อย่างนั้นล่ะ ชำแหละเนื้อสัตว์ ถลกหนังออกไป ถลกเนื้อออกไป จนเข้าไปถึงตับ ถึงปอด ลำไส้ภายในตัวของเรา แยกแยะให้กำหนดดู ใช้ใจที่ผ่านความสงบนั่นล่ะ กำหนดดูกายของเราแยกส่วนแบ่งส่วนให้เห็นตามความเป็นจริง
ร่างกายของเรา ถ้าสมมติว่าเราตายไป เราตายเราไม่ได้ชำแหละเองหรอก เราตาย จะชำแหละได้ยังไงคนอื่นก็เป็นผู้ชำแหละร่างกายเรา เอาเถอะนะ เมื่อเขาชำแหละ เราดูซิ ถ้าเขาชำแหละร่างกายเรา ถลกหนังออกไปเป็นยังไง เอากระดูกเอาเนื้อออกไปเป็นยังไง มีตับมีปอดมีอะไรอยู่ข้างใน มันเป็นอย่างนั้นจริงไหมใจ ถึงจะปฏิเสธไม่ปฏิเสธยังไง มันก็ต้องเป็นอย่างนั้น เพราะร่างกายมันต้องเป็นอย่างนั้น
นี่แหละ พิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริง พิจารณาไม่ใช่ครั้งเดียวนะ พิจารณาเป็นร้อยครั้งพันครั้ง จนหล่อนแหลก พิจารณาจนเห็นตามความเป็นจริงชัดเจน ไม่มีความสงสัยเลยว่าร่างกายมันจะเป็นแท่งเงินแท่งทองเป็นสวรรค์ชั้นฟ้าขึ้นไป มีแต่เห็นแก่ เจ็บ ตาย เป็นอสุภะปฏิกูล เข้าสู่ลงสู่ดินน้ำลมไฟในที่สุด เห็นทีไรก็เห็นไตรลักษณ์อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในร่างกายสังขาร ไม่ได้เห็นเป็นอย่างอื่น พิจารณาทีไรก็เห็นชัดเจน เป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ เป็นอสุภะปฏิกูล ในร่างกายของเรา
หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก จากพระธรรมเทศนา “เสาะแสวงหาแก่นธรรม” แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๖๘
รักษาศีลยิ่งกว่าชีวิต
รักษาให้ดี...รักษาศีลยิ่งกว่าชีวิต เพราะชีวิตร่างกาย มันเสื่อมสลายแตกดับไปได้ ส่วนตัวใจมันตายไม่เป็น จึงให้...รักษาศีลยิ่งกว่าชีวิต
กายดี วาจาดี ใจดี.. นะโมพุทธายะ.. ..หลวงตาศิริ อินฺทสิริ.. วัดถ้ำผาแดงผานิมิต จ.ขอนแก่น
ปลาไม่รู้จักน้ำก็ไม่เป็นไร แต่มนุษย์ต้องรู้ต้องเข้าใจชีวิตของตนจึงจะมีความสุขที่แท้จริงได้ การทำความรู้จักชีวิตตัวเอง ทำด้วยการคิดพิจารณาได้บ้าง แต่วิธีที่ได้ผลมากที่สุด คือ การค้นคว้าด้วยจิตที่ว่างจากความคิดปรุงแต่ง การเจริญสมาธิภาวนาจึงสำคัญยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการพ้นจากความเป็นมนุษย์ประเภทปลาไม่รู้จักน้ำ . --- คำสอน พระอาจารย์ชยสาโร สถานพำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี นครราชสีมา
”เวทนา อุเบกขา“
หนังสือทางปฏิบัติจริงๆ หาอ่านยาก หนังสือของนักปฏิบัติกับหนังสือของนักศึกษาไม่เหมือนกัน อ่านหนังสือของนักศึกษาแล้วปวดหัว เพราะเขียนให้จำ ไม่เขียนให้เข้าใจ ถ้าเขียนโดยนักปฏิบัติ เวลาอ่านจะเหมือนกับฟังธรรม อ่านไปแล้วจิตจะสงบไปด้วย ถ้าพิจารณาตามก็จะเกิดความเข้าใจ เกิดปัญญา ไม่ต้องจำ พอเข้าใจแล้ว ก็จะอยู่ในใจไปตลอด ตอนที่ไปอยู่กับหลวงตาใหม่ๆ ช่วงไหนไม่ได้นั่งภาวนาหรือเดินจงกรม ก็จะอ่านหนังสือของหลวงตา ไม่ต้องรอให้ท่านเรียกประชุมอบรมสั่งสอน อ่านทุกวันเลย ถือเป็นกิจวัตรประจำวัน วันละชั่วโมง อ่านเกือบทุกเล่ม ตอนนั้นมีไม่กี่เล่ม มีปฏิปทาฯ มีประวัติพระอาจารย์มั่น มีหนังสือที่ท่านไปเทศน์ที่ลอนดอน มีแว่นดวงใจที่เป็นเล่มหนาที่สุด ตอนนั้นยังไม่มีธรรมชุดเตรียมพร้อม ท่านเพิ่งจะเทศน์ในปี ๒๕๑๘ เราเข้าไปอยู่ตอนเดือนเมษายน คุณเพาพงาไปตอนออกพรรษาแล้ว ช่วงปลายตุลาคมต้นพฤศจิกายน หลังจากที่ท่านเทศน์โปรดคุณเพาพงาแล้ว ม.ร.ว. ส่งศรีกับน้องสาวต้องขอหลวงตาพิมพ์หลายครั้ง ท่านถึงจะอนุญาต ท่านบอกว่าชุดนี้มันเผ็ดร้อน สอนให้เตรียมตัวสู้กับทุกขเวทนาตอนใกล้ตาย สำหรับคนทั่วไปอาจจะรู้สึกว่าแรงเกินไป ท่านจึงไม่อยากให้เผยแผ่ไปสู่คนที่ไม่ได้ปฏิบัติ เกรงจะไม่ได้รับประโยชน์ เหมือนกับให้เด็กกินแกงเผ็ด กินแค่คำเดียวก็ส่ายหน้าหนี แต่ผู้ใหญ่ที่ชอบของเผ็ดๆร้อนๆอยู่แล้ว พอได้กินเพียงคำเดียวก็จะติดใจ เป็นประโยชน์มาก เพราะท่านเน้นไปเรื่องธาตุขันธ์ เรื่องการต่อสู้กับทุกขเวทนา ด้วยอุบายแห่งสมาธิ ระลึกอยู่กับกรรมฐานบทใดบทหนึ่ง จะเป็นพุทโธก็ได้ หรือพิจารณาด้วยปัญญา ให้เห็นว่าเวทนาก็สักแต่เวทนา ไม่ได้ร้ายแรงอะไร จะสุขหรือทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นเวทนาเหมือนกันหมด มีอวิชชามีความหลงไปแยกว่าดีหรือไม่ดี ถ้าไม่แยกก็เหมือนกันหมด สุขเวทนาก็เป็นเวทนา ทุกขเวทนาก็เป็นเวทนา ไม่สุขไม่ทุกขเวทนาก็เป็นเวทนาเหมือนกัน ปรากฏขึ้นมาในจิตแล้วก็ดับไป เกิดดับๆอยู่ในจิต ถ้าจิตไม่โง่เขลาเบาปัญญา ไม่มีอวิชชาความหลงไปแยกว่า เวทนาแบบนี้ดี เวทนาแบบนี้ไม่ดี ก็จะไม่มีปัญหาอะไร เหมือนกับน้ำที่โยมถวายมา มีน้ำเขียวน้ำขาวน้ำแดง ถ้าไปแยกว่าชอบ ไม่ชอบเข้า ก็จะมีปัญหา คนที่ชอบน้ำสีขาวพอเจอน้ำสีแดงก็ส่ายหน้า คนที่ชอบน้ำสีแดงพอเจอน้ำสีขาวก็ส่ายหน้า คนที่ชอบกับคนที่ไม่ชอบก็มีใจเหมือนกัน ไม่มีอะไรแตกต่างกัน ต่างกันตรงที่ถูกเสี้ยมสอนมาให้ชอบไม่ชอบเท่านั้นเอง ใจของเราถูกอวิชชาถูกความหลงเสี้ยมสอนมา ไม่ให้ชอบทุกขเวทนา ให้ชอบแต่สุขเวทนา พอเจอสุขเวทนาก็ยิ้ม อยากจะได้ จึงแย่งกัน แย่งสมบัติกัน แย่งสามีภรรยากัน เพราะเป็นสุขเวทนา พอต้องไปทำงานตรากตรำลำบากลำบนก็ส่ายหน้าหนีกันหมด เพราะถูกเสี้ยมสอนมาแบบนั้น ก็เลยต้องมีปฏิกิริยาแบบนั้น แต่พวกเราไม่รู้ว่าถูกเสี้ยมสอนมา คิดว่าเป็นธรรมชาติของเรา ที่พ่อแม่ไม่ต้องสอน เรื่องสุขเวทนาทุกขเวทนานี้ พ่อแม่ไม่ต้องเสียเวลาสอน จิตมันรู้เอง พอเจอทุกขเวทนาก็ส่ายหน้าหนีเลย พอเจอสุขเวทนาก็วิ่งเข้าหาเลย น้ำที่ผลิตออกมาขายก็มีสีต่างๆ ถ้ายังไม่เคยดื่มมาก่อนก็จะลองชิมดู แล้วก็ตัดสินใจว่าชอบแบบไหน ก็จะเอาแต่แบบนั้น แบบที่ไม่ชอบก็จะไม่เอา จนติดเป็นนิสัย ก็เลยเป็นปัญหา ทำให้จิตอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ ต้องกลิ้งไปกลิ้งมา เวลาสัมผัสกับเวทนา ถ้าสุขเวทนาก็วิ่งเข้าหา ถ้าทุกขเวทนาก็วิ่งหนี ถ้าไม่สุขไม่ทุกขเวทนาก็ไม่พอใจ อยากจะหาสุขเวทนา ต้องหาไปเรื่อยๆ ได้มาแล้วก็ไม่อยู่กับเราไปตลอด เพราะเป็นของไม่เที่ยง สุขได้สักพักหนึ่งก็เปลี่ยนไป จากสุขเวทนาก็เปลี่ยนไปเป็นไม่สุขไม่ทุกขเวทนา หรือเป็นทุกขเวทนา ก็มีอยู่ ๓ ชนิด หน้าที่ของเรา ถ้าอยากจะอยู่อย่างสบาย ไม่ต้องดิ้นรน ไม่ต้องวิ่งหนี ก็ต้องฝึกให้รับกับเวทนาทั้ง ๓ ชนิดนี้ให้ได้ ถ้าชอบอะไรก็หัดเกลียดมัน ชอบอาหารแบบไหนก็อย่าไปกินมัน กินอาหารที่ไม่ชอบ ชอบดูอะไรก็อย่าไปดูมัน ดูในสิ่งที่ไม่ชอบ เช่นดูอสุภะ ดูอาการ ๓๒ ของร่างกาย เพราะเราชอบดูของสวยๆงามๆ ดูดาราภาพยนตร์ ดูนายแบบนางแบบ ถ้าเราทุกคนชอบพิจารณาอสุภะกัน ต่อไปอาจจะมีหนังสืออสุภะออกมาขายก็ได้ ตอนนี้ถ้าทำออกมาขายจะขายไม่ออก ไม่มีใครซื้อ ถ้าเราฝึกไปเรื่อยๆ จนชำนาญแล้ว พอไปเห็นสิ่งที่ไม่ชอบ จะรู้สึกเฉยๆ พอชินกับอะไรแล้วจะรู้สึกเฉยๆ เหมือนกับพวกศัลยแพทย์ที่ผ่าตัดอวัยวะต่างๆ ผ่าจนชิน จนรู้สึกเฉยๆ แต่พวกเรานี่ถ้าแหวะอวัยวะออกมาให้ดูหน่อย ก็จะอาเจียนกัน จะเป็นลมกัน เพราะไม่ชิน ปฏิกิริยาของจิตจะรุนแรงมากกับสิ่งที่ไม่ชอบ ทำให้สลบได้ สิ่งที่ชอบก็ทำให้กินไม่ได้นอนไม่หลับ เห็นแล้วอยากจะอยู่ใกล้ชิด นอนไม่หลับ หลับตาก็เห็นลืมตาก็เห็น เราจึงต้องฝึกจิตด้วยอุบายวิธีต่างๆ ให้จิตเข้าสู่อุเบกขา ให้วางเฉยทางอารมณ์ให้ได้ คำว่าอุเบกขานี้ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องทำอะไร คำว่าปล่อยวางบางคนคิดว่าไม่ต้องทำอะไร งานก็ไม่ต้องทำ ลูกก็ไม่ต้องเลี้ยง ปล่อยทุกอย่างไปตามยถากรรม นั่นไม่ใช่อุเบกขา อุเบกขาหมายถึงการปล่อยวางทางอารมณ์ ไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งต่างๆ มีหน้าที่อะไรที่ต้องทำก็ทำไป มีหน้าที่เรียนหนังสือก็เรียนไป มีหน้าที่ทำงานก็ทำไป มีหน้าที่เลี้ยงลูกสอนลูกก็เลี้ยงไปสอนไป ทำไปตามหน้าที่ แต่อย่าไปมีอารมณ์กับสิ่งที่ทำ ไม่ต้องไปดีใจเสียใจ ได้ผลดีก็ไม่ต้องดีใจ ได้ผลไม่ดีก็ไม่ต้องเสียใจ ทำให้ดีที่สุดแล้วก็พอใจ อย่างใครถวายอะไรหลวงตา ท่านก็บอกว่าพอใจ ไม่ดีใจไม่เสียใจ ไม่บอกว่าน้อยไปหรือมากไป พอใจก็พอดี เป็นอุเบกขา ไม่มีปฏิกิริยาทางอารมณ์กับอะไรทั้งสิ้น จะเจ็บไข้ได้ป่วยก็พอใจ จะหายก็พอใจ จะตายก็พอใจ จิตที่มีอุเบกขามีปัญญาจะเป็นอย่างนั้น ถ้าเป็นอย่างอื่นก็จะขาดทุน ถ้าดีใจก็ดีใจเพื่อจะเสียใจ เวลาได้อะไรมาจะดีใจ พอสูญเสียไปก็จะเสียใจ ถ้าเฉยๆได้ก็จะไม่เจ็บใจ เสียอะไรก็เสียไปแต่อย่าเสียใจ อย่าเสีย ๒ ต่อ เสียต่อเดียวก็พอ เสียเงินไปแล้ว เสียคนรักไปแล้วก็อย่าเสียใจ ควรจะดีใจ ถ้าดีใจก็เป็นบุญ ถ้าเสียใจก็เป็นบาป ถ้าเสียใจก็เป็นอวิชชาเป็นความโง่ ถ้าดีใจก็เป็นปัญญา เป็นความฉลาด เป็นความสุข.
จุลธรรมนำใจ ๑๐ กัณฑ์ที่ ๓๖๙ วันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๐
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี
"…คนเราเกิดมาไม่ว่าผู้หญิงผู้ชาย จะให้เสมอเหมือนกันไม่มี ไปเพราะเหตุ มาเพราะเหตุ ที่สร้างดี สร้างชั่ว สร้างบาป สร้างกรรมไว้ มาถึงจุดนี้แล้ว เรารู้ว่าสร้างบาปให้ผลเป็นทุกข์ สร้างความดีให้ผลเป็นความสุขความเจริญ
ฉะนั้น..ฝากลูกหลานทุกคน สร้างความดี ทุกวัน ทุกนาที ทุกชั่วโมง อย่าหลงไปตามกิเลส ให้รู้จักพอเพียง อย่าทะเยอทะยานมากเกินไปมันเป็นทุกข์…"
••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••• โอวาทธรรมคำสอน หลวงปู่ลี ถาวโร วัดป่าหนองทับเรือ จ.พิษณุโลก
"เกิดมาเปล่า ตายไปเปล่า" เป็นคำพูดที่เตือนใจให้เรารู้จักใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและไม่ยึดติดกับสิ่งของหรือความสุขชั่วคราว คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม ก็เคยพูดไว้ว่า "ชีวิตนี้สั้นนัก อย่าเสียเวลาไปกับเรื่องไม่เป็นสาระ" ท่านเน้นย้ำให้เรารู้จักใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมายในการสร้างความดี และทำประโยชน์ให้กับครอบครัว ผู้อื่น และสังคม เรามาเกิดเพื่อเรียนรู้และเติบโต แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องจากไป อย่าลืมใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า
คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม
"การไปวัดสมัยก่อนไม่ได้ไปดูวัด แต่ไปดูธรรมะ ไปฟังธรรมคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ ที่ทำให้ใจร่มเย็นเป็นสุข มีความทุกข์น้อยลง จนไม่มีความทุกข์เหลืออยู่เลย..."
-พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต-
"...เมื่อจิต เข้ากระทบกับอารมณ์ภายนอก อย่างไร ก็ให้หยุด อยู่แค่นั้น อย่า ไปทะเลาะวิวาทโต้แย้ง อย่า ไปเอออวยเห็นดี เห็นงาม ให้จิตได้โอกาส ก่อรูปก่อร่าง เป็นตุ เป็นตะ เป็นเรื่องเป็นราว ยืดยาวออกไป อย่า ไปวิพากษ์วิจารณ์ ต่อไป อย่า ไปใส่ใจอีกต่อไป พอกัน เพียงรู้อารมณ์เท่านี้เอง หยุด กันเพียงเท่านี้..."
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
..กายนี้เป็นธรรมดา มีโรคภัยไข้เจ็บเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ก็เป็นโรคกรรม ไม่ว่าจะเป็นคนสูงๆต่ำๆ ดำๆขาวๆ อ้วนๆผอมๆ ร่ำรวยทุกข์จนต่างๆ ก็มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา รูปร่างกายของเรานี้เป็นวัตถุอันหนึ่ง เป็นธาตุสี่ มีขันธ์ทั้ง 5 รองรับอยู่ในรูปร่างกายอันนี้ การที่จะให้ถึงที่สุดแห่งจุดหมายปลายทางของเรา เรียกว่าเป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ มีแต่ผู้ที่มีสติเท่านั้นที่จะระลึกได้ ว่าจิตใจนั้นคิดอย่างไร จิตนั้นคิดอยู่ที่ไหน คิดด้วยเรื่องอะไร คิดแยกแยะออกได้ว่าอะไรเป็นสุขอะไรเป็นทุกข์ คิดแก้ไขอบรมได้ภายในจิตใจของตน เรียกว่าจับจ้องมองดูอาการอารมณ์ของตน ดูอาการเคลื่อนไหวของจิตใจ เรียกว่าคนฉลาด ญาติโยมก็ดีแม้ไม่ได้มาวัด อยู่ที่บ้านปฏิบัติก็เรียกว่าการปฏิบัติตนเอง..
..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..
“..ภาวนา คือ การทำจิตใจให้แน่วแน่เป็นอารมณ์อันเดียว เรียกว่า ทำสมาธิภาวนา จะยืน เดิน นั่ง นอน หรือจะอะไรก็ตาม ถ้าจิตนิ่งแน่วแน่เป็นหนึ่ง ในอารมณ์อันหนึ่งอันเดียวแล้วเรียกว่า สมาธิภาวนา แท้ที่จริงพระพุทธศาสนาของเรานั้นสอนเรื่องภาวนาโดยส่วนมาก ระลึกถึงทานก็เรียกว่า ภาวนาแน่วแน่อยู่ในอันนั้นเรียกว่า จาคานุสติ ระลึกถึงศีลก็เรียกว่า ศีลานุสสติ คนที่ไม่มีภาวนานั้นจิตใจฟุ้งซ่านมันส่งส่ายไม่อยู่ในอารมณ์เดียว เรียกว่า ภาวนาไม่เป็น
พระเที่ยวป่าเขาเรียกว่าพระกัมมัฏฐาน แท้จริงพระกัมมัฏฐานมิใช่มีเฉพาะพระที่เที่ยวป่า พระอยู่ตามบ้านก็มีกัมมัฏฐานเหมือนกัน แม้ที่สุดฆราวาสที่มีครอบครัวอยู่ก็มีเหมือนกัน เว้นแต่ไม่พิจารณากัมมัฏฐานของตนเท่านั้นแหละ
กัมมัฏฐาน ๕ มีอยู่ในตัวของเรานี้แล้วทุกคน คือ เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ แต่เราไม่พิจารณาให้มันเห็นชัดขึ้นมาในใจของตน ก็เลยเข้าใจว่ากัมมัฏฐานของตนไม่มี ขอให้พิจารณาลงไปเถิดอย่างน้อยวันหนึ่งๆ ขอให้ได้สัก ๕ นาที ๑๐ นาที ก็เป็นการดี ทำอะไรอยากให้ได้มากๆ จึงจะเอา มันไม่ได้หรอก ดูแต่ตัวต่อทำรังหรือปลวกทำเรือนอยู่ของมันก็แล้วกัน ค่อยทำไปวันละนิดวันละหน่อย หลายวันเข้ามันหากโตเองหรอก เราทำสมาธิภาวนาก็เหมือนกัน แต่เราทำสมาธิภาวนายังดีกว่าต่อทำรังหรือปลวกทำเรือนเสียอีก เพราะสิ่งที่เราจะต้องทำมีอยู่พร้อมแล้ว (คือ ปัญจะกัมัฏฐาน) ส่วนต่อและปลวกนั้น เขาต้องขนเอาสิ่งก่อสร้างมาจากที่อื่น เรายังได้เปรียบสัตว์เหล่านั้นอักโข
ขอให้ตั้งใจทำให้จริงจัง และทำความเลื่อมใสพอใจในกัมมัฏฐานของตนให้แน่วแน่เต็มที่ ทำนิดเดียวก็จะเป็นผลยิ่งใหญ่ไพศาล เมื่อทำไปทุกๆวัน วันละนิดวันละหน่อย มันหากจะมีวันหนึ่งโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็น มันหากเป็นเองคราวนี้ละ เราจะประสบโชคลาภอย่างยิ่งอย่าบอกใครเลย ถึงบอกก็บอกไม่ถูกเป็นของรู้เองและซาบซึ้งเฉพาะตนเอง คำว่า ภาวนานี้ขี้เกียจและปวดเมื่อยแข้งขา จะหายไปเองอย่างปลิดทิ้ง จะมีแต่อยากทำภาวนาสมาธิอยู่ร่ำไป..”
เทสฺรํสีธมฺโมวาท พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย (พ.ศ.๒๔๔๕-๒๕๓๗)
|