|
“..สิ่งใดที่เป็นของรักสิ่งนั้น ย่อมเป็นศัตรูแก่ดวงใจ..”
“..จึงควรละสิ่งนั้นเสีย แล้วตนเอง ก็จะมีความสุข..”
“..ฉะนั้น คนเราจึงอย่าไปเหยียดหยาม ดูถูกในคนที่เขามีปัญญาน้อย หรือฐานะกำเนิดชาติสกุลของเขาที่ตกอยู่ในความต่ำต้อย เพราะสิ่งเหล่านี้มันขึ้นอยู่ที่กรรมแห่งบุคคลซึ่งทำไว้ในกาลก่อน จึงส่งผลจำแนกให้มาเป็นในลักษณะต่างกัน บางคนแม้จะตกไปอยู่ในสกุลที่ลำบากยากเข็ญใจ ก็สักแต่ว่ากรรมซัดไปเท่านั้น แต่ความดีซึ่งติดอยู่ในจิตสันดานเดิมของเขามีอยู่ เขาก็อาจจะสำเร็จมรรคผลได้ในวันหนึ่ง ที่กรรมนั้นซัดไปให้เกิดในสกุลยากก็เพื่อจะทรมานเขาให้แลเห็นทุกข์เห็นโทษ และใช้หนี้เวรเก่าของเขาให้หมดสิ้นไปก็มี เพราะคนเราทุกคนที่เกิดมานี้ย่อมเกิดมาแต่ผลของกรรมเก่าที่ตนกระทำไว้ทั้งสิ้น
ถ้าผู้ใดมีดวงตาญาณ ผู้นั้นก็อาจจะรู้ชาติภพของตนที่กระทำกรรมอันใดไว้ ผู้ใดที่ดวงตายังมืดอยู่ด้วยอวิชชา ผู้นั้นก็ย่อมมองไม่เห็น เรื่องของกรรมนี้พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงสอนไว้มิให้เราประมาท ผู้ใดทำดีก็ย่อมไม่หนีจากกรรมดี ผู้ใดทำชั่วก็ย่อมไม่หนีจากกรรมชั่วนั้น เหตุนั้น จึงควรมีความสำรวมระวัง อย่าประมาทในสิ่งที่เรามองไม่เห็นอย่าเหยียดหยามติเตียนในวัตถุทานของผู้ใด ในศีลของเขาก็ดี ในภาวนาของเขาก็ดี เขาอาจมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นความดีแฝงอยู่ภายใน แต่ถูกปกปิดไว้ด้วยกรรมที่มองไม่เห็น ถ้าเราไปประมาทเขาเข้า
กรรมนั้นอาจกลับมาเป็นโทษสนองตัวเราเอง ให้ได้รับผลวิบากในกาลภายหน้าได้ ‘จิต’ นี้ จะว่าตายก็ตาย จะว่าไม่ตายก็ไม่ตาย จิตที่ตายก็คือจิตที่มีอาการแปรเปลี่ยนไปด้วยบาปอกุศล จิตคงที่อยู่ในสภาพเดิม หรือเป็นจิตที่เจือด้วยบุญกุศล ก็เป็นจิตที่ไม่ตาย ร่างกายของเรานี้ เรียกเป็น ๔ อย่าง ๑. รูป ๒. กาย ๓. สรีระ ๔. ธาตุ กายนี้ก็ไม่ได้ตายไปไหน เป็นแต่มันแปรเปลี่ยนไปเข้าสภาพเดิมของมัน ธาตุดินก็ไปอยู่กับธาตุดิน ธาตุน้ำก็ไปอยู่กับธาตุน้ำ ธาตุไฟก็ไปอยู่กับธาตุไฟ ธาตุลมก็ไปอยู่กับธาตุลม ฯลฯ
ก่อนที่เราจะเกิดมาจริง ๆ นั้น ก็คือธาตุทั้ง ๔ ไปประชุมสามัคคีกันขึ้น และถ้าเจ้าตัวจิตวิญญาณซึ่งลอยอยู่นั้น เข้าไปแทรกผสมเข้าเมื่อใด ก็จะเกิดเป็นสิ่งที่มีชีวิตขึ้น แล้วก็ค่อย ๆ ขยายตัวเติบโตออกไปทุกที ๆ เป็นเลวบ้าง ประณีตบ้าง เป็นคนบ้าง เป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง แล้วแต่ กรรมของจิตที่เป็น ‘บุญ’ หรือ ‘บาป’
‘จิต’ เป็นผู้รับผิดชอบในบุญและบาปทั้งหลาย คือกรรมดีและกรรมชั่ว ‘ร่างกาย’ นั้นไม่ใช่เป็นผู้รับผิดชอบ..”
ธมฺมธโรวาท พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ (พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔ )
“พร แปลว่า ประเสริฐ จะเกิดขึ้นได้ ต้องสร้างด้วยตัวเอง การขอพรเป็นจุดเริ่มต้น แต่จะเป็นจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับ การกระทำของตัวเอง”
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ
การเข้าสู่หลักธรรม
“ปัญญามันจะเกิดขึ้น ก็ต้องอาศัยอารมณ์ เหมือนกัน แต่ต่างจากสมถะ สมถะนั้น เช่นว่า พุทโธๆ หรือลมหายใจเข้าออก แค่นี้มันก็สงบได้ แต่ว่าอาหารของปัญญา ไม่ใช่อย่างนั้น ต้องเปลี่ยนอาหารให้มัน เช่น แม้เราจะทำความสงบเกิดขึ้นมาได้ เราก็ต้อง ชี้มัน บอกมันว่า 'อันนี้มันก็ไม่เที่ยง' มันจะชอบ ขนาดไหน ก็บอกว่า 'อันนี้มันก็ไม่เที่ยง' บอกเท่านี้แหละ ปัญญามันก็จะโตขึ้นมา ทำไมมันถึงโต เพราะมันมองเห็นความไม่เที่ยง ตลอด ตามที่เราพิจารณาอยู่” ...
หลวงพ่อชา สุภัทโท
"...ให้พากันหยุดเสาะหาธรรมจึงจะเห็นธรรม ให้ดูสิ่งที่ปรากฏอยู่ในตัวของเรา.. สิ่งที่รู้อยู่ในตัวของเรา สิ่งที่ปรากฏอยู่นั่นแหละ ความรู้สึกอยู่ที่ไหนให้ดูที่ตรงนั้น ให้กำหนดไว้ตรงนั้น ให้เพ่งลมตรงนั้น เพ่งดูดวงใจของเรา ..." -------------------------------------- #พระอาจรย์ฝั้น_อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร ต.พรรณา อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๔๒ - ๒๕๒๐)
คนที่ไม่เคยมีวาสนาเกื้อกูลกันมา ทั้งในทางโลกและทางธรรม ยากนักที่จะว่ากล่าวตักเตือนบอกสอนกันได้ นอกเสียจากเคยมีวาสนาเกื้อกูลต่อกันมาในปางก่อน ดังครั้งหนึ่งหลวงปู่ชอบท่านเคยอธิฎฐานไว้ว่า... " นับจากนี้ต่อไป ผู้ข้าสิบ่สอนไผอีก เพราะคนมันสอนยาก เว้นไว้แต่บุคคลนั้นเคยมีวาสนาเกื้อกูลกันมาในทางธรรม กับข้าพเจ้ามาก่อน."
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ อ.วังสะพุง จ.เลย
ปัจจุบันธรรม พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภทฺโท) ... ต้นไม้ต้นหนึ่งนั้นมันมีโคนและมีลำต้น แล้วก็ มีกิ่งก้านสาขา ต้นไม้ต้นนั้นเรียกว่า ต้นไม้ จะมีแต่โคนไม่มีลำต้นมันก็เป็นไม่ได้ จะมีลำต้นกิ่งก้านสาขาไม่มีมันก็เป็นไม่ได้ รวมเป็นลำต้น เป็นต้นไม้ก็คือมีโคน มีลำต้น มีกิ่ง ก้าน ต้นไม้ทั้งต้นนั้นถึงแม้จะมีสามอย่าง ก็จริง แต่ว่าไปรวมอยู่ที่โคนมันเป็นหลัก ไอ้กิ่งมันก็ดี ใบมันก็ดี มันก็อาศัยโคนเป็นอยู่ มนุษย์เรานี้ก็เหมือนกันฉันนั้น มันมีกาย มีวาจา แต่ว่ามันอาศัยจิต ซึ่งทำงานทั่ว ถึงทุกชนิด คือจิต จิตนี้คนชอบมาบ่นทุกข์นัก แหม ! ... จิตมันเป็นทุกข์ อาตมาที่มาอยู่ในวัด หนองป่าพงนี้ นับหลายร้อยรายมากราบ หลวงพ่อ อิฉันเป็นทุกข์ ใจ สุขมันก็สุขใจ ทุกข์มันก็ทุกข์ใจ ไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรยังไงกัน ไอ้ความเป็นจริงแล้วไม่น่าจะมีทุกข์นะ พระพุทธเจ้าท่านก็สอนว่าอย่าทุกข์ๆ ทุกข์แล้วมันไม่สบาย คือ อย่าไปทำอย่างนั้นสิ ไปทำอย่างนั้นมันทุกข์ เราก็อยากจะไปทำ อย่างนั้นแหละ มันก็ทุกข์ การฟังธรรมะ การประพฤติธรรมะ ปฏิบัติธรรมะ นี่ก็เพื่อจะให้พ้นทุกข์ อย่างเราทั้งหลายมาทำบุญวันนี้ก็เหมือนกัน เพื่อจะบรรเทาทุกข์ เพราะว่าทุกข์ทั้งนั้นแหละ นี่มันเป็นสิ่งที่สำคัญ มันเกิดมาจากเหตุของมัน คือกิเลสทั้งหลาย บางคนก็เห็นว่าไอ้ทุกข์มัน ประจำอยู่ในใจนี้อยู่นานแล้ว ใครวันนี้ โยมก็ ถาม อาตมาก็ตอบว่า โยม มันไม่นอนเนื่องอยู่ อย่างนี้หรอก มันเพิ่งเกิดเดี๋ยวนี้ แต่อารมณ์ ไม่ชอบใจมัน เลยทุกข์อยู่อย่างนี้ เหมือนผล มะนาว เอามันทิ้งไว้ตรงโน้นมันเปรี้ยวไหม หรือมะขามเปียกเราเอาทิ้งไว้ตรงนั้นแล้วมัน เปรี้ยวไหม มันก็ไม่เปรี้ยว เราเอามาแตะลิ้น มันก็เปรี้ยวขึ้นเดี๋ยวนี้เอง นี่มันเป็นไปอย่างนี้ ปัจจุบันธรรมมันเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ไอ้ความ เปรี้ยวมันนอนเนื่องอยู่ในมะขามเปียกหรอก ไม่รู้เรื่อง ไอ้สิ่งที่มันไม่รู้ มันเกิดเมื่อมันรู้เดี๋ยวนี้ เอามาแตะลิ้นมันเปรี้ยว เกิดเดี๋ยวนี้ เปรี้ยวไม่ได้อยู่ที่ไหนหรอก มันเกิดความ ไม่ชอบก็เกิดกิเลสเดี๋ยวนี้ กิเลสก็ไม่ใช่ว่า นอนเนื่องอยู่ในใจเรา มันเกิดเดี๋ยวนี้ ปัจจุบันนาธรรม เรื่องปัจจุบันธรรมมันเป็น สิ่งที่ สำคัญเหลือเกิน ...
“..อย่าพากันประมาทนอนใจว่ากิเลสคือเชื้อแห่งภพความเกิดตายไม่มีทางสิ้นสุด เป็นของเล็กน้อยไม่เป็นภัยแก่ตน แล้วไม่กระตือรือร้นเพื่อแก้ไขถอดถอนเสียแต่กาลที่ยังควรอยู่ เมื่อถึงกาลที่สุดวิสัยแล้ว จะทำอะไรกับกิเลสเหล่านี้ไม่ได้นะ จะว่าไม่บอกไม่เตือน คนและสัตว์ทุกข์ทรมานมาประจำโลก อย่าเข้าใจว่าเป็นมาจากอะไร แต่เป็นมาจากกิเลสตัณหาที่เห็นว่าไม่สำคัญและไม่เป็นภัยนั่นแล ผมค้นดูทางมาของการเกิดตาย และการมาของกองทุกข์มากน้อยจนเต็มความสามารถของสติปัญญาที่มีอยู่แล้ว ไม่มีอะไรเป็นตัวเหตุชักจูงจิตใจให้มาหาที่เกิดตายและรับความทุกข์ทรมานมากน้อยเลย มีแต่กิเลสตัวที่สัตว์โลกเห็นว่าไม่สำคัญและมองข้ามไปมาอยู่นี้ทั้งสิ้นเป็นตัวการสำคัญ..”
ภูริทตฺตธมฺโมวาท พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
"เรา ไม่ควรอ้างกาลเวลา เราต้องตั้งสติให้มันเคร่งครัดลงไป ไม่ว่ายืน เดิน นั่ง นอน ทุกอิริยาบถ ให้มันมีสติ... อยู่...เสมอทุกลมหายใจเข้า-ออก
เรา... แก่อยู่ เจ็บอยู่ ตายอยู่ ทุกเวลา นาที." ___________________________________ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี วัดหินหมากเป้ง.
" ดูใจเรานั้นแหละ พัฒนาตัวเองนั้นแหละ ทำใจเราให้ปกติ สบายๆ มากๆ หัด-ฝึก ปล่อยวาง นั้นเอง ไม่มีอะไรหรอก ไม่มีอะไรสำคัญกว่ากการตามรักษาจิตของเรา คิดดี พูดดี ทำดี มีความสุข "
หลวงปู่ชา สุภทฺโท
การภาวนาเราต้องเข้าไปสู่จิต หลวงปู่ดุลย์ท่านบอกว่า "ถ้าเห็นจิตแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็จบ แต่ว่าเห็นจิตแล้วไม่จบ...นั้นไม่ใช่จิต มันมีสังขารเจือปนอยู่...ถึงไม่จบ ถ้าเห็นจิตจริงๆแล้ว เห็นแล้วเห็นเลย จบแล้วจบเลย...ไม่กลับมา"
#หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร จังหวัดสุรินทร์
|