"ถ้าอยากแคล้วคลาดปลอดภัย ให้ทำทาน รักษาศีล สิ่งเหล่านี้จะเป็นเกราะคุ้มครองตัวเราให้แคล้วคลาด ปลอดภัยจากอันตราย ให้ตรวจดูกาย วาจา ใจของเรา ใครทำยังไงได้อย่างงั้น" โอวาทธรรม #หลวงปู่อว้าน เขมโก #วัดป่านาคนิมิตต์
สร้างบารมี
ให้อุตส่าห์ให้ทาน สมบัติเงินทองข้าวของ ที่เป็น วิญญาณกทรัพย์ และ อวิญญาณกทรัพย์ ที่เราหาได้มา เก็บหอมรอมริบไว้หรือได้มรดกมาก็ดี สิ่งทั้งหลายนั้น เมื่อเรารักษาอยู่
เมื่อเรายังมีชีวิตเป็นอยู่ ก็เป็นของเราอยู่ แต่พอแตกกายทำลายขันธ์เท่านั้น สมบัติเหล่านั้นไม่ใช่ของเราเสียแล้ว กลายเป็นของคนอื่นเสียแล้ว ไม่ใช่ของเราจริงๆ ในมนุษย์โลกเราผ่านไปผ่านมาเท่านั้นเอง ไม่ใช่เป็นบ้านเมืองของเรา ไม่เป็นถิ่นทำเลที่เราอยู่ เป็นทำเลที่สร้างบารมี
มาบำเพ็ญทาน ศีล เนกขัมม์ ปัญญา วิริยะ อธิษฐาน ขันติ สัจจะ เมตตา อุเบกขา เท่านั้น นี่ข้อสำคัญ
โดย #พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) #พระผู้ปราบมาร #หลวงพ่อวัดปากน้ำ #หลวงปู่วัดปากน้ำ
"ถ้าอยากแคล้วคลาดปลอดภัย ให้ทำทาน รักษาศีล สิ่งเหล่านี้จะเป็นเกราะคุ้มครองตัวเราให้แคล้วคลาด ปลอดภัยจากอันตราย ให้ตรวจดูกาย วาจา ใจของเรา ใครทำยังไงได้อย่างงั้น" โอวาทธรรม #หลวงปู่อว้าน เขมโก #วัดป่านาคนิมิตต์
"..ชีวิตหลังความตายไม่มีการต่อรองได้.." "..หากบุญมากก็ไปสวรรค์ ในชั้นที่เหมาะกับแรงกุศลของตนเท่านั้น จะขอความเป็นทิพย์แห่งสวรรค์ที่มากหรือน้อยกว่านั้นไม่ได้
และหากแรงบาปมาก ก็ต้องไปนรกขุมต่างๆ ตามแรงกรรมของตน ซึ่งเต็มไปด้วยทุกข์กับร้อนเท่านั้น จะขอต่อรองพักยกความทุกข์ร้อนทรมาน เพียงช้างกระพือหู งูแลบลิ้น ไม่ได้เลย ต้องก้มหน้ารับกรรมไป
ต่อรองได้แต่ในชีวิตจริงในโลกมนุษย์ขณะนี้ เดี๋ยวนี้เท่านั้น ที่ทุกคนมีสิทธิ์จะเลือกทำดี หรือชั่ว บุญ หรือบาป
ฉะนั้น ขอทุกคนจะเร่งทาน เร่งศีล เร่งภาวนาของตนแต่บัดนี้เสีย จะได้ออกไปจากการซัดเหวี่ยงของสังสารวัฏนี้ได้.."
โอวาทธรรมคำสอน หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
ควบคุมใจ หลวงปู่ขาว อนาลโย
พระพุทธเจ้าว่าเราเป็นผู้แนะนำสั่งสอนทาง ทางออกจากโลกก็ดี ทางไปสวรรค์ก็ดี ทางไปนิพพานก็ดี เราตถาคตเป็นผู้แนะนำสั่งสอนให้เท่านั้นแหละ ตนนั่นแหละ พวกอุบาสก-อุบาสิกาทั้งหลายต้องทำเอาเอง แม้พระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระสาวกทั้งหลายก็ทำเอาเองทั้งนั้น ตนแหละทำให้ตน ตนจะออกจากโลกก็แม่นตนตั้งอกตั้งใจทำใส่ตน ตนจะติดอยู่ในโลกก็แม่นใจของตนไม่อยากไป เพราะหลงตนหลงตัว
ทางปฏิบัติน่ะ เราก็ได้ยินได้ฟังมาแล้ว แล้วก็ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติเอา พระพุทธเจ้าแนะนำสั่งสอน หรือครูบาอาจารย์แนะนำสั่งสอน ก็ไม่หนีจากกายคตา คือปัญจกรรมฐาน นี่แหละ ต้องพิจารณา เราจะพิจารณานอกมันไป ก็เป็นนอกไปเสีย ไกลไปเสีย เพื่อให้จิตให้ใจนั่นแหละรู้จักสกนธ์กายอันนี้ รู้จักก้อนอันนี้ว่ามันเป็นอย่างหนึ่ง มันเป็นของกลาง ไม่ใช่ของใครสักคน เรานี้ได้สมบัติอย่างดี คือสกนธ์กายนี้ มีตา หู จมูก ลิ้น กายดี มีใจดี ได้สมบัติอันดีมาใช้ เราจะใช้สอยมัน เราจะเดินทางไปสวรรค์ก็ดี จะเดินทางไปนิพพานก็ดี ต้องอาศัยอันนี้ จะมีแต่ดวงจิตอย่างเดียวก็ไม่สำเร็จอะไรหมดทั้งสิ้น
พระพุทธเจ้าได้เทศน์ไว้ว่า มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา ธรรมทั้งหลาย จะทำดีทำกุศลดี ก็ใจนี่แหละ เป็นผู้ถึงก่อน เป็นผู้ถึงพร้อม จะทำบาปอกุศล ก็ใจนี่แหละ จะผ่องแผ้วแจ่มใสเบิกบาน ก็ใจนี่แหละ จะเศร้าหมองขุ่นมัว ก็ใจนี่แหละ ใจเศร้าหมองขุ่นมัวแล้วก็ไม่มีความสุขอยู่ในโลก จะอยู่ที่ไหนก็ไม่มีความสุข ครั้นใจผ่องแผ้วละก็ พระพุทธเจ้าท่านว่า มนสา เจ ปสนฺเนน บุคคลผู้มีใจผ่องแผ้วดีแล้ว แม้นจะพูดอยู่ก็มีความสุข แม้นจะทำอยู่ก็มีความสุข ตโต นํ สุขมเนฺวติ อยู่ที่ไหนๆ ก็มีความสุข มีความสุขเหมือนกะเงาเทียมตนไป ฉายาว อนุปายินี เหมือนเงาเทียมตนไป ไปสวรรค์ก็ดี มามนุษย์ก็ดี
เพราะเหตุนั้นแหละ ให้เราพากันตั้งใจอบรม ตั้งสติไว้ที่ใจ ควบคุมใจให้มีสติสัมปชัญญะ มีสติรู้ตัวอยู่เสมอ การทำ การพูด การคิด ก็อย่าให้มันผิด มันพลาดไป ควบคุมให้มันถูก ครั้นมันผิดมันพลาด เราก็มีสติยั้งไว้ ละ ปล่อยวาง ไม่เอามัน ทางผิดน่ะ
พระพุทธเจ้าแสดงไว้ ทางไปนรก ทางไปสวรรค์ ทางไปพรหมโลก ทางไปพระนิพพาน พระองค์ก็บอกไว้แล้ว ให้วางกายให้เป็นสุจริต วาจาให้บริสุทธิ์ ใจให้บริสุทธิ์ นี้ทางไปสวรรค์ ทางมามนุษย์ ทางไปพระนิพพานให้บริสุทธิ์อย่างนี้ ทางไปนรกนั่น เรียกว่าทุจริตนั้น ทางกาย ทางวาจา ทางใจ อันนี้ทางไปนรก เราจะเว้นเสีย ไม่ไปละ รู้จักแล้ว เราจะไปแต่ทางที่ราบรื่น ทางสบาย การเดินก็ทางกาย วาจา ใจ เท่านั้นและ ผู้ที่จะเที่ยวเอาภพ เอาชาติ นับกัปป์ นับกัลป์ไม่ได้ ตั้งแต่โลกเป็นโลกมา คือดวงจิตของเรานี่เอง ดวงจิตของเรานี่เองเป็นผู้ก่อกรรมก่อเวรแล้วก่อเล่า ไม่เบื่อสักที ก็แม่นดวงจิตของเรานี่แหละ เพราะเหตุนั้น เราจึงต้องอบรมจิตใจของเราให้ดี ให้ใจรู้เสีย ใจนี่แหละมันเป็นผู้หลง จนนับภพนับชาติไม่ได้ ภพน้อย ภพใหญ่ เที่ยวอยู่ในสังสารจักร์นี่ จึงให้เข้าใจเสียว่า เจ้ากรรมนายเวรคือใจ ตัวกรรมแม่นใจ ดวงใจอันเดียว วิญญาณอันเดียวเป็นตัวกรรม แต่งกรรมเสียแล้วให้เวียนตายเวียนเกิดที่นี่ ไม่เลิก เรารู้จักแล้วเราต้องควบคุมใจ แนะนำสั่งสอนใจ ทำใจของเราให้ผ่องแผ้ว ว่าเอาย่อๆ นี่แหละ กว้างขวางก็ได้ยินมาพอแฮงแล้ว เอาย่อๆ ควบคุมใจเท่านั้นและ ใจนี้ เจ้าของนรกก็แม่นใจนี่แหละ ม่าง (เลิก, ทิ้ง) นรกก็แม่นใจนี่แหละ ครั้นมันไม่ดีละก็ ร้อน เป็นทุกข์เหมือนใจจะขาด ครั้นใจไม่ดีละก็ มันกลุ้ม เป็นทุกข์จนฆ่าตัวตายนี่แหละ ถือว่าเราเป็นเรา นี่ก็เพราะใจนี่แหละ ไม่ใช่อื่นดอก เพราะมันไม่รู้ ท่านเรียกว่าอวิชชา ตัวใจนี่แหละอวิชชา
เราจึงควรสดับตรับฟัง แล้วก็ค้นคว้าพิจารณาใคร่ครวญ หาเหตุผล ทุกข์มันมาจากไหน ให้พิจารณาทุกข์ก่อน ทุกข์เป็นของจริงอันประเสริฐ มันมาจากไหน ค้นขึ้นไปซิ เห็นมาจากโง่นั่นแหละ ดวงจิตเป็นผู้โง่ มันต้องเป็น มันต้องเดือดร้อน มันถึงใคร่ มันถึงปรารถนา มันถึงอยากเป็นนั่นเป็นนี่ มันไม่อยากเป็นนั่นเป็นนี่ เพราะเกลียด เพราะชัง มันชังมันก็ไม่อยากเป็น แล้วก็หาของมาแก้ไข หาคิดอิหยังมาทา หนังเหี่ยวก็เอามาทา ลอกหนังออก มันได้กี่วัน มันก็เหี่ยวอย่างเก่า นี่หาทางแก้ดู ท่านว่า วิภวตัณหา มันเป็นกับดวงใจ เราสดับรับฟังอยู่ อบรมอยู่ทุกวันนี้ ทำความเพียรอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะอยากรู้จักใจของเรา ครั้นรู้แล้ว ก็คุมเอาแต่ใจนี่ ขัดเกลาเอาแต่นี่ สั่งสอนเอาแต่นี่ ให้มันรู้เท่าสังขารนี่แหละ มันไม่รู้ เพราะมันโง่ว่าแม่นหมด ทั้งก้อนนี้เป็นตัวเรา เป็นผู้หญิง ผู้ชาย ยึดถือไป ยึดถืออกไปรอบๆ แผ่นดิน ยึดในตัวยังไม่พอ ยึดแผ่นดินออกไปอีก นี่แหละเพราะความหลง ก็ยึด ทั้งการทำการงานทุกสิ่งทุกอย่าง เรียนวิชาศิลปะทุกสิ่งทุกอย่าง ก็เพื่อจะบำรุงบำเรอครอบครัวของตน บำรุงบำเรอตนให้เป็นสุข บำรุงพระศาสนา ค้ำจุนพระศาสนาก็เป็นการดี ขอให้รู้เท่าแล้ว อย่าไปยึดมันเท่านั้นแหละ
ในปฏิจสมุปปบาท ท่านว่า อวิชชาให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป ท่านว่าให้ดับความโง่อันเดียวเท่านั้น ผลดับหมด เพราะธรรมทั้งหลายไหลมาแต่เหตุ ธรรมทั้งหลายคือ ดีก็ดี ชั่วก็ดี ไหลมาแต่เหตุ คือความโง่ ความไม่เข้าใจ คิดว่าเป็นตัวเป็นตน ก็ได้รับผลเป็นสุข เป็นทุกข์ สืบไป ท่านเรียกว่า วัฏฏะ การวน วนไม่มีที่สิ้นสุด เราท่องเที่ยวอยู่นี่ ตั้งแต่แผ่นดินเป็นแผ่นดินมาแล้ว ทุกคนนี่แหละ คุณหมอก็ดี คุณหญิงก็ดี เกิดมาชาตินี้นับว่าบุญบารมีอันพวกท่านทั้งหลายได้อบรม ศีลห้า ศีลแปด รักษาอุโบสถ รักษากรรมบถสิบ จึงเป็นผู้สมบูรณ์บริบูรณ์ เกิดมาก็ไม่เป็นผู้เกียจคร้าน ไม่เป็นผู้มักหน่าย มีความพอใจแสวงหาวิชาศิลปะ จนได้เป็นใหญ่เป็นโตเป็นสูง นี่ก็เพราะบุญกุศลของเราได้สร้างสมอบรมมา จึงว่า ปุ พฺเพ จ กตปุญฺญตา คือบุญได้สร้างสมไว้แล้วแต่กาลก่อน แล้วก็ได้เกิดในประเทศอันสมควร ประเทศอันสมควรก็หมายเอาสกนธ์กายอันนี้ หรือจะหมายเอาแผ่นดิน ฟ้า อากาศก็ได้ หรือจะหมายเอาประเทศที่มี่พระพุทธศาสนาตั้งมั่นถาวร และมีอาจารย์ นักปราชญ์แนะนำสั่งสอนได้ อันนี้ก็ว่าประเทศอันสมควร ปุพฺเพ จ กตปุญฺญตา พวกเราได้เคยอบรมสร้างสมบุญกุศลมาหลายภพหลายชาติแล้ว จึงเป็นผู้บริบูรณ์สมบูรณ์ แล้วก็ได้เกิดในประเทศอันสมควร ประเทศเราได้นับถือพระพุทธศาสนาตั้งแต่บรรพบุรุษจนตราบเท่าทุกวันนี้ เราก็ได้นับถือพระพุทธศาสนา แล้วก็ได้ตั้งตนไว้ในที่ชอบ คือตั้งตนไว้ในการสดับตรับฟัง ทราบทุกสิ่งทุกอย่าง ในทางโลกก็ดี เกื้อกูลอุดหนุนโลกให้เจริญ ได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำอัตตประโยชน์ ประโยชน์ของตนก็ได้แล้ว ประโยชน์ของผู้อื่น ของโลกก็ได้อยู่ นี่และชื่อว่าตั้งตนไว้ในทางที่ชอบ แล้วก็ตั้งตนอยู่ในศีล ในการภาวนา ตั้งตนอยู่ในการสดับรับฟัง นี่เรียกว่า อตฺตสมฺมาปณิธิ ตั้งตนในที่ชอบ ท่านกล่าวว่าเป็นมงคลอันประเสริฐสุด ให้มีสติควบคุมใจของตน อันนี้ก็ชื่อว่าตั้งตนไว้ในที่ชอบอย่างสูงสุด นี่แหละ ให้ควบคุมดวงจิตของเราให้รู้จักเสีย
เจ้ากรรมนายเวรก็คือดวงจิตของเรานี่แหละ ผีนรกก็เป็นดวงจิตอันนี้ สวรรค์ก็เป็นดวงจิตอันนี้ พรหมโลกก็ดวงจิตอันนี้ ครั้นรู้จักแล้ว ก็ทำความเพียรต่อไปจนเกิดนิพพิทา ความเบื่อหน่ายในอัตตภาพของตน ที่เป็นมาหลายภพหลายชาติ การเกิดเวียนไปเวียนมาก็ไม่ได้อะไร มีแต่การสดับรับฟัง มีแต่การบริจาคให้ทาน มีแต่ศีลของตนเท่านั้นเป็นอริยทรัพย์ ทรัพย์ภายในติดตามไปกับดวงจิตของเราทุกภพทุกชาติ จิตเมื่อมันทำความชั่วไว้แล้วก็ไม่ลืม ใครไม่ต้องการสักคน หมดทั้งนั้น ความชั่ว บาปกรรม ให้คิดดู แต่นักโทษเขาลัก เขาปล้นสดมภ์แล้ว เขาก็หลบหนีไปซ่อนอยู่ตามป่าเขาตามถ้ำตามดง เพราะเขาไม่ปรารถนาจะให้พวกตำรวจไปจับเขา อันนั้นมันก็ไม่พ้นดอก บาปน่ะ ฉันใดก็ดี ครั้นทำลงแล้ว ทำบาป อกุศลจิตก็เป็นผู้จำเอา ไปตกนรกก็แม่นดวงจิตนั่นแหละเป็นผู้ไปตก
อัตตภาพ คือ ร่างกายของเรานี้ มันก็นอนทับดิน ส่วนดินมันก็เป็นดิน ส่วนน้ำมันก็เป็นน้ำ ส่วนลม ส่วนไฟ มันก็เป็นลม เป็นไฟ ของเก่ามัน ครั้นพ่นแล้วก็กลับมาถือเอาดิน เอาน้ำของเก่าอีกเท่านั้นแหละ แล้วก็มาใช้ดิน น้ำ ไฟ ลม นี่แหละครบบริบูรณ์ เอามาใช้ในทางดีทางชอบ ก็เป็นเหตุให้ได้สำเร็จมรรคผลพระนิพพาน พระพุทธเจ้าสร้างบารมีก็อาศัยดินอันนี้แหละ ประเทศอันสมควรอันนี้แหละ สาวกจะไปพระนิพพานตามพระพุทธองค์ก็อาศัยอัตตภาพอันนี้ ครั้นไม่อาศัยอัตตภาพอันนี้ มีแต่ดวงจิตหรือมีแต่ร่างซื่อๆ ก็ไม่สำเร็จอะไรหมดทั้งนั้น เหมือนกันทั้งนั้น พวกเทพยดาได้ชมวิมานชมความสุขอยู่ตลอดชีวิต ชมบุญ ชมกุศล ก็ทำเอามาแต่เมืองมนุษย์ ครั้นจุติแล้วก็ได้ไปเสวยบุญกุศลของตน ครั้นหมดบุญแล้วก็ลงมาเมืองมนุษย์มาสร้างอีก แล้วแต่จะสร้างเอา อันชอบบุญ ก็ตั้งหน้าตั้งตาทำเอาบุญ อันชอบบาป ก็ตั้งหน้าตั้งตาทำเอาบาป เหมือนพระเทวทัตนั่น ต่างคนต่างไปอย่างนั้น
อาตมาบอกไว้เท่านั้นว่า ให้มีสติคุมดวงจิต สัตว์นรกก็แม่นจิต สัตว์อเวจีก็แม่นจิต พระอินทร์พระพรหมก็แม่นจิต ที่เข้าพระนิพพานก็แม่นจิต ไม่ใช่ใคร จิตไม่มีตนมีตัว จิตเหมือนวอก (ลิง) นี่แหละ แล้วแต่มันจะไป บังคับบัญชามันไม่ได้ แล้วแต่มันจะปรุงจะแต่ง บอกไม่ได้ ไหว้ไม่ฟัง เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าให้วางมันเสีย อย่าไปยึดถือมัน ก็จิตนั่นแหละมันถือว่า “ตัวกู” อยู่เดี๋ยวนี้ก็ดี เราถือว่าเราเป็นผู้ชาย เราเป็นผู้หญิง ก็แม่นจิตนั่นแหละเป็นผู้ว่า มันไม่มีตนมีตัวดอก แล้วพระพุทธเจ้าว่าให้วางเสีย ให้ดับวิญญาณเสีย ครั้นดับวิญญาณแล้ว ไม่ไปก่อภพก่อชาติอีก ก็นั่นแหละพระนิพพานแหละ แน่ะ พระพุทธเจ้าบอกอย่างนั้น มันไม่อยู่ที่อื่น นรกมันก็อยู่นี่ พระนิพพานก็อยู่นี่ อย่าไปค้นที่อื่น อย่าไปพิจารณาที่อื่น ให้ค้นที่สกนธ์กายของตน ให้มันเห็นเป็น อสุภะอสุภัง ให้เห็นเป็นของปฏิกูล ให้เกิดนิพพิทาความเบื่อหน่ายมันนั่นแหละ แต่กี้มันเห็นว่าเป็นของสวยของงามของดี ดวงจิตนั่นเมื่อมีสติควบคุม มีสัมปชัญญะ ค้นหาเหตุผล ใคร่ครวญอยู่ มันเลยรู้เห็นว่า อัตตภาพร่างกายนี้เป็นของปฏิกูล ของเน่าเปื่อยผุพัง แล้วมันจะเกิดนิพพิทาความเบื่อหน่าย จิตนั่นแหละเบื่อหน่าย จิตเบื่อหน่าย จิตไม่ยึดมั่นแล้ว เรียกว่าจิตหลุดพ้นถึงวิมุตติ วิมุตติ คือความหลุดพ้นจากความยึดถือ หลุดพ้นจากอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น พ้นจากภพจากชาติ ตั้งใจทำเอา
หนังสือ อนาลโยวาท หลวงปู่ขาว อนาลโย ประวัติ ปฏิปทา และคำเทศนา หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล จังหวัดหนองบัวลำภู กัณฑ์ที่ ๑ ควบคุมใจ
เมื่อตื่นขึ้นมา อย่าสร้างอารมณ์เป็นพิษ ขึ้นในจิตใจ ในเวลาเช้า ตื่นแล้ว ก็นั่งสงบใจ พูดกับตัวเองว่า … วันนี้ฉันจะอยู่อย่างสงบ ฉันจะอยู่อย่างคนมีสติ ปัญญา ฉันจะอยู่อย่างคนรู้เท่าทันสรรพสิ่งทั้งหลาย ฉันจะไม่เป็นทุกข์ในสิ่งที่ไม่จำเป็น ... ปัญญานันทฺภิกขุ
คำสอนจากหลวงปู่
“ ให้มั่นคงในพระรัตนตรัย เชื่อในเรื่องการประกอบความดี เป็นฆราวาสก็ให้ถือศีล๕ให้ปกติ เท่านี้ต่อให้เจอเรื่องร้ายแรงเพียงใด อำนาจฝ่ายดี ย่อมรักษาคุ้มครองผู้นั้น ..ให้ผ่านพ้นไปได้ “
พระราชมงคลวุฒาจารย์ หลวงปู่ทอง สุวิชาโน สิริอายุ ๑๐๖ ปี วัดดอนไก่ดี อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร
"..ชีวิตหลังความตายไม่มีการต่อรองได้.." "..หากบุญมากก็ไปสวรรค์ ในชั้นที่เหมาะกับแรงกุศลของตนเท่านั้น จะขอความเป็นทิพย์แห่งสวรรค์ที่มากหรือน้อยกว่านั้นไม่ได้
และหากแรงบาปมาก ก็ต้องไปนรกขุมต่างๆ ตามแรงกรรมของตน ซึ่งเต็มไปด้วยทุกข์กับร้อนเท่านั้น จะขอต่อรองพักยกความทุกข์ร้อนทรมาน เพียงช้างกระพือหู งูแลบลิ้น ไม่ได้เลย ต้องก้มหน้ารับกรรมไป
ต่อรองได้แต่ในชีวิตจริงในโลกมนุษย์ขณะนี้ เดี๋ยวนี้เท่านั้น ที่ทุกคนมีสิทธิ์จะเลือกทำดี หรือชั่ว บุญ หรือบาป
ฉะนั้น ขอทุกคนจะเร่งทาน เร่งศีล เร่งภาวนาของตนแต่บัดนี้เสีย จะได้ออกไปจากการซัดเหวี่ยงของสังสารวัฏนี้ได้.."
โอวาทธรรมคำสอน หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
การที่เราพยายามปรับเปลี่ยน สิ่งแวดล้อมให้มันถูกใจเรา หรือพยายาม ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้น กับชีวิตของเรา ก็เป็นเรื่องที่สมควรทำ ถ้าเกิดว่าทำด้วยความตั้งมั่นในศีล แสวงหาสิ่งดีมาด้วยความชอบธรรม
อันนี้เราเรียกว่า ทำกิจ
แต่ว่าอย่าลืม ทำจิต ด้วย เพราะถ้าเกิดว่าพยายามหามาแล้วแต่ไม่ได้ หรือสิ่งที่หามาได้มันกลับต้องสูญเสียไป เจอความเจ็บป่วย เจอความพลัดพราก แต่ใจไม่ทุกข์ ใจไม่ทุกข์ เพราะว่าวางใจได้ถูก
เจอสิ่งที่แย่ ๆ ก็ไม่ทุกข์ เพราะว่ารู้ว่าความทุกข์มันอยู่ที่ใจเรา อยู่ที่ความรู้สึกต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
เจออะไรไม่สำคัญ เท่ากับว่ารู้สึกกับมันอย่างไร อันนั้นข้อที่ 1
ข้อที่ 2 ก็คือว่า ถ้าเจออะไรแม้จะแย่ แต่วางใจได้ถูก เช่น มองเห็นว่า เป็นธรรมดา หรือไม่มีความยึดติดถือมั่น ว่าเป็นตัวเป็นตน แม้จะสูญเสียอะไรไปก็ไม่ทุกข์
หรือมองว่าเป็นธรรมดา เป็นธรรมดาที่หนีไม่พ้น
อย่างที่เราได้สวดมนต์
เรามีความแก่เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้
เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปไม่ได้
เรามีความตายเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้
เราจะต้องพลัดพราก จากของรัก ของชอบใจ ทั้งนั้น
พอเรามองว่าเป็นธรรมดา พอเจอแก่ เจอเจ็บ เจอป่วย เจอตาย เจอพลัดพราก มันก็ไม่ทุกข์
หรือจะมองว่า เออ มันเป็นของดีก็ได้ มันมาสอนใจให้เราได้รู้จักปล่อย รู้จักวาง มาฝึกสติ ไม่ว่าจะมองแบบไหน ถ้าหากว่ามองเป็น วางใจถูก เราก็สามารถจะเป็นสุข หรือพ้นจากทุกข์ได้ แม้จะเจอสิ่งแย่ ๆ ก็ตาม
ฉะนั้นถ้าเข้าใจแบบนี้ เราจะไม่ไปพึ่งพาสิ่งภายนอกมาก แต่เราจะพยายามฝึกจิตฝึกใจของเรา ไม่เรียกร้องว่าคนต้องพูดดีกับเรา ไม่เรียกร้องว่าจะต้องมีโชค
แต่ว่าเราจะพยายามฝึกใจของเรา เพื่อให้อยู่เหนือความผันผวนปรวนแปรทั้งหลายทั้งปวง …
“เจออะไรไม่สำคัญเท่ากับมองมันอย่างไร” #พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคะโต แสดงธรรมเย็นวันที่ 3 สิงหาคม 2568
ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่ ............................. #การเป็นผู้นำทำให้ดู #มันเป็นเรื่องที่มีผล #มีประสิทธิภาพ #มีอิทธิพลกว่าการสอนเฉยๆ
คำว่า “ทำ” ทั้งการกระทำนั้นก็เป็นธรรม คือเป็นความถูกต้องด้วย นี่สำคัญ เพราะว่าคนเรามันจะมีการอาศัยการเสพคุ้น ที่พบเห็นประสบการณ์ จะมีความคล้อยตามกันไป
ตั้งแต่เด็กเล็กขึ้นมา ถ้าเขาได้รับการเห็น การฟัง การกระทำอย่างไร เป็นตัวอย่างอย่างไร เขาก็จะมีความคล้อยตามขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นคน แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน มันก็คล้อยตาม
เพราะฉะนั้นสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนสำคัญ ถ้าเราได้สิ่งแวดล้อมที่ดี ก็จะทำให้บุคคลที่อยู่ในที่นั้นก็พลอยดี และสิ่งแวดล้อมที่จะมีอิทธิพลมากที่สุด ก็คือสิ่งแวดล้อมที่เป็นตัวบุคคล ถ้าหากได้ตัวบุคคลที่ดี ก็จะทำให้บุคคลที่ไปอยู่ด้วยนั้นดี ได้ตัวอย่าง ได้ผู้นำ ได้ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ดี เด็กก็จะได้รับผลที่ดีตามมา มันเป็นเรื่องที่คล้อยตามกัน
ทุกคนก็คงมองเห็นว่า เยาวชนก็ดี บุคคลผู้หลักผู้ใหญ่ปัจจุบันก็ดี เราขาดศีลธรรมมาก อันนี้ก็เพราะว่าเขาได้ตัวอย่างที่ไม่ดี ได้การนำที่ไม่ดีตั้งแต่เล็กขึ้นมา การเสพอารมณ์ โดยเฉพาะจากสื่อต่าง ๆ ที่จะนำไปในทางไม่ดีมันมีมาก อันนี้มันก็จะทำให้เยาวชน ซึ่งจะเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญในอนาคตของชาติ ก็จะเป็นไปในทางไม่ดี
ฉะนั้นการจะสร้างชาติให้ดี ทรัพยากรบุคคลมนุษย์ให้ดีในอนาคต คิดว่าเราจะต้องอาศัยสื่อทุก ๆ แขนงนี่แหละ ที่จะให้เด็กทุกระดับได้สัมผัส เพียงแต่ว่าเราจะต้องมาผลิตสื่อให้มันเหมาะสม ที่มันเป็นแรงจูงใจ เราวางเป้าไว้เลยว่าเราจะแก้คนให้มีอุดมคติอย่างไร เช่น จะให้คนมีความหนักแน่น มีความอดทน มีความระเบียบวินัยที่ดี มีความกตัญญูกตเวทีที่ดี เราวางเป้าอย่างนี้ แล้วเราก็มาสร้างเรื่องสร้างเหตุการณ์ จะทำหรือสื่อในรูปแบบใด ๆ ก็ตาม จะเอาบุคคลที่สำคัญมาเป็นตัวอย่าง เขาจะทำตาม
แต่ว่าการผลิตนั้นเราต้องระดมสมอง ระดมผู้มีความเข้าใจ อย่างเรื่องของธรรมะ พระก็มีความเข้าใจอยู่แล้ว แต่ว่าการผลิตสื่อออกมาในรูปที่คนดูแล้วใจมันอยากทำตาม ก็ต้องชี้ให้ชัด
ตามแนวของพระพุทธเจ้า #เวลาพระพุทธเจ้าแสดงธรรมจะมีอยู่๓ลักษณะ
#ประการที่ ๑ #ชี้ชัด #ชวนอยากรับนำไปปฏิบัติ
คือใครที่ฟังพระพุทธเจ้า ฟังแล้วมันชัดเหมือนเปิดของที่ปิดอยู่ เหมือนหงายของที่คว่ำอยู่ บอกทางแก่ผู้หลงทาง ตามประทีปจุดดวงไฟสำหรับส่องทางให้คนมองเห็นทาง ชี้ชัด แล้วคนฟังก็อยากรับไปปฏิบัติ
#ประการที่๒ #เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า
ลักษณะการสอนของพระพุทธเจ้านี่เร้าใจ ทำให้คนฟังมีความอาจหาญ ที่จะทำความดี ที่จะละความชั่ว
#ประการที่๓ #ปลอบประโลมใจให้สดชื่นด้วยธรรมิกถา บางคนเศร้าโศกเสียใจ พอพบพระพุทธเจ้าแล้วก็หายหมด สบาย สุข
เพราะฉะนั้น #เราจะต้องสร้างผู้นำ #ทำให้ดู #เพราะว่าการทำให้ดู #ทำให้เห็น #ทำสิ่งที่ถูกต้องให้เป็นตัวอย่างนี่แหละคนจะทำตาม #ดีกว่าสอนหลายรอบ #พระพุทธเจ้าจึงให้ความสำคัญ
ในมงคล ๓๘ ยกเรื่อง อะเสวะนา จะ พาลานัง ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา ปูชา จะ ปูชะนียานัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง
ให้เว้นคนพาล ให้คบบัณฑิต บูชาบุคคลที่ควรบูชา เป็นมงคลอันสูงสุด
แสดงว่าถ้าเราคบคนพาล คนไม่ดี มันจะพลอยให้เราไม่ดีไปด้วย บางทีตัวเราเองก็ยังไม่แข็งแรง พอเจอคนพาลก็ไปเลย ชวนไปเล่น ชวนไปกิน ชวนไปเที่ยว ชวนไปสิ่งเสพติด หรือว่าทำอะไรที่มันผิด มันจะไป เพราะยังไม่แข็งแรง
แต่ถ้าคบบัณฑิต คบคนดีมีศีลมีธรรม คนขยัน คนอดทน ซื่อสัตย์สุจริต ตัวเราเองก็ยังไม่แข็งแรง แต่อาศัยที่เราเข้าใกล้คนดี มันจะดึง มันจะพยุงเราให้ดีตาม
เพราะฉะนั้นสิ่งแวดล้อมสำคัญ ผู้นำที่จะทำให้ดู เป็นสิ่งที่เราจะต้องมาเน้นมาก ต้องทำกันจริงจัง
ธรรมบรรยาย เป็นผู้นำ ธรรมให้ดู สามเณรปลูกปัญญาธรรม ๒๕๕๘ ............................. ธัมโมวาท โดยหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา
“สุนัขหรือแมวที่มีคนเลี้ยงไม่ว่าเจ้าของ จะยากดีมีจน ให้กินข้าวเหลือหรือกินอาหาร ดีๆ ขอให้มีคนเลี้ยง นั่นหมายถึงเขาใช้กรรม ครบ ๕๐๐ ชาติแล้ว ทานบารมีเขาให้ผลแล้ว เขากำลังใช้เศษกรรมในภพเดรัจฉานชาติ สุดท้ายอยู่ ภพต่อไปของเขาคือ มนุษย์ และเทวดา ขอให้พวกเราทาสหมาแมว ทั้งหลาย จงภูมิใจเถิดว่าพวกเรากำลังเลี้ยง เทวดาน้อยๆอยู่” ...
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี
”#นักภาวนาต้องดูใจเป็นหลัก“
นักภาวนาต้องดูใจเป็นหลัก ดูอย่างอื่นเป็นรอง ให้คอยดูว่าใจมีปฏิกิริยากับสิ่งที่ได้รับรู้อย่างไร ใจนิ่งสงบหรือปั่นป่วน บ่นโน่นบ่นนี่ คนนั้นเป็นอย่างนี้ คนนี้เป็นอย่างนั้น อย่างนี้แสดงว่าไม่ได้มองใจ มองแต่คนนั้นคนนี้
ถ้ามองปั๊บแล้วกลับมามองใจ ถ้าใจปั่นป่วนจะได้ใช้ธรรมะเข้ามาระงับ สอนใจว่าเขาเป็นอย่างนั้นแหละ
พวกเรายังติดภายนอกอยู่มาก พอเห็นอะไรภายนอกแล้ว ก็จะมีผลกระทบต่อภายใน มีความยินดียินร้าย ดีใจเสียใจ ถ้าดูข้างนอกน้อยกว่าดูข้างใน ความดีใจเสียใจ ยินดียินร้ายจะน้อยลงไป และหมดไปได้ ถ้ามีสติมีปัญญารู้ทันอารมณ์
#แต่ส่วนใหญ่มักจะถูกกิเลสตัณหาผลักดันให้ออกไปมองข้างนอก กามตัณหาคือความอยากในรูปเสียงกลิ่นรส กามคือกามคุณทั้ง ๕ รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ
ตัณหาคือความอยากความยินดี ใจจะถูกกามตัณหานี้ผลักดันให้ออกไปหารูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ แล้วก็ปรุงแต่งทันทีที่ได้สัมผัส ทำให้เกิดสุขเวทนา ทุกขเวทนาขึ้นมาภายในใจ เกิดความยินดียินร้ายขึ้นมา เพราะไม่ได้มองใจ มองแต่ภายนอก
แล้วก็จะไปกว้านเอาสิ่งต่างๆ ที่ตัณหาหลอกว่าดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ มาเป็นสมบัติของตน แล้วก็ทุกข์กับสิ่งที่ได้กว้านมา
#เพราะเขามีคุณสมบัติอยู่ ๒ ประการคือ ๑.ไม่เที่ยง ๒. ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมบังคับของเรา ไม่ใช่เป็นสมบัติของเราที่แท้จริง ต้องจากเราไป หรือเราต้องจากเขาไป ถ้าไม่มีปัญญาดูใจ ก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมา ความจริงไตรลักษณ์นี่ ๒ ส่วน อยู่ภายนอก อีกส่วนหนึ่งอยู่ภายใน ๒ ส่วนที่อยู่ภายนอกก็คือ อนิจจังกับอนัตตา เช่นรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะนี้เป็นอนิจจัง เพราะเปลี่ยนไปอยู่เรื่อยๆ เป็นอนัตตา เพราะไม่สามารถควบคุมบังคับ ให้เป็นไปตามความต้องการได้
ส่วนทุกข์ไม่ได้อยู่ที่เขา ทุกข์อยู่ที่ใจเรา ที่ไปหลงอยากให้เขาเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ "#ความอยาก" เป็นเหตุสร้างความทุกข์ให้เกิดขึ้นมาภายในใจ คือทุกข์ในอริยสัจ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ถ้ามีตัณหาเป็นตัวผลักดันใจ ก็จะเกิดความทุกข์ใจขึ้นมา เพราะได้รูปมาแล้วก็เอามาปรุงแต่งต่อ
เหมือนกับได้ก๋วยเตี๋ยวมาชามหนึ่ง รับประทานตามที่เขาทำมาให้ไม่ได้ ต้องปรุงแต่งก่อน ต้องใส่น้ำปลาใส่น้ำตาล ใส่น้ำส้ม ใส่พริก ให้ถูกกับตัณหาความอยาก ถ้าชอบเปรี้ยวก็ใส่เปรี้ยวมาก ชอบหวานก็ใส่หวานมาก นี่เป็นเรื่องของตัณหาพาไป
ถ้ารับประทานแล้วไม่อร่อย ก็เกิดความทุกข์ใจขึ้นมา ถ้าอร่อยก็เกิดความถูกใจ ก็จะติด อยากจะรับประทานอีก ทั้งๆที่อิ่มแล้ว ก็ยังรับประทานต่อ นี่เป็นเรื่องของตัณหา
ถ้าเป็นเรื่องของ "#มรรคของสติของปัญญา" เขาทำอะไรมาให้รับประทาน ก็รับประทานไป รับประทานเพื่อร่างกาย ไม่ได้รับประทานเพื่อตัณหาความอยาก เพื่อรสชาติ .
โอวาทธรรมคำสอน ( พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต ) วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี จุลธรรมนำใจ ๑๙ กัณฑ์ที่ ๔๐๕ วันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๒
#รู้เอง_เห็นเอง สันทิฏฐิโก รู้เอง เห็นเอง ประกาศก้องขึ้นมา ดังพระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมา ท่านไปหาใครมาเป็นสักขีพยาน ไม่มี
สาวกทั้งหลายตรัสรู้ธรรมอยู่ที่ไหน ถึงธรรมที่ไหนเรียกว่า สันทิฏฐิโกขั้นสุดยอดๆ ประกาศป้างๆ หายสงสัย ไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้า เพราะ
สันทิฏฐิโก เป็นพระโอวาทที่ทรงประทานไว้แล้วอย่างเฉียบขาด สันทิฏฐิโก ผู้ปฏิบัติจะรู้ผลงานของตนไปโดยลำดับจนกระทั่งถึงสุดท้าย สันทิฏฐิโก ขั้นสุดท้ายได้แก่เป็นพระอรหันต์ เป็นอย่างนั้นละ ให้พากันจำเอา
อย่าพากันขี้เกียจขี้คร้าน การทำบุญให้ทาน เป็นทางก้าวเดินเพื่อความพ้นทุกข์ การรักษาศีล การภาวนา ให้พากันอบรมจิตใจ ถ้าจะปล่อยให้แต่กิเลสตัณหามันขยี้ขยำนี้ ก็ไม่มีวันดีคืนไหนแหละที่จะพ้นทุกข์ไปได้
ให้มีศีลมีธรรมเข้าไปเปิดไปชะไปล้าง แล้วจะค่อยบริสุทธิ์ขึ้นไป และมีทางที่จะผ่านพ้นจนกระทั่งถึงนิพพานได้ เข้าใจเหรอ เอ้า วันนี้พูดเพียงเท่านี้แหละ
: หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
|