.
#อย่าใช้เวลาให้มาก
ข้อนี้มีอุปมาฉันใด การเจริญพระกรรมฐานก็เหมือนกัน ถ้าใจของเรายังไม่ถึงขั้นทรงฌานจริงๆ "ก็อย่าใช้เวลามาก" ใช้เวลาพอสมควร เพียงแค่สองสามนาที ถ้ามันทรงจิตมันดีจริงๆ จากนั้นไปอารมณ์มันซ่านสู้ไม่ไหว ก็เลิกเสียเลย ถ้าปล่อยให้มันซ่านมากเกินไป ความลำบากจะเกิดขึ้นกับจิต เมื่อความลำบากเกิดกับใจแล้ว ความดีมันก็ไม่เกิดกับเรา มันจะเป็นผลร้าย คือการดิ้นรนของจิตคือความเร่าร้อน
อีกประการหนึ่งมีหลายท่านมาถาม เวลานั่งพอจิตสบาย ร่างกายมันเกิดร้อนขึ้นบ้าง มันปวดบ้าง มาถามข้อสงสัย
อันนี้ขอตอบว่า ไม่ใช่เรื่องของสมาธิจิต มันเป็นเรื่องของทางกาย ถ้าสงสัยก็ควรไปหาหมอ ไม่ใช่แก้ด้วยสมาธิ
และมีท่านหนึ่งมาถามวันนี้ว่า เวลานั่งไปๆ ร่างกายมันโยก อันนี้เป็นอาการของปีติ เขาเรียกว่า "โอกกันติกาปีติ" ปีติ คือว่าเวลามันโยกก็ปล่อยให้มันโยกไป ใจสบายใช้ได้ เราคุมกันที่ใจ
ถ้าสมาธิมันสูงขึ้นไปกว่านั้น อาการโยกก็เลิกไปเอง อาศัยใจสบายก็แล้วกัน นี่ว่าสำหรับนักปฏิบัติเบื้องต้น
สำหรับท่านที่เจริญพระกรรมฐานขั้นสุดท้ายคือ "วิปัสสนาญาณ" ก็จะเห็นว่า
"ร่างกายนี้มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา"
"ชาติปิ ทุกขา" ความเกิดเป็นทุกข์ เราจะเกิดมันทำไม เลิกเกิดมันเสีย
"ชราปิ ทุกขา" ความแก่เป็นทุกข์ ความแก่มันจะมีมาได้ ก็เพราะอาศัยความเกิดเป็นสำคัญ เป็นตัวนำ เราก็ต้องเลิกเกิดมันเสีย เมื่อเราไม่เกิด จะเอาอะไรมาแก่ ความป่วยไข้ไม่สบายเป็นทุกข์ เพราะอาศัยความเกิดเป็นตัวนำ ถ้าเราไม่เกิด ก็ไม่มีร่างกายที่จะแก่ ที่จะป่วย
"มรณัมปิ ทุกขัง" ความตายเป็นทุกข์ ถ้าเราไม่เกิดจะเอาอะไรมาตาย เราเลิกเกิดก็แล้วกัน
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง __________ จากหนังสือ "ธัมมวิโมกข์" ปีที่ ๓๘ ฉบับที่ ๔๓๗ เดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๐ หน้า ๒๔ - ๒๕
"...ผู้สนใจ ศึกษาปฏิบัติธรรม คือ ผู้สนใจ หาความรู้ความฉลาด เพื่อคุณงามความดี ทั้งหลาย ที่โลกเขาปรารถนากัน เพราะคน เราจะอยู่ และไปโดยไม่มีเครื่องป้องกันตัว ย่อมไม่ปลอดภัยต่ออันตราย ทั้งภายนอก ภายใน
เครื่องป้องกันตัว คือหลักธรรม มีสติปัญญา เป็นอาวุธสำคัญ จะเป็นเครื่องมั่นคง ไม่สะ ทกสะท้าน มีสติปัญญาแฝงอยู่ กับตัวทุกอิริ ยาบท จะคิด พูด ทำอะไร ไม่มีการยกเว้น มีสติปัญญาสอดแทรกอยู่ด้วย ทั้งภายในและ ภายนอก มีความเข้มแข็งอดทนมีความเพียร ที่จะประกอบคุณงาม ความดี
คนอ่อนแอ โง่เง่าเต่าตุ่น วุ่นวายอยู่กับอารมณ์ เครื่องผูกพัน ด้วยความนอนใจและเกียจคร้าน ในกิจการที่จะยกตัวให้พ้นภัย..."
หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
โฮ่ง ๆ ๆ พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภทฺโท) ... อาตมาเคยเห็นหมาตัวหนึ่ง เอาข้าวให้มันกิน มันกินแล้วกินไม่หมด มันก็นอนเฝ้าอยู่ตรงนั้น อิ่มจนกินไม่ได้แล้ว ก็ยังนอนเฝ้าอยู่ตรงนั้นแหละ นอนซึม ประเดี๋ยวก็ชำเลืองตาดูอาหารที่เหลือ ถ้าหมาตัวอื่นจะมากินไม่ว่าตัวเล็กตัวใหญ่ ก็ขู่ โอ้ ! ... ไก่จะมากินก็โฮ่ง ๆ ๆ ท้องจะแตกอยู่แล้ว จะให้เขากินก็ไม่ได้ หวงไว้ ...
มาดูคนเหมือนกัน ถ้าไม่รู้จักธัมมะธัมโม ก็ไม่รู้จักผู้น้อยผู้ใหญ่ ถูกกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ เข้าครอบงำจิตใจ แม้จะมีสมบัติ มากมาย ก็หวงไว้ ไม่รู้จักเฉลี่ยเจือจาน แม้แต่ จะให้ทานแก่เด็กยากจนหรือคนชรา ที่ไม่มี จะกินก็ยาก อาตมามาคิดดูว่ามันเหมือนสัตว์ จริงหนอ คนพวกนี้ไม่มีคุณสมบัติของมนุษย์ เลย พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ... “มนุษย์เดรัจฉาโน” มนุษย์เหมือนสัตว์ เดรัจฉาน เป็นอย่างนั้น เพราะขาดความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ...
"..การทำบุญ โจรมันก็ทำได้ มันเป็นแค่ปลายเหตุการไม่ทำบาปทั้งหลายทั้งปวง นั่นคือ.." ต้นเหตุ.."
โอวาทคำสอน หลวงปู่ชา สุภัทโท
"...ผู้สนใจ ศึกษาปฏิบัติธรรม คือ ผู้สนใจ หาความรู้ความฉลาด เพื่อคุณงามความดี ทั้งหลาย ที่โลกเขาปรารถนากัน เพราะคน เราจะอยู่ และไปโดยไม่มีเครื่องป้องกันตัว ย่อมไม่ปลอดภัยต่ออันตราย ทั้งภายนอก ภายใน
เครื่องป้องกันตัว คือหลักธรรม มีสติปัญญา เป็นอาวุธสำคัญ จะเป็นเครื่องมั่นคง ไม่สะ ทกสะท้าน มีสติปัญญาแฝงอยู่ กับตัวทุกอิริ ยาบท จะคิด พูด ทำอะไร ไม่มีการยกเว้น มีสติปัญญาสอดแทรกอยู่ด้วย ทั้งภายในและ ภายนอก มีความเข้มแข็งอดทนมีความเพียร ที่จะประกอบคุณงาม ความดี
คนอ่อนแอ โง่เง่าเต่าตุ่น วุ่นวายอยู่กับอารมณ์ เครื่องผูกพัน ด้วยความนอนใจและเกียจคร้าน ในกิจการที่จะยกตัวให้พ้นภัย..."
หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
“คนเราเกิดมาทำไมหรือ ก็เกิดมาเพื่อดับกิเลสตนเองน่ะซี อย่ามัวแบกทุกข์อวิชชาอยู่เลย อย่าได้ประมาทนิ่งนอนใจนะ ให้สำรวมกาย วาจา ใจ ให้เต็มตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้ศรัทธามั่นในโลกุตตรธรรม จะได้รู้แจ้งธรรม พ้นเกิดแก่เจ็บตาย” ... หลวงปู่บุดดา ถาวโร
"..จิต เป็นสมบัติสำคัญมากในตัวเราที่ควรได้รับการเหลียวแล ด้วยวิธีเก็บรักษาให้ดี ควรสนใจรับผิดชอบต่อจิต อันเป็นสมบัติที่มีค่ายิ่งของตน วิธีที่ควรกับจิตโดยเฉพาะก็คือภาวนา ฝึกหัดภาวนาในโอกาสอันควร ตรวจดูจิตว่า มีอะไรบกพร่องและเสียไป จะได้ซ่อมสุขภาพจิต นั่งพินิจพิจารณาดูสังขารภายใน คือ ความคิดปรุงแต่งของจิตว่า คิดอะไรบ้าง มีสาระประโยชน์ไหม คิดแส่หาเรื่อง หาโทษ ขนทุกข์มาเผาตนอยู่นั้น พอรู้ผิด-ถูกของตัวบ้างไหม พิจารณาสังขารภายนอกว่า มีความเจริญขึ้นหรือเจริญลง สังขารมีอะไรใหม่หรือมีความเก่าแก่ชราหลุดไป พยายามเตรียมตัวเตรียมใจเสียแต่เวลาที่พอจะทำได้ ตายแล้วจะเสียการให้ท่องในใจอยู่เสมอว่า เรามีความแก่-เจ็บ-ตาย อยู่ประจำตัวทั่วหน้ากัน.."
ภูริทตฺตธมฺโมวาท พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ. สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
#แม้มันจะร่ำรวยสักเท่าไรมันก็เป็นทุกข์อยู่นั่นแหละ ถ้ามันเป็นทาสของความเอร็ดอร่อยทางอายตนะหรือทางกิเลส มันจะใช้เงินมากๆ บำรุงบำเรอทางอายตนะ มันก็ยังเป็นทุกข์อยู่นั่นแหละ
เพราะว่ากิเลสตัณหามันอิ่มไม่เป็น รู้ไว้เถิดว่าไอ้กิเลสตัณหาน่ะ มันอิ่มไม่เป็น ยิ่งบำรุงบำเรอมันก็ยิ่งอยากมาก บำรุงบำเรอก็ยิ่งอยากมาก มันอิ่มไม่เป็น จะใช้เงินชั่วโมงละล้านบำรุงกิเลสตัณหา มันก็อิ่มไม่เป็น มันก็ร้อนอยู่นั่นแหละ
ฉะนั้น ที่ว่ามันจะเย็นเป็นสุขน่ะ มันไม่ต้องบำรุงกิเลสตัณหาต่างหาก เพราะฉะนั้นเราอย่าไปหลงในความอร่อยเลย รู้ธรรมะกันเสียบ้าง.
#พุทธทาสภิกขุ #การเติมธรรมะลงในชีวิต #หน้า_๔๗-๔๘
"...คำว่า จิตสงบ นั้น ไม่ใช่ว่าไม่มีอะไร มันต้องมี มีความสงบครอบอยู่ การทำ จิตให้สงบ คือการวางให้พอดี ตั้งใจเกิน ไป มากก็เลยไป ปล่อยเกินไป ก็ไม่ถึง เพราะขาดความพอดี
ธรรมดาจิต เป็นของไม่อยู่นิ่ง เป็นของมี กิริยาไหวตัวอยู่เรื่อย ฉะนั้น จิตใจ ของ เราจึงไม่มีกำลัง การทำจิตใจ ของเราให้ มีกำลัง กับการทำกายของเราให้มีกำลัง มันต่างกัน
การทำกายให้มีกำลัง ก็คือการออกกำลัง ทำกายบริหาร มีการกระโดด การวิ่ง นี่คือ การทำกายให้มีกำลัง
การทำจิตใจให้มีกำลัง ก็คือ ทำจิตให้สงบ ไม่ใช่ ทำจิตให้คิดนั่นคิดนี่ ไปต่าง ๆ ให้อยู่ ในขอบเขตของมัน เพราะว่าจิตของเรานั้น ไม่เคยได้สงบ ไม่เคยมีกำลัง มันจึงไม่มีกำ ลังทางด้านสมาธิภายใน..."
หลวงพ่อชา สุภัทโท
#ศีลเป็นตัวการสำคัญในการเข้าถึงมรรคผล
#การเข้าถึงอริยมรรคอริยผล มันใช่เรื่องของสมาธิ แต่เป็นเรื่องของศีล ท่านนักเทศน์ทั้งหลายท่านเทศน์ว่า ศีลมีหน้าที่รักษากาย วาจา มันไม่ถูก อันนี้พูดเอากันเพียงแต่ว่า ขั้นเจตนา
ศีล แปลว่า ปกติ เมื่อจิตตั้งมั่นมีความเป็นปกติ ไม่หวั่นไหวต่อบุญและบาป อันนั้นแหละคือ “ศีล”
ในเมื่อมันเข้าไปถึงข้างในจริงๆ แล้ว ศีลนี่แหละเป็นตัวการที่สำคัญที่สุด ที่มันจะเป็นมัคคปฏิปทา ตัดทอนกิเลสและบาปกรรม สมาธิเป็นแต่เพียงฐานการสร้างพลังจิตให้เข้มแข็งปัญญาก็ให้รู้เหตุรู้ผล แต่เมื่อรู้เหตุรู้ผล แล้วจิตปล่อยวาง ก็กลายเป็นปกติจิต
เพราะฉะนั้น ในขั้นที่อริยมรรคอริยผลจะเกิดจริงๆ นี่ “ศีล”ต้องเข้าถึงจิตถึงใจ
ความจริง ศีลนี่ ท่านตีความหมายเพียงแต่ว่า “ศีล” ป้องกันโทษที่จะเกิดทางกายและทางวาจา
พระราชสังวรญาณ ( หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ) วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา คัดมาจากหนังสือฐานิยปูชา ๒๕๕๑ หน้า ๔๔
|