นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน จันทร์ 01 ก.ย. 2025 3:02 am

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: ทำบุญทำทาน
โพสต์โพสต์แล้ว: จันทร์ 28 ก.ค. 2025 5:32 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5034
#ชีวิตหลังความตายไม่มีการต่อรองได้
"..หากบุญมากก็ไปสวรรค์ ในชั้นที่เหมาะกับแรงกุศลของตนเท่านั้น
จะขอความเป็นทิพย์แห่งสวรรค์ที่มากหรือน้อยกว่านั้นไม่ได้

และหากแรงบาปมาก ก็ต้องไปนรกขุมต่างๆ ตามแรงกรรมของตน
ซึ่งเต็มไปด้วยทุกข์กับร้อนเท่านั้น จะขอต่อรองพักยกความทุกข์ร้อนทรมาน
เพียงช้างกระพือหู งูแลบลิ้น ไม่ได้เลย ต้องก้มหน้ารับกรรมไป

ต่อรองได้แต่ในชีวิตจริงในโลกมนุษย์ขณะนี้ เดี๋ยวนี้เท่านั้น
ที่ทุกคนมีสิทธิ์จะเลือกทำดี หรือชั่ว บุญ หรือบาป

ฉะนั้น ขอทุกคนจะเร่งทาน เร่งศีล เร่งภาวนาของตนแต่บัดนี้เสีย
จะได้ออกไปจากการซัดเหวี่ยงของสังสารวัฏนี้ได้.."

โอวาทธรรมคำสอน
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร








จะเห็นว่าพระพุทธเจ้าตัดสินพระทัยไม่ห่วงแม้แต่ชีวิต ฉะนั้นขอบรรดานักปฏิบัติจะลืมอันนี้ไม่ได้ เวลาปฏิบัติ เวลาเริ่มทำสมาธิ ตัดกังวลเสียก่อน สิ่งใดที่จะห่วงใย ยกเลิกทิ้งไป ประเดี๋ยวเดียวมันไม่ตายหรอก และก็ตัดสินใจว่าเราจะต้องปฏิบัติให้มีผลตามคำแนะนำของครู ไม่ห่วงแม้แต่ร่างกาย อย่างนี้เห็นนิพพานแจ๋ว

ทุกคนเมื่อตัดกังวล ไม่ห่วงแม้แต่ร่างกายได้แล้ว ก็ตั้งใจสมาทานศีล เรื่องศีลนี่ ความจริงไม่ใช่จะมีเฉพาะเวลาปฏิบัติ ศีลนี่เป็นเครื่องค้ำจุนฌานสมาบัติ สมาธิ หรือฌานจะมีขึ้นมาได้ก็เพราะศีล ถ้าศีลบกพร่อง ฌานก็บกพร่องด้วย ถ้าศีลสมบูรณ์แบบ สมาธิหรือฌานจึงจะสมบูรณ์แบบ ฉะนั้นเรื่องศีลต้องปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำว่า

๑. เราจะไม่ทำลายศีลด้วยตนเอง

๒. จะไม่ยุยงส่งเสริมให้บุคคลอื่นทำลายศีล

๓. ไม่ยินดีเมื่อบุคคลอื่นทำลายศีลแล้ว

จากหนังสือ ประวัติหลวงพ่อพระราชพรหมยาน หน้าที่ ๔๙๑ โดย...หลวงพ่อพระราชพรหมยาน









คนที่ใจไม่อยู่กับตัว เที่ยวออกไปรับสัญญา
อารมณ์ภายนอก ทั้งดี ทั้งชั่ว ทั้งอดีต อนาคต
ผู้นั้นก็จะต้องพบกับความร้อนใจด้วยประการ
ต่างๆ เปรียบเหมือนผู้ที่ไม่อยู่ในบ้านในเรือน
ของตัว วิ่งออกไปเที่ยวนอกบ้าน มันก็จะต้อง
โดนแดดบ้าง ฝนบ้าง ถูกรถชนบ้าง ถูกสุนัขบ้า
กัดบ้าง ถ้าหากเราอยู่แต่ภายในบ้านของเรา
แล้ว แม้จะมีภัยอันตรายบ้างก็ไม่สู้มากนัก
และก็จะไม่ต้องประสบกับความร้อนใจด้วย ...
...
องค์หลวงพ่อลี ธมฺมธโร






#ชีวิตหลังความตายไม่มีการต่อรองได้
"..หากบุญมากก็ไปสวรรค์ ในชั้นที่เหมาะกับแรงกุศลของตนเท่านั้น
จะขอความเป็นทิพย์แห่งสวรรค์ที่มากหรือน้อยกว่านั้นไม่ได้

และหากแรงบาปมาก ก็ต้องไปนรกขุมต่างๆ ตามแรงกรรมของตน
ซึ่งเต็มไปด้วยทุกข์กับร้อนเท่านั้น จะขอต่อรองพักยกความทุกข์ร้อนทรมาน
เพียงช้างกระพือหู งูแลบลิ้น ไม่ได้เลย ต้องก้มหน้ารับกรรมไป

ต่อรองได้แต่ในชีวิตจริงในโลกมนุษย์ขณะนี้ เดี๋ยวนี้เท่านั้น
ที่ทุกคนมีสิทธิ์จะเลือกทำดี หรือชั่ว บุญ หรือบาป

ฉะนั้น ขอทุกคนจะเร่งทาน เร่งศีล เร่งภาวนาของตนแต่บัดนี้เสีย
จะได้ออกไปจากการซัดเหวี่ยงของสังสารวัฏนี้ได้.."

โอวาทธรรมคำสอน
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร








....ต้นไม้ ไม่อาจเลือกได้ทั้งที่เกิด และที่จะโต...
...คนเรา แม้อาจจะเลือกไม่ได้ในที่เกิด...
...แต่เรา เลือกได้ในที่ ที่จะโต...
...เมื่ออยู่ถูกที่ เราจะเติบโตอย่างมี คุณภาพ...
...ทั้งสภาพร่างกาย และสภาพจิตใจ... ใช้สติชักชวนใจ แล้วไตร่ตรองดูให้ดีๆ...
..ว่าที่ไหน ที่มันเหมาะสมสำหรับการ เติบโตของตัวเราเอง...

หลวงปู่ศิลา_สิริจันโท
บารมีสิริจันโท
บารมีหลวงปู่ศิลา









อริยสัจ เขาสอน ๒ อย่างเท่านั้น สำหรับอีกสองอย่าง ไม่มีใครเขาสอนหรอก อย่าง นิโรธะ แปลว่าดับ อันนี้มันตัวผล ไม่ต้องสอน มันถึงเอง มรรค คือปฏิปทา เข้าถึงความดับทุกข์ มันก็ทรงอยู่แล้ว คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นี่ อริยสัจ เขาตัดสองตัว คือ ทุกข์ กับ สมุทัย นี่เท่านั้น

จากหนังสือ โอวาทหลวงพ่อวัดท่าซุง เล่ม ๑ หน้าที่ ๙๘ โดย...หลวงพ่อพระราชพรหมยาน







#ปัญญาอัตโนมัติ"จิตสงบ ย่อม...อิ่มตัว
คำบริกรรมนั้น...ก็อิ่ม ไม่รับคำบริกรรมต่อไป
มีแต่...ความรู้ล้วนๆ เด่นอยู่ภายในหัวใจ
คือในหัวอกนี้แหละ นี่! หัวอกตรงกลางอกเรานี้ ไม่ได้ อยู่บนสมองนะ

ทางภาคภาวนานี้ ได้ทำเต็มกำลังความสามารถจนกระทั่ง หายสงสัยในเรื่องความรู้นี้
อยู่ที่ไหนแน่ ความรู้...ไม่ได้อยู่บนสมอง
บนสมอง เป็นสถานที่ทำงานแห่งความจำ
ทั้งหลาย เวลาเราเรียนหนังสือเรียนมากๆ นี้ สมองทื่อไปหมดเลย เพราะความจำอยู่บนสมอง ไปทำงานอยู่ตรง นั้น...

แต่เวลาภาวนานี้ ภาวนามากเท่าไรๆ
จิต ของเรายิ่งสงบ อยู่ภายในทรวงอกของเรา ตรงกลางอกนี้แหละ
สงบ อยู่...ตรงนี้ สว่างไสว อยู่...ตรงนี้
แม้จะเกิดทางด้านปัญญา ก็เกิดอยู่ที่จุดกลางนี้คือ! เกิดอยู่ในทรวงอก ของเรานี่
ซ่านอยู่...ภายในนี้ สว่างไสว อยู่...รอบตัวภายในหัวอกนี้ ไม่ได้ อยู่บนสมอง

บนสมอง เลยกลายเป็นอวัยวะ
เหมือนอวัยวะทั่วๆ ไปหมด ไม่ปรากฏว่าความรู้
ไปหนัก ไปแน่นอยู่ในจุดใด
แต่มาหนักแน่นอยู่ในท่ามกลางอกนี้ เท่านั้น นี่! เรื่องการภาวนา เวลาจิตมีความสงบแล้ว...
จะสว่างไสว หรือจะสงบเย็น อยู่ภายในหัวอก ของเรานี้ เวลาจิต...เกิดปัญญา

คำว่าปัญญานี้ ปัญญาที่เราเรียนมา นั้น...
เป็นบาทฐานแห่งปัญญา ที่จะเกิดขึ้นโดยหลักธรรมชาติของตัวเอง ที่ท่านเรียกว่า...
ศีล สมาธิ ปัญญา ในหลักธรรมชาติเป็นอย่าง นั้น...จะเกิดขึ้นภายในนี้แหละ

อาศัยปัญญา ที่เราคาดเราคิดนี้เสียก่อน
สัญญา เป็นตัวหมายไป
ปัญญา พิจารณาโดยจิตของเรา มีความสงบ
เย็นพอสมควรแล้ว ก็อิ่ม...
อารมณ์ภายนอก รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัสสัมพันธ์ ที่ทำให้ใจคึกคะนอง
ก็ปล่อย..ตัวไปๆ มีแต่ความสงบเย็นอยู่ภายใน
นี่เรียกว่า...จิตอิ่มอารมณ์

จิต อิ่มอารมณ์นี้ เราพาพิจารณาทางด้านปัญญา คืออนิจฺจํ ก็ตาม ทุกฺขํ ก็ตาม อนตฺตา ก็ตาม อสุภะอสุภัง ความไม่สวยไม่งาม ในร่างกายของเขา ของเรา ก็ตาม
เราก็พิจารณา อยู่...ภายในหัวอกของเรา นี้แหละ

มันหาก อยู่...ในนี้เองไม่ได้ไปไหน
นี่เรียกว่า...การพิจารณาทางด้านปัญญา
แล้วจะเกิดความคล่องแคล่ว แกล้วกล้า
ความสว่างไสว เกิดความคล่องตัวขึ้นภาย ในจิตใจ นี่เรียกว่า...ปัญญา ได้เกิดกับผู้ภาวนา

ทีแรก อาศัยสัญญาคาดหมายไปเสียก่อน
พอคาดหมายไปหลายครั้งหลายหน
ปัญญาค่อยตั้งตัวได้แล้ว...ก็ดำเนินโดยลำพัง
ตัวเอง ไม่ต้องไปอาศัยสัญญาอารมณ์ที่ไหน เป็นปัญญาอัตโนมัติ ขึ้นมา
ดังที่ท่านแสดงไว้ในปัญญา ๓ ประเภท คือ...
•สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดขึ้นจากการได้ยิน
ได้ฟัง ๑.
•จินตามยปัญญา ปัญญาเกิดขึ้นจากการพินิจพิจารณา ไตร่ตรองของสามัญชนทั่วๆ ไป ๑.
•ภาวนามยปัญญา ๑.

ส่วนภาวนามยปัญญา นี้...
เกิดขึ้นโดยหลักธรรมชาติ ของตัวเอง
นี้แล ที่ท่านว่าปัญญาเกิด
ภาวนามยปัญญานี่ เป็นปัญญาเกิดขึ้นโดยหลักธรรมชาติ ท่านเรียกว่า...อัตโนมัติ

ปัญญาขั้นนี้แล...
เป็นปัญญาที่จะฆ่ากิเลส เป็นปัญญาที่เห็นมรรค เห็นผลโดยลำดับ."

----------------------------------
องค์ #หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน.






...ขึ้นชื่อว่าความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของธรรมดา เราอยู่นี่เราอยู่เพื่อพระพุทธศาสนา ในเมื่อมันจะเป็นยังไงก็เป็นไป ขออย่างเดียวถ้าได้มีโอกาสสอนธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็เป็นการสอนประเภทที่เรียกว่าไม่มีค่าจ้างรางวัล ใครจะให้หรือไม่ให้ก็เป็นเรื่องของผู้ให้ แต่หน้าที่ของเราก็มีหน้าที่สอน...

จากหนังสือ ทางสายเอก โดย...หลวงพ่อพระราชพรหมยาน







#ทำอย่างไรจึงจะได้พบกับท่านที่เป็นเนื้อนาบุญที่ประเสริฐ

ข้อนี้ก็ย่อมขึ้นอยู่กับวาสนาของเรา
ผู้ทำทานเป็นสำคัญ

หากเราได้เคยสร้างสมอบรมสร้างบารมีมาด้วยดีในอดีตชาติเป็นอันมากแล้ว บารมีนั้นก็จะเป็นพลังวาสนาน้อมนำให้ได้พบกับท่านที่เป็นเนื้อนาบุญที่ประเสริฐ

ทำทานครั้งใดก็มักโชคดี ได้พบกับท่านที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไปเสียทุกครั้ง

หากบุญวาสนาของเราน้อยและไม่มั่นคง ก็จะได้พบกับท่านที่เป็นเนื้อนาบุญบ้าง ได้พบกับอลัชชีบ้าง คือดีและชั่วคละกันไป

เช่นเดียวกับการซื้อสลากกินแบ่งสลากกินรวบ หากมีวาสนาบารมีเพราะได้เคยทำบุญให้ทานฝากกับสวรรค์ไว้ในชาติก่อน ๆ ก็ย่อมมีวาสนาให้ถูกรางวัลได้

หากไม่มีวาสนา เพราะไม่เคยทำบุญทำทานฝากสวรรค์เอาไว้เลย ก็ไม่มีสมบัติสวรรค์อะไรที่จะให้เบิกได้ อยู่ ๆ ก็จะมาขอเบิก เช่นนี้ก็ยากที่จะถูกรางวัลได้

โอวาทธรรม
#สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณสังวร


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Bing [Bot] และ บุคคลทั่วไป 24 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
cron
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO