การมากราบพระ ทำบุญเพียงด้านเดียว เปรียบเสมือนการดมอาหาร ได้แต่กลิ่น แต่ไม่อิ่ม ส่วนการภาวนานั้น เปรียบเสมือนการกลืนกินอาหาร ได้ทั้งกลิ่น รสชาติ และก็อิ่มด้วย...
#หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร
“เมื่อจิตมีสติแล้ว แม้มรณภัยเข้ามาปลิดชีพเรา เราก็อำลาจากร่างด้วยความองอาจกล้าหาญ ไปแบบมีสติ บุญกุศลใดที่เราสั่งสมเอาไว้ บุญกุศลนั้นก็จะเข้ามาครองใจของเรา ให้ไปสู่ภพภูมิที่เราพึงปราราถนา”
หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
"เราทำดีต่อผู้อื่น อย่าไปคาดหวังว่า ผู้อื่นจะต้องทำดีต่อเรา ถ้าเราเข้าใจในข้อนี้ จะไม่เป็นทุกข์ โดยไม่จำเป็น"
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เมื่อต้องภัยได้ทุกข์อะไร จรดอยู่ดวงบุญนั้น ให้ดวงบุญนั้นช่วย อย่าไปนึกถึงสิ่งอื่นนะ นึกถึงบุญกุศล ที่ตนกระทำนั่นแหละ เป็นที่พึ่งของตัวจริง ช่วยตัวได้จริงๆ
พระพุทธเจ้าเมื่อเข้าที่คับขัน ท่านยังนึกถึงบุญของท่าน ที่ท่านได้บำเพ็ญบารมีของท่านมา แน่วแน่ที่เดียว มั่นคงที่เดียว เมื่อมั่นคงเช่นนั้น นางธรณีก็ผุดขึ้นมา บำบัดพญามารให้พ่ายแพ้ ด้วยน้ำที่พระองค์ทรงหลั่งให้ตกลงเหนือพื้นปฐพี นางธรณีรับไว้รูดปราดเดียวเป็นทะเลท่วม พญามารป่นปี้หมด ยับเยิน เเพ้พระพุทธเจ้าด้วยน้ำที่ พระองค์ทรงกรวดนั่นแหละนี่พระองค์ทรงนึกถึง
ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมะบารมี ปัญญาบารมี วิริยะบารมี ขันติบารมี สัจจะบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี อุเบกขาบารมี
ให้เป็นอาวุธ ผจญพญามารให้อันตรธานพ่ายแพ้ พระองค์ไป เราก็เหมือนกัน ต้องภัยได้ทุกข์ ก็นึกถึงบุญบารมี ที่เราได้สั่งสมอบรมมานี้ นิ่งอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ใสบริสุทธิ์เท่าฟองไข่แดงของไก่ นิ่งอยู่ตรงนั้นแหละ กลางดวงนั่นแหละ ถูกดวงบุญพอดี ทาน การให้สำเร็จเป็นบุญดังนี้ เมื่อสำเร็จเป็นบุญแล้ว ก็เป็นที่ระลึกดังนี้ นี้เรียกว่า ทานัญจะ
จาก พระธรรมเทศนา กัณฑ์ที่ 5 เรื่อง สังคหวัตถุ พระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำฯ 20 กันยายน 2496
ขอบคุณเครดิต ไพรัตน์ ชลเสถียร
#ฐานที่ตั้งของจิต
#เมื่อทำจิตนิ่งสงบในขั้นนี้แล้วให้หยุดคำภาวนา พุทโธนั้นเสียกำหนดความรู้สึกไว้เฉพาะลมหายใจแล้วค่อยขยับจิตเลื่อนเข้าไปตามกองลมคือกองลมที่สำคัญๆอันจะทำให้เกิดความรู้สึกต่างๆ เช่น
ทิพยจักษุตาทิพย์ ทิพยโสตหูทิพย์ เจโตปริยญาณรู้ใจคนอื่น บุพเพนิวาสานุสติญาณระลึกชาติได้ จุตูปปาตญาณรู้จักความเกิดตายแห่งสัตว์ต่างๆ
นานาธาตุวิชชาวิชาความรู้เรื่องของธาตุต่างๆที่เกี่ยวเนื่องถึงอัตตภาพร่างกายอันเป็นประโยชน์แก่ร่างกายธาตุเหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นจากฐานของลมหายใจ
ฐานที่ ๑ ให้ตั้งจิตใจไว้ที่จมูกแล้วค่อยเลื่อนไปกลางหน้าผากอันเป็นฐานที่ ๒ ทำความรู้สึกอย่างกว้างขวางทำจิตให้นิ่งไว้ที่หน้าผากแล้วกลับมาที่จมูกให้เพ่งขึ้นเพ่งลงระหว่างจมูกกับหน้าผากราวกับคนขึ้นบนภูเขาฉะนั้นทำให้ได้สัก ๗ เที่ยวแล้วก็นิ่งไว้ที่หน้าผากอย่าให้จิตลงมาที่จมูกอีก
ต่อจากนั้นให้ตามเข้าไปในฐานที่ ๓ คือกลางกระหม่อมข้างนอกแล้วหยุดอยู่ที่กลางกระหม่อมทำความรู้สึกอย่างกว้างขวาง สูดลมในอากาศเข้าไปในศีรษะกระจายลมครู่หนึ่งจึงกลับมาที่หน้าผากกลับไปกลับมาในระหว่างหน้าผากกับกลางกระหม่อมอยู่เช่นนี้สัก ๑ เที่ยว แล้วก็นิ่งอยู่กลางกระหม่อม ตามเข้าไปในฐานที่ ๔ อีกคือลงในสมองที่กลางกะโหลกศีรษะให้นิ่งอยู่สักครู่หนึ่งจึงเลื่อนจิตออกไปที่กลางกระหม่อมข้างนอกกลับไปกลับมาติดต่อกันในระหว่างสมองกับกลางกระหม่อมข้างนอกแล้วก็นิ่งอยู่ที่สมองทำความรู้สึกให้กว้างขวางกระจายลมอันละเอียดจากสมองให้ลงไปเบื้องต่ำ เมื่อทำจิตมาถึงตอนนี้แล้วบางทีจะเกิดนิมิตของลมขึ้นเป็นต้นว่ารู้สึกขึ้นในศีรษะแลเห็นหรือรู้สึกให้เสียวๆ ให้เย็นๆร้อนๆ ให้เป็นไอเป็นหมอกสลัวๆ ขึ้น
บางทีก็มองเห็นกะโหลกศีรษะของตัวเองถึงอย่างนั้นก็อย่าให้มีความหวั่นไหวไปตามนิมิตที่ปรากฏ ถ้าเราไม่ปรารถนาที่จะให้เป็นเช่นนั้นก็ให้สูดลมหายใจเข้าไปยาวๆ ถึงหัวอกนิมิตเหล่านั้นก็จะหายไปในทันที เมื่อเห็นนิมิตอันใดอันหนึ่งเกิดขึ้นแล้วให้ตั้งสติรู้อยู่ที่นิมิตแต่ให้เอานิมิตเดียวสุดแท้แต่นิมิตอันใดเป็นที่สบาย เมื่อจับนิมิตได้แล้วให้ขยายนิมิตนั้นออกไปให้โตเท่าศีรษะ นิมิตที่ขาวสว่างนั้นมีประโยชน์แก่กายแก่ใจ คือเป็นลมบริสุทธิ์สะอาด
ลมบริสุทธิ์สะอาดนี้ย่อมเป็นเครื่องฟอกโลหิตในร่างกายของเราได้อย่างดีสามารถจะบรรเทาหรือกำจัดทุกขเวทนาในร่างกายได้ เมื่อทำได้เท่าศีรษะของตนแล้วให้เลื่อนลงไปตั้งไว้ในฐานที่ ๕ คือทรวงอกแล้วให้นึกเอานิมิตแห่งลมไปตั้งไว้ขยายออกให้เต็มทรวงอกทำลมอันนั้นให้ขาวสว่างกระจายลมกระจายแสงสว่างไปทั่วทุกขุมขนจนกว่าจะมองเห็นส่วนต่าง ๆ ของร่างกายปรากฏเป็นภาพขึ้นมาเอง
ถ้าไม่ต้องการภาพอันนั้นก็ให้สูดลมหายใจยาวๆเสีย ๒-๓ ครั้งภาพนั้นก็จะหายไปทันทีแล้วกระทำจิตให้นิ่งอยู่โดยกว้างขวางแม้จะมีนิมิตอะไรผ่านมาในรัศมีแห่งลมอย่าเพิ่งไปจับเอา อย่าทำจิตหวั่นไหวไปตามนิมิตประคองจิตไว้ให้ดีทำจิตให้เป็นหนึ่งพยายามตั้งจิตไว้ในอารมณ์อันเดียวคือลมหายใจอันละเอียดและขยายลมอันละเอียดนั้นให้กว้างขวางออกไปทั่วสรรพางค์กาย
#ท่านพ่อลี ธมฺมธโร
"..ทาน คือเครื่องแสดงน้ำใจมนุษย์ผู้มีจิตใจสูง ผู้มีเมตตาจิตต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์ผู้อาภัพ ด้วยการให้การเสียสละแบ่งปันมากน้อย ตามกำลังของวัตถุเครื่องสงเคราะห์ที่มีอยู่ จะเป็นวัตถุทาน ธรรมทาน หรือวิทยาทานแขนงต่าง ๆ ก็ตาม ที่ให้เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นโดยมิได้หวังค่าตอบแทนใด ๆ นอกจากกุศลคือความดีที่เกิดจากทานนั้น ซึ่งจะเป็นสิ่งตอบแทนให้เจ้าของทานได้รับอยู่โดยดีเท่านั้น ตลอดอภัยทานที่ควรให้แก่กันในเวลาอีกฝ่ายหนึ่งผิดพลาดหรือล่วงเกิน คนมีทานหรือคนที่เด่นในการให้ทาน ย่อมเป็นผู้สง่าผ่าเผยและเด่นในปวงชนโดยไม่นิยมรูปร่างลักษณะ ผู้เช่นนี้มนุษย์และสัตว์ตลอดเทวดาที่มองไม่เห็นก็เคารพรัก จะตกทิศใดแดนใดย่อมไม่อดอยากขาดแคลน หากมีสิ่งหรือผู้อุปถัมภ์จนได้ ไม่อับจนทนทุกข์.."
ภูริทตฺตธมฺโมวาม พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ. สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
ถ้าจะว่าตามขั้นสมมติธรรมแล้ว คำว่า ตัวของเราก็ได้แก่ ธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ มาผสมกัน ทั้งอากาศ ธาตุ และ วิญญาณธาตุ มีตัณหา อุปาทาน เข้ามายึดถือ ให้เกิดความสำคัญ มั่นหมาย และ บังคับให้เป็นไป มีประการต่าง ๆ ตามอำนาจของกิเลส อันเป็นเหตุแห่งทุกข์ จนไม่มีที่สิ้นสุด เป็นที่เราควรคิด แต่เดิมนั้น เราไม่ได้ยึดถือ ไม่ได้ติดข้อง อยู่ในสิ่งใดเลยสักอย่าง เดี๋ยวนี้เรายึดถือให้เกิด ความสำคัญมั่น หมาย และบังคับให้เป็นไปมีประการต่างๆ ตามอำนาจของกิเลส อันเป็นเหตุแห่งทุกข์ จนไม่มีที่สิ้นสุด เป็นสิ่งที่เราควรคิด ต่อไป เราควรแก้ไข โดยอุบาย ที่ไม่ยึดถือ และไม่ติดข้อง อยู่ในสิ่งทั้งหลายหมด ทุกสิ่งทุกอย่าง จึงเป็นการถูกต้อง ควรพิจารณาให้รู้ให้เห็น ตามที่จริง ความจริง ตามชั้นปรมัตถธรรมแล้ว ตัวเราไม่มี มีแค่รูปกับนาม เท่านั้น ไม่ใช่ สัตว์ บุคคลตัวตน เรา เขา เป็นของว่างเปล่า ไม่ยึดมั่น ด้วยอุปทาน ก็จะได้กระทำ สิ่งที่สุดแห่งทุกข์ อันเป็นจุดหมาย ปลายทางของชีวิตโดยแท้ ผู้ปรารถนา จะเข้าสู่นิพพานอย่างแท้จริง ต้องสละละความอาลัยในโลก และสิ่งของสำหรับโลกนี้เสีย เตรียมตัวพร้อม ยอมเป็นคนยากจน ไม่ต้องหวังพึ่งเพื่อนฝูง และญาติ พี่น้องผู้ใด คือ ให้สงัดกาย สงัดใจ วิเวกธรรม อดทน ต่อความ ติฉินนินทา ความเกลียดชัง และ ความหมิ่นประมาทของผู้อื่น อดทนต่อทุกข์ ภัยอันตรายต่าง ๆ ที่มาถึงตน แม้จะ ต้องเสียชีวิตก็ยอมสละเพื่อเห็นแก่ธรรม อุตส่าห์กระทำตามรีตรอย แห่งพระอริยะเจ้าทั้งหลาย ที่ปฏิบัติสืบสายกันมาแต่ปางก่อน โดยไม่ท้อถอย จึงเป็นการถูกชอบ และสมความมุ่งมาดปรารถนา การอยู่ในโลกนี้ ให้เข้าเหมือนอยู่ในกองไฟ และเหมือนอยู่ในคุกตะราง ให้เร่งรีบแสวงหาทางออกเสมอ อย่าได้นิ่งนอนใจ และหลงยินดีเพลิดเพลินอยู่ จงถือเอาศรัทธา ความเชื่อ เป็นทางเดินแห่งวิถีจิต เอาสติ คือ ความระลึกรู้สึกตัว พร้อมเป็นเพื่อนพ้องเดินทาง เอาวิริยะ คือ ความเพียรพยายามเป็นกำลังกาย เอาขันติ ความอดทนเป็นอาวุธสำหรับป้องกันอันตราย เอาปัญญา ความรอบรู้เป็นประทีปส่องทางไป แล้วรีบเร่งเดินอย่าแวะซ้ายแวะขวา อย่าหยุดพักอยู่ในที่ใด ๆ ก็จะได้ถึงซึ่งที่สุดแห่งขันธ์โลกคือ พระนิพพานดังที่พระพุทธ องค์ทรงตรัสว่า " ชีวิตเป็นของน้อย ถูกชรารุกรานเงียบๆ อยู่เสมอ รุกรานไปสู่ความตาย ไม่มีอะไรต้านทานไว้ได้ ถ้าใครเพ่งเห็นภาวะที่น่ากลัวอันนั้น ในความตาย แล้วพึงรีบคืนคลาย ละโลกาสพอใจในนิพพาน " ซึ่งเป็นถ้อยคำที่สูงและมีคุณค่ายิ่ง พุทธบริษัทผู้หวังปฏิบัติต่อโลกุตรธรรมพึงจำใส่ใจ แล้วพิจารณาคืนคลายละเสียซึ่งความสุข ความสนุกเพลิดเพลินในกามารมณ์ อันเป็นเหยื่อล่อของโลก แล้วตั้งใจประพฤติ ปฏิบัติ ตามองค์แห่ง อัฏฐังคิกมรรค มี องค์ 8 ซึ่งย่อ เข้ามาได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ให้เกิดมีขึ้น ในสันดาน ก็จะได้ เป็นปัจจัยแก่ มรรคผล นิพพาน อันเป็นจุดมุ่งหมายของผู้ปฏิบัติธรรมโดยแท้ "ผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร พึงเจริญสมาธิ ให้เกิดมีขึ้นในสันดาน เมื่อจิตตั้งมั่น เป็นสมาธิแล้ว ย่อมรู้ตามความเป็นจริง" ฉะนั้นผู้ปฏิบัติธรรม พึงบังเกิดศรัทธา ความเชื่อ ความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย และในสมาธิภาวนา พยายามหาโอกาสเวลาสละกิจการน้อยใหญ่ เข้าสู่ที่สงัด หรือห้องพระนั่งขัดสมาธิ หรือ พับเพียบ ตามควรแก่ภาวะของตน น้อมจิต เอากรรมฐาน บทใดบทหนึ่งเป็นอารมณ์ ตั้งสติคอยกำหนดอารมณ์กรรมฐาน ไปช้า ๆ อย่ารีบด่วน ให้ทำด้วยใจเย็นๆ หายใจ เข้าออก ให้สม่ำเสมอ ให้ละเอียด อ่อนโยน เพราะการภาวนาเป็นงานของจิตโดยเฉพาะ ค่อยรวมกำลังจิตดิ่งลงสู่จุดของอารมณ์กรรมฐานพร้อมกับให้มีสัมปชัญญะความรู้ตัว พิจารณาอารมณ์กรรมฐาน ให้เห็นประจักษ์แจ้งชัดขึ้นในใจ ค่อยกำหนดไปๆ ด้วยความวิริยะอุตสาหะและอดกลั้นบรรเทา ได้นานเท่าไร่ก็ยิ่งดี (ระวังอย่าง่วงนอนเป็นอันขาด) นานเข้าจิตก็จะติดแนบแน่น กับอารมณ์กรรมฐาน ต่อจากนั้น ปิติ คือ ความอิ่มใจ ปราโมทย์ คือ ความร่าเริงบันเทิงใจ ก็จะเกิดขึ้น นามกายก็จะสงบระงับ ความสุขกายสุขใจ ก็จะเกิดขึ้น นามกาย ก็จะสงบระงับ ความสุขสุขใจ ก็จะเกิดขึ้น จะรู้สึกสบาย และ เยือกเย็น จากนั้นสมาธิ อันประกอบด้วย องค์ 3 คือ จิตบริสุทธิ์สะอาด จิตตั้งมั่น จิตคล่องแคล่ว ควรแก่การพิจารณา สภาวะธรรมที่จะเกิดขึ้น อันดับต่อไป ก็ควรแก่การพิจารณา สภาวะธรรมคือ รูปนาม หรือขันธ์ 5 ให้รู้ตามความเป็นจริง โดยการเจริญ วิปัสสนาภาวนา ตามนัยแห่งสติปัฏฐาน 4 คือ ให้พิจารณาว่า กาย เวทนา จิต และ ธรรมนี้ ก็สักว่า เป็นกาย เป็นเวทนา เป็นจิต เป็นธรรม ไม่ใช่สัตว์ บุคคลตัวตนของ เรา เขาเป็นของไม่จีรังยั่งยืน ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ไม่ใช่ตน เป็นของว่างเปล่า ไม่ใช่เราไม่ ใช่ของเรา พิจารณา กำหนดไปๆ นานต่อนาน จนกว่าจิตใจ จะหลุดพ้น จากความเกาะเกี่ยวเหนียวแน่นจากกิเลส ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้บริบูรณ์ ด้วยวิปัสสนาภาวนา เป็นอันดี ผู้ปฏิบัติธรรมถึงขั้นนี้เรียกว่า เป็นแก่นสาร ปิดประตูอบายภูมิทั้ง 4 มีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า เที่ยงแท้แน่นอน การที่ พระพุทธศาสนา ทรงไว้ซึ่งความประเสริฐ ยิ่งกว่าศาสนาอื่นใด ในโลกทั้งหมด ก็เพราะ "วิปัสสนา ภาวนา" นี่แหละ เป็นแก่นแท้ และเป็นหลักใหญ่ บุคคลผู้ใดยังเข้าไม่ถึง คือยังไม่ได้เจริญวิปัสสนาภาวนา แล้วจะมาเข้าใจว่าตนเข้าถึงแก่น แห่งธรรม ว่าตนมีความรู้ซาบซึ้ง ในคำสอนของพระพุทธศาสนา อย่างถูกต้อง บุคคลผู้นั้นจะมาเข้าใจเอาเองอย่างนี้ยังใช้ไม่ได้เป็นอันขาด การที่ วิปัสสนาภาวนา เป็นของผู้ประเสริฐ เป็นของวิเศษและสูงสุดนั้น ก็เพราะเป็นหลักปฏิบัติ ที่สามารถจะนำสัตว์ออก จากทุกข์ในวัฏฏสงสาร ได้โดยแท้จริง ดังนั้นทาง ที่เป็นทางเอก ระงับดับทุกข์ เป็นทางให้ถึง ซึ่งพระนิพพาน ก็คือ "สติปัฏฐาน 4" นั้นเอง อันได้แก่ ความกำหนด พิจารณา เห็นกายของตน อันเป็นไป ในอิริยาบถ ทั้ง 4 คือ การเดิน ยืน นั่ง นอน การกำหนดพิจารณาเห็นเวทนา คือความ รู้สึกว่า เป็นสุข เป็นทุกข์ และไม่สุข ไม่ทุกข์ภายในตน กำหนด พิจารณา เห็นจิต คือ สิ่งที่ให้สำเร็จ ความนึก ความคิด และ สะสมอารมณ์ต่าง ๆ ไว้ กำหนดพิจารณา เห็นธรรมทั้งหลาย เป็นกุศล และ อกุศล ตลอดถึง นามรูปว่า สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงนี้ เพียงแต่ เป็นกาย เป็นเวทนา เป็นจิต และ เป็นธรรมเท่านั้น ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล ตัวตน เราเขาเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีการเกิดขึ้นในเบื้องต้น ตั้งอยู่ในท่ามกลาง และ ดับไปในที่สุด จนเกิด ความเบื่อ หน่าย คลายความกำหนัด กำจัดอวิชชา และโทมนัส คือ ความยินดียินร้ายในโลกเสียได้ โดยอาศัยความเพียร อาศัยสติและสัมปชัญญะเป็นหลักใหญ่และสำคัญ ทำให้สามารถ แยกรูปและนาม ออกจากกันได้ โดยเด็ดขาด เมื่อตั้งสติกำหนด พิจารณาต่อไปก็ไม่เห็นมีอะไร เห็นมีแต่รูปกับนามเท่านั้น คำต่างๆ ที่ใช้ เรียกกัน เช่น บุคคล ตัวตน เราเขา เทวดา อินทร์ พรหม ยมยักษ์นั้น ความจริงก็ถูกตามขั้น ของสมติบัญญัติ ตามภาษาของตน แต่เมื่อพิจารณา ภาษาของปรมัตถ์ธรรมแล้ว ก็มีแต่ รูปกับนาม นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไร ซึ่งแต่ก่อนที่ยังไม่ได้บำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน เราย่อมไม่สามารถจะแยกรูปกับนามออกจากกันได้โดยเด็ดขาดเพราะถูก โมหะ และอวิชชาความหลง ปกปิดห่อหุ้มไว้ รูปนามซึ่งเป็นของที่มีอยู่ในตนแท้ๆ จึงยังไม่ปรากฏให้เห็น พึ่งมาปรากฏ เมื่อ เจริญวิปัสสนากรรมฐาน และเมื่อผู้ปฏิบัติเห็นรูปนามตามความเป็นจริงแล้ว ก็จะค้นหาสมุฏฐานของรูปนามว่า มีความเป็น มาอย่างไร จึงได้เป็นรูปนาม ดังที่ได้เป็นอยู่บัดนี้ เมื่อเป็นประการนี้แล้ว การบริกรรมภาวนา ต้องทำให้ติดต่อกัน ทำแล้วทำอีกๆ แต่ว่าอย่าได้ปรารถนาอะไร ตอนที่วิปัสสนา ต้องพยายามปล่อยวาง การยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวกู ของกู อะไรของกู ออกจากจิต จากใจ ต้องปล่อยวาง ทำไปเรื่อย ๆ ติดต่อกันหนักเข้า ๆ จิตใจของเรา มันจะเชื่อง คุ้นเคยต่ออารมณ์กรรมฐาน สติของเรา ก็จะแก่กล้าขึ้น เราจะผูกมัดจิต ของเราได้ดี ความเพียรของเรา ก็จะแก่ขึ้นๆ สติของเรา ก็จะแก่ขึ้นทุกวัน ๆ เมื่อจิตของเราสูงขึ้น บริสุทธิ์ สะอาดขึ้น ตั้งมั่นดีแล้ว มันจะไม่นึกไม่คิดอะไร จิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว ไม่นึกถึงอะไร ไม่นึกถึงใคร ไม่อาลัย แม้แต่ตัวเราเอง จนถึงที่สุด จิตของเราจะมีแต่ความสุขใจ มีแต่อุเบกขา เอกัคคตา (ความเป็นอารมณ์เดียว) เป็นจิตที่สูงยิ่ง เป็นบาทของมรรคผลนิพพาน การปฏิบัติต้องเอาจริงเอาจัง แม้แต่ชีวิตของเราก็ยอมเสียสละเอาชีวิตแลกซึ่งมรรคผลนิพพานทำไปๆจนจิตสะอาดบริสุทธิ์ ขึ้น ตั้งต้นด้วยบริกรรมภาวนาว่า คำของมันท่องคำของมัน มันไปจนจิตของเราตั้งมั่น เป็นสมาธิชั่วครั้งชั่วคราวจนหนักเข้า จิตของเราจะบริสุทธิ์สะอาดยิ่งขึ้น แนบแน่นไม่หวั่นไหวจะยุให้มันไปจะบังคับให้มันไปก็ไม่ได้ จิตมั่นสมาธิเป็นจิตที่บริสุทธิ์ สะอาด เรียกว่า จิตตั้งอยู่ในองค์ฌาน คือ มีแต่อุเบกขา กับเอกัคคตา คือ ความเฉย จิตเป็นหนึ่งอยู่ในอารมณ์กรรมฐาน ต่อ ไปจิตของเรา จะครองอยู่ในองค์ธรรม องค์ของธรรมจะทำให้เกิด ความรู้แจ้ง เห็นจริงในรูปในนามของเรา ซึ่งเรียกว่า " วิปัสสนาญาณ " รู้ว่าอะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม แยกออกจากกัน ได้อย่างเด็ดขาด รูปก็อย่างหนึ่ง นามก็อย่างหนึ่ง ไม่ใช่อัน เดียวกัน สูงขึ้นๆ จนถึงอุเบกขา คือ สังขารรูป สังขารอุเบกขาญาณ การวางเฉยจากสังขาร ไม่มีความยึดมั่น ถือมั่น ว่าตัวกู ของกูว่า สวยงามว่า ผู้หญิงผู้ชาย อย่างนั้นอย่างนี้ ก็ไม่ได้ยึดถือ ใจสูงขึ้นพ้นจากความยึด ใจบริสุทธิ์ใจเป็นสุขที่สุด มีแต่ความ เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป มันสว่างไสวไปหมดแล้ว จะรู้สึกคล้ายกับไม่มีเรา รูปมีที่ใด นามมีที่ใด อะไรที่ไหนที่เกี่ยวกับกรรมฐาน จะปรากฏแจ้งชัดขึ้น ในจิตของเรา แล้วจิตของ เราจะหายตื่น หายอยาก หายจากความยึดมั่นถือมั่น ในรูปนาม เป็นสิ่งที่อยู่ เหนืออารมณ์ทั้งหลาย เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะรู้สึกสบายใจ เราไม่ตกเป็นข้าทาสของอารมณ์ใดๆทั้งสิ้น เราไม่รักใคร เราไม่ ชังใคร เราเฉยจากทุกอย่าง จิตของเราจะเป็นอิสระ จะไม่มีโมโห อะไรกับเขา เป็นจิตที่เป็นแก่น เป็นสาร เป็นจิตที่ เราจะ หาไม่ได้ในภพที่เราเกิดในชาติที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เราได้อบรมฝึกฝนจิตของเราดีแล้วจิตของเราจะเป็นจิตที่ประเสริฐ เป็นหลัก คือ ที่พึ่งของเราตั้งแต่ปัจจุบัน ช่วงที่เราหายใจนี้เป็นต้นไป เราพึ่งตนเองได้ในที่สุด เมื่อเราตายลงไปก็มีสุคติเป็น ที่ไปเที่ยงแท้แน่นอน สรุปในหลักปฏิบัติ ก็คือ หนทางที่จะดับทุกข์ได้มีทางเดียวเท่านั้น คือ การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งก็คือ กรรมฐาน ที่จะทำให้เกิดความรู้แจ้ง เห็นจริงในสภาวธรรม คือ รูปนาม รูป ก็คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ คือ ช่องว่างของตัวเรานี้ ทั้งหมดนี้รวมเรียกว่า รูป คือเป็นสิ่งที่ รู้แตก รู้ดับ รู้สลาย ส่วนนาม นั้น ได้แก่ เวทนาอันเดียวกับจิต ได้แก่ ความสุข ความทุกข์ ความไม่สุข ไม่ทุกข์ เรียกว่า เวทนา สัญญา คือ ความจำได้หมายรู้ ตาเห็นอะไร หูเราได้ยิน เสียงอะไรมา เราก็จำไว้ สังขาร คือ ความปรุงแต่งของจิต เป็นทางบุญก็มี เป็นทางบาปก็มี มิใช่บุญ มิใช่บาปก็มี จิตปรุงขึ้นต่างๆ วิญญาณ ก็คือ ความรู้แจ้งในอารมณ์ทั้ง 6 รูป และ นาม ทั้ง 2 ประการนี้ มาอาศัยซึ่งกันและกัน แล้วก็ให้เป็นไป เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า " ขันธ์ 5 " ที่ประกอบด้วย รูปกับนาม ดังที่กล่าวแล้ว ถ้าพิจารณาแล้ว ทั้ง 5 ประการนี้เป็นสิ่งที่ เกิดขึ้นในเบื้องต้น ตั้งอยู่ หรือ แปรปรวนไปในท่ามกลาง แตกสลายไปในอวสานกาลเป็นที่สุด ไม่จีรังยั่งยืน วิปัสสนาญาณกรรมฐานที่จะใช้ ในการปฏิบัติก็ได้แก่ สติปัฏฐาน 4 อันมี กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน นี้ก็ให้เอาสติไปกำหนดที่กายหรือรูป เป็นอารมณ์ รูปได้แก่ตัวของเราทั้งหมด ให้กำหนดในอิริ ยาบถทั้ง 4 คือ ยืน เดิน นั่ง และนอน ซึ่งมีทั้งอิริยาบถใหญ่ และอิริยาบถย่อย ให้เอาสติไปกำหนดตลอดจนถึงลมหายใจเข้า ออก ซึ่งก็เป็นกายหรือเป็นรูป นี่เป็นเรื่องของการกำหนด กำหนดไปๆ ให้เกิดความรู้ ความเข้าใจขึ้นว่า กายนี้สักแต่ว่ากาย ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา เป็นการ ตามรู้ ตามเห็น เรื่องกายของตนเอง และกายของผู้อื่น เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ให้เอาสติไปกำหนดเรื่องเวทนาขณะเมื่อเป็นสุขก็ให้กำหนดรู้ว่าสุข เป็นทุกข์ก็ให้รู้เป็นความไม่สุข ไม่ทุกข์ก็ให้รู้ เอาสติติดตามดังนี้ ให้เกิดความรู้ ความเห็นขึ้นว่า เวทนานี้ก็สักแต่ว่า เวทนาเท่านั้น ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวเราเขา จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ให้กำหนดถึง เรื่องจิต สิ่งที่ให้สำเร็จ ความนึกคิด สิ่งที่สะสมอารมณ์ ให้มีทั้งดีก็มี ไม่ดีก็มี แต่ ที่นี้ท่านให้กำหนดเฉพาะกิริยาของจิตที่มันเคลื่อนไหวไป มันอยู่ในร่องในรอย ขณะเมื่อกำหนด ก็ให้เอาสติติดตาม จนกว่า จะเกิดความรู้ความเห็นขึ้นว่า จิตนี้สักแต่ว่าจิต ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวเรา เขา ธัมมานุปัสสนาสติปัฎฐาน ให้กำหนดถึงรูปธรรม คำว่า ธรรมะ ที่มีความกว้างเป็นที่สุดครอบไปทั้งโลก อะไรๆก็เป็นธรรมะ ทั้งนั้น แยกออกไปดังกล่าว เป็นชิ้นเป็นอัน ออกไปรวมกันเข้าก็เป็นธรรมะ ไม่ใช่บาป ไม่ใช่บุญ ก็เป็นธรรมะทั้งนั้น รูป ก็เป็นธรรมะ ไม่ใช่บาป ไม่ใช่บุญ ก็เป็นธรรมะทั้งนั้น รูปก็เป็น ธรรมะ นาม ก็เป็นธรรมะ แต่ที่ท่านจำกัดเอาว่า ขณะเมื่อจิตของเรา มันแสดงออก ซึ่งความนึกคิด ไปในทางบาปหรือทางบุญก็ตาม ก็ให้กำหนดรู้ให้ มีสติ ไปกำหนดจิตของเรา ให้กลับตื่นมาสู่ อารมณ์ของกรรมฐาน แม้แต่จิตคิดเฉยๆ ไม่หนักไปทางใดทางหนึ่งก็เช่นกัน เมื่อรู้ที่มาของทุกข์และวิธีปฏิบัติ เพื่อดับทุกข์พอสังเขปแล้ว เราก็จะเข้าใจในที่สุดว่า ต้นปลายเหตุ แห่งชีวิตของเรา เราจะ ศึกษาให้รู้ ให้เข้าใจ ซึ่งจิตใจของเรา ว่าเป็นมาอย่างไร เป็นมาไม่ดีเป็นทุกข์ทั้งนั้น เป็นทุกข์เพราะเหตุใด ก็เพราะ ตัณหา คือ ความอยาก ความอยากนี้ มันเกิดมาจากที่ไหน ก็เกิดมา อวิชชา คือ ความไม่รู้ อวิชชา ก็ดี ตัณหา ก็ดี มาปัจจุบัน ทันด่วนนี้ ที่เราเห็นได้ใกล้ที่สุด เห็นต่อหน้าต่อตา ก็เกิดมาจาก อายตนะภายในและภายนอก มาติดต่อกัน แล้วทำให้เกิดความรักความชังอะไร ๆ ขึ้นมาสารพัดอย่าง ซึ่งเป็น สิ่งที่นำมาซึ่ง ความทุกข์ ความลำบากยากเข็ญแก่ชีวิตจิตใจของเรา เป็นอย่างนี้มาเรื่อย ๆ เดี๋ยวนี้เรารู้สึกตัวแล้ว ทุกท่านจงพยายามแก้ไขความทุกข์ การที่จะแก้ไขความทุกข์ ก็ต้องแก้ที่สาเหตุ ของความทุกข์เสียก่อน นั้นคือ ความอยาก ให้มันเบาบาง ถึงกับจางหายไป จากจิตใจของเราเป็นที่สุด ให้เป็นผู้มีสติ ให้ เป็นผู้มีปัญญา ที่จะสามารถต้านทาน หรือป้องกันอารมณ์ที่ไม่ดี ที่จะมาครอบงำจิตใจของเราและเป็นเหตุ เป็นปัจจัยอย่าง ที่กล่าวแล้วว่า เราสร้างดวงประทีป เพื่อให้ได้ กำจัดเสียซึ่งความมืดที่อยู่ภายในจิตใจของเรา คือ อวิชชา ความมืดบอด ให้มันจางหายไป จากจิตใจของเรา เมื่อเราสร้าง สติปัญญาของเรา ให้เกิดขึ้นในจิตใจของเรา แล้วสติปัญญานี้ จะมากำจัดเสีย ซึ่งกระแสแห่งความอยาก คือ ตัณหา และความมืดบอด ที่ปิดบังสติปัญญาของเรา ไว้มิให้เห็นซึ่งมรรคผลนิพพานให้มัน สว่างไสวขึ้นในจิตใจของเรา ต่อ ไปเราก็จะได้อยู่เย็นเป็นสุข ด้วยการที่เราได้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ถึงแม้ว่า สติปัญญาของเรา ยังไม่ถึงสุดยอด คือ สติปัญญาของเรายังอ่อนอยู่ ก็ไม่เสียทีที่เราได้ประพฤติปฏิบัติแล้ว สติปัญญาของเราก็จะเป็นตัวเหตุ ตัวปัจจัย ส่งเสริมไปให้ ได้สติปัญญาที่แก่กล้าขึ้น ในวันข้างหน้า ไม่วันใดวันหนึ่งเที่ยงแท้แน่นอนไม่ต้องสงสัย
คัดจากหนังสือ ตอบปัญหาศีล สมาธิ ปัญญา และหนังสืออนุสรณ์ ในงานพระราชทาน เพลิงศพ พระสุพรหมยานเถร วัดพุทธบาทตากผ้า
พระธรรมเทศนา พระสุพรหมยานเถร (ครูบาพรหมา พฺรหฺมจกฺโก) วัดพระพุทธบาทตากผ้า อ.ป่าซาง จ.ลำพูน
ขณะใดที่เราภาวนา แล้วจิตของเราสงบ นิ่ง สว่าง หรือไปรู้สึกนิ่งแจ่มๆ อยู่ในจิตในใจ ก็ตาม นั่นแสดงว่า จิตใต้สำนึกของเรากำลัง เริ่มตื่นขึ้นแล้ว ทีนี้เมื่อเราฝึกต่อเนื่องกันทุกวัน จนคล่องชำนิชำนาญ เราสามารถทำจิต ให้สงบได้ ตามที่เราต้องการ เมื่อจิตสงบลง นิดหน่อย เราจะน้อมไปใช้ประโยชน์ในทาง ไหนก็ได้ อยากจะเป็นหมอรักษาคนไข้ ก็สำรวมจิต อธิษฐานแผ่เมตตาให้คนไข้ แม้เพื่อนฝูงของเราเจ็บไข้ อยู่ในที่ห่างไกล เรานั่งสมาธิสำรวมจิต แล้วอธิษฐานจิต แผ่เมตตาให้เพื่อนของเราที่กำลังป่วยไข้ ก็สามารถที่จะหายได้ ... หลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา
...#เมื่อเรายังมีสติอยู่ เมื่อนั้นแหละเราได้ภาวนาอยู่ การภาวนาไม่ใช่ว่าเราจะนั่งสมาธิอย่างเดียว ยืน เดิน นั่งอยู่เราก็รู้จัก นอนอยู่เราก็รู้จัก เรารู้จักตัวของเราอยู่เสมอ จิตเรามีความประมาทเราก็รู้จัก ไม่มีความประมาทเราก็รู้จักของเราอยู่ ความรู้อันนี้แหละที่เรียกว่า "พุทโธ" เรารู้เห็นนานๆ พิจารณาดีๆ มันก็รู้จักเหตุผล ของมัน มันก็รู้เรื่อง
...เราปฏิบัติธรรมะบ่อยๆ จิตมันก็คุ้นเคยกับธรรมะ เช่นว่าความโกรธเกิดขึ้นมามันเป็นทุกข์ พระท่านว่ามันเป็นทุกข์มาแล้ว ชอบทุกข์ไหม ไม่ชอบ แล้วเอาไว้ทําไม #ถ้าไม่ชอบจะยึดเอาไว้ทำไม ทิ้งมันไปสิ ถ้าทุกข์มันเกิดล่ะ คุณชอบทุกข์หรือเปล่า ไม่ชอบ เมื่อไม่ชอบทุกข์ แล้วยึดไว้ทำไม ก็ทิ้งมันเสียสิ ท่านก็สอนทุกวันๆ ก็รู้เข้าไปๆ ทุกข์มันเกิดขึ้นมาครั้งหนึ่ง เราก็รู้คําสอนครั้งหนึ่ง ทุกข์เราก็ไม่ชอบ ไม่ชอบทุกข์แต่เราไปยึดไว้ทําไม สอนอยู่เรื่อยๆ บางทีก็เห็นชัด เห็นชัดก็ค่อยๆ วาง วางไปก็เป็นเรื่องธรรมดาอย่างเก่า ทีหนึ่งก็ดี สองทีก็ดี สามทีก็ดี มันก็เกิดประโยชน์แล้ว เกิดรู้เรื่องขึ้นแล้ว
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภทฺโท)
|