หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร นั่งสมาธิทำความเพียรตั้งแต่ค่ำจนเช้า จิตสงบ จิตมีความสุขและกล้าหาญมาก ท่านทำความเพียรมาก อดนอนผ่อนอาหาร เอาสิ่งอื่นช่วยบังคับ เช่น ผี เสือ ช้าง อยู่ในที่ทุรกันดาร สละตายแท้ๆ ครูบาอาจารย์สมัยก่อน จากนั้นจิตก็มีความรู้จากสมาธิ จิตมีปิติในธรรม.....ทุกข์เป็นเหตุ สุขเป็นผล
จิตสงบชั่วช้างพับหู งูแลบลิ้น ก็มีอานิสงส์หลาย การภาวนาอนาคตก็บ่ยึด อดีตก็บ่ยึด ยึดปัจจุบัน อยู่กับพุทโธ อยู่กับลมหายใจ เอาปัญญาเป็นเครื่องแก้ แก้ความหลง แก้ความยึดมั่นเจ้าของ... โอวาทธรรม #หลวงพ่อสมศรี อตฺตสิริ วัดป่าเวฬุวนาราม ต.ผาน้อย อ.วังสะพุง จ.เลย
ถ้าสร้างธรรม ธรรมก็จะปรากฎขึ้นมา ความสงบร่มเย็นก็จะมา มีชีวิตอยู่ก็สบายใจ ตายไปแล้วก็เป็นสุขๆ นี่คือคนที่มีที่พึ่งทางใจ ให้พากันภาวนาบ้างนะ
#โอวาทธรรมคำสอน พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี
...อารมณ์ก็เหมือนกัน ถ้ามีสติรู้อยู่ มันจะทําอะไรเราไม่ได้ อารมณ์มันจะทําให้เราดีใจอยู่อย่างนี้ตลอดไปไม่ได้ มันไม่แน่นอนหรอก เดี๋ยวมันก็หายไป #จะไปยึดมั่นถือมั่นทําไม อันนี้ฉันไม่ชอบ อันนี้ก็ไม่แน่นอนหรอก #ถ้าอย่างนี้อารมณ์นั้นก็เป็นโมฆะเท่านั้น เราสอนตัวของเราอยู่ เรามีสติอย่างนี้ เราก็รักษาอย่างนี้เรื่อยๆ ไป ตอนกลางวัน ตอนกลางคืน ตอนไหนๆ ก็ตาม
...เมื่อเรายังมีสติอยู่ #เมื่อนั้นแหละเราได้ภาวนาอยู่ การภาวนาไม่ใช่ว่าเราจะนั่งสมาธิอย่างเดียว ยืนเดินนั่งอยู่เราก็รู้จัก นอนอยู่เราก็รู้จัก เรารู้จักตัวของเราอยู่เสมอ จิตเรามีความประมาทเราก็รู้จัก ไม่มีความประมาทเราก็รู้จักของเราอยู่ ความรู้อันนี้แหละที่เรียกว่า "พุทโธ" เรารู้เห็นนานๆ พิจารณาดีๆ มันก็รู้จักเหตุผล ของมัน มันก็รู้เรื่อง
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภทฺโท)
วันหนึ่ง คืนหนึ่ง ให้ไหว้พระสวดมนต์ การไหว้พระสวดมนต์นี้ เป็นจิต เป็นใจ เป็นสาระคุณ มหาคุณต่อจิตใจของเราจริง ๆ การระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ซึ่งเป็นธรรมชาติอันเลิศเลอ เมื่อน้อมเข้ามาสู่จิต จิตก็จะกลายเป็นจิตที่ เลิศเลอไปตามกัน การสวดมนต์ ให้อยู่กับ บทสวดมนต์ด้วยสติ ให้สติกับคำสวดมนต์ ติดแนบกันไปนั่นแล คือการบำเพ็ญธรรม อยู่ในนั้น และขอให้บรรดาพี่น้องท้ังหลาย ได้นำธรรมนี้เป็นที่ระลึก ไหว้พระสวดมนต์ จากนั้นให้พากันทำความสงบใจ จึงสมชื่อว่า เป็นชาวพุทธ ... ... คำสอน หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
#โอวาทวันเข้าพรรษา วันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๙
การคารวะ ผู้มาคารวะซึ่งกันและกัน มันเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม อภิวาทนสีลิสฺส นิจฺจํ วุฑฺฒาปจายิโน คืออ่อนน้อมเคารพนับถือซึ่งกันและกัน กราบไหว้ซึ่งกันและกัน พระผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้เป็นหัวหน้าเป็นที่เคารพนับถือของพระผู้น้อย ผู้หลักผู้ใหญ่ผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นที่เคารพของลูกของหลาน เป็นการดีที่รักษาประเพณีอันนี้ไว้ อย่าให้เสื่อมสูญไป แต่ทำให้ทำจริงๆไม่ทำเล่น เคารพจริงๆนับถือจริงๆมันจึงเป็น อภิวาทนสีลิสฺส นิจฺจํ วุฑฺฒาปจายิโน มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ ยืนนานได้ เพราะเหตุที่มีความเคารพนับถือซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ว่าหน้าไหว้หลังหลอก
อภิวาทนสี คือเคารพกราบไหว้บูชาซึ่งกันและกัน ประเดี๋ยวเถอะทะเลาะวิวาทกันแล้ว ไม่เคารพนับถือซึ่งกันและกัน ดูถูกเหยียดหยามซึ่งกันและกัน มันไม่เป็นมงคล การเป็นมงคล คืออยู่เป็นสุข จึงเรียกว่ามงคล การทะเลาะวิวาทกันไม่ใช่สิ่งที่เป็นมงคล มีความอดทนอดกลั้นในระยะเข้าพรรษา ถึงเราไม่ได้มากก็ยังดี ๓ เดือนนั้น อดกลั้นอดทนได้เป็นดีที่สุด ไม่ใช่เพื่อประโยชน์คนอื่น เพื่อประโยชน์ตนเองนั่นเอง คนใดเป็นคนมีความอดทน พยายามอดกลั้นไว้ไม่ให้ความโลภไม่ให้ความโกรธเกิดขึ้น ไม่ดูถูกเหยียดหยามซึ่งกันและกันเป็นการดี
คราวนี้เป็นเรื่องของพระสงฆ์ที่จะจำพรรษา เมื่อเข้าพรรษาท่านต้องให้มีขอบเขตจำกัด มีกุฏิวิหารเป็นเครื่องอยู่ มีเสนาสนะเป็นเครื่องอาศัย แล้วก็กำหนดขอบเขตจำกัด คือวัดเรามันก็มีขอบเขตอยู่แล้ว อย่างที่มีรั้วมีกำแพงรอบคอบแล้วนั่นน่ะเป็นเขตแดนของเรา เมื่อมีเขตแดนจำพรรษาแล้วไม่ให้ออกนอกเขตนั้น คำว่า “ไม่ให้ออกนอก” นั้นน่ะ หมายความว่าไม่ให้ไปจนสว่างนอกเขตแดน จำพรรษาที่ใดแล้วให้อยู่ภายใน ถึงจะไปนอกกำแพงไปนอกวัดก็ช่าง ให้เข้ามาในขอบเขตวัด ให้ถืออรุณ อรุณหมายความถึงเรื่องแสงสว่าง ตอนเช้าๆเรามองแสงสว่างเห็นฟ้า อากาศปลอดโปร่งดี แสงอรุณนั้นหมายความถึงแสงสว่างขึ้นมา พอเป็นแสงเงินแสงทองนั่นแหละจัดเป็นวันใหม่ ถ้าหากว่าอากาศมันมืด สิ่งที่สังเกตง่ายก็คือนก มันร้องทวิๆขึ้นมาแล้วละก็ นั่นล่ะเป็นวันใหม่ หรือจิ้งจกมันร้อง อันนั้นเป็นวันใหม่แล้วเป็นที่สังเกตเห็นได้ ถ้าตะวันไม่ปรากฏแสงอรุณไม่ปรากฏ ก็สังเกตอันนั้นล่ะ เอานกเอาจิ้งจกนั่นแหละเป็นเครื่องวัด
อรุณคือวันใหม่ เป็นวิธีกำหนดหลายอย่าง คือว่าอรุณขึ้นมาเป็นวันใหม่แล้วนั้น ฉันอาหารก็ได้ไม่เป็นวิกาล รักษาผ้าครองก็ได้ ผ้าไตรจีวรรักษาอย่าให้ห่างไกลจากตัวเรา ครั้นอยู่ปราศจากจีวรนั้นท่านปรับเป็นอาบัติ ถ้าเราเอาออกไปด้วยติดตัวไปด้วยมันไม่เป็นไร จนอรุณขึ้นมาแล้วจึงค่อยอยู่ปราศจากจีวร
ฉันอาหารก็กำหนดเอาอรุณ อยู่พรรษาก็กำหนดเอาอรุณ รักษาผ้าไตรจีวรก็กำหนดเอาอรุณ อรุณนั้นเป็นของสำคัญ ตลอดถึงอยู่ปริวาสก็ตามก็หมายเอาอรุณเหมือนกันอันนี้เรียกว่าอยู่จำพรรษา อยู่ในเขตจำพรรษาไม่ให้หนีจากเขตนั้น ไม่ให้อรุณสว่างล่วงแล้ว คือเราอยู่เขตจำพรรษาไม่ให้ไปสว่างข้างนอกวัด เอาอรุณเป็นเกณฑ์เป็นเขต ถ้าหากเราไปข้างนอกโน้นก็ดี อย่าให้มันอรุณสว่างอยู่ข้างนอกโน้น ให้กลับเข้ามาอยู่ภายใน มันก็ไม่เป็นอาบัติ นอกจากเรื่องอรุณแล้วก็ไม่มีเรื่องอะไรแล้วเท่านั้นละ เรียกว่าวิธีอยู่จำพรรษา
นอกจากนั้นอีก เมื่อเข้าพรรษาแล้ว หมายความถึงว่า พระไม่ให้ออกไปเที่ยวที่อื่นไกลนอกขอบเขตที่อยู่จำพรรษา แล้วท่านมีกฎกติกาตั้งไว้ให้มีการศึกษาเล่าเรียนปฏิบัติข้อวัตรต่างๆ กิจวัตรทั้งปวงทั้งหมดให้รีบเร่งทำในกลางพรรษา เราอยู่จำพรรษาไม่ได้ออกไปเที่ยวไหน ก็หมายความว่าให้ศึกษาเล่าเรียนปริยัติและปฏิบัติ ทั้งสองอย่างนั่นแหละเป็นคู่กันไป
ปริยัติ คือการศึกษาตามตำรับตำรา ปฏิบัติ คือการปฏิบัติฝึกหัดกัมมัฏฐาน มันต้องเป็นคู่กันไปอย่างนั้น ถ้าหากเรียนแล้วไม่ปฏิบัติ มันก็ไม่เข้าใจ ปฏิบัติอย่างเดียวไม่มีการเรียนเลย มันไม่รู้เรื่องของปริยัติ อาบัติโทษต่างๆก็ไม่รู้เรื่องว่าผิดหรือถูกงมๆงายๆ เหตุนั้น การศึกษาเล่าเรียนแล้วปฏิบัติไปพร้อมนั่นน่ะ มันจึงชัดเจนชำนิชำนาญคล่องแคล่วเข้าอีก อย่างวัดเราได้มีการปฏิบัติทุกปี ตั้งแต่เป็นมาตั้งแต่มาอยู่วัดนี้ มีการศึกษาเล่าเรียนแล้วการปฏิบัติไปตาม รู้สึกว่าการสอบนักธรรมอะไรต่างๆได้ดีกว่าทุกแห่ง เพราะเหตุการปฏิบัติและมีการปริยัติไปด้วยมันค่อยชำนิชำนาญ การที่ได้เข่ามาบวชในพระพุทธศาสนาให้ศึกษาให้เข้าใจ แล้วปฏิบัติไปพร้อมๆกัน จึงจะไม่เสียเวล่ำเวลา ไม่ให้เสียในการที่ได้มาบวช
ตั้งใจบวชจริงๆอย่างโบราณท่านว่า “บวชเรียนเขียนอ่าน” แต่ก่อนมันไม่มีโรงเรียน ครั้นบวชมาก็มาศึกษาเล่าเรียนจนอ่านออกเขียนได้ ฝึกใช้การได้งานได้นั่นแหละ “บวชเรียนเขียนอ่าน” โบราณท่านว่าไว้ เดี๋ยวนี้เราเรียนมาแล้วแต่ยังไม่เข้าใจในธรรมวินัยให้ตั้งใจเรียนธรรมวินัยอีก ละเลยมานานธรรมวินัยไม่ค่อยเอาใจใส่ จึงพากันเลอะเทอะหมด มาเดี๋ยวนี้รัฐบาลท่านจึงค่อยเข้มแข็งขึ้น ให้ศึกษาเล่าเรียนในธรรมวินัยให้ยิ่งๆขึ้น จึงค่อยลืมหูลืมตาขึ้นมาหน่อย เรามาบวชเราก็ตั้งใจเรียนในเวลาที่มาบวชอยู่นี่
ให้เข้าใจถึงเรื่องศาสนา เรียนไปปฏิบัติไปจึงค่อยเข้าใจ คนนอกๆได้แต่เรียนไม่ได้ปฏิบัติจึงเข้าใจเผินๆ ไม่เข้าใจลึกซึ้งในศาสนา ศาสนาเป็นของลึกซึ้งมาก ละเอียดละออมาก ยิ่งเรียนยิ่งปฏิบัติยิ่งลึกซึ้งเข้าไป การเรียนในศาสนามันไม่มีที่สิ้นสุด มันลึกซึ้งลงไปเป็นลำดับ ในการที่มาบวชจึงสอนให้ศึกษาเบื้องต้น ให้ทำวัตรสวดมนต์ให้มันได้เสียก่อน แล้วก็ให้รู้จักสิกขาบทเล็กๆน้อยๆ สวดมนต์สวดพรกราบขมาสมควรแล้วค่อยบวช อันนี้มันมีประโยชน์มาก
เดี๋ยวนี้มาบวชเพราะไม่ได้เรียนอะไรก็เลยมาบวช แม้แต่คำขานนาคก็ยังไม่ได้ด้วยซ้ำบางองค์ พอบวชแล้วมันมีการศึกษาต่อมีเรียนนักธรรมต่อไป ก็ไม่มีโอกาสจะได้เรียนเสียแล้ว พอจบพอออกพรรษา ยังไม่ได้สอบนักธรรมด้วยซ้ำบางที พอดีสึก เลยมันไม่มีประโยชน์อะไรหรอก การบวชมาเรียนนั้นรู้ซึ้งสุขุมมาก แต่เวลาสึกไปแล้วทิ้งหมด การบวชมีประโยชน์ ถึงได้แล้วพอออกไปมันก็ลืมหมดของพรรค์นั้น มันมัวแต่ไปลุ่มหลงมัวเมาในธุระกิจการงานต่างๆ มันไม่มีการเล่าเรียนไม่มีการศึกษาต่อ ของเก่าก็เลยเสื่อมสูญไปหมด
จึงว่าน่าเสียดายผู้บวชมา แต่ถึงกระนั้นก็ยังดีอยู่ ยังพอเป็นแนวคิดแนวอ่านพอฝันๆได้ พอเป็นความฝันได้ มาเล่าความฝันได้ก็ยังดีอยู่
#หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
หลวงพ่อชาสอนการทำอานาปานสติ (การกำหนดลมหายใจ)
"เมื่อเวลาเราทำ (สมถ) กรรมฐาน คือกำหนดลม ไม่ต้องพิจารณาอะไร เอาสติประคองจิตของเรา ให้รู้ตามลมเข้าออกเท่านั้น ไม่ต้องสนใจอย่างอื่น ไม่ต้องพิจารณาอย่างอื่น ลมก็สบาย ไม่ขัดข้อง ลมเข้าก็สบาย ลมออกก็สบาย เอาความรู้สึกที่เรียกว่า สติ สติตามลม ส่วนสติสัมปชัญญะ ก็รู้อยู่ว่า สติเราตามลม ขณะที่เรากำลังทำอยู่นั้น มีสติ แล้วก็มีลม มีสติตามลม เราจะมองดูในที่อันนั้น เราจะรู้ลม เห็นลมว่ามันยาวสั้นประการใด
เห็นลมและมีสติอยู่ว่าเรารู้ลม แล้วก็เห็นจิตของเราตามลม *เห็นทั้งลม *เห็นทั้งสติ *เห็นทั้งจิต ๓ ประการรวมกัน
หายใจเข้าก็รวม หายใจออกก็รวม รู้สึกอยู่อย่างนี้ มันจะเป็นอะไรบ้างต่อไป อย่าคิดไป มันจะมีอะไรบ้างต่อไป อย่าคิดไป ทำอย่างนี้มันจะดี จะเป็นอย่างไรต่อไป ไม่ต้องคิด เรียกว่ากำหนดลมเข้าออกสบาย เมื่อหากว่าจิตของเรากำหนดอารมณ์กับลมหายใจถูกแล้ว มันจะไม่ขัดข้อง ลมก็ไม่ขัดข้อง ผู้รู้ก็ไม่ขัดข้อง ทุกอย่างทุกส่วนไม่ขัดข้อง
เราเพียงแต่รู้อันเดียวเท่านั้นแหละ คือรู้แต่เพียงลมหายใจเข้าออก คือกำหนดรู้ว่า ต้นลมคือจมูก กลางลมคือหทัย ปลายลมคือสะดือ เมื่อลมมันถอนออกมา ต้นลมอยู่สะดือ กลางลมอยู่หทัย ปลายลมอยู่จมูก ๓ ประการนี้ เรานั่งพิจารณากำหนดรู้อยู่เช่นนั้น ให้มันรู้ทั้ง ๓ นี้เสมอ เรียกว่าเรามีสติเต็มที่ของเรา มีผู้รู้ควบคุมสติอันนั้นอยู่เต็มที่ เช่นนี้เรียกว่าเราทำ (สมถ) กรรมฐาน จนกว่าจิตเรามันสงบ
เมื่อจิตเราสงบ กายมันเบา ใจมันก็เบา ลมมันก็ละเอียด เมื่อเรามีลมอันละเอียดแล้ว ก็ไม่ต้องตามลม เพราะการตามลมเข้าไป มันเป็นอารมณ์หยาบ เมื่อไม่อยากจะตามเสียแล้ว เอาสติกำหนดที่ปลายจมูกของเรานี้ พอแต่รู้ว่ามันเข้า พอแต่รู้ว่ามันออก เท่านี้ก็พอแล้ว
จิตสบาย กายก็เบา ใจสงบ ลมก็ละเอียด อันนี้จิตเป็นสมาธิ รู้ตามลมอย่างเดียว เมื่อมันละเอียดเต็มที่เข้าไปนั้น มันจะเกิดความละเอียดขึ้นมาในใจของเราอีก ลมที่เรากำหนดอยู่นี้มันจะหายไป มันจะไม่มีลม ที่จริงมันมีอยู่หรอก แต่มันละเอียดที่สุดจนกำหนดไม่ได้ ก็เลยเกิดเป็นคนไม่มีลม นั่งเฉยๆ อยู่นึกว่าไม่มีลม ตอนนี้พระโยคาวจรเจ้ามักจะตกใจ กลัวว่าเราไม่มีลม กลัวว่าเราจะเป็นอะไรไป ถ้าลมไม่มีแล้ว จะเอาอะไรเป็นอารมณ์ต่อไปอีก เราจะต้องเอาความรู้สึกว่าลมไม่มีนั่นแหละเป็นอารมณ์ต่อไป ไม่เป็นโทษ ไม่เป็นอันตราย เราทำจิตของเราให้รู้ว่า ไม่มีลมเข้าไป ถึงกาลถึงเวลาแล้วเป็นเอง อันนี้ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องสะดุ้ง จะเป็นไปอย่างไรก็ตาม ก็รู้ รู้ใจของเราที่มันเป็นอย่างไร กำหนดจิตเข้าไปว่ารู้อย่างไร จะไม่มีอันตรายแต่อย่างได อันนี้เป็นอารมณ์ของการกระทำจิตให้สงบ (สมถะ) เบื้องแรก
หลวงพ่อชา สุภัทโท
ถาม : ท่านห้ามไม่ให้คิดชั่วอย่างไรครับ ? ตอบ : ก่อนหน้านี้ห้ามไม่ได้เลย จินตนาการบรรเจิดมาก แต่พอเห็นทุกข์เห็นโทษเข้า ก็รู้จักหยุดตัวเอง หลังจากนั้นพอกำลังสมาธิของเราดีขึ้น ก็ห้ามได้ พอไม่ได้ทำนาน ๆ ก็ชักลืม ก็คือลืมไปว่าจะคิดชั่วอย่างไร อันดับแรก สติของคุณต้องมีก่อน ถ้าคุณไม่มีสติก็จะเพลิดเพลินเจริญใจไปกับการคิดชั่ว คราวนี้พอมีสติแล้ว จะหยุดให้ได้ก็ต้องมีกำลังของสมาธิ เพราะถ้ากำลังสมาธิไม่พอ คุณก็ไม่สามารถหักห้ามกำลังความคิดของตัวเองได้ หลังจากที่ห้ามอยู่แล้ว คุณก็ไม่สามารถที่จะฆ่าให้ตายขายให้ขาด ก็ต้องมีปัญญาพิจารณาให้เห็นว่าถ้าเราคิดไปแล้วจะเป็นทุกข์เป็นโทษแก่เราอีกยาวนานเท่าไร ก็จะเกิดความรู้สึกเข็ด แล้วก็เห็นชัดว่านี่คือสาเหตุที่สร้างทุกข์ให้แก่เรา แล้วก็ปล่อยวาง ในเมื่อปล่อยไม่ไปสร้างเหตุ ความทุกข์ก็ไม่เกิด แล้วคราวนี้ก็เหลืออยู่อย่างเดียวก็คือ พอจะคิด สติก็จะรู้เท่าทันขึ้นมา ก็จะเตือนตัวเองว่า ถ้าคิดดีจะเป็นอย่างนี้ ถ้าคิดไม่ดีจะเป็นอย่างนี้ แล้วเขาก็จะเลือกแต่ด้านที่ดีเอาไว้ อย่างนี่ก็เป็นกระติกน้ำธรรมดา แต่ถ้าเราคิดว่าตอนนี้อากาศร้อน ได้น้ำแข็งเสียหน่อยก็ดี โลภมาแล้วใช่ไหม ? นั่นแหละ..โลภแล้ว วันก่อนใส่น้ำเอาไว้ คนอื่นมาถึงแดกหมดแล้วก็ไม่ใส่คืนให้เราด้วย โทสะเกิดแล้ว หรือวันนั้นสาวเขาอุตส่าห์แช่น้ำไว้ให้เราอย่างดี อ้าว...ราคะเกิดอีกแล้ว รัก โลภ โกรธ หลง ทุกอย่างอยู่ที่เราคิดจริง ๆ เพราะฉะนั้น..พอเห็นปุ๊บว่าคิดแล้วจะเป็นโทษอย่างไร ก็จะหยุดทันที ในเมื่อหยุด กระติกก็เป็นวัตถุอย่างหนึ่ง ทำอะไรเราไม่ได้หรอก นี่บอกข้ามไปเยอะแล้ว
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. ผู้ก่อตั้งสำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี
"..สมบัติในโลกเราแสวงหามาเป็นความสุขก็พอหาได้ จะแสวงหามาเป็นไฟก็ทำให้ฉิบหายได้ จริงๆข้อนี้ขึ้นอยุ่กับความฉลาดและความโง่เขลา ของผู้แสวงหาแต่ละราย ท่านผู้พ้นทุกข์ไปด้วยความอุตส่าห์สร้างความดีใส่ตน จนกลายเป็นสรณะของพวกเรา จะเข้าใจว่าท่านไม่เคยมีสมบัติเงินทอง เครื่องหวงแหนอย่างนั้นหรือ เข้าใจว่าเป็นคนร่ำรวยสวยงามเฉพาะสมัยพวกเราเท่านั้นหรือ จึงพากันรักพากันหวงพากันห่วงจนไม่รู้จักเป็นรู้จักตาย บ้านเมืองเราสมัยนี้ไม่มีป่าช้าสำหรับเผาหรือฝังคนตายอย่างนั้นหรือจึงสำคัญว่าตนจะไม่ตาย และพากันประมาทจนลืมเนื้อลืมตัว กลัวแต่จะไม่ได้กิน ไม่ได้นอนกลัวแต่จะไม่ได้เพลิดไม่ได้เพลิน ประหนึ่งโลกจะดับสูญไปเดี๋ยวนี้ จึงรีบพากันตักตวงเอาความไม่เป็นท่าใส่ตนแทบหาบไม่ไหว อันสิ่งเหล่านี้ แม้แต่สัตว์เขามีได้เหมือนมนุษย์เรา อย่าสำคัญว่าตนเก่งกาจสามารถฉลาดรู้ยิ่งกว่าเขาเลย ถึงกับสร้างความมืดมิดปิดตามาทับถมตัวเองจนไม่มีวันสร่างซา เมื่อถึงเวลาจนตรอกอาจจนยิ่งกว่าสัตว์ ใครจะไปทราบได้ถ้าไม่เตรียมทราบไว้ตั้งแต่บัดนี้.."
ภูริทตฺตธมฺโมวาท พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร
เราจงเอาแต่ส่วนดี ส่วนไม่ดี มีราคะ โทสะ โมหะ นั่น ตัดมันออกไป ไล่มันออกไป อย่าให้ มันไปยึดไปถือ อย่าให้มันไปเป็นเจ้าเรือน แล้วแม้นจะทำอะไรก็ดี จะพูดก็ดี จะคิดก็ดี ขอให้มีสติอยู่ประจำ ครั้นมีสติแล้ว พูดก็ ไม่พลาด ทำอยู่ก็ไม่พลาด คิดก็ไม่พลาด ให้พากันหัดทำสติ ให้สำเหนียก ให้แม่นยำ
พระพุทธเจ้าจึงว่า “เยเกจิ กุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต อปฺปมาทมูลกา อปฺปมาทสโมสรณา อปฺปมาโท” ครั้นมีสติแล้ว กุศลธรรมทั้งหลายก็เกิดขึ้น ก็มีแต่ทำความดีทุกสิ่งทุกอย่าง รู้อย่างนี้แล้ว ให้พากันหัดทำสติ มันผิดก็ให้รู้ เราจะพูด ให้ระลึกได้เสียก่อน เราจะทำด้วยกายก็ให้ ระลึกได้เสียก่อน จะคิดก็ให้ระลึกได้เสียก่อน ... หลวงปู่ขาว อนาลโย
“..ถ้าใจยังไม่มีความสงบเย็นทางสมาธิธรรมแล้ว อย่าเข้าใจว่าตนจะได้รับความสุขเย็นใจที่ไหนๆเลย แต่จะเจอเอาแต่ความรุ่มร้อนที่แอบแฝงไปกับหัวใจที่ไม่มีความสงบนั้นนั่นแล จงพากันรีบชำระแก้ไขให้พอเห็นทางเดินของจิตเสียแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ใครเพียร ใครอาจหาญ ใครอดทน ในการต่อสู้กับกิเลสตัวฝืนธรรมอยู่ตลอดเวลา ผู้นั้นจะเจอร่มเงาแห่งความสงบเย็นใจในโลกนี้ ในบัดนี้ และในดวงใจนี้ ไม่เนิ่นนานเหมือนการท่องเที่ยวที่เจือไปด้วยสุขด้วยทุกข์อยู่ทุกภพ ทุกชาติ ไม่มีวันจบสิ้น
ธรรมทุกบททุกบาทที่ศาสนาสอนไว้ ล้วนเป็นธรรมรรื้อขนสัตว์ผู้เชื่อฟังพระองค์ ให้พ้นไปโดยลำดับ จนถึงขั้นธรรมที่ไม่กลับมาหลงโลกที่เคยเกิดตายนี้อีกต่อไป..”
ธรรมคำสอนหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
อยากถือศีล ๘ ธรรมทาน #หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม
ผู้ถาม : ตอนนี้หนูอยากถือศีล ๘ แต่ติดอยู่ตรงที่ว่ายังมีสามียังเป็นภรรยากันอยู่ แต่เราไม่ได้ติดในรูป รส กลิ่น เสียง แล้วจะทำอย่างไรคะ?
หลวงพ่อ : ก็ช่างเขาปะไร เราก็สงเคราะห์อย่างอื่น
ผู้ถาม : ถ้าอารมณ์เราไม่ติดอยู่กับวิปัสสนาญาณตลอดเวลาอย่างนี้นะคะ จะมีอานิสงส์เท่ากับศีล ๘ ไหมคะ
หลวงพ่อ : เป็นได้ยาก ศีล ๘ อย่างเก่ง ก็เป็นพรหมได้ วิปัสสนาญาณไปนิพพานได้ ถ้าถือแค่ศีล ๕ และอารมณ์วิปัสสนาญาณ ให้ทรงตัวนะ สบายกว่า แต่ว่าถ้าถึงอนาคามีจริง ก็เป็นศีล ๘ เอง ไม่สนใจกันแล้ว ใครจะไปไหนก็ไปเถอะ ถ้าถือจริง ๆ นะ
ผู้ถาม : เรายังห่วงใย ใจเราก็ยังสนใจอยู่?
หลวงพ่อ : ถ้าใจก็เลิก หาใหม่ให้เขาก็แล้วกัน "เวลานี้ฉันไม่สนใจแก แต่แกอย่าหาใหม่นะ" ใช่ไหม "ฉันไม่สนใจเธอ แต่เธอห้ามหามาใหม่นะ" อีตอนนั้นสมัยพระพุทธเจ้ามีเขาหาเมียให้ผัวใหม่นะ อนาคามีเขาหมดความรู้สึกหมดจริง ๆ ความรู้สึกระหว่างเพศ แต่ความโกรธอันนี้ยังมีนะ ก็เหมือนกับพระ แต่ว่ายังไม่จำเป็นต้องบวช ถ้าสามีกับภรรยาอยู่ด้วยกันอยู่ ก็อยู่ด้วยกันเฉย ๆ เหมือนพระอยู่กับผู้หญิง ใช่ไหม ต่างคนต่างอยู่เฉย ๆ เอาบวชใจซิลูก นะ
อันดับแรกคือทรงศีล ๕ นะ ศีล ๕ นี้ เป็นศีลของพระโสดาบัน กับสกิทาคามีนะ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะ แล้วก็อารมณ์ของศีล ๘ บางประการ เราก็นำไปใช้ อย่างวิกาลโภชนา นี่ใช้ไม่ได้หรอก เราต้องกินข้าว เป็นโรคกระเพาะใช่ไหม นัจจคีตวา ทิตวิสูกทัสสนา มาลาคันธะ นี่เราใช้ได้ แต่ว่าเราจะแต่งตัวเฉพาะพิเศษเฉพาะเมื่อเราจะเข้าสังคม นี่เขาไม่ห้ามนะ เวลาเข้าสังคมจริง ๆ เขาจะต้อง ทาหน้า ทาแป้ง ทาปาก อะไรก็ตาม อันนี้เพื่อการไม่เคอะเขินในสังคม อันนี้ไม่เป็นไร อย่าถือเคร่งเกินไปนะ คือเคร่งแต่เหมาะกับสังคม แต่ถ้าอยู่เฉย ๆ นะ เราจะไม่ทำ แต่ว่าใช้ได้ ทาหน้า ทาตา พอให้หน้าไม่แตก ไม่เกรอะกรังใช่ไหม ใช้ได้ ไม่ต้องเลิกใช้
การรักษาศีลของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ต้องดูตามกำลัง พระพุทธเจ้าท่านไม่มีการเครียด ท่านปฏิบัติตามความเหมาะสม ถ้าไม่ดี แต่งอย่างนั้นไม่ได้
ก็ต้องดูนางวิสาขา นางวิสาขาท่านมีเครื่องมหาลดาปสาธน์ ราคา ๑๖ โกฏิ เสื้อตัวนี้เป็นทองคำล้วน ส่วนใดที่เป็นด้ายก็ใช้เงินแทนด้วย ประดับเฉพาะแก้วมณี ๒๐ ทะนาน มีแก้วอื่นมากกว่านั้นนะ คือตั้งแต่ข้อเท้าจนถึงนกยูงรำแพน บนหัวราคาขนาดนั้น แต่งหน้า นางวิสาขาทรงเครื่องนี้ตลอดเวลา พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่เคยว่าเลยใช่ไหม จะถือว่าเขาแต่งเกินไปไม่ได้ เพราะเขามีอย่างนั้น และเวลาเราเข้าสังคม ก็เหมือนกัน ปล่อยหน้าเซียว ๆ เข้าไป เดี๋ยวเขาหาว่าผีโขมดเข้ามา เดี๋ยวก็จะยุ่งกัน เราก็แต่งตามเขานะ แต่ว่าอยู่บ้านเราก็ไม่ได้สนใจเกินไป เราก็ใช้แป้งทาหน้าบ้าง ทาได้ ถ้าเฉพาะความเหมาะสมอยู่เป็นสุขใช่ไหม ไม่ไปอวดใครเพื่อกิเลสอันนี้ไม่ถือ ต้องดูแค่พอดีๆ นะ คือเรื่องของพระพุทธเจ้านี่ท่านไม่มีอะไรเครียด มีแต่พอดี คือ
๑.) อัตตกิลมถานุโยค ๒.) กามสุขัลลิกานุโยค
ถ้ามีในอารมณ์ ๒ ประการนี้ ผลการปฏิบัติไม่มี ต้องใช้มัชฌิมาปฏิปทา คำว่า มัชฌิมาปฏิปทา ก็แค่ความเหมาะสมอยู่ได้สบาย ๆ ใช่ไหม แค่นี้เองไม่มีอะไรมาก เมื่อก่อนหลวงพ่ออ่านหนังสือใหม่ ๆ ก็ยุ่งเหมือนกัน ไม่เข้าใจ เพราะมันคนละทาง พอลาจากพุทธภูมิ แล้วพอท่านมาสอนให้ก็มีความเข้าใจของท่านได้เลย เราเข้าใจเครียดไปต่างหาก ไม่ถูกต้อง
จากหนังสือหลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ ๖๐ หน้า ๒๘-๒๙
"..ถ้าประมาทในชาติมนุษย์ ไม่พยายามสร้างความดีไว้เสริมต่อในภพชาติต่อไป ทางที่จะได้เกิดเป็นสัตว์ มีมากกว่าทางที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์.."
โอวาทธรรม หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร
"ต้องตั้งสติ มองดูจิตของตนตลอดเวลา ไม่เลือกกาล เลือกสถานที่ ไม่เลือกหนาว เลือกร้อน เลือกฝนตก เลือกแดดออก เลือกสบาย หรือเลือกป่วยไข้ ต้องเป็นผู้มีสติอยู่ ทุกกาลทุกสถานที่ และทุกอิริยาบถ สติกำกับจิต สติต้องอยู่ตลอด ไม่ว่าจิตจะอยู่ในขั้นใด ขั้นเริ่มฝึกหัด ขั้นจิตเป็นสมาธิ ขั้นเริ่มฝึกหัดทางปัญญา จะเจริญสมถะหรือวิปัสสนาขั้นใดก็ตาม ต้องอาศัยสติกำกับดูแลอยู่ตลอด หากขาดสติ สมาธิและปัญญาก็จักไม่เจริญไปได้"
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม
...อารมณ์ก็เหมือนกัน ถ้ามีสติรู้อยู่ มันจะทําอะไรเราไม่ได้ อารมณ์มันจะทําให้เราดีใจอยู่อย่างนี้ตลอดไปไม่ได้ มันไม่แน่นอนหรอก เดี๋ยวมันก็หายไป #จะไปยึดมั่นถือมั่นทําไม อันนี้ฉันไม่ชอบ อันนี้ก็ไม่แน่นอนหรอก #ถ้าอย่างนี้อารมณ์นั้นก็เป็นโมฆะเท่านั้น เราสอนตัวของเราอยู่ เรามีสติอย่างนี้ เราก็รักษาอย่างนี้เรื่อยๆ ไป ตอนกลางวัน ตอนกลางคืน ตอนไหนๆ ก็ตาม
...เมื่อเรายังมีสติอยู่ #เมื่อนั้นแหละเราได้ภาวนาอยู่ การภาวนาไม่ใช่ว่าเราจะนั่งสมาธิอย่างเดียว ยืนเดินนั่งอยู่เราก็รู้จัก นอนอยู่เราก็รู้จัก เรารู้จักตัวของเราอยู่เสมอ จิตเรามีความประมาทเราก็รู้จัก ไม่มีความประมาทเราก็รู้จักของเราอยู่ ความรู้อันนี้แหละที่เรียกว่า "พุทโธ" เรารู้เห็นนานๆ พิจารณาดีๆ มันก็รู้จักเหตุผล ของมัน มันก็รู้เรื่อง
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภทฺโท)
#หลวงปู่เปลี่ยน_ปัญญาปทีโป #ปรารภถึงองค์หลวงปู่ผาง_จิตตคุตโต
หลังจากที่หลวงปู่เปลี่ยนพักภาวนาอยู่ที่วัดอาจารย์อ่อนได้พอสมควรแล้ว
ต่อมาท่านเดินทางจากจังหวัดสกลนคร เข้ามาพักที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน กรุงเทพฯ เพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับจังหวัดเชียงใหม่
ในครั้งนี้หลวงปู่เปลี่ยนมีโอกาสได้กราบนมัสการ และฟังธรรมะจากหลวงปู่ผาง จิตตคุตโต ( วัดอุดมคงคาคีรีเขต อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น ) ซึ่งขณะนั้นได้พักอยู่ที่วัดศรีมหาธาตุด้วย
วันแรก หลวงปู่ผางได้เดินไปสนทนากับท่านที่กุฏิ
วันที่ ๒ หลวงปู่ผางได้เมตตาพูดธรรมะให้ท่านฟัง มีใจความว่า
“ เรานี้เกิดอยู่ที่ใดก็ตาม ในป่า ในดง ในเขา ในเมือง ถ้ามันตกอยู่ในกามภพ มันต้องเพลิดเพลินอยู่ในกามภพ พัวพันอยู่ตรงนี้
ถ้าอยู่ในป่าก็หลงป่า อยู่ในเมืองก็หลงเมือง การหลงเพลิดเพลิน ก็คือกาม มันเป็นกามคุณ
เหตุฉะนั้น ท่านจะอยู่ในป่าก็ดี อยู่ในวัดพระศรีมหาธาตุก็ดี ก็ต้องให้รู้ ให้รู้จัก เรามาอยู่ในกรุงเทพฯ กรุงเทพฯ ก็คือของสมมุติ
ฉะนั้นเราก็อย่าหลงกรุงเทพฯ มีอาหารการกินมากมาย ก็อย่าไปหลงอาหารการกิน เรานั่งเครื่องบินก็อย่าไปหลงเครื่องบิน มันเป็นกามทั้งหมด ไปไหนมาไหนก็ต้องพิจารณาให้ดี ให้เห็นโทษของกาม
กามภพ รูปภพ เดี๋ยวจิตไปถึงสวรรค์ ก็หลงสวรรค์อีก ท่านเคยไปเที่ยวก็อย่าหลง
ถ้าหากไปพรหมโลก มันมีอายุยืน ควรจะเบื่อ ควรจะหน่าย มันมีอายุเป็นพันๆกัป
ถ้าเกิดเป็นพรหมลูกฟัก หรืออสัญญีพรหมแล้วยิ่งไปกันใหญ่
ท่านอย่านั่งให้เป็นพรหมลูกฟักนะ ให้มีความรู้อยู่ด้วย อย่าให้จิตอยู่เฉยๆ ว่างๆ
วิภวตัณหาอยู่ที่ใดแล้ว เราไม่อยากเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เหมือนกับกามภพ รูปภพ อรูปภพ
เหมือนกับตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา อย่าไปยินดียินร้ายกับเขา ใครเห็นว่ามันดีมันร้าย ช่างหัวมัน
วัดพระศรีมหาธาตุสร้างดีอย่างไร สวยงามอย่างไร ก็อย่าไปหลง เวลาดีก็อย่าไปหลง เวลาไม่ดีก็อย่าไปหลง
เวลาที่ท่านเฒ่าแก่ลงเหมือนอย่างผม ก็อย่าหลงแก่หลงเฒ่า
วันที่ ๓ หลวงปู่ผางอธิบายเรื่องอายตนะ มีตา มีหู เป็นต้น
“ การสังวรสำรวมระวังอายตนะทั้งหลายให้สะอาดอยู่เสมอ คือให้รู้จักสำเนียกในการดูการพูด สิ่งใดไม่ควรดูไม่ควรพูด สิ่งใดควรจะรับรู้รับฟังก็ให้พิจารณา “
วันที่ ๔ หลวงปู่เทศน์เรื่องไตรลักษณ์ให้ท่านฟัง ความว่า
“ เรื่องไตรลักษณ์เป็นเรื่องของสุดยอดการบำเพ็ญ ให้เรารู้ว่า อะไรเกิดขึ้น อะไรตั้งอยู่ อะไรดับไป อะไรเที่ยง อะไรเป็นทุกข์ อะไรเป็นอนัตตา
ให้ดูสังขารภายนอก สังขารภายใน การปรุงแต่งภายในจิตว่าอะไรเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ว่าเป็นอนัตตา
สังขารภายนอก เช่นตัวท่าน ( หลวงปู่เปลี่ยน ) ตัวผม ( หลวงปู่ผาง ) ตัวดำๆ หนังเหี่ยวๆ อีกไม่นานก็ต้องหนีจากท่านไป เพราะว่าสังขารไม่ได้เป็นของใคร มันเป็นอนัตตา
คนในสมัยปัจจุบันนี้ มันลุ่มหลงตนหลงตัว เอาแต่แต่งเนื้อแต่งตัวภายนอก ไม่พิจารณาถึงสังขารว่าควรหรือไม่ควร ไม่รู้จักความเฒ่า ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ได้แต่ติดลูก ติดหลาน
หารู้ไม่ว่าตายแล้วก็ไม่ได้อะไรไป ไม่รู้แม้กระทั่งไตรลักษณ์
ดูอย่างคนเราตั้งแต่เกิดเป็นเด็กอ่อนๆ แล้วเติบโตเจริญขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งหนุ่มสาว ย่างเข้าสู่วัยกลางคน และเริ่มแก่ชราลง
เมื่อพิจารณาแล้ว ให้ดูจิตของเราเอง ให้เห็นเท่ากัน จะไม่มีผู้เฒ่าหรือผู้เด็ก มันจะลงมาหาไตรลักษณ์อย่างเดิม ให้เตรียมตัวตายตลอดเวลา เพื่อความไม่ประมาท “
"...การรักษาธรรม แม้จะรอบรู้กว้างขวาง เพียงไร ท่องจำขึ้นใจได้มากน้อยเพียง ไหน ถ้าไม่ปฏิบัติธรรมให้เกิดขึ้นในตน ธรรมนั้นก็ยังหาใช่สมบัติของตนไม่ เช่น เดียวกับความรู้วิชาการทางโลก ผู้ที่อ่าน หนังสือมากมายโดยไม่เข้าใจเรื่องราวที่ เปรียบว่า อ่านเหมือนนกแก้วนกขุนทอง หัดพูด ความรู้หรือวิชาการในหนังสือที่ อ่านนั้นก็หาใช่สมบัติของผู้อ่านนั้นไม่..."
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร
ถ้าสร้างธรรม ธรรมก็จะปรากฎขึ้นมา ความสงบร่มเย็นก็จะมา มีชีวิตอยู่ก็สบายใจ ตายไปแล้วก็เป็นสุขๆ นี่คือคนที่มีที่พึ่งทางใจ ให้พากันภาวนาบ้างนะ
#โอวาทธรรมคำสอน พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี
"... มีวัตถุมงคลแล้วไม่ทำตัวให้ดี ไม่ทำใจ ให้เป็นกุศล ก็หวังอะไรไม่ได้สักอย่าง ต้องทำความดีด้วยจึงจะเกิดผลต่าง ๆ เป็นนานาประการ ..."
""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""" #พระอาจารย์ฝั้น_อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร ต.พรรณา อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๔๒ - ๒๕๒๐)
ถ้าเราเข้าใจการประพติปฏิบัติอย่างนี้ว่า ภิกขุ คือผู้เห็นภัยในสงสาร ถ้ามีธรรมะข้อนี้ เข้าใจอย่างนี้ มันจมอยู่ใจของผู้ใด ผู้นั้น … จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน ที่ไหนก็ตาม ก็เกิดความสลด เกิดความสังเวช เกิดความรู้ตัว เกิดความไม่ประมาทอยู่ นั่นแหละ ถึงท่านจะนั่งอยู่เฉยๆ ก็เป็นอยู่ อย่างนั้น ท่านจะทำอย่างไรอยู่ ท่านก็เห็นภัย อยู่อย่างนั้น อันนี้มันอยู่คนละที่กันเสียแล้ว การปฏิบัตินี้เรียกว่า ผู้เห็นภัยในสงสาร ถ้าเห็นภัยในสงสารแล้ว ท่านก็อยู่ในสงสาร นี้แหละ แต่ท่านไม่ยึดอยู่ในสงสารนี้ คือ รู้จักสมมุติอันนี้ รู้จักวิมุตติอันนี้ ท่านจะพูด ก็พูดต่างจากเรา ทำก็ทำ ต่างจากเรา คิดก็คิดต่างจากเรา นี่การปฏิบัติมันฉลาดกว่ากันอย่างนี้ ...
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภทฺโท)
|