"..ถ้าศีลด่างพร้อย แม้เพียงข้อใดข้อหนึ่ง ปฏิบัติธรรมจะไม่ขึ้น หรือขึ้นก็งอกงามได้ยาก ถ้าผู้ใดมาหาวิธีหลีกเลี่ยง พระธรรมวินัยแม้เล็กน้อย ผู้นั้นชื่อว่า ทำลายตน.."
โอวาทธรรม หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร
เรื่อง "จงทำบ้านให้กลายเป็นวัด"
"..การปฏิบัติธรรมนี้ เราจะไปปฏิบัติที่ไหน อย่างไร เราเอากายกับใจนั่นแหละไปปฏิบัติ ถ้าหากต่างว่าทุก ๆ ท่านอาจจะตั้งปณิธานว่า เราจะพยายามสร้างห้องพระในบ้านของเรานี้ ให้เป็นวัดน้อย ๆ ขึ้นมา และเราจะทำสมาธิภาวนาอยู่ในห้องพระของเรานี้ ในเมื่อไหว้พระ สวดมนต์ แผ่เมตตา นั่งสมาธิภาวนา ก็มีพระปฏิบัติกิจวัตรอยู่ในบ้านทุกวัน ถ้าหากภาวนาทำจิตให้สงบเป็นสมาธิขึ้นมาได้เพียงครั้งเดียว จะมีคุณค่ามากกว่านิมนต์พระตั้งหมื่นองค์ไปสวดมนต์ ให้พยายามหาโอกาสทำที่บ้านให้มากที่สุด โดยสร้างบ้านของเราให้มันเกิดเป็นวัด.."
โอวาทธรรมคำสอน พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา (พ.ศ.๒๔๖๔–๒๕๔๒)
.
#การเจริญพระกรรมฐานและทรงฌาน
การเจริญพระกรรมฐานและทรงฌาน เขาทำกันอย่างไร จงจำไว้ว่าอย่าขยันเกินไปและอย่าขี้เกียจเกินไป
ไอ้การขยันเกินไปก็ทำกัน ๒ ชั่วโมงบ้าง ๓ ชั่วโมงบ้าง ตลอดวันถ้าเราทำแบบนี้แสดงว่าเราดีเกินพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนแบบนั้น การปฏิบัติแบบนี้นะถ้าจะว่ากันตามความเป็นจริง ผมว่าเอาปูนหมายหัวไว้ ถ้าใครก็ตามทำแบบนั้นเพราะว่ามันเข้าไปถึงจุดที่เรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค คือการทรมานตน
ถ้าหากว่าเวลาที่เราปฏิบัติสมาธิ แล้วก็นึกอยากจะเห็นภาพบ้าง อยากเห็นแสงสีความสว่างบ้าง อยากจะได้ฌานสมาบัติบ้าง อยากอะไรก็ตาม อย่างนี้เขาเรียกว่า กามสุขัลลิกานุโยค เป็นส่วนที่อันดับต่ำ
เมื่อจิตเข้าไม่ถึงแล้วจะไม่ได้ทรงแม้แต่อารมณ์ของฌาน ฉะนั้น การปฏิบัติพระกรรมฐานทุกกองทุกท่านจงจำไว้ว่า อย่าได้เข้าไปแตะต้องส่วนสุดสองอย่างนี้
เพราะว่าพระพุทธเจ้าบอกไว้แล้วว่าไม่ใช่ทางบรรลุมรรคผล หมายถึงอริยมรรค อริยผล แต่ว่าผมเองขอยืนยันว่า แม้แต่ฌานโลกีย์ก็ไม่มีโอกาส อันนี้เพราะผมเองก็พังมาแล้ว เคยทรงฌาน ๘ ได้อย่างสบายๆ เข้าฌานตามลำดับฌาน เข้าฌานสลับฌานได้อย่างคล่องแคล่วต่อมาก็ไปพบอาจารย์ผู้วิเศษ ไปดีกว่าพระพุทธเจ้าเข้า ท่านก็เลยสอน ไม่สอนแบบหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานท่านไม่สอนแบบนั้น พุทธะที่ท่านได้มรรคได้ผลได้ฌานจริงๆ ท่านไม่สอนแบบนั้น
ท่านบอกว่าอย่าขยันมาก ถ้าขยันมาก ท่านก็ร้องเตือนมาให้เพลาๆ ลงสักพักก่อน อาจารย์ผู้นี้ท่านไม่อย่างนั้น ขยันเท่าไรก็ดี เมื่อหลวงพ่อปานตายแล้ว ผมก็ไปเรียนกับท่าน ๓ ปี จากสมาบัติ ๘ อันดับคล่องแคล่ว เหลือไม่ถึงฌาน ๑ อันดับหยาบ พอรู้ตัวเข้าก็กราบขอขมาโทษต่อพระรัตนตรัย ก็มีเสียงสั่งมาจากเบื้องสูงว่า ต่อไปนี้จงรักษาอารมณ์เดิม ครั้งละไม่เกิน ๕ นาที แต่ว่าในช่วง ๕ นาทีนี้ เราต้องทรงความดี อย่าให้กิเลสเข้ามายุ่ง ๓ วัน เราก็กลับมาทรงความดีตามเดิมได้
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน จากหนังสือ "ธรรมะปกิณกะ ๒" หน้า ๕
#โยมถามหลวงพ่อตอบ #สนทนาเกี่ยวกับวิบากกรรมกับการสร้างบุญกุศล
โยมถาม: บุญกุศลที่เกิดขึ้นจากเรา สามารถแก้เคราะห์กรรมที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา กับบุคคลที่สำคัญกับเราได้ไหม?
หลวงพ่อตอบ: มันอาจจะช่วยได้จากหนักให้เป็นเบา... ถ้าวิบากกรรมหนักก็อาจจะผ่อนคลายให้เป็นเบา... จากเบามันอาจจะคลายไปได้ ถ้าเรามีอานิสงส์...อานิสงส์บุญช่วยเราได้... ทีนี้บุญกุศลที่เราสร้างมากับวิบากกรรม...วิบากกรรมหนักหรือวิบากกรรมเบา ตัวไหนมันจะมาก่อนกันเท่านั้นเอง
โยมถาม: คนโบราณในอดีตที่ฆ่าทำร้ายคนก็เยอะ เช่นในการทำสงคราม แต่ขณะเดียวกันก็สร้างวัดวา บำรุงศาสนาด้วยใจที่บริสุทธิ์เพื่อให้เป็นศูนย์รวมจิตใจคน ให้เป็นบุญเป็นกุศล บุญบารมีที่ได้สร้างอย่างนี้จะทำให้อยู่เหนือกรรมได้ไหม? คือว่าความรู้สึกผิดก็ยังอยู่ ยังรู้สึกทุกข์อยู่ในใจแต่ก็ได้กระทำไปแล้ว ขณะเดียวกันก็เป็นผู้มีความกตัญญูต่อบิดามารดา พยายามทำบุญกุศลเป็นประจำ อย่างนี้จะสามารถแก้วิบากกรรมที่ทำไปแล้วได้ไหม?
หลวงพ่อตอบ: ก็ทำให้จิตคลายความทุกข์... คลายความกังวล... มันก็แก้ได้ตรงจุดนั้นระดับหนึ่ง... ทีนี้...การสร้างบุญสร้างกุศลที่เป็นมหาบุญมหากุศล... ถ้าอานิสงส์ผลบุญตรงนี้มาถึงก่อน มาก่อนวิบากกรรมตัวอื่นที่จะมา... มันก็เสวยผลบุญตรงนี้เสีย... ถ้าจิตของเราไปอยู่ในกองกุศลผลบุญตรงนี้ ... วิบากกรรมตัวนั้นก็ตามไม่ทัน...
โยมถาม: เป็นบารมีด้วยใช่ไหม?
หลวงพ่อตอบ: มันก็เป็นบารมีตรงนี้... ถึงเราจะสร้างบุญสร้างกุศลมากมาย... แต่จิตของเราไปกังวลเรื่องอดีตที่ผ่านมา โน้น...จิตของเรา...ธาตุขันธ์แตกดับ...มันก็ไปเสวยตรงนั้นแล้ว... แทนที่จะได้อานิสงส์ผลบุญที่เราสร้างใหญ่...กลับไปกังวลตรงจุดนั้น...
มีโยมคนหนึ่งเป็นคหบดี หลวงพ่อจะเล่าให้ฟัง...เป็นเศรษฐีใหญ่อยู่ในเมืองขอนแก่น ท่านบริจาคทำบุญเป็นร้อยกว่าล้านแต่ไม่เคยเข้าวัด ทำบุญให้โรงเรียน ให้โรงพยาบาลแต่ไม่เคยเข้าวัดหาพระ พออายุมากขึ้นลูกชายลูกสาวก็ไม่ได้อยู่ด้วยไปอยู่ต่างประเทศ ก็มีตั้งแต่พยาบาลไปอยู่ด้วย กลัวตัวเองจะตาย...เกิดความทุกข์เกิดความกังวล กลัวตาจะบอด กลัวจะมองไม่เห็น กลัวจะตายอย่างเดียว กลัวตัวเองจะตายไปกังวลอยู่ตรงจุดๆนั้น กลัวตาจะบอด กลัวจะลำบากอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่มีใครเลี้ยงดู พยาบาลชวนไปวัดก็ไม่ไปๆๆ...พอชวนไปหาหลวงพ่อ ท่านก็ไป พอเจอหลวงพ่อ...หลวงพ่อมองดูว่า เออ..ผู้ชายคนนี้ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ก็เลยพิจารณาดู..เราจะแก้จิตของเขาได้อย่างไร เลยบอกว่า..ตากับยายสองคนนี้ สร้างบุญสร้างกุศลมาเยอะแต่ไม่รู้จักอานิสงส์ผลบุญของตัวเอง มีแต่สร้างเพราะว่ามีคนยุยงให้สร้าง...เป็นการสร้างแบบเอาหน้าเอาตา แต่ใจมันไม่ได้สนใจในแรงบุญของตัวเอง... หลวงพ่อคิด...จะทำอย่างไรให้จิตของสองคนอยู่ในกองบุญตรงนี้ หลวงพ่อก็เลยเปลี่ยนอุบาย...เอาอย่างนี้พ่อตาได้สร้างบุญสร้างกุศลใหญ่แล้ว อย่าไปกลัวอย่าไปกังวล...ไม่ต้องกลัวตาย มาหาหลวงพ่อแล้ว เดี๋ยวบุญอานิสงส์ของพวกท่านก็คงจะเต็ม มีกระดาษซักแผ่น..ใหญ่ๆนะ ให้สองตากับยายนี้แหละ...ระลึกนึกถึงผลทานของตัวเองตั้งแต่อยู่ร่วมกันมาว่าทานอะไรบ้าง แล้วให้จดมาให้หลวงพ่อ ไล่มาให้หมด...ให้ไปช่วยกันนึกแล้วไล่มาให้หมด นึกได้อะไรก็จดไว้ๆ แล้วทบทวนเอามาให้หลวงพ่อ เดี๋ยวแผ่เมตตาให้ พอกลับไปบ้านก็พากันไปไล่ ไปนั่งนึกถึงผลทานของตัวเองแล้วก็เขียนๆๆๆ จิตก็เลยไม่คิดเรื่องตาย ก็เลยมีตั้งแต่ความสุข เขียนได้ตั้งยี่สิบแปดล้าน อยู่ในแผ่นกระดาษเอามาให้หลวงพ่ออนุโมทนา แล้วบอกว่ายังเหลืออีกนะหลวงพ่อ...ผมจะได้ไปเขียนอีก เขียนใหม่แล้วก็ทบทวนของเก่า มีกำลังใจ...อยากจะเดินสร้างสติ อยากจะฝึกสติฝึกสมาธิ แทนที่จะไปคิดถึงเรื่องตาย ทั้งๆที่บุญสร้างอยู่แต่ไม่เคยระลึกนึกถึงบุญ ก็เลยให้ไปเขียนระลึกนึกถึงมา ก็เลยทำให้ท่านมีกำลังใจขึ้น ฮึกหาญขึ้น แล้วก็มีความปิติ มีความสุขขึ้น จนพยาบาลว่า... เอ้า..ไม่มีใครเขาเปลี่ยนได้ ไปหาหลวงพ่อนิดเดียวเปลี่ยน...
แค่นั้นเอง... มันก็แค่นั้นแหละ เพราะว่าจิตของผู้เฒ่า...เมื่อให้เขียน..ให้ระลึกนึกถึงอานิสงส์ผลทานที่เคยทำมา จิตท่านก็เลยเปลี่ยนจากกลัวตาย กังวลต่างๆ มานึกถึงแต่เรื่องบุญ...
นี่..ถึงเราทำบุญใหญ่มากมายมหาศาล ถ้าจิตของเราคิดว่าเราไปทำบาป... ตรงนั้น... นิดเดียว อานิสงส์ผลบุญใหญ่ที่เราได้สร้างเอาไว้เราไม่เคยนึก นั่น..ตัวอานิสงส์ผลบุญผลบาปตรงนั้นมันมาก่อนแล้ว...
เราต้องพยายามดับไม่ให้เกิดความกังวล อย่าเอาอดีตมาคิด เอาปัจจุบัน หรือว่าถ้าจะคิดก็ให้คิดในกองกุศล
ถ้าสูงขึ้นไปก็...แยกจิต แยกขันธ์ห้า แยกความคิด แยกอารมณ์ ตามทำความเข้าใจแล้วละ วิบากกรรมเก่าคือขันธ์ห้า อาการของขันธ์ห้ามาปรุงแต่งจิต...มันก็ตามไม่ทัน...ก็เป็นอโหสิกรรม ทีนี้...ตัวกรรม...กุศลกรรมใหม่...เราสร้างเฉพาะกุศลแต่ไม่ยึด มันก็เลยอยู่เหนือบุญเหนือบาปเหนือกรรม...
(พระอาจารย์สำราญ ธมฺมธุโร (หลวงพ่อกล้วย))
#โยมถามหลวงพ่อตอบ #สนทนาเกี่ยวกับวิบากกรรมกับการสร้างบุญกุศล
โยมถาม: บุญกุศลที่เกิดขึ้นจากเรา สามารถแก้เคราะห์กรรมที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา กับบุคคลที่สำคัญกับเราได้ไหม?
หลวงพ่อตอบ: มันอาจจะช่วยได้จากหนักให้เป็นเบา... ถ้าวิบากกรรมหนักก็อาจจะผ่อนคลายให้เป็นเบา... จากเบามันอาจจะคลายไปได้ ถ้าเรามีอานิสงส์...อานิสงส์บุญช่วยเราได้... ทีนี้บุญกุศลที่เราสร้างมากับวิบากกรรม...วิบากกรรมหนักหรือวิบากกรรมเบา ตัวไหนมันจะมาก่อนกันเท่านั้นเอง
โยมถาม: คนโบราณในอดีตที่ฆ่าทำร้ายคนก็เยอะ เช่นในการทำสงคราม แต่ขณะเดียวกันก็สร้างวัดวา บำรุงศาสนาด้วยใจที่บริสุทธิ์เพื่อให้เป็นศูนย์รวมจิตใจคน ให้เป็นบุญเป็นกุศล บุญบารมีที่ได้สร้างอย่างนี้จะทำให้อยู่เหนือกรรมได้ไหม? คือว่าความรู้สึกผิดก็ยังอยู่ ยังรู้สึกทุกข์อยู่ในใจแต่ก็ได้กระทำไปแล้ว ขณะเดียวกันก็เป็นผู้มีความกตัญญูต่อบิดามารดา พยายามทำบุญกุศลเป็นประจำ อย่างนี้จะสามารถแก้วิบากกรรมที่ทำไปแล้วได้ไหม?
หลวงพ่อตอบ: ก็ทำให้จิตคลายความทุกข์... คลายความกังวล... มันก็แก้ได้ตรงจุดนั้นระดับหนึ่ง... ทีนี้...การสร้างบุญสร้างกุศลที่เป็นมหาบุญมหากุศล... ถ้าอานิสงส์ผลบุญตรงนี้มาถึงก่อน มาก่อนวิบากกรรมตัวอื่นที่จะมา... มันก็เสวยผลบุญตรงนี้เสีย... ถ้าจิตของเราไปอยู่ในกองกุศลผลบุญตรงนี้ ... วิบากกรรมตัวนั้นก็ตามไม่ทัน...
โยมถาม: เป็นบารมีด้วยใช่ไหม?
หลวงพ่อตอบ: มันก็เป็นบารมีตรงนี้... ถึงเราจะสร้างบุญสร้างกุศลมากมาย... แต่จิตของเราไปกังวลเรื่องอดีตที่ผ่านมา โน้น...จิตของเรา...ธาตุขันธ์แตกดับ...มันก็ไปเสวยตรงนั้นแล้ว... แทนที่จะได้อานิสงส์ผลบุญที่เราสร้างใหญ่...กลับไปกังวลตรงจุดนั้น...
มีโยมคนหนึ่งเป็นคหบดี หลวงพ่อจะเล่าให้ฟัง...เป็นเศรษฐีใหญ่อยู่ในเมืองขอนแก่น ท่านบริจาคทำบุญเป็นร้อยกว่าล้านแต่ไม่เคยเข้าวัด ทำบุญให้โรงเรียน ให้โรงพยาบาลแต่ไม่เคยเข้าวัดหาพระ พออายุมากขึ้นลูกชายลูกสาวก็ไม่ได้อยู่ด้วยไปอยู่ต่างประเทศ ก็มีตั้งแต่พยาบาลไปอยู่ด้วย กลัวตัวเองจะตาย...เกิดความทุกข์เกิดความกังวล กลัวตาจะบอด กลัวจะมองไม่เห็น กลัวจะตายอย่างเดียว กลัวตัวเองจะตายไปกังวลอยู่ตรงจุดๆนั้น กลัวตาจะบอด กลัวจะลำบากอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่มีใครเลี้ยงดู พยาบาลชวนไปวัดก็ไม่ไปๆๆ...พอชวนไปหาหลวงพ่อ ท่านก็ไป พอเจอหลวงพ่อ...หลวงพ่อมองดูว่า เออ..ผู้ชายคนนี้ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ก็เลยพิจารณาดู..เราจะแก้จิตของเขาได้อย่างไร เลยบอกว่า..ตากับยายสองคนนี้ สร้างบุญสร้างกุศลมาเยอะแต่ไม่รู้จักอานิสงส์ผลบุญของตัวเอง มีแต่สร้างเพราะว่ามีคนยุยงให้สร้าง...เป็นการสร้างแบบเอาหน้าเอาตา แต่ใจมันไม่ได้สนใจในแรงบุญของตัวเอง... หลวงพ่อคิด...จะทำอย่างไรให้จิตของสองคนอยู่ในกองบุญตรงนี้ หลวงพ่อก็เลยเปลี่ยนอุบาย...เอาอย่างนี้พ่อตาได้สร้างบุญสร้างกุศลใหญ่แล้ว อย่าไปกลัวอย่าไปกังวล...ไม่ต้องกลัวตาย มาหาหลวงพ่อแล้ว เดี๋ยวบุญอานิสงส์ของพวกท่านก็คงจะเต็ม มีกระดาษซักแผ่น..ใหญ่ๆนะ ให้สองตากับยายนี้แหละ...ระลึกนึกถึงผลทานของตัวเองตั้งแต่อยู่ร่วมกันมาว่าทานอะไรบ้าง แล้วให้จดมาให้หลวงพ่อ ไล่มาให้หมด...ให้ไปช่วยกันนึกแล้วไล่มาให้หมด นึกได้อะไรก็จดไว้ๆ แล้วทบทวนเอามาให้หลวงพ่อ เดี๋ยวแผ่เมตตาให้ พอกลับไปบ้านก็พากันไปไล่ ไปนั่งนึกถึงผลทานของตัวเองแล้วก็เขียนๆๆๆ จิตก็เลยไม่คิดเรื่องตาย ก็เลยมีตั้งแต่ความสุข เขียนได้ตั้งยี่สิบแปดล้าน อยู่ในแผ่นกระดาษเอามาให้หลวงพ่ออนุโมทนา แล้วบอกว่ายังเหลืออีกนะหลวงพ่อ...ผมจะได้ไปเขียนอีก เขียนใหม่แล้วก็ทบทวนของเก่า มีกำลังใจ...อยากจะเดินสร้างสติ อยากจะฝึกสติฝึกสมาธิ แทนที่จะไปคิดถึงเรื่องตาย ทั้งๆที่บุญสร้างอยู่แต่ไม่เคยระลึกนึกถึงบุญ ก็เลยให้ไปเขียนระลึกนึกถึงมา ก็เลยทำให้ท่านมีกำลังใจขึ้น ฮึกหาญขึ้น แล้วก็มีความปิติ มีความสุขขึ้น จนพยาบาลว่า... เอ้า..ไม่มีใครเขาเปลี่ยนได้ ไปหาหลวงพ่อนิดเดียวเปลี่ยน...
แค่นั้นเอง... มันก็แค่นั้นแหละ เพราะว่าจิตของผู้เฒ่า...เมื่อให้เขียน..ให้ระลึกนึกถึงอานิสงส์ผลทานที่เคยทำมา จิตท่านก็เลยเปลี่ยนจากกลัวตาย กังวลต่างๆ มานึกถึงแต่เรื่องบุญ...
นี่..ถึงเราทำบุญใหญ่มากมายมหาศาล ถ้าจิตของเราคิดว่าเราไปทำบาป... ตรงนั้น... นิดเดียว อานิสงส์ผลบุญใหญ่ที่เราได้สร้างเอาไว้เราไม่เคยนึก นั่น..ตัวอานิสงส์ผลบุญผลบาปตรงนั้นมันมาก่อนแล้ว...
เราต้องพยายามดับไม่ให้เกิดความกังวล อย่าเอาอดีตมาคิด เอาปัจจุบัน หรือว่าถ้าจะคิดก็ให้คิดในกองกุศล
ถ้าสูงขึ้นไปก็...แยกจิต แยกขันธ์ห้า แยกความคิด แยกอารมณ์ ตามทำความเข้าใจแล้วละ วิบากกรรมเก่าคือขันธ์ห้า อาการของขันธ์ห้ามาปรุงแต่งจิต...มันก็ตามไม่ทัน...ก็เป็นอโหสิกรรม ทีนี้...ตัวกรรม...กุศลกรรมใหม่...เราสร้างเฉพาะกุศลแต่ไม่ยึด มันก็เลยอยู่เหนือบุญเหนือบาปเหนือกรรม...
(พระอาจารย์สำราญ ธมฺมธุโร (หลวงพ่อกล้วย))
"คนอารมณ์เย็นใช่ว่าไม่โกรธเลย แต่เป็นคนที่เกิดความโกรธแล้ว ไม่เห็นความโกรธ "เป็นตน" แต่เห็นความโกรธเป็นสิ่งดับได้รวดเร็ว
ความโกรธไม่ใช่สิ่งที่ห้ามได้ทันที หรือว่าไปตัดมันทิ้งได้ทันที แต่เป็นสิ่งที่ "ถูกรู้" ได้ทันที
ภาวะที่มันเกิดขึ้นแล้ว ยอมรับตามจริง คือภาวะที่มี “สติ” แทนที่ความโกรธ"
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร
#พระธรรมเทศนา เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการบำเพ็ญสมาธิภาวนา
#ในลำดับต่อไปจะได้แสดงธรรมะเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในการบำเพ็ญสมาธิภาวนา ธรรมะที่แสดงนี้มีทั้งธรรมะที่เป็นฝ่ายกุศลคือการเจริญให้เกิดขึ้นและอกุศลคือต้องละอกุศลธรรมนั้นให้หมดไป เมื่อคืนที่แล้วพูดถึงหลัก
#การทำสมาธิเบื้องต้นเพื่อเป็นพื้นฐานแห่งจิตใจ สมาธิต้องทำบ่อยๆ,ทำมากๆ,ทำจนให้จิตแน่วแน่ในทุกๆอิริยาบถ หรือนึกได้ถึงครั้งคราวใดของอารมณ์สมาธิก็ทำความสงบ ให้เกิดขึ้นคือเกิดความชำนาญ จึงจะเกิดปัญญาที่เฉลียวฉลาดตัดกิเลสชั้นละเอียดต่อไป
จิตที่จะเป็นสมาธิได้ก็ต้องปราศจากนิวรณ์ นิวรณ์เป็นศัตรูของจิต จิตจะมุ่งหาความสงบนิวรณ์ก็เข้าขวางจึงเรียกนิวรณ์ว่าเป็นศัตรูของจิต
นิวรณ์ ๕ ประการคือ.- ๑.กามฉันท์ความพอใจรักใคร่ในกาม ๒.พยาบาทปองร้ายผู้อื่น ๓.ถีนมิทธะความที่จิตหดหู่และเคลิบเคลิ้มท้อถอย ๔.อุทธัจจะ กุกกุจจะการที่ทำให้เกิดความฟุ้งซ่านและรำคาญ ๕.วิจิกิจฉาความลังเลสงสัยไม่แน่ลงเป็นหนึ่งได้
ทั้ง ๕ ประการนี้เป็นศัตรูของจิตหรือศัตรูของสมาธิ โดยใจความเป็นภาษาไทยก็คือ ความพอใจในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ความผูกพยาบาทขัดเคืองผู้อื่น ความท้อถอยหดหู่,เบื่อหน่ายหงอยเหงา,เอือมระอา ความฟุ้งซ่านแห่งจิตไม่แน่ลงเป็นหนึ่งได้ ความลังเลสงสัยไม่แน่ใจในข้อปฏิบัติ ทั้ง ๕ ประการนี้เป็นอารมณ์แห่งอกุศล ผู้ปฏิบัติธรรมควรจะรู้จักคำว่าจิต,ว่าใจ,ว่าอารมณ์เหล่านี้ให้เป็นพื้นฐานก่อน เพราะต้องพูดถึงอยู่เสมอ คำว่าจิตได้แก่การนึกการคิดและการนึกการคิดนั้นเป็นกุศลบ้างอกุศลบ้าง เวลาจิตนึกคิดอะไร,เวลาเรานึกคิดอะไรนั่นคือจิต ส่วนใจก็คือจิตนั่นเอง “ในขณะนิ่งเฉยเป็นใจ ในขณะคิดเป็นจิตคืออันเดียวกัน” เหมือนคนคนเดียวกัน นั่งอยู่เฉยๆยังไม่พูดกับเมื่อคิดอ่านและพูดขึ้นก็คืออันเดียวกัน แต่ที่เรียกต่างกันว่าใจบ้าง,ว่าจิตบ้างคือเรียกตามอาการของกิริยาที่เป็นไป ส่วนคำว่าอารมณ์หมายความว่าสิ่งที่ใจเข้าไปเกาะยึดเหนี่ยว นึกถึงในสิ่งนั้นได้สัมผัสที่ชอบใจถึงสิ่งนั้น,สิ่งนั้นเป็นอารมณ์ ได้ยินได้ฟังอะไรชอบใจหรือไม่ชอบใจในสิ่งนั้นนึกถึงสิ่งนั้น,สิ่งนั้นจัดว่าเป็นอารมณ์ โดยใจความก็คือรูปเป็นอารมณ์บ้างเรียกว่ารูปารมณ์ เสียงเป็นอารมณ์บ้างเรียกว่าสัททารมณ์กลิ่นเป็นอารมณ์บ้างเรียกว่าคันธารมณ์ รสเป็นอารมณ์บ้างเรียกว่ารสารมณ์ โผฏฐัพพะคือสิ่งที่มาถูกต้องกายเป็นอารมณ์บ้างเรียกว่าโผฏฐัพพารมณ์ และสิ่งต่างๆที่เป็นอารมณ์นั้นมารู้อยู่กับใจเรียกว่าธรรมารมณ์ สรุปความว่าสิ่งที่ใจไปเกาะเกี่ยวนึกถึงอันใดสิ่งนั้นเป็นอารมณ์ นึกถึงบ้าน,บ้านเป็นอารมณ์ นึกถึงคนนั้นคนนี้,คนนั้นคนนี้ก็เป็นอารมณ์ นึกถึงรสอาหารที่อร่อย,รสนั้นก็เป็นอารมณ์ จึงรวมความว่าสิ่งที่ใจเข้าไปนึกถึง,สิ่งนั้นเป็นอารมณ์ ข้อนี้เป็นสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ปฏิบัติเพราะเวลาจะปฏิบัติสมาธิต้องปล่อยวางให้ใจเป็นกลางไม่ให้เกาะเกี่ยวกับอารมณ์ ทีนี้ใจที่เป็นกลางนั้นที่เป็นของยากก็เพราะว่าศัตรูของใจคือนิวรณ์ดังกล่าวมา มาคอยที่จะเป็นตัวอารมณ์แทนความเป็นกลางอยู่เสมอ เช่นนึกถึงพุทโธ พุทโธให้พุทโธเป็นอารมณ์ พอพุทโธเป็นอารมณ์แล้วเป็นกลางดีจิตไม่หวั่นไหวเกิดความสงบได้ง่าย แต่นึกถึงพุทโธได้ไม่นานสิ่งนั้นสิ่งนี้ในอดีตที่ทำมาแล้ว,พบมาแล้ว,รู้มาแล้ว,เห็นมาแล้วมานึกคิดแทนพุทโธ ที่จะเกิดแทนพุทโธได้ในขณะภาวนาพุทโธนั้นก็เพราะสติอ่อนไป ถ้ามีสติคุ้มครองอยู่มั่นคงอะไรก็เกิดไม่ได้เพราะตั้งใจที่จะเพียงนึกถึงพุทโธอย่างเดียว นอกจากว่านึกถึงพุทโธด้วยความไม่มั่นคงอยากนึกถึงสิ่งอื่นอีก,สิ่งนั้นก็เข้ามาเกิดเป็นอารมณ์ได้พุทโธก็หายไป จิตนั้นจะให้อยู่ในสองอารมณ์ไม่ได้ต้องอยู่ในอารมณ์เดียวเพียงแต่ว่าจะอยู่นานหรือไม่นานเท่านั้น ถ้ามีพุทโธเป็นอารมณ์อื่นก็เข้ามาแทรกไม่ได้จะเกิดขึ้นทีเดียวสองอย่างไม่ได้เมื่อจะเกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่งต้องดับไป ถ้าอารมณ์อื่นที่ไม่ใช่พุทโธจะเกิดขึ้นกับพุทโธ,พุทโธต้องดับไป ทีนี้อารมณ์อื่นที่เกิดขึ้นนั้นมิได้ทำให้ใจสงบ,ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ยั่วยวนชวนใจก็ทำให้เกิดราคะ.โลภะ,โทสะ,โมหะ หรืออารมณ์แห่งความกำหนัด,อารมณ์แห่งความขัดเคือง,อารมณ์แห่งความลุ่มหลง,อารมณ์แห่งความมัวเมา จึงต้องหาวิธีแก้อารมณ์ของศัตรูคือนิวรณ์ซึ่งในธรรมะนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าได้สอนวิธีการแก้ไว้แล้ว ความกำหนัดรักใคร่พึงพิจารณากายเรียกว่ากายคตาสติ ผม,ขน,เล็บ,ฟัน,หนังให้เห็นเป็นปฏิกูลบ่อยๆให้มากๆ อย่านึกว่ากายนี้งาม,กายนี้สกปรกโสโครกปฏิกูล อย่านึกว่ากายนี้สวย,กายนี้มีสิ่งปฏิกูลต่างๆเกาะอยู่เต็มทุกๆสถานที่ อย่านึกว่ากายนี้สะอาด,กายนี้ผสมไปด้วยของโสโครกปฏิกูลทั้งภายในภายนอก พึงเห็นสิ่งต่างๆที่ออกมาจากกาย,น้ำลายก็ปฏิกูล,น้ำมูกก็ปฏิกูล,น้ำตาก็ปฏิกูล,เหงื่อไคลก็ปฏิกูล,อุจจาระปัสสาวะก็ปฏิกูล ในกายนี้จึงเต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ท่านสอนให้พิจารณาอย่างนี้เพื่อแก้กามฉันท์หรือความกำหนัด อย่างหนึ่งพิจารณาถึงคนตาย,ตายแล้วหนึ่งวันสองวันเป็นอย่างนี้,สามสี่วันขึ้นอืดพองเน่า,หกเจ็ดวันแตกน้ำเลือดน้ำเหลืองไหลออกมา แมลงทั้งหลายมาตอมกัดกินจนเกิดไข่ขางเกิดเป็นตัวหนอน สัตว์ทั้งหลายมีสุนัขเป็นต้นมากัดมากินถ้าปล่อยทิ้งไว้เลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดเนื้อและกระดูก สภาพความเป็นจริงอย่างนี้ใครก็ตามไม่ว่าคนยากคนจนแสนจนตายแล้วก็ต้องเน่าเปื่อยผุพัง คนรวยแสนรวยก็ต้องตายแล้วก็เน่าเปื่อยผุพัง,คนไม่มีอำนาจตายแล้วก็เปื่อยเน่าผุพัง แม้คนมีอำนาจใหญ่วาสนาสูงเป็นเจ้าคนนายคนก็ต้องตายแล้วก็เปื่อยเน่าผุพัง มีสภาพเป็นอย่างนี้ ท่านสอนให้นึกให้คิดมากๆ,นึกคิดแต่เรื่องนี้แล้วจิตจะไม่เกิดอกุศลคือความกำหนัด ส่วนพยาบาทท่านสอนให้เจริญเมตตากรุณาไว้บ่อยๆไว้มากๆ พยายามระวังจิตอย่าให้โกรธ,อย่าคิดให้ประทุษร้ายผู้อื่นให้ประกอบด้วยเมตตาอยู่เสมอ แม้ผู้นั้นจะมาเบียดเบียนเราก็นึกสงสารเขา,กรุณาต่อเขาเป็นต้น สร้างภูมิฐานของจิตให้เกิดความรู้สึกนึกคิดดังได้กล่าวมา พยาบาทความโกรธ,ความโทสะร้ายกาจ,ความผูกโกรธไว้,ความกระเทือนใจเหล่านี้ก็จะไม่เกิดขึ้น พยาบาทเกิดขึ้นแล้วใจเร่าร้อน,โทสะเกิดขึ้นแล้วใจเร่าร้อน โกธะความผูกโกรธความโกรธก็เช่นเดียวกันทำให้หน้านิ่วคิ้วขมวด ความผูกโกรธไว้แต่ละสิ่งละอย่างเป็นเหมือนไฟสุมอยู่ในใจ ทำให้จิตใจเกิดความเร่าร้อนควรละเสียด้วยการเจริญเมตตากรุณา ถีนมิทธะความที่จิตใจของเราหดหู่,ท้อถอยง่วงเหงาหาวนอน การทำกรรมฐานสมาธินั่งสมาธิไปภาวนาพุทโธ,พุทโธไปสิ่งที่เราพบก่อนก็คือความง่วงอย่างหนึ่งความเมื่อยอย่างหนึ่ง ทั้งสองอย่างนี้จะเข้ามาเป็นอุปสรรคอยู่ในตระกูลแห่งถีนมิทธะนี้และอาจจะกลายเป็นนิวรณ์ข้ออื่นได้ เช่นง่วงแล้วหงุดหงิดหรือเมื่อยแล้วรำคาญใจคิดฟุ้งซ่านก็กลายเป็นอุทธัจจะ กุกกุจจะไปได้ ท่านสอนให้แก้ความง่วง,ให้แก้ถีนะด้วยการนึกถึงพระพุทธเจ้า,พระธรรม,พระสงฆ์ แต่การนึกถึงพระพุทธเจ้า,พระธรรม,พระสงฆ์ต้องนึกแล้วให้เกิดความอิ่มใจ,เกิดปิติถีนมิทธะจึงจะสงบลงไปได้ หรือมิฉะนั้นก็ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถด้วยการเดินจงกรมบ้าง,หรืออยู่ที่โล่งๆมองท้องฟ้าที่โปร่งๆบ้าง ทำใจของตนให้เกิดความสว่างหรือในที่สุดก็คิดสู้อย่าท้อถอย,อย่าเบื่อหน่ายอย่ากลัวถีนมิทธะ ให้คิดพิจารณาว่าเราใช้ความสามารถสู้กับถีนมิทธะข้อใดข้อหนึ่งนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องที่คอขาดบาดตายไม่มีใครที่จะต่อสู้กับถีนมิทธะถึงกับตายลงอย่างนี้เป็นต้น นึกถึงพระพุทธเจ้าให้มากๆ,นึกถึงพระธรรมให้มากๆ,นึกถึงพระสงฆ์ให้มากๆ พระสงฆ์นั้นนึกถึงประวัติพระเถระต่างๆก็ได้ที่เราชอบนึกแล้วเกิดความอิ่มใจ ประวัติพระพุทธเจ้าก็เช่นเดียวกันบางตอนที่เราได้ศึกษาแล้วเกิดความอิ่มใจ,เกิดความชอบใจนึกถึงประวัติตอนนั้น อย่างไรก็ตามการทำ,การนึก,การพิจารณาจนเกิดความอิ่มใจเรียกว่าหูตาสว่างจึงภาวนาต่อได้ ถ้ายังซึมอยู่อย่าเพิ่งภาวนาพิจารณาต่อไปเพราะถ้าไปขืนภาวนาอีกก็จะง่วงอีก ส่วนอุทธัจจะ กุกกุจจะต้องพิจารณาถึงความแก่,ความเจ็บ,ความตายให้จิตเกิดความสังเวช,เกิดความสลด เพราะอุทธัจจะทำให้ฟุ้งซ่านคิดเรื่องราวต่างๆไม่หยุดจากเรื่องนี้ต่อไปเรื่องนู้น,เรื่องนู้นข้ามไปเรื่องนั้น นึกถึงความตายแล้วใจจะสงบ,นึกถึงว่าเราใกล้จะตายแล้วหรือเราเป็นโรคร้าย อย่างถ้าหากว่าพระกรรมฐานที่อยู่ในป่าก็นึกว่าเราภาวนาอยู่ในป่าเสือจะมาหาเราแล้ว,เดินทางมาใกล้เราแล้วคือความตายจะเกิดขึ้นนั่นเอง นึกถึงถ้าอยู่ในบ้านในเมืองก็นึกว่าเป็นโรคภัยไข้เจ็บที่ร้ายแรงจะตายในวันนี้ในวันพรุ่งนี้อยู่แล้วทำความรู้สึกอย่างนี้ใจจะสลดเกิดความสังเวช หรือเห็นผู้อื่นเจ็บตายเช่นเห็นคนถูกรถชนตายแขนขาด,ขาขาด,เลือดกระสาดสานซ่านเซ็นเต็มถนนเห็นภาพนั้นแล้วเกิดความสังเวช นึกถึงภาพนั้นไว้เป็นอารมณ์จิตจะเกิดความสังเวช,ความฟุ้งซ่านก็จะหายไป ส่วนวิจิกิจฉาต้องพิจารณาธรรมปล่อยวางให้อารมณ์ถ้าเช่นกำลังภาวนาอยู่เกิดความสงสัย ตอนนั้นยังถามอะไรใครไม่ได้ต้องปล่อยวางก่อนถ้าหากว่าสงสัยหลักธรรมก็ต้องศึกษา ถ้าสงสัยสกลกายนี้ก็ต้องพิจารณากายนี้เป็นเป็นธาตุ,เป็นขันธ์,เป็นอายตนะ เป็นธาตุก็คือร่างกายนี้ประกอบด้วยธาตุ ๔ ดิน,น้ำ,ไฟ,ลม ไม่ใช่บุคคลตัวตนเราเขา เป็นขันธ์ก็คือแยกออกเป็นส่วนๆเป็นกองๆ สรีระร่างกายเป็นรูปขันธ์ ความรู้สึกสุขทุกข์เป็นเวทนาขันธ์ ความจำได้หมายรู้เป็นสัญญาขันธ์ ความคิดเรื่องราวต่างๆให้กระจายออกไปเป็นสังขารขันธ์ ตาเห็นรูปเป็นต้นเกิดความรู้สึกขึ้นเป็นวิญญาณขันธ์ ขันธ์แต่ละอย่างละอย่างเป็นอนิจจังไม่เที่ยง,เป็นทุกขังต้องสลายไป,เป็นอนัตตาคือบังคับบัญชาไว้ไม่ได้ ห้ามไม่ให้แก่,ไม่ให้เจ็บ,ไม่ให้ตายไม่ได้ ท่านจึงกล่าวว่าไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเราเพราะเป็นธาตุเป็นขันธ์เป็นอายตนะ ถ้าเป็นของเราแล้วเราก็จะห้ามไม่ให้แก่,ไม่ให้เจ็บ,ไม่ให้ตายได้แต่นี่เราห้ามไม่ได้จึงเรียกว่าอนัตตา ต้องพิจารณาความเหล่านี้ให้แตกฉานให้เกิดความเข้าใจ,เกิดความกระจ่าง เมื่อเกิดความกระจ่างขึ้นจิตใจก็จะเกิดความอิ่มและความเข้าใจด้วยความถูกต้องไม่ลังเลสงสัยอีกต่อไปวิจิกิจฉาข้อนี้ก็จะสงบไป รวมความว่าอาการทั้ง ๕ อย่างเป็นศัตรูของสมาธิ,ของจิต อย่าให้จิตถือเอาสิ่งนั้นนึกถึงสิ่งเหล่านี้ทั้ง ๕ อันหนึ่งอันใดมาเป็นอารมณ์ ให้มองเห็นสิ่งทั้ง ๕ นี้เป็นศัตรูเกิดขึ้นในอารมณ์หนึ่งใดแม้นิดเดียวก็พึงพยายามชำระสะสางให้หมดไป เช่นนึกถึงรูปที่น่าพอใจมีสติรู้ทันทีว่านี่กามฉันท์กำลังจะมาเยือนจิตของเราจะมาครองจิตของเรา พิจารณาร่างกายให้เป็นโสโครก,เป็นร่างเป็นโครงกระดูกต่างๆเหล่านี้เป็นต้นอารมณ์นั้นก็จะหายไป เพราะฉะนั้นก่อนนั่งสมาธิทุกครั้งต้องแก้อารมณ์ของจิตให้เป็นกลาง,ให้อิ่มด้วยพุทโธ,ธัมโม,สังโฆเสียก่อนจึงค่อยภาวนา หรือภาวนาไปเกิดศัตรูของจิตมาเบียดเบียนอีกก็พึงพยายามแก้สิ่งเหล่านั้นให้ตกไปเสียก่อนจึงค่อยภาวนาหลักการเป็นอย่างนี้ “แก้จิตให้ตกเสียก่อนจึงจะทำความสงบขึ้นได้” “ถ้าจิตยังครองอยู่อกุศลเดินทางบาป-บุญไม่เกิดขึ้น ต่อเมื่อจิตเดินทางบุญ-บุญจึงจะเกิดขึ้น” ดังนั้นต่อนี้ไปจงปล่อยวางอารมณ์ทั้งปวงให้เป็นกลางน้อมนึกถึงพระพุทธ,พระธรรม,พระสงฆ์ / พุทโธ,ธัมโม,สังโฆ ด้วยความมีสติตั้งมั่นดีแล้วเหลือไว้เพียงพุทโธอย่างเดียว ประคองพุทโธที่นึกถึงนั้นให้สม่ำเสมอไปจนจิตสงบ,จิตสงบแล้วมีสติดูอยู่กับความสงบไม่ต้องว่าพุทโธ ดูอยู่กับความสงบเรื่อยไปว่าจิตที่อยู่ในความสงบนั้นเป็นอย่างไร ไม่ต้องพิจารณามากเพียงดูด้วยความรู้ ถ้าจิตที่สงบนั้นถอยคืนจะออกจากความสงบก็รู้หรืออยู่กับความสงบก็รู้หรือจะสงบสูงขึ้นไปก็รู้ มีสติคอยรู้วาระของจิตฝึกฝนอบรมจุดนี้ทำให้เกิดความชำนาญมั่นคงนานๆไปก็จะเป็นวิปัสสนาได้ เพราะฉะนั้นต่อนี้ไปจงตั้งใจปฏิบัติดังกล่าวมาเพื่ออบรมจิตของตนให้สงบเป็นสมาธิภาวนาต่อไป
#หลวงปู่บัวเกตุ ปทุมสิโร
หน้าที่เราทุกคน คือ สร้างเหตุที่ดี ไปสนใจอะไรกับคนอื่น โลกเขาเป็นอย่างนี้ มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว รักษาใจให้สบาย ทำหน้าที่ของตนไป ... หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร
"..วิธีแก้กรรมเวรในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าสอนให้ละเวรละกรรม ด้วยจิตใจเห็นโทษนั้น ๆ แล้วมีเมตตาต่อกัน ไม่ทำกรรมและเวรนั่นอีก เมื่อคู่กรรมและเวรนั้นยังมีชีวิตอยู่ ต่างก็เห็นซึ่งกรรมและเวร ที่ตนกระทำนั้นแล้ว พร้อมหน้ากันให้อโหสิกรรมซึ่งกันและกัน กรรมและเวรนั้นเป็นอันสิ้นลงเพียงแค่นั้น ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอมอโหสิกรรมให้ กรรมนั้นก็ต้องจองเวรกันต่อไป.."
โอวาทธรรมคำสอน พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย (พ.ศ.๒๔๔๕-๒๕๓๗)
"..วิธีแก้กรรมเวรในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าสอนให้ละเวรละกรรม ด้วยจิตใจเห็นโทษนั้น ๆ แล้วมีเมตตาต่อกัน ไม่ทำกรรมและเวรนั่นอีก เมื่อคู่กรรมและเวรนั้นยังมีชีวิตอยู่ ต่างก็เห็นซึ่งกรรมและเวร ที่ตนกระทำนั้นแล้ว พร้อมหน้ากันให้อโหสิกรรมซึ่งกันและกัน กรรมและเวรนั้นเป็นอันสิ้นลงเพียงแค่นั้น ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอมอโหสิกรรมให้ กรรมนั้นก็ต้องจองเวรกันต่อไป.."
โอวาทธรรมคำสอน พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย (พ.ศ.๒๔๔๕-๒๕๓๗)
"...การทำความดี มีการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา เป็นต้น การทำความชั่ว มีกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เป็นต้น ครั้นเราทำความดี ความดีจะตามสนอง ให้เรามีความสุข มีสุคติเป็นที่ไป ครั้นเราทำความชั่ว ความชั่วจะตามสนอง ให้เรามีความทุกข์ มีทุคติเป็นที่ไป พวกเราได้อัตภาพร่างกายมาสมบูรณ์ บริบูรณ์ ก็เป็นเพราะปุพเพกตปุญญตา บุญของเราได้ทำมาแต่ปางก่อน พวกเราจึงไม่ควรประมาท ควรรีบทำความดี ละความชั่ว..."
หลวงปู่ขาว อนาลโย
|