นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน อาทิตย์ 31 ส.ค. 2025 11:23 pm

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: คุณงามความดี
โพสต์โพสต์แล้ว: อาทิตย์ 20 ก.ค. 2025 5:46 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5034
"วัดจะดี ไม่ใช่ดีเพราะโบสถ์สวย
หรือร่ำรวย ด้วยทรัพย์อสงไขย
แต่วัดดี เพราะพระเณรเก่งเคร่งวินัย
ยึดหลักใจ อรหันต์เป็นสันดาน"

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน





“คนเรา เมื่อประพฤติปฏิบัติ
ให้อยู่ในกรอบแห่งศีลธรรม
อยู่ในความไม่ประมาท หมั่นบำเพ็ญบุญ
สวดมนต์ไหว้พระ ทุกวันแล้ว
ก็ไม่ต้องวิ่งไปหาพระที่ไหน ชีวิตก็เป็นสุข"

หลวงปู่จาม มหาปญฺโญ






เวรกรรมนี่

เป็นของน่ากล้วมาก

ไม่มีสิ่งใดที่จะแก้ไขได้

พิธีตัดกรรมตัดเวร

ทำเสถาะเคาะห์

อะไรต่างๆก็ตาม

แก้ไขไม่ได้ทั้งนั้น

แก้ได้แต่เมื่อมีชีวิตอยู่

ให้อโหสิกรรม

ซึ่งกันและกัน

#โอวาทธรรม
#หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี







ตามความเป็นจริงแล้ว โลกที่เราอยู่นี้
ไม่มีอะไรทำไมใครเลย ไม่มีอะไรจะเป็น
ที่วิตกวิจารณ์เลย ไม่มีอะไรที่น่าจะร้องไห้
หรือหัวเราะ เพราะมันเป็นเรื่องอย่างนั้น
ธรรมดา ๆ แต่เราพูดธรรมดาได้ แต่มอง
ไม่เห็นธรรมดา แต่ถ้าเรารู้ธรรมะสม่ำเสมอ
ไม่มีอะไรเป็นอะไรแล้ว มันเกิดมันดับของมัน
อยู่อย่างนั้น เราก็สงบ ...
...
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภทฺโท)








"..เราให้ทาน ร้อยหน พันหน ไม่เท่าเรานั่งสมาธิหนเดียว มีผลานิสงส์มาก การให้ทานรักษาศีล ร้อยครั้งพันครั้ง ก็ไม่เท่านั่งภาวนาครั้งเดียว นั่งภาวนาร้อยครั้งพันครั้งกุศลที่ได้ก็ไม่เท่ากุศลที่จิตสงบ เป็นสมาธิ เกิดปัญญาเพียงครั้งเดียว.."

อาจาโรวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ. พรรณานิคม จ. สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)






"..ให้พวกเราทั้งหลายทุกท่านทุกคนตั้งจิตน้อมนึกระลึกถึงพระคุณของพระองค์ ทุกวันทุกเวลา เคารพนบไหว้น้อมกราบบูชา นับถือเป็นสรณะ ที่พึ่งของตนทุกคนทุกท่านเถิด จักได้เป็นมหากุศล อันล้ำเลิศประเสริฐนักแล ที่พวกเรานบไหว้บูชา เซ่นสรวงเทวดาอารักษ์ พระภูมิเจ้าที่ ภูตผีปีศาจ อะไรเหล่านี้ มันไม่สามารถที่จะช่วยอะไรเราได้ อย่าพากันเชื่อถือและนับถือผิดๆ กันต่อไป.."

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร
(หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต)
วัดป่าสุทธาวาส
ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร








"...จะพึ่งตัวเอง จงเป็นแสงสว่างนำตนเอง
อย่าหวังพึ่งสิ่งภายนอก ทุกคนต้องต่อสู้
ฟันฝ่าอุปสรรคแห่งวิถีชีวิตของตนด้วยตนเอง
พระพุทธเจ้าก็ดี ครูบาอาจารย์ บิดา มารดา
ญาติ มิตรสหาย ผู้มีไมตรีจิตสนิทสนมรักใคร่
ก็เพียงแต่เป็นผู้เอาใจช่วย เป็นกำลังใจ
เป็นเครื่องกระตุ้นบำรุงขวัญเท่านั้น..."

"...รักษาตัว กลัวกรรม อย่าทำชั่ว
จะหมองมัว หม่นไหม้ ไปเมืองผี
จงเลือกทำ แต่กรรม ที่ดีดี
จะได้มี ความสุข พ้นทุกข์ภัย..."

ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ราชมานิต (ธมฺมวิตกฺโก)
วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพฯ






"ดีใจนั่นเป็นบุญ ใจดีเป็นกุศล
บุญกุศล คือความสุขในการเฮ็ดคุณงามความดี
นึกถึงยามได่กะมีความสุขยามนั่น ใจสบายยามนั่น
บุญกุศลเมื่อเฮ็ดหลายๆเข้า กะกลายเป็นบารมี
เมื่อบารมีถึงขั้นได่ขั้นหนึ่งแล้ว ปรารถนาแนวได่กะสิเป็นไป
ตามที่เฮาปรารถนา เพราะอนุภาพของบุญ"

..โอวาทธรรม หลวงปู่มหาศิลา สิริจันโท..








เสน่ห์เย็นๆ
พระอาจารย์ชยสาโร

“คนเราเป็นได้ทั้ง ๒ อย่าง เป็นทั้งกัลยาณมิตร
เป็นทั้งปาปมิตร ถ้าหากว่าเราโกรธใครสักคน
แล้วก็อยากระบาย แล้วระบายกับเพื่อน
แล้วเพื่อนก็โกรธตามเรา ในเวลานั้น กรณีนั้น
เราก็เป็นปาปมิตร พูดอะไรทำอะไรให้จิตใจ
ของเพื่อนหยาบลงในเวลานั้น ในกรณีนั้น
เราเป็นปาปมิตร จิตใจของเราเป็นบาป แล้วก็
แผ่บาปออกไปสู่คนรอบข้าง เรียกว่าเป็น
ปาปมิตร ในขณะเดียวกัน ถ้าจิตใจของเรา
งดงาม มีคุณงามความดีเกิดขึ้น แล้วก็อยาก
แบ่งปันให้กับคนอื่น นี่เป็นกัลยาณมิตร
จิตใจของเราก็ใส แล้วคนเข้าใกล้ก็สัมผัส
เขาก็รู้สึกทันทีว่าจิตใจเขาเย็นลง อยากอยู่
นานๆ มีความสุข เพราะพบคนนี้เมื่อไหร่
ความวุ่นวาย ฟุ้งซ่านต่างๆ จะเย็นลง ถ้าเรา
เป็นคนร้อน แล้วก็มีการแสดงออกแบบร้อนๆ
เราก็ดึงดูดคนร้อนๆ เข้ามาใกล้ชิด ถ้าหากว่า
เราเป็นคนเย็น มันก็มีความดึงดูด มีเสน่ห์เย็น
ไม่ใช่เสน่ห์ร้อน เป็นเสน่ห์เย็นๆ ทำให้คนที่
ชอบความเย็น ชอบคุณงามความดีอยากคบ”






"..เกิดมาแล้ว ก็ แก่ เจ็บ ตาย แต่ก่อนจะตาย ทานยังไม่มี ก็ให้มีเสีย ศีลยังไม่เคยรักษา ก็รักษาเสีย
ภาวนายังไม่เคยเจริญ ก็เจริญให้พอเสีย จะได้ไม่เสียที ที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา จึงจะสมกับที่ได้เกิดมาเป็นคน.."

โอวาทธรรม
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
วัดป่าสุทธาวาส
จังหวัดสกลนคร







ก้อนน้ำแข็ง

ก้อนน้ำแข็งใหญ่เอาไปวางไว้กลางแจ้ง ...
จะดูความเสื่อมของก้อนน้ำแข็ง ก็เหมือน
สังขารนี้ มันจะเสื่อม ทีละน้อย ... ทีละน้อย
ไม่กี่นาที ไม่กี่ชั่วโมง ก้อนน้ำแข็งนี้ก็จะละลาย
หมดเป็นน้ำไป ที่เรียกว่าเป็น ขัยยะ วัยยัง

ความสิ้นไป ความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย
เป็นมานานเเล้วตั้งแต่มีโลกขึ้นมา เราเกิดมา
เราเก็บเอาสิ่งเหล่านี้มาด้วย ไม่ใช่ว่าเรา
ทิ้งไปไหน พอเกิดมา เราก็เก็บเอาความเจ็บ
ความแก่ ความตายมาพร้อมกัน ...

หลวงพ่อชา สุภทฺโท








๑๓. พิจารณาขันธ์ ๕

ละขันธ์ ๕ ตัวเดียวเท่านั้นแหละ เป็นเหตุละกิเลสได้ทุกตัว ใน ขันธวรรค แห่ง พระไตรปิฎก เท่าที่ดูผ่านมา เคยรู้แล้วที่พระพุทธเจ้าบอกว่าธรรมะส่วนหนึ่ง หรือธรรมะอย่างหนึ่ง กองหนึ่ง ที่สามารถทำลายกิเลสได้ทั้งหมด ท่านวิจัยชื่อของกิเลสทั้งหมดเข้าไว้ มีธรรมะกองนี้เท่านั้นที่ทำลายกิเลสทั้งหมดนี้ได้ นี่ พระสารีบุตร กับพระพุทธเจ้าพูดเป็นเสียงเดียวกัน ท่านไม่ยักเถียงกันนะ น่าแปลกใจไหม เพราะคนที่เข้าถึงจริง ๆ แล้วไม่มีใครเขาเถียงกัน ไอ้ที่ยังเถียงกันอยู่น่ะ มันยังไม่ได้อะไร

จากหนังสือ โอวาทหลวงพ่อวัดท่าซุง เล่ม ๑ หน้าที่ ๙๐ โดย...หลวงพ่อพระราชพรหมยาน






#ทำดี #ดีกว่าขอพร..

"..จงเลือกทำแต่กรรมที่ดีๆ นะ! เป็นคำแทนคำอวยพรอย่างสูงสุด ประกอบด้วยเหตุผล เมื่อทำกรรมดีแล้ว ไม่ให้พรก็ต้องดี เมื่อทำความชั่วแล้ว จะมาเสกสรรปั้นแต่งอวยพรอย่างไรก็ดีไม่ได้

ทำชั่วเหมือนก้อนหินจะต้องจมทันที ไม่มีผู้วิเศษใดๆ จะมาเสกเป่าอวยพร ขอร้องให้หินลอยขึ้นมาได้ ทำกรรมชั่วต้องล่มจมป่นปี้เสียราศีเกียรติคุณชื่อเสียง เหมือนก้อนหินหนักจมลงไปอยู่กับโคลนใต้น้ำ

#ทำดีเหมือนน้ำมันเบา เมื่อเทลงน้ำ ย่อมลอยเป็นประกายมันปลาย อยู่เหนือน้ำ ทำกรรมดีย่อมเป็นสง่าราศี มีเกียรติคุณชื่อเสียง มีแต่คนเคารพนับถือยกย่องบูชา เฟื่องฟูลอย เหมือนน้ำมันลอย ถึงจะมีศัตรูหมู่ร้าย จงใจเกลียดชัง มุ่งร้ายอิจฉาริษยา แช่งด่าให้จม ก็ไม่สามารถจะเป็นไปได้ กลับจะแพ้ เป็นภัยแก่ตัวเอง

ขอจงตั้งใจกล้าหาญ พยายามทำแต่กรรมดีๆ โดยไม่มีความเกรงกลัวต่ออุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ที่เลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัย ผู้ที่มีโชคดี ผู้ที่มีความสุข และผู้ที่มีความเจริญประสงค์ใด สำเร็จสมประสงค์ ก็คือผู้ที่ประกอบกรรม ทำแต่ความดีอย่างเดียวนั่นเอง.."

โอวาทธรรม
#พระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต (ตรึก ธมฺมวิตกฺโก)








ทุกข์ เรามีหน้าที่กำหนดรู้
หรือว่าวินิจฉัย รู้ทันมัน รู้ตามที่มันเป็น
สอง สมุทัย เรามีหน้าที่แก้ไขบำบัด
สาม นิโรธ เรามีหน้าที่ทำให้มีเป็นจริงขึ้นมา
นี่ที่เราจะให้เป็นนี่ก็คืออันนี้
ถ้าพูดในระดับต้นๆ ก็คือ สุขเรามีหน้าที่เป็น
แล้วก็มรรค วิธีปฎิบัติให้รู้ทุกข์ วิธีปฏิบัติให้แก้ไข
สมุทัย วิธีปฏิบัติ นิโรธผลที่ต้องการ
อันนี้คือ ต้องลงมือทำ ข้อสี่ มรรค

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ๔ หน้าที่
หนึ่งทุกข์มีหน้าที่ปริญญา คือรู้
แสดงว่าทุกข์นี้เป็นเรื่องสำหรับปัญญารู้
เราไม่มีหน้าที่เป็นทุกข์
ถ้าใครเป็นทุกข์แสดงว่าคนนั้นปฏิบัติผิด
สอง สมุทัย ท่านเรียกว่าปหานะ
เรามีหน้าที่ละ กำจัด
สาม นิโรธ เรามีหน้าที่ท่านเรียกว่า สัจฉิกิริยา
ก็ทำให้เป็นจริง หรือทำให้แจ้ง ทำให้ประจักษ์
ทำให้เป็นของประจักษ์ขึ้นกับตัวเอง
แล้วก็มรรค เรามีหน้าที่ปฏิบัติลงมือทำ
ท่านเรียกภาวนา มีหน้าที่ภาวนา ทำให้มันเป็น ...

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)








เรื่อง "จงทำบ้านให้กลายเป็นวัด"

"..การปฏิบัติธรรมนี้ เราจะไปปฏิบัติที่ไหน อย่างไร เราเอากายกับใจนั่นแหละไปปฏิบัติ ถ้าหากต่างว่าทุก ๆ ท่านอาจจะตั้งปณิธานว่า เราจะพยายามสร้างห้องพระในบ้านของเรานี้ ให้เป็นวัดน้อย ๆ ขึ้นมา และเราจะทำสมาธิภาวนาอยู่ในห้องพระของเรานี้ ในเมื่อไหว้พระ สวดมนต์ แผ่เมตตา นั่งสมาธิภาวนา ก็มีพระปฏิบัติกิจวัตรอยู่ในบ้านทุกวัน
ถ้าหากภาวนาทำจิตให้สงบเป็นสมาธิขึ้นมาได้เพียงครั้งเดียว จะมีคุณค่ามากกว่านิมนต์พระตั้งหมื่นองค์ไปสวดมนต์ ให้พยายามหาโอกาสทำที่บ้านให้มากที่สุด โดยสร้างบ้านของเราให้มันเกิดเป็นวัด.."

โอวาทธรรมคำสอน
พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)
วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
(พ.ศ.๒๔๖๔–๒๕๔๒)








อยากถือศีล ๘
ธรรมทาน #หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม

ผู้ถาม : ตอนนี้หนูอยากถือศีล ๘
แต่ติดอยู่ตรงที่ว่ายังมีสามียังเป็นภรรยากันอยู่ แต่เราไม่ได้ติดในรูป รส กลิ่น เสียง
แล้วจะทำอย่างไรคะ?

หลวงพ่อ : ก็ช่างเขาปะไร เราก็สงเคราะห์อย่างอื่น

ผู้ถาม : ถ้าอารมณ์เราไม่ติดอยู่กับวิปัสสนาญาณตลอดเวลาอย่างนี้นะคะ จะมีอานิสงส์เท่ากับศีล ๘ ไหมคะ

หลวงพ่อ : เป็นได้ยาก ศีล ๘ อย่างเก่ง
ก็เป็นพรหมได้ วิปัสสนาญาณไปนิพพานได้
ถ้าถือแค่ศีล ๕ และอารมณ์วิปัสสนาญาณ
ให้ทรงตัวนะ สบายกว่า
แต่ว่าถ้าถึงอนาคามีจริง
ก็เป็นศีล ๘ เอง ไม่สนใจกันแล้ว
ใครจะไปไหนก็ไปเถอะ ถ้าถือจริง ๆ นะ

ผู้ถาม : เรายังห่วงใย ใจเราก็ยังสนใจอยู่?

หลวงพ่อ : ถ้าใจก็เลิก หาใหม่ให้เขาก็แล้วกัน "เวลานี้ฉันไม่สนใจแก แต่แกอย่าหาใหม่นะ"
ใช่ไหม "ฉันไม่สนใจเธอ แต่เธอห้ามหามาใหม่นะ" อีตอนนั้นสมัยพระพุทธเจ้ามีเขาหาเมียให้ผัวใหม่นะ อนาคามีเขาหมดความรู้สึกหมดจริง ๆ ความรู้สึกระหว่างเพศ แต่ความโกรธอันนี้ยังมีนะ ก็เหมือนกับพระ แต่ว่ายังไม่จำเป็นต้องบวช ถ้าสามีกับภรรยาอยู่ด้วยกันอยู่
ก็อยู่ด้วยกันเฉย ๆ เหมือนพระอยู่กับผู้หญิง
ใช่ไหม ต่างคนต่างอยู่เฉย ๆ เอาบวชใจซิลูก นะ

อันดับแรกคือทรงศีล ๕ นะ
ศีล ๕ นี้ เป็นศีลของพระโสดาบัน
กับสกิทาคามีนะ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะ
แล้วก็อารมณ์ของศีล ๘ บางประการ
เราก็นำไปใช้ อย่างวิกาลโภชนา
นี่ใช้ไม่ได้หรอก เราต้องกินข้าว
เป็นโรคกระเพาะใช่ไหม
นัจจคีตวา ทิตวิสูกทัสสนา มาลาคันธะ
นี่เราใช้ได้ แต่ว่าเราจะแต่งตัวเฉพาะพิเศษเฉพาะเมื่อเราจะเข้าสังคม นี่เขาไม่ห้ามนะ
เวลาเข้าสังคมจริง ๆ เขาจะต้อง
ทาหน้า ทาแป้ง ทาปาก อะไรก็ตาม
อันนี้เพื่อการไม่เคอะเขินในสังคม
อันนี้ไม่เป็นไร อย่าถือเคร่งเกินไปนะ
คือเคร่งแต่เหมาะกับสังคม
แต่ถ้าอยู่เฉย ๆ นะ เราจะไม่ทำ
แต่ว่าใช้ได้ ทาหน้า ทาตา
พอให้หน้าไม่แตก ไม่เกรอะกรังใช่ไหม
ใช้ได้ ไม่ต้องเลิกใช้

การรักษาศีลของพระพุทธเจ้า
ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า
ต้องดูตามกำลัง พระพุทธเจ้าท่านไม่มีการเครียด ท่านปฏิบัติตามความเหมาะสม
ถ้าไม่ดี แต่งอย่างนั้นไม่ได้

ก็ต้องดูนางวิสาขา นางวิสาขาท่านมีเครื่องมหาลดาปสาธน์ ราคา ๑๖ โกฏิ เสื้อตัวนี้เป็นทองคำล้วน ส่วนใดที่เป็นด้ายก็ใช้เงินแทนด้วย ประดับเฉพาะแก้วมณี ๒๐ ทะนาน มีแก้วอื่นมากกว่านั้นนะ คือตั้งแต่ข้อเท้าจนถึงนกยูงรำแพน
บนหัวราคาขนาดนั้น แต่งหน้า
นางวิสาขาทรงเครื่องนี้ตลอดเวลา
พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่เคยว่าเลยใช่ไหม
จะถือว่าเขาแต่งเกินไปไม่ได้
เพราะเขามีอย่างนั้น และเวลาเราเข้าสังคม
ก็เหมือนกัน ปล่อยหน้าเซียว ๆ เข้าไป
เดี๋ยวเขาหาว่าผีโขมดเข้ามา
เดี๋ยวก็จะยุ่งกัน เราก็แต่งตามเขานะ
แต่ว่าอยู่บ้านเราก็ไม่ได้สนใจเกินไป
เราก็ใช้แป้งทาหน้าบ้าง ทาได้ ถ้าเฉพาะความเหมาะสมอยู่เป็นสุขใช่ไหม
ไม่ไปอวดใครเพื่อกิเลสอันนี้ไม่ถือ
ต้องดูแค่พอดีๆ นะ คือเรื่องของพระพุทธเจ้านี่ท่านไม่มีอะไรเครียด มีแต่พอดี คือ

๑.)​ อัตตกิลมถานุโยค
๒.)​ กามสุขัลลิกานุโยค

ถ้ามีในอารมณ์ ๒ ประการนี้
ผลการปฏิบัติไม่มี
ต้องใช้มัชฌิมาปฏิปทา คำว่า มัชฌิมาปฏิปทา
ก็แค่ความเหมาะสมอยู่ได้สบาย ๆ ใช่ไหม
แค่นี้เองไม่มีอะไรมาก เมื่อก่อนหลวงพ่ออ่านหนังสือใหม่ ๆ ก็ยุ่งเหมือนกัน ไม่เข้าใจ
เพราะมันคนละทาง พอลาจากพุทธภูมิ
แล้วพอท่านมาสอนให้ก็มีความเข้าใจของท่านได้เลย เราเข้าใจเครียดไปต่างหาก ไม่ถูกต้อง

=====================
จากหนังสือหลวงพ่อตอบปัญหาธรรม
ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ ๖๐ หน้า ๒๘-๒๙






ธรรมมะของหลวงปู่

“ต้นไม้สูง ลมยิ่งแรง แรงปะทะยิ่งเยอะ ทำอะไรให้ใช้สติ ปัญญาแก้ไข้ในปัญหาที่เข้ามา
เมื่อมีสติปัญญา จะแก้ไขปัญหานั้นๆผ่านได้เอง”

โอวาทธรรม
พระราชวัชรธรรมโสภณ
หลวงปู่ศิลา สิริจันโท






พระคติธรรม
สมเด็จพระญาณสังวร ฯ (เจริญ สุวฑฺฒโน)▫️

หน้าที่ของคนเราที่จะพึงปฏิบัติต่อชีวิต
ร่างกาย คือ การบริหารรักษาร่างกาย
ให้ปราศจากโรค ให้มีสมรรถภาพ และ
ประกอบประโยชน์ เพื่อให้เป็นชีวิตดี
ชีวิตที่อุดม ไม่ให้เป็นชีวิตชั่ว ชีวิตเปล่า
ประโยชน์ และในขณะเดียวกันก็ให้กำหนด
รู้คติธรรมดาของชีวิต เพื่อความไม่ประมาท

พระพุทธเจ้าตรัสห้ามมิให้ทำลายชีวิต
ร่างกาย ถ้าจะเกิดความอยาก ความโกรธ
ความเกลียด ในอันที่จะทำลายชีวิตร่างกาย
ก็ให้ทำลายความอยาก ทำลายความโกรธ
ทำลายความเกลียดนั้นแหละเสีย

อีกอย่างหนึ่ง ธรรมคือคุณงามความดี
ตรงกันข้ามกับอธรรม คือ ความชั่ว
ซึ่งโดยมากก็รู้กันอยู่ ฉะนั้น เมื่อเคารพ
ในความรู้ หมายความว่าเมื่อรู้ว่าไม่ดี ก็ตั้งใจ
เว้นไว้ เมื่อรู้ว่าดี ก็ตั้งใจทำ ดังนี้เรียกว่า
เคารพในธรรมที่รู้โดยตรง ซึ่งทำคน
ให้เป็นคน กล่าวคือเป็นมนุษย์โดยธรรม ...






#ขณะทำสมาธิ
#เรามักจะได้ยินเสียงต่างๆจากภายนอกอยู่นั้น
#ยังถือว่าเป็นสมาธิหรือไม่...

การทำสมาธิ ขณะเรานั่งหลับตาอยู่นั้น
เราก็ยังได้ยินเสียงต่างๆ อยู่
จิตใจของเรามันยังไม่วางสิ่งที่มาสัมผัสนั้นได้

มันจะได้ยินทุกอย่าง แต่ได้ยินเสียงเบาๆ
นั่นก็ทำให้จิตใจสงบลงไปบ้างแล้ว

ถ้าหากจิตใจของเรายังไม่สงบ
มันก็ออกไปฟังเสียงโน้นเสียงนี้

จิตของเราวิ่งออกจากหูแล้ว มันไปรับกับเสียง
เหมือนเราคิดไปโน่นที่นี่ที่ นั่นแหละ

เหตุฉะนั้น มันจึงได้ยินอยู่เพราะอะไร
หูของเราเป็นสิ่งที่ละเอียดมาก

บัดนี้ เราทำสมาธิลงไปลึก
และละเอียดลงไปเท่าไหร่

เรายิ่งจะได้ยินเสียงหัวใจขอบเราเต้นตุ้บๆ เลยทีเดียว
ความละเอียดของความสงบได้ยินหมดเลย

เราจะเห็นว่า จิตของเรานี้สงบอยู่กับตัวแล้ว
ก็จะสามารถฟังเสียงละเอียดลงไปลึกๆได้
แต่เราก็ไม่วุ่นวายอะไร เพราะมันรับได้

คลื่นของจิตมันรับ เมื่อไปรับสัมผัส
เขาเรียกว่า จิตวิญญาณรับเสียง

แต่เราอย่าให้ใจของเราไปที่อื่นเท่านั้น
เรานั่งหลับตาให้อยู่กับข้อธรรมกรรมฐาน
จนมันสงบ

เมื่อมันสงบ และเราได้ยินก็ช่างมัน
ก็เฉยๆ แล้วก็ดูจิตใจของเราไปเรื่อยๆ
ให้สงบลึกลงไปเรื่อยๆ จนมันวางหมดเลย
ไม่สนใจ ทั้งเสียง

มันจึงสงบจนถึงอัปปนาสมาธิ ไม่ต้องสนใจ
ให้อยู่แต่ว่างๆ จนสงบ ไม่ต้องคิดอะไร
เราก็ถือว่า เราทำสมาธิอยู่ไม่เสียหายอะไร.

โอวาทธรรม
#หลวงปู่เปลี่ยน_ปัญญาปทีโป


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 8 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO