"ให้ระมัดระวังการกระทำของเรา อย่าทำสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ดี เป็นการทำลายตัวเอง ต้องได้คิดได้อ่านเสียก่อนจะทำอะไร เพราะทำแล้วไม่หายไปไหน บาปกับบุญ มันติดอยู่กับผู้ทำนั่นละ ให้พากันระวังให้ดี”
หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน
ทำทานมีมากมีน้อยก็ต้องทำด้วยตนเอง รักษาศีลก็โดยเฉพาะส่วนตัวแท้ ๆ ใครรักษาศีลให้ไม่ได้ ทำสมาธิยิ่งลึกซึ้ง หนักแน่นเข้าไปกว่านั้นอีก แต่ละคนก็ต้อง รักษาจิตใจของตน ๆ ให้มีความสงบ หยุดวุ่นวายแส่ส่าย ถ้าเราไม่รู้จักวิธีทำสมาธิ แล้ว ก็ทำสมาธิไม่เป็น จิตใจก็เดือดร้อนดิ้นรน เป็นทุกข์ เหตุนั้นจึงว่า การทำทาน รักษาศีล ทำสมาธินี่เป็นกิจเฉพาะส่วนตัว ทุก ๆ คน จะต้องทำให้เกิดมีขึ้นในตน ... หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี วัดหินหมากเป้ง อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย
#โลกธรรม #ธรรมประจำโลก ซึ่งเราจะต้องละ คิดว่ามันไม่มีอะไรดี ก็มีอยู่ ๘ ประการคือ ลาภ ได้ลาภแล้วก็เสื่อมลาภ ได้ยศแล้วก็เสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์ ทั้ง ๘ ประการนี้ องค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงสอนว่า อย่าไปติดใจมัน ถ้าเราได้ลาภมาจงอย่าดีใจ จงทราบว่า ลาภ หรือสิ่งของเหล่านี้ จะมีประโยชน์เมื่อเราทรงชีวิตอยู่เท่านั้น ก็คิดไว้ในใจ มันเกิดได้มันก็สลายตัวได้ เมื่อลาภหมดไป ไม่เสียใจ ไม่ตกใจ ถือเป็นเรื่องธรรมดา ใจสบาย มีหน้าที่จะต้องหาก็หามาด้วยสัมมาอาชีวะ ยศถาบรรดาศักดิ์ ที่เขาแต่งตั้งให้ ก็คิดว่ามันมีสภาพเหมือนกัน เป็น อนัตตา เขาให้เราได้ เขาก็เอาคืนจากเราได้ รับมาเพื่อการประคับประคองชีวิต แต่ไม่เมาในยศ เมื่อยศหายไปเราก็ไม่ตกใจ เพราะว่าเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อคำนินทา เกิดขึ้นเราก็ไม่ตกใจ #นัตถิ #โลเก #อนินทิโต คนเราเกิดมาจะไม่พ้นถูกคนนินทา พระพุทธเจ้ากล่าวว่า คนที่ไม่ถูกนินทาเลยไม่มีในโลก แม้แต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเองก็ทรงโดนหนัก หนักกว่าพวกเราเสียอีก เมื่อคำนินทาเกิดขึ้น ถ้าเราไม่เลวตามนั้น เรายิ้มได้ คนที่นินทาเรา หูตาไม่ดี แสดงว่าสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ ถ้าคำนินทานั้นตรงกับความชั่วของเรา เราก็ยกคนผู้นั้นให้เป็นครูเลย คิดว่าเขานี่ดีจริงอุตส่าห์ตักเตือนเราเราจะได้แก้ไข หากคำ สรรเสริญ เกิดขึ้น อย่าไปดีใจกับคำสรรเสริญ นั่งดูตัวเราว่า ดีจริงตามคำเขาพูดหรือเปล่า ถ้าเราดีจริงตามคำพูดก็คิดต่อไปว่า ความดีของเรายังไม่แค่ไหน ถ้าดีจริงๆ เราก็ต้องเป็นพระอรหันต์ ถ้าถึงความเป็นพระอรหันต์แล้วยังไม่นิพพานเพียงใด ก็ชื่อว่ายังไม่ถึงที่สุด เรายังไม่ดีใจ แล้วก็ยังพยายามหาอารมณ์ทดสอบจิตใจต่อไปเพื่อพระนิพพาน ถ้าคำสรรเสริญนั้นพิจารณาแล้วเรามีไม่ถึง เราคิดว่าคนพวกนี้เขาตั้งใจจะใช้เราเป็นทาส เราไม่รับเอาไว้ ไม่โกรธ ทำใจสบายๆในความสุข หรือความทุกข์ใดๆเกิดขึ้น แม้ความสุขที่เกิดขึ้นมันก็ไม่สุขจริง มันเป็นอามิสสุข มันเป็นสิ่งของเมื่อของเหล่านั้นหมดไปใจมันก็ไม่สบาย ไม่ถือเป็นความสุข คนรวยมาก เขามีลาภมากเขาก็ตาย ตายแล้วเอาอะไรไปไม่ได้ คนจนก็ตาย คนรวยก็ตาย คนมียศใหญ่ก็ตาย คนไม่มียศก็ตาย คนได้รับการนินทาก็ตาย ได้รับการสรรเสริญก็ตาย คนมีความสุขในโลกียวิสัยก็ตาย คนมีทุกข์ก็ตาย โลกธรรม ๘ เราเข้าไปยึดมั่น ทั้งเราและมันก็ตาย ถ้าเรานับถือโลก เราก็ต้องเกิดอีก มีความทุกข์ ถ้าเราไม่ยึดถือโลก เราตายไปแล้วเรา ไม่ต้องเกิดอีก เราก็มีความสุข คิดว่าเมื่อเราจะตายก็ขอตายในชาตินี้ชาติเดียว ที่เราเกิดเป็นคนเพราะอาศัยความโง่เป็นปัจจัย เวลานี้เราพบองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้วทรงชี้บอกทางแก่เรา เป็นปัจจัยให้หลุดพ้นจากความทุกข์นั่นคือ #พระนิพพาน การที่จะเข้าถึงพระนิพพานได้ ก็เพราะจิตเราละโลกธรรมทั้ง ๘ ประการ ค่อยๆปล่อยไปทีละน้อยแล้วมันจะหลุดเอง และต้องอาศัยคิดถึงความตายเป็นปัจจัย คิดว่าไหนๆเราก็จะตายแล้ว เลิกทุกข์กันเสียที ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายสำหรับเรา #โลกธรรม๘ เป็นกับดักใจนำมาซึ่งความทุกข์ ค่อยๆปลดไปพิจารณาไปด้วยอำนาจของปัญญา จะเห็นว่าโลกธรรม ๘ มิใช่วิสัยที่เราควรจะยึดถือ แล้วจะสามารถตัดตัวเหตุ ตัดด้วยความฉลาด ด้วยอำนาจของปัญญา พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า "#สมบัติของโลกทั้งหมดนี่ #มันมีอันจะต้องฉิบหายไปในที่สุด* ศัพท์ว่า " ฉิบหาย" ไป อย่านึกว่าเป็นคำหยาบ เป็นศัพท์ปกติของภาษาบาลี ในวิสุทธิมรรคท่านแปลว่า" มีอันจะต้องฉิบหายไป คือ พังสลายตัวไป". หนังสือพ่อสอนลูก คำสอนของ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดจันทาราม ( ท่าซุง) อุทัยธานี โดย ปาริชาต แสงหิรัญ ชมรมวิชชุเวทย์ธรรมปฏิบัติ หน้า ๓๗๓-๓๗๔
"...ตา ไปเห็นรูปไม่ดีก็เก็บมายึดไว้ หู ไปฟังเสียงไม่ดีมาก็ยึดไว้ จมูก ไปได้กลิ่นดี ไม่ดีมาก็ยึดไว้ ลิ้น ได้รับรสดีไม่มดีมาก็ยึดไว้ กาย ได้รับสัมผัสดีไม่ดีมาก็ยึดไว้ ใจ ได้รับอารมณ์ดีไม่ไดีมาก็ยึดไว้
คราวนี้รูปต่างๆ มันก็จะมาห้อยอยู่ที่ตาของเรา เสียงต่างๆ ก็มาห้อยอยู่ที่หูสองข้าง กลิ่นต่างๆ ก็มาห้อยอยู่ที่ปลายจมูก รสต่างๆ ก็มาห้อยอยู่ที่ปลายลิ้น สัมผัสต่างๆ ก็มาห้อยอยู่ที่ตัว อารมณ์ต่างๆ ก็มาห้อยอยู่ที่ใจ เกะกะรุงรังไปหมด คราวนี้นี้รูปมันก็จะต้องมาปิดตาไว้ เสียงก็ปิดหูไว้ กลิ่นก็มาปิดรูจมูกไว้ รสก็มาปิดกั้นลิ้นไว้ สัมผัสก็มาปิดตัวไว้ ธรรมารมณ์มาปิดใจไว้
เมื่อทวารทั้งหกของเราถูกปิดตันไปหมดทุกช่องทุกทางเช่นนี้ คนนั้นก็จะต้องเป็นผู้มืด คือมืดด้วยอวิชชา คลำหาหนทางไม่พบ จะไปทางไหนก็ไปไม่รอด ตัวก็หนัก ใจก็มืด คนนั้นก็ต้องหมดความสุข นอนที่ไหนก็ต้องยกมือก่ายหน้าผาก นั่งที่ไหนก็ต้องเอามือกอดเช่า หน้าตาก็ดำเกรียมไมมีสง่าราศี นี่เรียกว่า เบียดเบียนตัวเอง ฆ่าตัวเอง และทำลายตัวเองให้เสื่อมจากความเจริญ..."
ท่านพ่อลี ธัมมธโร
|