เศรษฐีเขาไม่อวดรวยหรอก พ่อเเม่ครูบาอาจารย์ผู้มีธรรมเพิ่นบ่อวดดีดอก ใจเป็นธรรมละบ่...อวดดีเด้ อวดเเต่ดี แต่ไม่มีดีให้อวด มีดีอย่าอวดดี มันจะเสียดี...
#หลวงพ่อประมัย เตชธมฺโม
วัดป่าอนุสรณ์ อ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์
#หลวงพ่อประมัย เตชธมฺโม
"#อย่าไปตกนรกกับเขานะ"
โยม : หลวงปู่เจ้าขา โยมรู้สึกเสื่อมศรัทธากับพระสงฆ์ทุกวันนี้จังเลยเจ้าค่ะ
หลวงปู่ : ทำไมล่ะ ?
โยม : ก็มีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับพระออกมาบ่อยจังเลย ทั้งมั่วสุม ทั้งเรื่องสีกา พระตุ๊ด เณรเเต๋ว ล่าสุดมีข่าวพระมีเครื่องบินอีก
หลวงปู่ : เขาเอาอะไรทำพระล่ะ
โยม : ไม่เข้าใจเจ้าค่ะ
หลวงปู่ : พระพุทธรูปเค้าเอาอิฐ หิน ปูน ทราย ทองคำ เงินทำ พระเหล่านั้นไม่มีข่าวเรื่องนี้เลย ใช่ไหม
โยม : เจ้าค่ะ
หลวงปู่ : แต่พระอย่างหลวงปู่เขาเอาคนทำ พระสงฆ์อื่น ๆ เขาก็เอาคนทำจึงมีเรื่องแบบนี้ แต่คุณต้องเข้าใจนะเรื่องการปฏิบัติ เรื่องการพระศาสนาเป็นเรื่องส่วนบุคคล ใครทำดี ผลดีย่อมสนอง ใครทำชั่ว ผลชั่วย่อมติดตาม
คุณเอ๊ย ! ความคิดน่ะเป็นกรรมที่ไม่มีวิบากนะ แต่การพูด การกระทำ เมื่อพูด เมื่อทำออกไปแล้ว ย่อมมีวิบากนะ ไม่ดีก็เสีย การที่เขาทำชั่วมันเป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา ถ้าเราไปวิจารณ์ ไปแสดงออกแล้ว เราย่อมมีส่วนในกรรมนั้น เพราะเราเอาใจส่งไปหาเขา แทนที่เขาจะตกนรกคนเดียว เรากลับไปสมัครตกนรกกับเขาด้วย เหมือนที่โยมรู้สึกอยู่ตอนนี้
โยม : ยังไงเจ้าค่ะ
หลวงปู่ : ก็โยมไม่รู้สึกทุกข์กับข่าวที่ได้รับหรือ
โยม : ทุกข์เจ้าค่ะ แต่ทุกข์เพราะห่วงศาสนานะเจ้าคะ
หลวงปู่ : ทุกข์ไหมล่ะ ทุกข์นั่นล่ะนรกทางใจ อย่างที่อาตมาว่า ส่งจิตออกไปหาเขามันก็ทุกข์ มันก็ตกนรก คุณจำไว้นะ ทุกคนล้วนเดินเข้าหาพระนิพพานเหมือนกันหมด ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับกำลังบุญ คือพยายามทำความดี พัฒนาตนเองไปเรื่อย ๆ เหมือนรถที่วิ่งไปกรุงเทพฯ นั่นล่ะ จุดหมาย คือ กรุงเทพฯ จะเอารถอะไรไปมันก็ถึงกรุงเทพฯ
คุณอาจมีบุญมากหน่อยถึงมีรถเก๋งขี่ไป แต่คนอื่นเขาอาจเดินไป แต่มันก็ถึงกรุงเทพฯ เหมือนกัน ช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง สำคัญคือ คุณต้องบังคับพวงมาลัยรถเรา อย่าไปออกคำสั่งรถคันอื่น ขับอย่างนี้ ขี่อย่างนั้น ต่างคนต่างตั้งหน้าขับไป สักวันต้องถึงกรุงเทพฯ อย่ามัวแต่ไปวิจารณ์เขา พระก็ดี โยมก็ดี การปฏิบัติเป็นเรื่องของบุคคล เขาทำชั่วเขาตกนรก โยมอย่าส่งใจไปร่วมกับเขา อย่าไปตกนรกร่วมกับเขา ตั้งใจปฏิบัติตามหน้าที่ของเรา เจริญพร. . --- "ตามรอยหลวงปู่ภูกุ้มข้าว" ฉบับปฐมบท บันทึกคำสอนของ พระญาณวิสารเถร(หลวงปู่หา สุภโร) วัดสักกะวัน อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธ์ุ
#ทำอย่างไรเราจึงจะพ้นทุกข์?
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแนะนำให้พวกเราถือว่า #ใช้อารมณ์คิดอยู่เสมอว่ากฎนี้เป็นกฎธรรมดาของโลกที่เราไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงมันไปได้ ถ้ามันเกิดขึ้นกับเรา คำว่า"#ช่างมัน"ตามศัพท์ภาษาบาลีท่านเรียกว่า #ขันติความอดทน ถ้าใช้คำว่าอดทน มันเข้าใจยากใช้ภาษาไทยธรรมดาดีกว่าว่า #มันจะเกิดขึ้นมาประเภทไหนก็ช่างมัน
#เกิดเป็นทุกข์ทุกข์เพราะการแสวงหา การเลี้ยงชีวิต การประกอบอาชีพ การบริหารร่างกาย การบริหารหมู่คณะ กิจที่จะต้องทำมันเหนื่อยยากได้รับความขัดข้องใจเราถือว่าเราทำตามหน้าที่เราทำไว้เต็มความสามารถแล้วใครจะว่าดีหรือไม่ดี ไม่ถือ ไม่ปรารภว่าเป็นเรื่องสำคัญเพราะองค์สมเด็จพระทรงธรรม์กล่าวว่า นตฺถิ โลเก อนินทิโต #คนที่ไม่ถูกนินทาเลยไม่มีในโลก
ฉะนั้น #การนินทาว่าร้ายอะไรก็ตามเป็นธรรมดา #ทุกอย่างเราทำงานตามหน้าที่ก็ถือว่าช่างมัน
ถ้าความเกิดมันเป็นทุกข์อย่างนี้ #เราก็ถือว่านี่เพราะว่าอาศัยเราโง่เราจึงเกิด โง่เพราะอะไร? #โง่เพราะยึดมั่นว่าร่างกายมันเป็นเราเป็นของเรา เรามีในร่างกาย ร่างกายมันมีในเรา เมื่อยึดร่างกายเสียอย่างเดียวก็เลยยึดทรัพย์สินภายนอกไปด้วย
แต่ความจริงสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ถ้ามันเป็นเราจริงเป็นของเราจริง มันต้องไม่แก่มันต้องไม่ป่วยมันต้องไม่ตาย ที่เกิดมาแล้วมันต้องแก่ มันต้องป่วย มันต้องตาย #ทำไมจิตใจเราจะต้องไปทุกข์มันด้วย ถ้าเราคิดไว้เสมอว่าเราเกิดเพื่อแก่ เกิดมาเพื่อป่วยไข้ไม่สบาย เกิดมาเพื่อมากระทบกระทั่งกับอารมณ์ที่เราไม่ชอบใจ #เกิดมาเพื่อความพลัดพราก จากของรักของชอบใจซึ่งมีความตายไปในที่สุด รวมความว่า #เราเกิดมาเพื่อตาย ในเมื่อหน้าที่ของเราเกิดมาต้องประสบด้วยเหตุอย่างนี้ #เราจะไปทุกข์กับมันทำไม #เมื่ออาการทั้งหลายเหล่านั้นมันเกิดถือว่านี่มันเป็นเรื่องธรรมดา ภายในไม่ช้าเราก็จะสิ้นทุกข์
#วิธีสิ้นทุกข์ทำยังไง
#เราก็มีการให้ทานเป็นปกติ ถ้าอารมณ์เราพร้อมเพรียงในทานก็ชื่อว่าเป็นการตัดโลภะ ความโลภ #เรามีเมตตาเป็นปกติ อารมณ์ของเมตตาที่เราทรงอยู่คือ #รักษาศีลได้ ถ้ามีเมตตาอยู่ศีลมันก็ไม่ขาด ถ้ามีเมตตาอยู่เป็นปกติ นอกจากมีเมตตาอยู่ศีลไม่ขาดแล้ว เมตตามันยังเป็นตัวทําลายโทสะ เราก็มาพิจารณาหาความจริงว่า
ชาติปี ทุกขา #ความเกิดเป็นทุกข์ เจ้าอยากเกิดนี้ #มันจะทุกข์อย่างไรก็ช่างมันใจเราก็วางเฉยไว้
ชรา ทุกขา #ความแก่เป็นทุกข์ อาการงก ๆ เงิ่น ๆ ร่างกายไม่แข็งแรง ไม่กระปรี้กระเปร่ามีความปรารถนาไม่สมหวังเพราะทำเองไม่ได้แล้วเราก็เลยมีทุกข์ ถือว่านี่เป็นเรื่องธรรมดาของคนแก่ #เกิดมาเพื่อแก่
มรณัมปี ทุกขัง #ความตายเป็นทุกข์ เรื่องของชาวบ้านธรรมดาเราไม่ทุกข์ถือว่าเป็นกฎธรรมดา ตายเสียได้ก็ดี เพราะมันจะได้หมดเรื่องยุ่ง แล้วเราเห็นว่า #ขันธ์ห้าเป็นโทษเป็นทุกข์สำหรับเรา
เราก็เลยคิดต่อไปว่า ขึ้นชื่อว่าขันธ์ห้า #ความเกิดมามีร่างกายขันธ์ห้าแบบนี้จะไม่มีสำหรับเราอีก #เราจะไม่โง่ยอมรับนับถือให้มีร่างกายต่อไป ถ้าอารมณ์ใจของเราคิดไว้อย่างนี้เป็นปกติ #เราก็จะหมดความทุกข์ มันค่อย ๆเข้าใจไปเอง
นี่เป็นบทที่บรรดาพุทธบริษัทควรจะคิดให้เป็นปกติ #เพื่อความเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน นี่เป็นวิปัสสนาญาณตัวสุดท้าย
============================ หนังสือกรรมฐาน ๔๐ หน้าที่ ๓๕-๓๖ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง
"..การยกโทษผู้อื่นโดยขาดความไตร่ตรองนั้น ไม่มีอะไรดีขึ้นพอได้รับประโยชน์บ้างเลย นอกจากเป็นการสั่งสมโทษและบาปกรรมใส่ตนให้ได้รับความทุกข์ ไม่มีวันสิ้นสุดเท่านั้น จึงควรสลดสังเวชต่อความผิดของตน แล้วงดความรู้ความเห็นชนิดเป็นภัยแก่ตนเสีย ก็จะกลายเป็นผู้ดีมีหวังสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ใจที่เคยเหี้ยมโหดโกรธกริ้วก็จะมีวันสงบเย็น เวลาถ่ายภพถ่ายชาติเกิดในภพใหม่ชาติใหม่ก็มีหวังผลเป็นกำไร คือความสุขเป็นสมบัติ ไม่ล่มจมระงมทุกข์ไปตลอดกาล.."
ภูริทตฺตธมฺโมวาท พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ.สกลนคร
.
#ทรัพย์สมบัติ
ก็ต้องคิดถึงความเป็นจริง ว่าทรัพย์สมบัติทั้งหมดนี้ ถ้าตายแล้วเราก็หมดสิทธิ์ คนอยู่เบื้องหลังเขาก็ตายต่อไปอีก ไม่มีใครสามารถครองทรัพสินได้อย่างจริงจัง
ฉะนั้น ทรัพย์สินทั้งหลายมีความสำคัญ ขณะมีชีวิตอยู่ เราต้องหาเราต้องกิน
แต่ต้องคิดไว้ทุกวันว่า ทรัพย์สินทั้งหลายเหล่านี้เรากับมันไม่ช้าก็จากกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพย์ที่เรารักมากที่สุด นั่นก็คือ "ร่างกาย"
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง _______ จากหนังสือ "ธัมมวิโมกข์" ปีที่ ๓๖ ฉบับที่ ๔๑๒ เดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๘ หน้า ๘๗
"..การยกโทษผู้อื่นโดยขาดความไตร่ตรองนั้น ไม่มีอะไรดีขึ้นพอได้รับประโยชน์บ้างเลย นอกจากเป็นการสั่งสมโทษและบาปกรรมใส่ตนให้ได้รับความทุกข์ ไม่มีวันสิ้นสุดเท่านั้น จึงควรสลดสังเวชต่อความผิดของตน แล้วงดความรู้ความเห็นชนิดเป็นภัยแก่ตนเสีย ก็จะกลายเป็นผู้ดีมีหวังสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ใจที่เคยเหี้ยมโหดโกรธกริ้วก็จะมีวันสงบเย็น เวลาถ่ายภพถ่ายชาติเกิดในภพใหม่ชาติใหม่ก็มีหวังผลเป็นกำไร คือความสุขเป็นสมบัติ ไม่ล่มจมระงมทุกข์ไปตลอดกาล.."
ภูริทตฺตธมฺโมวาท พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ.สกลนคร
#สติ ...
#การฟังธรรมก็เหมือนกับการประกอบทัพสัมภาระคือเตรียมเครื่องสัมภาระทั้งหลายเพื่อจะลงมือทำการทำงาน ครั้นเตรียมมาแล้วเครื่องกลเครื่องไกอะไรก็ดีถ้าไม่ทำก็ขึ้นขี้สนิมเปล่าๆ ฉันใดก็ดี การสดับตรับฟังโอวาทคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เช่นกันพระพุทธเจ้าเป็นแต่ผู้บอกทางให้เท่านั้นแหละ พวกเราครั้นเชื่อต่อคำสอนของพระองค์แล้ว เป็นผู้ลงมือดำเนินการ เราเองจะทำด้วยตนเอง เพราะเหตุนั้นจะว่าโดยย่อๆ เท่านั้น อาตมาไม่มีคำพูดหลาย เพราะอยู่ป่าอยู่ดง จะว่าให้ฟังย่อๆ พอเป็นหลักดำเนินปฏิบัติของพวกเราทั้งหลาย
ศาสนาคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่อยู่ในตู้ตั้งอยู่ในที่ต่างๆ หรือบนใบลานนั้นน่ะก็ดี อันนั้นเป็นเครื่องบอกทางที่จะดำเนินตาม ต้นธรรมแท้ๆ ของพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่จำเพาะใคร จำเพาะเรา แก่นของธรรมแท้ๆ อยู่ที่สติ ให้พากันหัดทำสติให้ดี ให้สำเหนียก ให้แก่กล้า สติทำเท่าไรไม่ผิด สตินี่ ทำให้มันมีกำลังดีแล้ว จิตมันจึงจะล่วง เพราะสติคุ้มครองจิต
ตัวสติก็คือจิตนั่นแหละ แต่ว่าลุ่มลึกกว่า ครั้นใจนึกขึ้นจึงเป็นตัวสติ ก็ใจนั่นแหละเป็นผู้นึกขึ้น เรียกว่าตัวสติ ถ้ารู้นึกขึ้นนั้นแหละสติตัวสติก็เป็นใจ อันเดียวกันนั่นแหละ
เพราะเหตุนั้นพวกเราควรอบรมสติ ครั้นทำสติให้มีแก่กล้า ทำให้มันดีแล้ว ไม่มีพลาด ทำก็ไม่พลาด พูดก็ไม่พลาดคิดก็ไม่พลาด ย่อมถูกไม่ผิด เพราะการทำเอาเอง
ธรรมแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์อยู่กับสติอันเดียว พระพุทธเจ้าว่าแล้วในพระโอวาทปาฏิโมกข์ไม่ใช่หรือ บรรดาสัตว์ทั้งหลายที่ท่องเที่ยวอยู่บนพื้นปถพี รอยเท้าสัตว์ทั้งหลายไปลงอยู่ในรอยเท้าช้างอันเดียว มีรอยเท้าช้างเป็นใหญ่กว่าเขาเสียหมด ฉันใดก็ดี ธรรมะคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นอยู่ที่สติ
กุศลและธรรมทั้งหลาย คุณงามความดีทั้งหลาย จะเกิดขึ้นเพราะบุคคลอยู่กับสติอย่างเดียว บุญกุศลเค้ามูลกุศลทั้งหลายมาสโมสรมารวมอยู่ในสติ สติเป็นใหญ่ เพราะเหตุนั้นพึงรู้อย่างนี้ว่าสติเป็นแก่นธรรม แก่นธรรมมีอยู่สำหรับทุกคน พุทโธมีอยู่ทุกคนทีเดียว พุทธะผู้ตรัสรู้ของจริงนั้น ผู้จะรู้เท่าความจริงทั้งหลายมีอยู่ทุกรูปทุกนามแต่ว่าเรามันหลง จิตของเราเปรียบอุปมาเด็กอ่อนแอทีเดียว เพราะเหตุนั้นแหละ สติเปรียบเหมือนพี่เลี้ยงก็เจ้าของของจิตนั่นแหละ เมื่อมันนึกขึ้นก็แม่น คือ) สตินี่แหละ
สตินั่นอบรมจิต ครั้นอบรมจนจิตรู้เท่าตามความเป็นจริงแล้ว มันจึงหายความหลงพบความสว่าง ความหลงนั้นก็คือไม่มีสติ ครั้นมีสติคุ้มครอง หัดไปจนมันแน่วแน่แล้ว ให้มันแม่นยำให้มันสำเหนียกแล้ว มันก็จะรู้แจ้งทุกสิ่งทุกอย่าง
สติเป็นเครื่องตี คือตีสนิมของจิต ดวงจิตมีความหลงเรียกว่าอวิชชา จิตนั่นแหละมันหลง ความหลงคืออวิชชา ขี้สนิมมันก็อยู่กับอวิชชา คือที่มันหลงนั้นขี้สนิมโอบมัน แต่ก่อนจิตผ่องใส พระพุทธเจ้าจึงว่า จิตเดิมธรรมชาติเลื่อมประภัสสร แต่อาศัยอาคันตุกะกิเลส คือ รูป เสียงกลิ่น รส เครื่องสัมผัสทั้งหลายเข้ามาสัมผัสแล้ว มันจึงหลงไปตาม จึงเป็นเหตุให้จิตนั้นเศร้าหมองขุ่นมัวจึงไม่รู้เท่าตามความเป็นจริงไป
ปัจจัยของอวิชชาความโง่เหมือนกันกับเหล็ก เหล็กนั้นมันก็ดีๆ อยู่นั่นแหละแต่สนิมก็เกิดขึ้นในเหล็กนั่นเอง เมื่อเขาตีสนิมออกแล้วจึงเป็นดาบคม ขัดเกลาแล้วจึงเป็นดาบคมใช้การได้ เมื่อไม่ตีมันก็อยู่อย่างนั้น จนขี้สนิมกินมากก็ใช้การไม่ได้ จิตของเราก็ดี อาศัยสติเป็นผู้ขัดผู้เกลา อาศัยสติเป็นผู้คุ้มครอง เชื่อสติเชื่อมั่น
อันที่จริงอาคันตุกะกิเลสก็ไม่เป็นปัญหาที่รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสภายนอกไม่เป็นปัญหา ข้อมูลรากเง่าของมันก็คือ กามาสวะ ภวาสวะ วิภวาสวะ อันนี้เป็นอนุสัยเป็นสนิมของมันเป็นสนิมหุ้มห่อจิตให้มืดมนอนธการ เช่นนี้แหละ เมื่อเราหัดสติทำสติให้ดีแล้ว สู้มีกำลังแล้ว จิตมันก็จะรู้เท่าต่อความเป็นจริง ครั้นมีสติแล้ว สัมปชัญญะ ความรู้ตัวพร้อมก็เจริญ สัมปชัญญะก็ดวงปัญญานั่นแหละญาณก็ว่า ปัญญาก็ว่า ความรู้ตัวพร้อมกับสติทั้งสองอย่างนี้เป็นคู่กัน พอสติระลึกขึ้นแล้ว สัมปชัญญะก็รู้ว่าผิดหรือถูก รู้พร้อม ถูกก็รู้พร้อม ผิดก็รู้พร้อม
เมื่อเราอบรมสติดีแล้ว มันจะมีกำลังความสามารถ สามารถทุกสิ่งทุกอย่าง สามารถจะแทงตลอดได้ทุกสิ่งทุกอย่างแม้ว่าจะทำอันใดก็ดี คิดดูเถอะน่ะ เวลาไฟไหม้บ้านเขายังเกิดกำลัง สามารถหอบเอาของหนักๆ ออกจากไฟได้ หมดไฟไหม้แล้ว ไฟดับแล้ว สามสี่คนไปหามของนั้นก็ไม่ไหว จิตก็ปานนั้นแหละมีกำลังมาก เพราะเหตุนั้น เมื่อเราหัดดีแล้วเหาะได้เหมือนพระโมคคัลลาน์มุนีก็มี แล้วพวกเราสงสัยว่า เหาะก็คือท่านนั่งอยู่นี่แหละแล้วจิตท่านไปสวรรค์ไปนรกไปนั่นๆ ตัวท่านนั่งอยู่ที่นี่ อันนั้นก็แม่น แต่ว่าไปได้จริงๆ เหาะเอากายไปด้วย คิดดูเถอะ จะมัวกลัวอะไรกับตาย ให้พากันอบรมจิต
พวกเรานี้อะไรๆ ก็ดีแล้ว สมบูรณ์บริบูรณ์ทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว พวกศรัทธาทั้งหลายก็นับว่าเป็นผู้สูงอยู่แล้ว ศรัทธาก็มีอยู่แล้ว ได้สดับตรับฟังแล้วก็มีอยู่แต่จะทำเอาเท่านั้น ให้พากันทำเอา มันจะไปไหนเสีย ธรรมทั้งหลายมันก็อยู่นี่แหละ แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์นั้น เหล่านั้นเป็นเปลือกเป็นนอก แก่นมันก็คือสติ ให้ทำเอา สตินั่นแหละ ทำให้มีกำลัง เมื่อสติมีแล้วมันก็รักษาจิตของมัน มันไม่ให้ไปออกซ้ายออกขวา สติคอยขนาบเข้ามาๆ สติแก่กล้า จิตย่อมทนไม่ได้ เมื่อทนไม่ได้มันก็สงบลง ครั้นสงบลงแล้วมันก็รู้ เดี๋ยวนี้มันไม่มีปัญญา มันก็ส่ายไปมา เพราะมันไปหลายทาง จึงไปหลายทางเพราะเป็นอาการของมัน มันไปตามแง่ของมัน คือเวทนามันเป็นแสงของจิต สัญญาก็เป็นแสงของจิต ความปรุง สังขาร) นั้นก็เป็นแสงของจิต วิญญาณ เครื่องรู้ทวารทั้งหกก็เป็นแสงของจิตออกไปทั้งนั้น ผู้รู้แท้ๆ ถ้าจะสมมุติว่าตนก็แม่น เจ้าจิตนั้นแหละแม่นเจ้าสตินั้นเหละที่สมมุติว่าตนนอกจากนั้นเป็นอาการทั้งนั้น
รูป (กาย) อันนี้ก็เป็นแต่เพียงธาตุประชุมกัน ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟประชุมกันเท่านั้น เพราะฉะนั้นเมื่อจิตสงบลงไป เวทนาก็ดับแล้ว พอมันสงบลงไปแล้ว คนก็ไม่มี อะไรเล่ามันจะมาเจ็บมาทุกข์ อะไรเล่ามันจะมาจำ คนไม่มี มันก็สว่างๆ ขึ้น เมื่อจิตสงบลงมันก็สว่างโร่ขึ้นมา ว่างๆ ว่างๆ จิตสงบลงก็ว่าง ความจำหมายก็ไม่มี ความปรุงแต่งขึ้นอีกก็ไม่มี ที่จะรู้วิญญาณ รู้ไปตามทวารทั้งหกก็ไม่มี มันดับไปสิ้น เท่ากับว่าของไม่มีอยู่นี้ แล้วของที่มีอยู่นี้เป็นของหนัก ครั้นใครยึดใครถือไว้ก็หนัก ไปถือขันธ์ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ใครยึดไว้ผู้นั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ถือหาบอันหนัก พระพุทธเจ้าจึงว่า ขันธ์ห้าเป็นภาระอันหนักเน้อ
ขันธ์ห้าก็รวมทั้งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณใครถืออันนี้ ใครถือไปเป็นทุกข์ เมื่อผู้ว่างภาระคือวางไม่ยืดถือว่าขันธ์ห้านี้เป็นตัวเป็นตนแล้ว ไม่ยึดถือแล้วได้ชื่อว่าเป็นผู้วางภาระ ก็มีความสุข จะนั่ง ยืน เดิน ก็มีความสุข ไม่ถือเอาภาระคือถือเอาขันธ์ห้านี้ เพราะรู้ตามความเป็นจริงของมันแล้ว ไม่ถือเอา ไม่ยึดเอา ได้ชื่อว่าเป็นผู้ขุดตัณหาขึ้นได้ทั้งราก เป็นผู้เที่ยงแล้ว เที่ยงว่าจะเข้าสู่ความสุขตามสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้เที่ยงแล้ว เมื่อจิตมันรวมแล้ว มันก็จะรู้ตามความเป็นจริง มันจะวางขันธ์นี้ เมื่อมันรวมนั่นแหละ ถ้าจิตรวมแล้วมันก็วาง วางแล้วก็มีแต่ว่างๆ แล้วค้นหาตัวก็ไม่มี เมื่อค้นหาตัวไม่มีแล้วก็อันนั้นแหละ
พอจิตสงบลงแล้ว ปัญญาก็เกิดขึ้นของมันเอง ครั้นจิตสงบถึงฐานถึงที่ ถึงอัปปนาแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นเองนะแหละ ถึงตอนนั้น แม้จิตมันฟุ้งขึ้น ฟุ้งแล้วมันก็ไป มันไม่ยึดอันใด แม้แสงสว่างอันสว่างหมดทั้งโลกก็ตาม มันไม่ไปยึด มันสาวเข้าหาคนไหน คนอยู่ที่ไหนมันจึงมาอวดว่าถือตนถือตัว อยู่ไหนเล่า สาวเข้าไปๆ อันนั้นหรือคน อันนี้หรือคน หาไม่มี ถ้าจิตรวมลงอยางนั้น ก็ได้อาศัยสติควบคุมให้มันอยู่ ไม่ให้มันไป จิตรวมลงอย่างนั้น แจ่มใสทีเดียว ไม่ใช่นั่งง่วงนอน ง่วงนอนไม่ใช่นิสัยของสติ สตินั้นแจ่มใส แจ่มใสอย่างนี้แหละเรียกว่า สัมมาสติ เป็นสมาธิอันถูกต้อง อันนั้นแล้ว สติก็แม่น คือ) จิตนั่นแหละเป็นตัวแจ่ม จิตนั่นแหละเป็นตัวสมาธิ จิตนั่นแหละเป็นตัวปัญญา อันเดียวนั่นแหละ มันจะถึงอธิศีล อธิจิต อธิปัญญาได้ ต้องอาศัยสติควบคุมนั่นแหละ
ผู้ศรัทธาได้ยินได้ฟังแล้ว ให้พากันตั้งใจทำ มันไม่อยู่ที่อื่นหนา ไม่ต้องไปหาเอามาจากที่อื่นหนา อยู่จำเพาะใคร จำเพาะเรานี้นะ ไม่ต้องไปคว้าเอาที่ไหนดอก ทำเอานั่นแหละ นึกขึ้นก็พอ ปะกันโลด โดยเร็ว) เห็นกันโลด นึกขึ้นก็เห็นกันโลด แล้วก็คุมสติเข้าเอง มันจะรู้เอง ปัจจัตตัง หรือ สันทิฏฐิโก จะเห็นเอง อกาลิโก ไม่อ้างกาลเวลา จิตเราหายจากราคะแล้ว จะรู้จำเพาะตนน่ะแหละ จิตเรายังมีราคะ ก็จะรู้ จิตมีโทสะก็จะรู้ จิตหายโทสะก็จะรู้ จิตมีโมหะ ความหลงงมงาย ก็จะรู้ จิตหายโมหะก็จะรู้ จิตซบเซาก็จะรู้ จิตฟุ้งซ่านก็จะรู้ รู้ได้แล้วก็จะได้ปลดเปลื้องแก้ไข ผู้ว่างจิตเบาบางแล้วก็จะเพิ่มความยินดีเพิ่มความศรัทธาขึ้น รีบเร่งความเพียรเข้าอีก เอาเท่านั้นแหละ พากันทำเอา ไม่อ้างที่อ้างฐานดอก อยู่ที่ไหนก็ทำได้ เวลาจิตมันสงบสติมันก็มีอยู่นั่นแหละ
#หลวงปู่ขาว อนาลโย
#เวลาเดินจงกรมในที่มืดแต่ให้มองเห็น สมมุติว่ามีงูผ่านมากลางคืน จะมองเห็นผิดปกติมันจะเป็นเงาดำๆ เพราะเคยเจองูเสมอที่ทางเดินจงกรมตอนกลางคืนไม่มีไฟ เราเดินไปเวลางูออกมาเราจะเห็น ทั้งๆ ที่เดือนมืดนะ เพราะอากาศโล่งพอมองเห็น
นี่สำหรับเดินจงกรมกลางคืน คือจะเดินกี่ชั่วโมงไม่มีกำหนด ถ้านักภาวนาไปหาคอยกำหนดเวล่ำเวลาอยู่แล้ว ก็ไม่ทันกับกิเลสซึ่งไม่มีเวลา กิเลสเหยียบอยู่บนหัวใจคนหัวใจสัตว์โลกมีกำหนดเวลาเมื่อไร ท่านจึงเรียกว่าอกาลิโก เช่นเดียวกันกับธรรม ธรรมก็ อกาลิโกหาเวล่ำเวลาไม่ได้
#หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน จากหนังสือ "ที่สุดแห่งทุกข์"
#เมื่อไม่มีสามธิ_ไม่มีฌาน #ไม่มีฌาน_ไม่มีวิปัสสนา
"...นักปฏืบัติทั้งหลาย สมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานเป็นคุณธรรมอาศัยซึ่งกันและกัน เมื่อไม่มีสมาธิ ก็ไม่มีฌาน ไม่มีฌาน ก็ไม่มีวิปัสสนา เมื่อไม่มีวิปัสสนาก็ไม่มีวิชชาความรู้แจ้งเห็นจริง เมื่อไม่รู้แจ้งเห็นจริงจิตไม่ปล่อยวางก็ไม่เกิดวิมุตติความหลุดพ้น สายสัมพันธ์มันก็ไปกันอย่างนี้ อันนี้เป็นแนวทางปฏิบัติกรรมฐานในสายของหลวงปู่เสาร์
เพราะฉะนั้น เราอาจจะเคยได้ฟังว่า ภาวนาพุทโธ แล้วจิตได้แต่สมถกรรมฐานไม่ถึงวิปัสสนา อนุสติ๑๐ พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ สีลานุสติ จาคานุสติ อุปสมานุสติ ภาวนาแล้วจิตสงบ หรือบริกรรมภาวนา เมื่อจิตสงบแล้วถึงแค่สมถกรรมฐาน เพราะว่าภาวนาไปแล้วมันทิ้งคำภาวนา เพราะฉะนั้น คำว่าพุทโธ ๆ ๆ นี้มันไม่ได้ติดตามไปกับสมาธิ พอจิตสงบเป็นสมาธิมันก็ทิ้งทันที ทื้งแล้วมันก็ได้แต่สงบนิ่ง
แต่อนุสติ ๒ คือ กายาคตานุสติ อนาปานสติ ถ้าตามหลักวิชาการทาานว่า ได้ทั้งสมถะและวิปัสสนา ทีนี้ถ้าเราภาวนาพุทโธ ๆ เมื่อจิตสงบนิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน ถ้ามันเพ่งออกไปข้างนอก ไปเห็นภาพนิมิต ถ้าหากภาพนิมิตนิ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลง ก็เป็นสมถกรรมฐาน ถ้าหากนิมิตเปลี่ยนแปลงก็เป็นวิปัสสนากรรมฐาน
ทีนี้ถ้าจิตทิ้งพุทโธ แล้วจิตอยู่นิ่ง สว่าง จิตวิ่งเข้ามาข้างใน มารู้เห็นกายในกาย รู้อาการ ๓๒ รู้ความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ซึ่งร่างกายปกติแล้วมันตายเน่าเปื่อยผุพังสลายตัวไป มันเข้าไปกำหนดรู้ความเปลี่ยนแปลงของสภาวคือกายกับจิต มันก็เป็นวิปัสสนากรรมฐาน มันก็คลุกเคล้าอยู่ในอันเดียวกันนั่นแหละ
แล้วอีกประการหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยื่ง เราจะเคยได้ยินได้ฟังว่า สมาธิขั้นสมถะมันไม่เกิดภูมิความรู้ อันนี้เข้าใจผิด ความรู้แจ้งเห็นจริงเราจะรู้ชัดเจนในสมาธิขั้นสมถะ เพราะสมาธิขั้นสมถะคือสมาธิที่อยู่ในฌาน สมาธิที่อยู่ในฌานมันจะเกิดอภิญญา ความรู้ยิ่งเห็นจริง แต่ความรู้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างในขณะจิตที่อยู่ในสมาธิขั้นสมถะ มันจะรู้เห็นแบบชนิดไม่มีภาษาที่จะพูดว่าอะไรเป็นอะไร สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น
เช่นมองเห็นการตาย ตายแล้วมันก็ไม่ว่า เน่าแล้วมันก็ไม่ว่า ผุพังสลายตัวไปแล้วมันก็ไม่ว่า ในขณะที่มันรู้อยู่นั่น แต่เมื่อมันถอนออกมาแล้ว ยังเหลือแต่ความทรงจำ จิตจึงมาอธิบายให้ตัวเองฟังเพื่อความเข้าใจทีหลัง เรียกว่าเจริญวิปัสสนา..."
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาละวัน จ.นครราชสีมา
|