นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน อาทิตย์ 31 ส.ค. 2025 11:20 pm

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: มีศีล มีธรรม
โพสต์โพสต์แล้ว: จันทร์ 14 ก.ค. 2025 9:38 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 5034
"..อนัตตา ถ้าหากตายไปในวันนี้ พรุ่งนี้ สิ่งต่างๆที่เคยมีและผ่านเข้ามา
ตะเกียกตะกายดิ้นรนไข่วคว้า ทุกอย่างก็จะเป็นเพียงแค่ สิ่งที่ไม่มีตัวตน ไม่ใช่ของเรา.."

โอวาทคำสอน
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
วัดป่าสุทธาวาส
จังหวัดสกลนคร







. #การเริ่มต้นการพิจารณากาย..!!

"... จะใช้บทพุทโธ เป็นบทบริกรรม สำหรับ
ผูกจิตก็ได้ เมื่อจิตสงบลงเป็นสมาธิแล้ว ให้
วางบทบริกรรมเสีย แล้วพิจารณากายต่อไป

... ในการพิจารณากาย เริ่มแรกให้พิจารณาเพียงส่วนใด ส่วนหนึ่ง ที่เราสามารถที่จะเพ่งพิจารณา ได้อย่างสะดวกในอาการ ๓๒

... เมื่อพิจารณาจนเกิดความชัดเจน กลับไปกลับมา หรือที่เรียกกันว่า โดยอนุโลมปฏิโลม จนหายสงสัยในจุดที่พิจารณานั้นแล้ว จึงค่อยเปลี่ยนเป็นจุดอื่นต่อไป

... อย่าพิจารณาเป็นวงกว้างทั้งร่างกาย เพราะปัญญายังไม่แก่กล้า
ถ้าพิจารณาพร้อมกันทีเดียวทั้งร่างกาย.ความชัดเจนจะไม่ปรากฏ ต้องค่อยเป็น ค่อยไป

... เมื่อพิจารณาจนเกิดความชำนาญแล้ว ถ้าเราเพ่งปัญญาลงไปจุดใจจุดหนึ่งความชัดเจนจากจุดอื่นๆ ก็จะปรากฏเป็นนัย เดียวกัน

... เมื่อพิจารณาพอสมควรแล้ว ให้น้อมจิตเข้าพักอยู่ความสงบ เมื่อพักอยู่ในความสงบพอสมควรแล้ว
ให้ย้อนกลับออกมาพิจารณาร่างกายอีก ให้เจริญอยู่อย่างนี้ จึงจะเจริญทางด้านปฏิบัติ

... เมื่อจิตมีความชำนาญเพียงพอแล้ว คำบริกรรมพุทโธก็ไม่จำเป็น เพียงกำหนดจิต
ก็จะสงบเข้าสู่สมาธิได้ทันที ..."
____________________________
#พระครูวินัยธร (มั่น ภูริทตฺโต)
วัดป่าสุทธาวาส ตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓ -​ ๒๔๙๒)







"..พระเราต้องทำตัวเหมือนผ้าขี้ริ้วที่ปราศจากราคาค่างวดใด ๆ แล้วจึงเป็นความสบาย การกินอยู่หลับนอนและใช้สอยอะไรก็สบาย การเกี่ยวข้องกับผู้คนก็สบาย ไม่มีทิฐิมานะความถือตัวว่าเราเป็นพระเป็นเณรผู้สูงศักดิ์ด้วยศีลธรรม เพราะศีลธรรมอันแท้จริงมิได้อยู่กับความสำคัญเช่นนั้น แต่อยู่กับความไม่ถือตัวยั่วกิเลส อยู่กับความตรงไปตรงมาตามผู้มีสัตย์มีศีลมีธรรมความสม่ำเสมอเป็นเครื่องครองใจ นี้แลคือศีลธรรมอันแท้จริง ไม่มีมานะเข้ามาแอบแฝงทำลายได้ อยู่ที่ใดก็เย็นกายเย็นใจ ไม่มีภัยทั้งแก่ตัวและผู้อื่น.."

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร
(หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต)
วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง
จ. สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







"..ธรรมอยู่ที่ใจนั่นแล ต่อไปท่านจงรักษาระดับจิตระดับความเพียรไว้ให้ดีอย่าให้เสื่อมได้ นั่นแลคือฐานของจิต ฐานของธรรม ฐานของความเชื่อมั่นในธรรม และฐานแห่งมรรคผลนิพพานอยู่ที่นั่นแล จงมั่นใจและเข้มแข็งต่อความเพียรถ้าอยากพ้นทุกข์ การพ้นทุกข์ต้องพ้นที่นั่นแน่นอนไม่มีที่อื่นเป็นที่หลุดพ้น อย่าลูบคลำให้เสียเวลา เรามิใช่คนตาบอดพอจะลูบคลำ.."

ภูริทตฺโตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร
(หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต)
วัดป่าสุทธาวาส
ต.ธาตุเชิงชม อ.เมือง
จ. สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)








. #การเริ่มต้นการพิจารณากาย..!!

"... จะใช้บทพุทโธ เป็นบทบริกรรม สำหรับ
ผูกจิตก็ได้ เมื่อจิตสงบลงเป็นสมาธิแล้ว ให้
วางบทบริกรรมเสีย แล้วพิจารณากายต่อไป

... ในการพิจารณากาย เริ่มแรกให้พิจารณาเพียงส่วนใด ส่วนหนึ่ง ที่เราสามารถที่จะเพ่งพิจารณา ได้อย่างสะดวกในอาการ ๓๒

... เมื่อพิจารณาจนเกิดความชัดเจน กลับไปกลับมา หรือที่เรียกกันว่า โดยอนุโลมปฏิโลม จนหายสงสัยในจุดที่พิจารณานั้นแล้ว จึงค่อยเปลี่ยนเป็นจุดอื่นต่อไป

... อย่าพิจารณาเป็นวงกว้างทั้งร่างกาย เพราะปัญญายังไม่แก่กล้า
ถ้าพิจารณาพร้อมกันทีเดียวทั้งร่างกาย.ความชัดเจนจะไม่ปรากฏ ต้องค่อยเป็น ค่อยไป

... เมื่อพิจารณาจนเกิดความชำนาญแล้ว ถ้าเราเพ่งปัญญาลงไปจุดใจจุดหนึ่งความชัดเจนจากจุดอื่นๆ ก็จะปรากฏเป็นนัย เดียวกัน

... เมื่อพิจารณาพอสมควรแล้ว ให้น้อมจิตเข้าพักอยู่ความสงบ เมื่อพักอยู่ในความสงบพอสมควรแล้ว
ให้ย้อนกลับออกมาพิจารณาร่างกายอีก ให้เจริญอยู่อย่างนี้ จึงจะเจริญทางด้านปฏิบัติ

... เมื่อจิตมีความชำนาญเพียงพอแล้ว คำบริกรรมพุทโธก็ไม่จำเป็น เพียงกำหนดจิต
ก็จะสงบเข้าสู่สมาธิได้ทันที ..."
____________________________
#พระครูวินัยธร (มั่น ภูริทตฺโต)
วัดป่าสุทธาวาส ตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓ -​ ๒๔๙๒)






"เรื่องราคะตัณหาหนักมากนะ"

" .. นี่ละท่านสอนวิธีการชำระจิตใจของเรา "ที่หนักมากที่สุดก็คือ พิจารณาเรื่องร่างกาย เรื่องราคะตัณหาหนักมากนะ" เราพูดจริง ๆ นี้ภาษาธรรม พูดอย่างตรงไปตรงมา "เรื่องการรบกับกิเลสไม่มีตัวใดที่จะรบยาก ฉลาดแหลมคมมากยิ่งกว่ากามตัณหา ราคะตัณหา"

เกี่ยวกับเรื่องร่างกาย ทีนี้เวลาพิจารณานี้เข้าไป "เรื่องเหล่านี้จะค่อยจางไป ๆ พิจารณาร่างกายก็คล่องแคล่วว่องไว" ทุกสิ่งทุกอย่างคล่องแคล่วไปหมดเลย "จนหาความสวยความงามที่จะให้เกิดความกำหนัดยินดีไม่ได้" จากนั้นมันก็ปล่อยกัน .. "

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน






.

#เวลาความตายจะเข้ามาถึง

เวลาความตายจะเข้ามาก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะเราเกิดมาเพื่อตาย

พระพุทธเจ้าตรัสว่า
"ความตายเป็นกีฬาของชีวิต คนทั้งหมดในโลกที่เกิดมาแล้วไม่มีใครเหนือความตาย ทุกคนจะต้องตาย"

อารมณ์นี้ขอให้นึกอยู่เสมอ ถ้าคิดไว้เป็นปกติธรรมดาแล้วจิตจะสบายเมื่ออาการอย่างนั้นเกิดขึ้น นี่เราเจริญพระกรรมฐานเพื่อหาความสบาย แล้วก็ไม่ใช่มานั่งแช่งตัวเองแล้วจะมาคิดว่าการคิดถึงความตายไม่ใช่การนั่งแช่งตัวเอง เพราะธรรมดาเป็นอย่างนี้

หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง
________
จากหนังสือ "ธัมมวิโมกข์" ปีที่ ๓๖ ฉบับที่ ๔๐๘ เดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๕๘ หน้า ๕๔ พิมพ์คำสอนของหลวงพ่อนี้โดย คณะบุญสุประวีณ์






พระพุทธเจ้าท่านทรงเห็นทุกข์
ทำทุกรกิริยามากกว่าคนอื่น
ท่านทำถึง ๖ ปี พอท่านเห็นทุกข์
ท่านบอกว่า

ผู้ใดเห็นทุกข์ผู้นั้นเห็นธรรม
ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นพ้นทุกข์

ธรรมนี้อยู่ที่"ทุกข์"

แต่ทุกวันนี้ทุกคนกำลังวิ่งหนีทุกข์
ทุกคนแสวงหาแต่ความสุข
ที่จริงแล้วทุกคนต้องวิ่งกลับไปหาทุกข์
คือต้องไปหา"ปัญญา"

ถ้าใครดูจิตตัวเองได้จนเห็น
ความโกรธ ความเกลียด ความรัก
ความชัง ความอิจฉาริษยา เห็นตัวตน
เห็นจิต ตัวนี้เป็น "วิปัสสนาญาณ"

พระพุทธเจ้าพอถึงเวลาดับแล้ว
ไม่มีอะไรเหลือเลยเรียกว่า “นิพพาน”

แต่ทุกวันนี้ที่เราเป็นทุกข์
เพราะมีอะไรติดค้างอยู่ในใจเยอะแยะ
เลย เราคิดห่วงเรื่องคนโน้นคิดห่วงคนนี้
เป็นภาระผูกพันไม่จบ
เราคิดไปข้างหน้าท่าเดียว

เราต้องศึกษาจิตให้เกิดปัญญา
ถ้าทุกข์มากยิ่งฉลาดมาก
คนไหนสบายมากคนนั้นก็โง่มาก

ทุกข์ทำให้เกิดปัญญา
ข้อสอบที่ยากดีกว่า ข้อสอบง่าย
ถ้าสอบผ่านก็แสดงว่าเรามีความรู้
มีปัญญาเข้มแข็ง ...

หลวงพ่อสนอง กตปุญโญ
วัดสังฆทาน จ.นนทบุรี






เมื่อครั้งมีโยมมาขอเปลี่ยนทิศพระประธาน ด้วยคิดว่าพระหันหน้าผิดทิศ

"พระพุทธเจ้าพระองค์ไม่มีทิศนะ กราบลงไปทิศไหนแล้วระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มันก็เหมือนกัน ไม่ต่างกัน...ทำความดีไม่ต้องเลือกทิศ ไม่ใช่ทำทิศนี้แล้วดี ทิศนี้ไม่ดี ไม่มีหรอก"

หลวงปู่ทุย ฉนฺทกโร






ทางแยกของชีวิต

เราเกิดมาในโลก อยู่ในสภาพแวดล้อม
จะต้องดำเนินชีวิตไป แต่เรามาแต่ตัว
การที่จะดำเนินชีวิตไปได้ จะต้องปฏิบัติ
ต่อสิ่งแวดล้อมได้ถูกต้อง ตัวเองยังไม่มีความรู้
แต่ก็มีเครื่องมือที่จะติดต่อกับโลกที่จะเรียนรู้
ติดมาคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่เรียกว่า
อายตนะหรืออินทรีย์ แต่การเรียนรู้นั้นต้อง
อาศัยเวลา อีกด้านหนึ่งก็คือด้านความรู้สึก
ก็เข้ามามีบทบาทชักนำชีวิต โดยมีปฏิกิริยา
ต่อสิ่งที่ได้พบในสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ นั้นในแบบ
ชอบใจไม่ชอบใจตามความรู้สึก แล้วก็ดำเนิน
ชีวิตไปตามความชอบใจไม่ชอบใจนั้น
สายนี้เรียกว่าอวิชชา ตัณหา
แล้วก็ไม่พ้นจากทุกข์

อีกด้านหนึ่งก็ใช้ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ในแง่ของการรู้ ได้แก่เรียนรู้ เมื่อเรียนรู้แล้ว
รู้เข้าใจจริง ก็จะปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นได้
ถูกต้อง ดำเนินชีวิตไปได้ด้วยดี เรียกสายนี้ว่า
วิชชา วิมุตติ ก็คือมีวิชชา รู้แจ้งความจริง
แล้ววิมุตติหลุดพ้นจากทุกข์ ไม่มีทุกข์
แต่ว่าสงวนวิชชาไว้สำหรับความรู้ขั้นสูงสุด
ในระหว่างนี้ ก็เรียกว่า “ปัญญา”

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)






"การบริโภคเนื้อสัตว์"
ธรรมทาน #หลวงพ่อตอบปัญหา

ผู้ถาม : คนทำบุญให้ทานที่กินเนื้อสัตว์ กับคนทำบุญให้ทานที่ไม่กินเนื้อสัตว์ อันไหนจะได้อานิสงส์มากกว่ากันคะ?

หลวงพ่อ : อานิสงส์แบบไหนล่ะ อานิสงส์ไปนรก หรืออานิสงส์ไปสวรรค์ อานิสงส์มันมี ๒ อย่าง ทำบาปก็มีอานิสงส์จะลงขุมไหนแน่ ถ้าทำบุญก็มีอานิสงส์ อย่างเลวก็ไปสวรรค์ อย่างกลางไปพรหม อย่างดีที่สุดไปนิพพาน

คนที่ไม่ทำบุญเลย แม้ไม่กินเนื้อสัตว์ที่มีสิทธิ์ไปอยู่กับเทวทัตได้ มีไหมคนไม่ทำบุญเลย คนที่ทำบุญไม่กินเนื้อสัตว์

อย่าลืมว่า พระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์นะ พระที่ฉันเนื้อสัตว์ไปนิพพานนับไม่ถ้วน เขาไม่ได้กินสัตว์เป็น เขาซื้อมากิน ไม่มีบาป

ผู้ถาม : ที่ไม่กินเนื้อสัตว์ก็เพราะว่าไปมองเห็นเนื้อสัตว์แล้วมีเลือดมีคาว เลยกินไม่ได้เจ้าค่ะ

หลวงพ่อ : อย่างนี้ไม่เป็นไร ถ้าเห็นว่าสกปรกเป็น อาหาเรปฏิกูลสัญญา อันนี้เป็นปัจจัยให้บรรลุพระอนาคามี หรือ พระอรหันต์ นี่เป็นพื้นฐานใหญ่นะ ถ้าเห็นแบบนั้นเกิดนิพพิทาญาณแล้ว นิพพิทาญาณเป็นปัจจัยให้ได้พระอนาคามี

ต่อไปถ้าเว้นจริงเป็น "สังขารุเปกขาญาณ" เป็นอรหันต์ คนที่จะเป็นอรหันต์ได้ ถ้าไม่คล่องในบทนี้เป็นไม่ได้ มี "กายคตานุสสติ กับ อสุภกรรมฐานเป็นพื้นฐาน."

===================
จากหนังสือหลวงพ่อตอบปัญหาธรรมฉบับพิเศษ เล่ม ๑ หน้า ๑๐๕-๑๐๖






"..พระเราต้องทำตัวเหมือนผ้าขี้ริ้วที่ปราศจากราคาค่างวดใด ๆ แล้วจึงเป็นความสบาย การกินอยู่หลับนอนและใช้สอยอะไรก็สบาย การเกี่ยวข้องกับผู้คนก็สบาย ไม่มีทิฐิมานะความถือตัวว่าเราเป็นพระเป็นเณรผู้สูงศักดิ์ด้วยศีลธรรม เพราะศีลธรรมอันแท้จริงมิได้อยู่กับความสำคัญเช่นนั้น แต่อยู่กับความไม่ถือตัวยั่วกิเลส อยู่กับความตรงไปตรงมาตามผู้มีสัตย์มีศีลมีธรรมความสม่ำเสมอเป็นเครื่องครองใจ นี้แลคือศีลธรรมอันแท้จริง ไม่มีมานะเข้ามาแอบแฝงทำลายได้ อยู่ที่ใดก็เย็นกายเย็นใจ ไม่มีภัยทั้งแก่ตัวและผู้อื่น.."

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร
(หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต)
วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง
จ. สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 7 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO