"...ปัจจัตตัง คือรู้เอง เห็นเอง ส่วนฐีติจิต คือจิตดั้งเดิม ท่านเปรียบว่า อัปปนาสมาธิ อัปปนาจิต และฐีติจิต ต่างอยู่ในฐานเดียวกันแต่มีชื่อต่างกัน อัปปนาสมาธิ เป็นจิตที่แน่วแน่ลงไปถึงจิตเดิม อัปปนาจิตก็เหมือนกัน ฐีติจิตก็เหมือนกัน ฐีติจิตเป็นจิตที่ว่าง ไม่มีอารมณ์ เป็นจิตเดิม เป็นจิตที่ท่านเรียกว่าเป็น ประภัสสร แจ้ง สว่าง
จะอธิบายให้ฟัง ถ้าผู้เข้าไม่ถึงไม่เห็น ผู้เข้าถึงเห็น ใครจะพูดอย่างไรก็ช่างไม่สนใจ เพราะรู้อยู่แล้วเป็น ปัจจัตตัง อัปปนาสมาธินี้ จิตนั้นไม่มีเศร้า ไม่มีหมอง ไม่มีมืด ไม่มีมัว เหมือนพระอาทิตย์ท่านส่องสว่างอยู่ แต่ที่พระอาทิตย์จะมืดจะมัวเศร้าหมองเพราะขี้เมฆ เข้ามาบดบังพระอาทิตย์ ไม่ใช่พระอาทิตย์เลื่อนเข้าไปหาขี้เมฆ นี่ท่านเปรียบไว้นัยหนึ่ง
ธรรมชาติของจิต มันเป็นของใสบริสุทธิ์ หากแต่มีกิเลสเข้ามาหมักหมมบดบังจึงได้ฝ้าฟางไป ถ้าใช้สติปัญญาชำระให้ดีๆ แล้ว มันก็จะลงสู่สภาพบริสุทธิ์ อีกนัยหนึ่ง ท่านเปรียบขี้เมฆนั่นแหละ เปรียบเหมือน อุปกิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ได้แก่ โลกธรรมที่ไหลเข้ามาทางหู ทางตา ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เลยให้มัวเมา จิตก็เลยมืด แสงสว่าง ก็ถูกบดบัง..."
โอวาทธรรม พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ
..#ผู้เป็นพระโสดาบันนั้น จะรู้ตนว่ามีศีล ๕ ศีล ๘ ครบบริบูรณ์ ถ้ารู้ว่าปฏิบัติได้มากกว่านั้น ก็รู้ตัวว่าได้มากกว่านั้น ไม่สงสัย ไม่ลูบคลำว่าศีลข้อนั้นมันดีหรือไม่ดี พระสกิทาคามีนั้น ละความโลภ ความโกรธ ความหลงให้เบาบางลงได้แต่ไม่หมด พระอนาคามีนั้นอยู่ในฌานเป็นพรหมจรรย์อยู่โดดเดี่ยว เหมือนคนไม่มีคู่เรียงเคียงหมอน จิตวิญญาณมีอยู่ขันธ์เดียว อยู่กับความสุข ไม่ยุ่งกับใคร ศีล ๘ สมบูรณ์
..สำหรับพระอรหันต์นั้น รู้แจ้งหมดแล้ว หายสงสัยในโลกหมดแล้ว รู้โลกแจ้งชัดเจนแล้ว ไม่หลงโลก ใครจะทำให้หลงก็ไม่หลง ไม่เกิด ไม่ดับ ไม่มีความต้องการ ร่างกายก็รู้หมด รู้เฒ่า รู้แก่ รู้เจ็บ รู้ตาย รู้ทุกข์ รู้ยาก พอแล้ว อิ่มแล้ว ไม่เอารูปขันธ์นี้แล้ว เรียกว่าตัดกิเลสขาด ขาดจากความยึดมั่น ถือมั่น วิราโค คลายความกำหนด สิ้นความยินดี ไม่ยินดีกับอะไรในโลกนี้ ความรัก ความชังขาดลอยหมดแล้ว ไม่แต่อุเบกขาญาณ วางเฉยอยู่แต่ยังสอนคนอยู่ จะเอาไม่เอาช่างมัน สอนด้วยความเมตตาเฉยๆ แต่ตัวท่านนั้นทำงานเสร็จแล้ว ไม่มีงานจะทำแล้ว ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์คือ การปฏิบัติธรรมอยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำไม่มีอีก ที่จะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จะมาเกิดอีกไม่มี จิตของท่านไม่ต้องพูดถึง เป็นสมาธิทั้งวันทั้งคืน เป็นอยู่ทุกขณะ รู้อยู่ตลอด พุทโธเต็มอยู่บริบูรณ์อยู่ตลอด มีธัมโม สังโฆอยู่ในตัวตลอด
..ท่านว่า ผู้ที่รู้ธรรมย่อมรู้ได้ด้วยตนเอง เป็นปัจจัตตัง และวิญญูชน รู้ด้วยเฉพาะตัวเอง เหมือนว่า ร้อนเรารู้ หนาวเรารู้ เรารู้อยู่คนเดียว คนอื่นไม่รู้ด้วย ทุกข์เรา ก็รู้อยู่คนเดียวของเรา คนอื่นจะมารู้ไม่ได้ วิญญูชนรู้ได้ด้วยเฉพาะตนเอง ไม่ต้องไปวัดหรอก ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์มาวัดหรอก เขาจะวัดของเขาเอง ถ้าเขาหลุดพ้นเป็นพระอรหันต์ เขาก็จะรู้ของเขาเองว่าหลุดพ้นแล้ว ไม่มีอะไรขัดข้องกับจิตใจ..
#หลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป
พระพุทธศาสนาของเรานั้น มีพระพุทธานุภาพมหัศจรรย์ เกินความคาดคิด เกินความเข้าใจ ของสามัญชนคนทั่วไป ประเทศไทย ชาติไทย เราคนไทย มีบุญยิ่งใหญ่นักหนาทีเดียว ที่มีบรรพบุรุษผู้มีปัญญาลึกซึ้ง จึงเลือกนับถือพระพุทธศาสนา เชิดชูพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และประคับประคองรักษาพระพุทธศาสนา ให้รุ่งเรืองยืนนานมาจนถึงบัดนี้ จนถึงเราทั้งหลาย ให้เราคนไทยทั้งหลาย ได้มีบุญ ได้มีพระพุทธานุภาพปกป้องคุ้มครอง . --- สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร
“บางคน มีความเข้าใจว่า ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม แล้วจะมีประโยชน์อะไร มัวแต่ถือศีลถือธรรม ก็ไม่ต้องทำมาหากินกัน นี่คิดผิดมาก ... เพราะธรรมจริง ๆ ก็คือเรื่องของความถูกต้อง มันรวมเรื่องถูกต้องของชีวิตเราไว้ทั้งหมด จะหากินอย่างไร จะเก็บรักษายังไง จะคบ กับคนอื่นอย่างไร ดำเนินชีวิตอย่างไรจึงจะ ไม่เป็นทุกข์ นี่เรื่องของธรรมะ ทำไม จะไม่มีประโยชน์” ... ... พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทฺโท)
"คนเราเกิดมา มีร่างกายเป็นที่อยู่อาศัย อุปมาเหมือนเป็นบ้านที่กำลังไหม้ไฟ เพราะการเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นเหตุ
บัดนี้... ไฟกำลังไหม้บ้านเรือนเราอยู่เสมอๆ ตลอดเวลาผู้มีสติ ผู้มีปัญญานำสมบัติอันมีค่า ค่อยๆขนออกจากบ้านที่กำลังไหม้ไฟอยู่นี้
สมบัติอันมีค่านั้น ก็คือการกระทำคุณงามความดี สร้างบุญกุศลความดีที่ทำลงไปแล้ว อย่างไรๆก็ไม่มีวันสูญหายจงจำใส่ใจไว้ ไม่มีสิ่งใดที่ไหนที่จะนำทางชีวิตของเราไปสู่สุคติโลกสวรรค์ได้มีแต่บุญกุศลเท่านั้น
พวกเราทุกคน เมื่อจะรักการภาวนาธรรม ก็ต้องดูเยี่ยงอย่างของพระพุทธเจ้านี้ เป็นแนวทางให้น้อมไว้เป็นสรณะ สมัยการเดินธุดงค์กรรมฐานของอาตมา ต้องสละทุกสิ่งทุกอย่าง แม้ชีวิตเลือดเนื้อต้องสละหมดสิ้นไม่เห็นกังวล
ถ้าจะตาย ก็ต้องให้ตายไป เพราะเราเชื่อในการทำความดี เมื่อถึงคราวตายก็ถวายหมดสิ้นแล้ว อย่างไม่มีวันสงสัยเลย
การปฏิบัติธรรม ต้องอาศัยปัญญาภายใน เป็นดวงธรรมอันสว่างไสวนี้ จึงจะรู้แจ้งในธรรมนั้นๆจงรีบขวนขวย พยายามอย่าประมาททอดทิ้งเป็นอันขาด"
พระธรรมคำสอนของพระเดชพระคุณ ท่านครูบาพรหมา พรหฺมจกฺโก วัดพระพุทธบาทตากผ้า วรวิหาร จ.ลำพูน
" ชีวิตคนเราถ้าหากว่าไม่มีบุญกุศลติดตัวแล้ว มันก็ไร้ประโยชน์ เพราะว่าจะสวยจะงาม จะหล่อจะเหลาเท่าไหร่ก็ตาม ไม่พ้นที่จะไปอยู่บนกองไฟ พอไปอยู่ตรงนั้นเมื่อไหร่ก็หมดแล้ว มีอะไรนอกจากเถ้าถ่าน "
โอวาทธรรม หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร
.
#เมื่อเศษกรรมให้ผล
ถ้าขณะใดที่เศษกรรมที่อกุศลให้ผลเข้ามาครอบคลุมจิต เวลานั้นเขาจะเห็นผิดเป็นชอบอยู่เสมอเข้าใจว่าความชั่วคือความดี ถ้าขณะใดที่อกุศลหลีกไป กรรมที่เป็นกุศลมาสนองผล ความดีเก่ามาสนองผลมาดลจิต เขาก็จะปฏิบัติในสิ่งที่ดีเขาไม่ทำความชั่ว ฉะนั้น จงทราบว่าคนที่เขาทำให้เป็นที่ไม่ถูกใจเราหรือไม่ถูกระเบียบประเพณีนิยม ที่เขานิยมอย่างนี้ท่านก็ไปทำอย่างนั้น เขาชอบใจกันอย่างนี้ท่านก็ไปทำอย่างนั้น คนประเภทนี้เพราะอกุศลกรรมเดิมให้ผลเขา แทนที่เราจะโกรธก็น่าจะใช้พรหมวิหาร ๔ เข้าสนอง
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน _______________ จากหนังสือ "คำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง ๕๓" หน้า ๑๐๔ คัดลอกโดย คณะบุญสุประวีณ์
"..ผมก็เคยปฏิบัติมานานพอสมควรได้ ๔๐-๕๐ ปีกว่าแล้ว กลัวก็เคยกลัว กล้าก็เคยกล้า รักก็เคยรัก ชังก็เคยชัง เกลียดก็เคยเกลียด โกรธก็เคยโกรธ เพราะหัวใจมี มิใช่คนตายพระตาย แต่ก็พยายามทรมานตนเต็มความสามารถไม่ท้อถอยตลอดมา สิ่งเหล่านี้ที่เคยมีอำนาจก็ทลายลงด้วยอำนาจความเพียรของผู้กล้าตาย ไม่มีอะไรมาแอบซ่อนอยู่ในใจได้ อยู่ที่ไหนก็สบายหายกังวล ไม่มีอะไรมาก่อกวนให้หลงกลัวหลงกล้า หลงรักหลงชัง หลงเกลียดหลงโกรธ อันเป็นเรื่องไฟกิเลสทั้งกองเผาใจดังที่เคยเป็น ที่กล่าวมานี้ จะเพราะเหตุอะไรถ้าไม่ใช่เพราะการฝึกทรมานใจให้อยู่ใต้อำนาจแห่งเหตุผลคืออรรถธรรม.."
ภูริทตฺตธมฺโมวาม พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ. สกลนคร
จงอย่าทิ้งบุญ
ถ้าเราคิดว่าจะไปนิพพาน คิดว่า ขอบุญทั้งหลายนี้ ขอจงดลบันดาลให้ข้าพเจ้าเข้าถึงนิพพาน ก็จะไปได้ทันทีเหมือนกัน ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่า วันนี้เป็นเทศน์ขององค์ปัจจุบัน เมื่อวานนี้เป็นเทศน์ขององค์ปฐม องค์ปฐม บอกว่า การคิดอย่างนี้ก่อนหลับคิดหน่อยหนึ่ง และตื่นใหม่ๆ ก่อนจะเดินไปทำงานคิดหน่อยหนึ่ง "คิดทุกวัน มันตัดทุกวัน" การคิดถึงทานการให้ ตัดโลภะ ความโลภ การคิดถึงศีล ตัดโทสะ ความโกรธ การคิดถึงพระธรรมเทศนา ตัดโมหะ ความหลง
นี่มันตัดทุกวันโดยเราไม่รู้ตัว "หนักๆเข้าอารมณ์มันก็จะชิน" ศีลที่เคยรักษาไม่ครบถ้วนก็จะครบถ้วน ทานที่เคยให้ยาก เราก็ให้ง่าย ให้น้อยเราก็ให้มาก ให้ตามกำลัง ไม่ใช่เกินพอดี
พระท่านบอกว่า การคิดเช่นนี้ไม่ใช่มีผลเล็กน้อย มันเป็นการเจริญสมถะวิปัสสนาญาณไปในตัวเสร็จ อารมณ์ที่คุมให้เราคิดอย่างนี้เป็นสมถะภาวนา ความรู้สึกที่เราคิดอย่างนี้เป็นวิปัสสนาภาวนา อย่าลืมนะหากินง่ายๆ ไปง่ายๆ ดีกว่าหากินยากๆ ไปยากๆ
ฉะนั้น ขอบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า "เมื่อทำบุญแล้ว จงอย่าทิ้งบุญ" เราทำบุญที่นี่แล้ว เราได้บุญแล้ว เมื่อลุกขึ้นไปแล้วอย่าให้บุญมันหล่น ให้มันให้เกาะติดไปถึงบ้าน
จากหนังสือพ่อสอนลูก หน้าที่ ๒๐๓ คำสอนหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดจันทาราม(ท่าซุง) จ.อุทัยธานี
..พระอริยเจ้าทั้งหลายก็ดี หลวงปู่ก็ดี ที่ท่านศึกษามาแล้ว ท่านเฒ่าท่านแก่ชราภาพ ท่านจะเดินไปไหนไม่ไหว ถ้าถามท่านว่าสบายไหม ท่านก็บอกว่าสบาย ไม่เห็นองค์ไหนท่านว่าไม่สบาย นักปฏิบัติท่านบอกว่าสบาย สบายอะไรสังขารร่างกายเฒ่าแก่ทรุดโทรม ลุกก็ลุกไม่ได้ ท่านก็ยังบอกว่าสบาย ยิ้มได้ เพราะท่านสบายใจท่าน เพราะท่านรู้แจ้งเห็นจริงในรูปขันธ์ของท่านชัดเจน..
..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..
"..ผมก็เคยปฏิบัติมานานพอสมควรได้ ๔๐-๕๐ ปีกว่าแล้ว กลัวก็เคยกลัว กล้าก็เคยกล้า รักก็เคยรัก ชังก็เคยชัง เกลียดก็เคยเกลียด โกรธก็เคยโกรธ เพราะหัวใจมี มิใช่คนตายพระตาย แต่ก็พยายามทรมานตนเต็มความสามารถไม่ท้อถอยตลอดมา สิ่งเหล่านี้ที่เคยมีอำนาจก็ทลายลงด้วยอำนาจความเพียรของผู้กล้าตาย ไม่มีอะไรมาแอบซ่อนอยู่ในใจได้ อยู่ที่ไหนก็สบายหายกังวล ไม่มีอะไรมาก่อกวนให้หลงกลัวหลงกล้า หลงรักหลงชัง หลงเกลียดหลงโกรธ อันเป็นเรื่องไฟกิเลสทั้งกองเผาใจดังที่เคยเป็น ที่กล่าวมานี้ จะเพราะเหตุอะไรถ้าไม่ใช่เพราะการฝึกทรมานใจให้อยู่ใต้อำนาจแห่งเหตุผลคืออรรถธรรม.."
ภูริทตฺตธมฺโมวาม พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ. สกลนคร
"..หาคนดีมีธรรมในใจนี้หายากยิ่งกว่าหาเพชรนิลจินดาเป็นไหน ๆ ได้คนเป็นคนเพียงคนเดียวย่อมมีคุณค่ามากกว่าได้เงินเป็นล้าน ๆ เพราะเงินล้าน ๆ ไม่สามารถทำความร่มเย็นให้แก่โลกได้อย่างถึงใจเหมือนได้คนดีมาทำประโยชน์ คนดีแม้เพียงคนเดียวยังสามารถทำความเย็นใจให้แก่โลกได้มากมายและยั่งยืน เช่น พระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลายเป็นตัวอย่าง คนดีแต่ละคนมีคุณค่ามากกว่าเงินเป็นก่ายกอง และเห็นคุณค่าแห่งความดีของตนที่จะทำต่อไปมากกว่าเงิน แม้จะจนก็ยอมจน ขอแต่ให้ตัวดีและโลกมีความสุข.."
ภูริทตฺตธมฺโมวาท พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ. สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
ถ้าหาคนมีศีลเสมอกัน หรือสูงกว่าเดินไปด้วยกันไม่ได้ พระพุทธองค์ทรงให้เลือกเดินไปคนเดียว เพราะเลือกคบคนอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น ถ้าไม่มีคนที่มีศีลธรรมรอบตัวเลย จงเลือกเดินคนเดียว และมีสติเป็นเพื่อน
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
การเกิดเป็นมนุษย์เต็มไปด้วยความทุกข์ มันหาความสุขไม่ได้ ถ้าเราจะไปเกิดเป็นเทวดาหรือพรหมก็พักทุกข์ชั่วคราว มีสุขชั่วคราว สิ่งที่มีความสุขจริง ๆ นั่นก็คือ..นิพพาน
โอวาทหลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง
เข้าใจถูกแต่ผิด ถาม : เรื่องอุปฆาตกรรม ถ้าช่วยชีวิตสัตว์อื่น ๆ เช่น ช้าง ไก่ งู ตัวเงินตัวทองที่เขากำลังฆ่า มีอานิสงส์เช่นเดียวกับการปล่อยปลา โค กระบือ หรือไม่ ? ตอบ : ส่วนใหญ่พวกเราเข้าใจผิด คิดว่าการปล่อยชีวิตสัตว์เป็นการตัดอุปฆาตกรรม จะเรียกว่าเป็นการเข้าใจผิดก็ไม่ได้ เป็นการเข้าใจถูกแต่ผิด การปล่อยชีวิตสัตว์ที่เขาจะฆ่าจะตัดอุปฆาตกรรมได้ต่อเมื่อมีอุปฆาตกรรมนั้นเข้ามา ถ้าคนไม่มีอุปฆาตกรรมเข้ามาแล้วจะเกิดผลอะไร ? การปล่อยเขาให้มีชีวิตรอด ให้เขาได้รับความสุข ความสะดวก ความสบาย ต่อไปเราทำอะไรก็มีความสุข ความสะดวก ความสบายทั้งหมด ไม่ใช่ปล่อยแล้วไปแก้อุปฆาตกรรมอย่างเดียว ถาม : การทำบุญ เช่น โอนเงินเป็นค่ารักษาพยาบาลช่วยเหลือสัตว์ที่บาดเจ็บ อาทิ หมา แมว นก ตัวเงินตัวทอง จะเป็นอานิสงส์ผลบุญแบบใด ? ตอบ : ตัวเราช่วยรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยของเขา ถึงเวลาก็ส่งผลให้ตัวเรามีความเจ็บไข้ได้ป่วยน้อยหรือว่าไม่มีเลย เพียงแต่ว่าเราทำบุญกับสัตว์เดรัจฉานซึ่งผลบุญจะมีน้อยกว่าทำกับคน ถึงทำบุญกับคนในลักษณะของการรักษาพยาบาล ผลบุญก็ยังน้อยกว่ารักษาพยาบาลพระภิกษุสามเณร ถ้าจะรอผลการตอบรับหรืออานิสงส์ที่เราทำ การทำกับสัตว์เดรัจฉานก็ได้น้อยกว่าและมาช้าหน่อย พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.(หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน) เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๒
“อยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุด คือ เคล็ดลับสำคัญ ในการเอาชนะปัญหาและอุปสรรคทั้งปวง เพราะวันนี้เป็นวันเดียวเท่านั้น ที่เราสามารถ เปลี่ยนแปลงอะไรได้ ไม่ใช่เมื่อวาน หรือวัน พรุ่งนี้ แต่จะว่าไปแล้วช่วงเวลาเดียวเท่านั้น ที่เราสามารถทำสิ่งดี ๆ ให้เกิดขึ้นได้ คือวินาทีนี้หรือขณะนี้เท่านั้น เพราะแม้แต่ วินาทีหน้า นาทีหน้า หรือชั่วโมงหน้า ก็ยังเป็น อนาคตอยู่ ไม่อยู่ในวิสัยที่เราจะทำอะไรได้“ ... พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
๑๙. อริยสัจ
เมื่อความเกิดมันเป็นทุกข์ เราก็ถือว่านี่เพราะอาศัยเราโง่เราจึงเกิด โง่เพราะอะไร เพราะยึดมั่นถือมั่นว่าร่างกายเป็นเราเป็นของเรา เรามีในร่างกาย ร่ายกายมันมีในเรา เมื่อยึดร่างกายเสียอย่างเดียว ก็ยึดทรัพย์สินภายนอกไปด้วย แต่ความจริงสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ถ้ามันเป็นเราจริงเป็นของเราจริง มันก็ต้องไม่แก่ ไม่ป่วย ไม่ตาย นี่เกิดมาแล้วมันก็ต้องแก่ต้องป่วยต้องตาย ทำไมจิตเราจะต้องไปทุกข์มันด้วย ถ้าเราคิดไว้เสมอว่าเราเกิดมาเพื่อแก่ เกิดมาเพื่อป่วยไข้ไม่สบาย เกิดมาเพื่อกระทบกระทั่งอารมณ์ที่เราไม่ชอบใจ และเกิดมาเพื่อพลัดพรากจากของรักของชอบใจ ซึ่งมีความตายเป็นที่สุด รวมความว่าเราเกิดมาเพื่อตาย ในเมื่อหน้าที่ของเราเกิดมาต้องประสบด้วยเหตุอย่างนี้ เราจะไปทุกข์มันทำไม เมื่ออาการทั้งหลายเหล่านี้มันเกิดถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ภายในไม่ช้าเราก็จะสิ้นทุกข์
จากหนังสือ โอวาทหลวงพ่อวัดท่าซุง เล่ม ๓ หน้าที่ ๑๑๙ โดย...หลวงพ่อพระราชพรหมยาน คัดลอกโดย ด.ญ.ปุณยนุช ขจรนิธิพร
ทำบาปอยู่ อย่าไปหวังเลยความสุขความสบาย
"บาปน้อยมันก็เป็นทุกข์ บาปมากมันก็เป็นทุกข์ เมื่อเรารู้ว่าบาปให้ผลเป็นทุกข์แล้ว เรายังจะทำบาปทางกายอยู่เหรอ เรายังจะทำบาปทางวาจาอยู่เหรอ เรายังจะทำบาปทางจิตใจอยู่เหรอ เราจะต้องมาเข้าใจในการกระทำ มันจะเป็นบุญ มันจะเป็นบาป ก็เพราะการกระทำของเรานั่นเอง
มันจะดีมันจะชั่ว มันจะสุขมันจะทุกข์ก็เพราะการกระทำ ท่านเรียกว่ากรรม กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมนี้ ถ้ากายยังทำชั่วอยู่ ถ้าว่าวาจายังพูดชั่วอยู่ จิตใจยังคิดชั่วคอยู่ อย่าไปหวังเลยเราจะได้ความสุขความสบาย"
หลวงปู่คำบ่อ ฐิตปัญโญ วัดใหม่บ้านตาล สกลนคร
"...พุทโธ แปลว่ารู้ แปลว่าตื่น แปลว่าเบิกบาน เรามีความรู้ รู้สึกนึกได้อยู่เสมอ ผู้ที่นึกพุทโธเช่นนี้ ตายไปก็ไม่ได้ไปตกนรก ให้เธอทั้งหลายจำใส่ใจ ไว้เถิด พุทโธคำเดียวนี้แหละ คือความรู้ที่ไม่รู้จัก ตาย เมื่อใครรู้สึกตัวอยู่เสมอ ก็แปลว่าเป็นผู้ที่มีสติ สัมปชัญญะ เพราะมีสติสัมปชัญญะนี้จัดว่าเป็นผู้ ที่ไม่มีความประมาท เป็นผู้ที่ได้ยึดถือแล้วซึ่งพระ พุทธศาสนาไว้ในจิตในใจ เธอทั้งหลายอย่าได้เป็น คนประมาท อย่าได้ดูถูกพุทโธ เธอจงตั้งจิตตั้งใจ ให้ดี หลับตา งับปาก ลิ้นก็อย่าได้กระดุกกระดิก ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติไว้ให้มั่นเฉพาะหน้า เอาสติ ออกหน้าออกตา เตรียมพร้อมคอยกำหนดกัมมัฏฐาน อาทิเช่น หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ เอาสติ ไปผูกไว้ที่ปลายจมูก เราจะทำสติของเราให้ใสจะทำ ใจของเราให้บริสุทธิ์..."
#ที่มา หนังสือ เราจะเข้าถึงธรรมได้อย่างไร พระสุพรหมยานเถร (ครูบาพรหมา พฺรหฺมจกฺโก) วัดพระพุทธบาทตากผ้า ต.มะกอก อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ...............................................................
ความดีความชั่วมันอยู่ที่ตัวเราคนเดียว ทุกคนหวังเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ความจริงพระพุทธเจ้าก็เป็นที่พึ่งได้ ถ้าเราปฏิบัติตามคำสั่งสอนของท่าน แต่หากว่าทุกคนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งสอน พระพุทธเจ้าก็ไม่เป็นที่พึ่งของเราได้ หากว่าบุคคลทำตนของเราดีแล้ว จะได้ที่พึ่งที่บุคคลหาได้โดยยาก ก็หมายถึง พระนิพพาน นี่ท่านต้องการอย่างนั้น
ท่านบอกให้ถือพระบาลีสำคัญมีอยู่บทหนึ่งว่า อัตดาหิ อัตตโน นาโถ, โกหิ นาโถ ปโรสิยา, อัตตาหิ สุทันเตนะ, นาถัง ละภะติ ทุลละภัง ตนแลเป็นที่พึ่งของตน บุคคลอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้ ถ้าเราฝึกฝนตนดีแล้ว เราจะได้ที่พึ่งอันบุคคลหาได้โดยยาก
จากหนังสือ พ่อสอนลูก เล่มที่ ๑๑ หน้าที่ ๗ โดย...หลวงพ่อพระราชพรหมยาน คัดลอกโดย ด.ญ. ปุณยนุช ขจรนิธิพร
ภาวนาให้มีสติสัมปชัญญะให้อยู่กับตนเอง ให้อยู่กับพุทโธ ขาขวา พุท ขาซ้าย โธ ให้อยู่กับพุทโธเท่านั้น มากกว่านั้นให้ท่องหนังสือสวดมนต์ บทไหนที่ยังไม่ได้ก็พยายามท่องให้ได้ การท่องหนังสือก็ทำให้จิตใจไม่ปรุงฟุ้งออกไปข้างนอกจนเกินไป ถ้าเราตามไปจิตใจของเราปรุงฟุ้งไปตลอด เอ้อระเหยตามลมไปเรื่อย ตายนะลูกหลานนะ มีแต่ตายลูกเดียว หาความเจริญไม่ได้ หน้าจ๋อยหงอยเหงา ผลที่สุดก็มองโลกเป็นสวรรค์วิมานไปเลย มองคิดไปทางโลกเป็นสวรรค์ พอออกไปแล้วตาย กูว่าทางโลกเป็นสวรรค์ที่แท้เป็นนรกทั้งกอง กว่าจะรู้ได้ กูกว่าจะรู้ได้มันพอแรงแล้ว
อันนี้ก็ให้พวกเราทุก ๆ ท่าน ให้คิดดูดีนะ ภาวนานะ ถ้าจิตใจมีความมุ่งมั่นตั้งใจภาวนา มีสติเข้มแข็งอยู่กับตนเอง ภาวนาอยู่กับตนเอง เอาตัวรอดได้ ถ้าหากว่าจิตใจเอ้อระเหยลอยลมไปเรื่อย ลอยไปตามกิเลสราคะ โทสะ โมหะ โลภ โกรธ หลงในจิตใจ ไปไม่รอดทั้งนั้น มันต้องฝ่าฟันอุปสรรค ตาอยากจะดูไม่ดู หูอยากจะฟังไม่ฟัง จิตใจที่จะออกไปนอกลู่นอกทางไม่ให้มันไป
หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก จากพระธรรมเทศนา “หนักแน่น มุ่งมั่นในเส้นทางที่เลือกเดิน” แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๖๘
วิธีทำให้ถึงอรหันต์ สั้นที่สุด ง่ายที่สุด ...เวลานั้นองค์สมเด็จพระทศพลเสด็จมาพอดี ทรงประทับยืนอยู่เหนือศีรษะด้านหน้า มีแสงสว่างมากแล้วท่านตรัส ท่านบอกว่า
"คุณ คนที่ปฏิบัติอยู่แล้วทั้งหมดนี้กำลังใหญ่ คือเข้าถึงนิพพานทุกคน แต่ทว่าเพื่อความไม่ประมาทให้เขาทำอย่างนี้
วันหนึ่งจะใช้เวลาไหนก็ได้ เวลาที่ใจสบาย ถ้าเวลาอื่นมันติดงานมากก็เอาเวลานอนนอนก่อนจะหลับหรือว่าตื่นใหม่ๆ ใจสบาย เอาจิตใจจับนึกถึงท่าน (พระพุทธเจ้า) ถ้าบุคคลใดไม่ได้ทิพจักขุญานก็นึกภาพเอาเอง กำหนดภาพพระพุทธเจ้า หรือพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่ง ให้เป็นประกาย
บังคับจิต ถ้าเห็นเป็นสีเหลืองก็บังคับให้เป็นสีแก้วให้ได้ทำอยู่อย่างนี้ไม่กี่วันหรอกก็เป็น ให้จิตมันเป็นฌาน ถ้านึกถึงเมื่อไรก็เห็นพระพุทธเจ้าเป็นสีแก้วเป็นประกายทุกวัน"
องค์สมเด็จพระทรงธรรม์ท่านบอกว่า ถ้าเขาทำอย่างนี้นะ ได้ทุกวันอย่าได้ขาด วันหนึ่งใช้เวลา 2-3 นาทีก็ไม่เป็นไร ฉันไม่จำกัดเวลาว่าจะใช้เวลานานหรือเวลาเร็ว ถ้าเขาทำอย่างนี้ได้ทุกวันแล้วก็ทรงอารมณ์ตามที่บอกไว้คือ
1) นึกถึงความตายไว้ อย่าประมาทในชีวิต 2) เคารพในพระรัตนตรัย 3) ทรงศีล 5 บริสุทธิ์ 4) จิตหวังพระนิพพานอย่างเดียว
ท่านบอกว่าเป็นอย่างนี้ละก็ ถ้าก่อนอายุขัยของเขา 7 วัน ท่านกำหนดให้เลยนะ ว่าก่อนอายุขัยอีก 7 วันต้องตายแน่อยู่ไม่ได้ ตอนนั้นกระแสจิตของเขาจะเห็นภาพในอากาศเต็มจักรวาล ทั้งพระพุทธเจ้าก็ดี พระอรหันต์ก็ดี เทวดาก็ดี พรหมก็ดี แพรวพราวไปหมด และก็หลังจากนั้นไปเมื่อกำลังใจของตนจะพ้นกำหนดในการทรงสังขาร
*สมเด็จพระพิชิตมารบอกว่าจะเข้าถึงอรหัตผลทันที*
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง จากหนังสือ คำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง
|