นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน ศุกร์ 31 มี.ค. 2023 10:51 am

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: คลี่คลาย เบาบาง
โพสต์โพสต์แล้ว: อาทิตย์ 22 ม.ค. 2023 9:02 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 07 มิ.ย. 2009 7:24 pm
โพสต์: 4148
#ความศักดิ์สิทธิ์_เกิดจากการทำดี

"... ความศักดิ์สิทธิ์​ ความดิบความดี​
... ก็เกิดขึ้นจากการทำดี​ ภายในตัว
... เราเอง นี้เท่านั้น ... "

#หลวงตามหาบัว_ญาณสัมปันโน
วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี








#คนฉลาดย่อมไม่กลืนกินอารมณ์ชั่ว
คนที่จิตยังไม่สูงเต็มที่ เมื่อใครเขาด่าว่าอะไรก็มักเก็บไปคิด
คนเราโดยมากสำคัญตนว่าเป็นคนฉลาด แต่ชอบกลืนกินอารมณ์ที่ชั่ว
อารมณ์ชั่วเปรียบเหมือนกับเศษอาหารที่เขาคายออกแล้ว
ถ้าเป็นคนอดอยากยากจนจริงๆ จำเป็นจะต้องขอเขากิน
ก็ควรกลืนกินแต่อารมณ์ที่ดี

เปรียบเหมือนอาหารที่ไม่เป็นเศษของใคร
แต่ถึงกระนั้นก็ยังอยู่ในลักษณะที่ยากจน
นี่เป็นลักษณะของคนโง่ ไม่ใช่คนฉลาด
เพราะความดีอยู่กับตัวเองแท้ๆ
แต่ไพล่ไปเก็บเอาความชั่วที่คนอื่นเขามา
เช่นนี้ก็ย่อมเป็นการผิดทาง
ที่ถูกนั้น...ใครจะว่าอะไรก็ช่างเขา
ต้องคิดว่านั่นเป็นสมบัติของเขา ไม่ใช่ของเรา
ส่วนความดีที่เราทำก็ย่อมอยู่ที่ตัวเรา
ให้คิดเหมือนมะม่วงที่เป็นหนอน คนฉลาดเขาก็เลือกกินแต่ตรงเนื้อที่ดีๆ

ส่วนที่เน่าที่เสียก็ปล่อยให้บุ้งหนอนมันกินของมันไปเพราะเป็นวิสัยของมัน
ส่วนเราก็อย่าไปอยู่จำพวกบุ้งหนอนด้วย
อย่างนี้เรียกว่า ผู้นั้นเป็น “มนุสฺโส” คือ มีใจสูงขึ้น
เหมือนกับเราอยู่บนศาลาก็ย่อมพ้นจากสัตว์เดรัจฉาน
เช่น แมว สุนัข ที่จะมารบกวน มันจะกระโดดขึ้นมาตะครุบเราก็ไม่ได้
ถ้าเราอยู่บนพื้นดินเราก็จะต้องถูกแดดบ้าง ฝนบ้าง
และอันตรายต่างๆ ก็มารบกวนได้
คือ ยังปนเปกับคนพาลบ้าง บัณฑิตบ้าง ฉันใดก็ดี
การประพฤติปฏิบัติธรรมของนักปราชญ์
ท่านจึงต้องรู้จักเลือกเฟ้นแต่สิ่งที่ดี
ท่านไม่ยอมเก็บของเสียมาบริโภค
เพราะของเสียนั้นเมื่อบริโภคเข้าไปแล้ว
ก็เกิดพิษเน่าบูดให้โทษแก่ร่างกาย
ส่วนของดีเมื่อบริโภคเข้าไปแล้ว ไม่มีโทษ
มีแต่จะเกิดประโยชน์แก่ร่างกายอย่างเดียว

(ท่านพ่อลี ธมฺมธโร)






#ใช้สมาธิให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน

"...ได้สมาธิ ต้องเอาสมาธิมาใช้ประโยชน์เพื่อชีวิต
ประจำวันได้ ไม่ต้องไปนั่งหลับหูหลับตาอะไรให้มัน
มากนัก อันนั้นเอาไว้ให้หลวงพ่อหลวงพี่ท่านเสีย
ท่านไม่ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ ตื่นเช้ามาก็มีคนเอามา
ถวาย ท่านก็ไม่เดือดร้อน อย่างเราๆ นี่ต้องปฏิบัติ
สมาธิให้สัมพันธ์กับเรื่องชีวิตประจำวัน ถ้าสมาธิอันใด
เอามาใช้เพื่อประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ นั่นแหละ
ดีที่สุด

การทำงานนี่ เอาสติตัวเดียว เวลาทำงาน ยืน เดิน
นั่ง นอน เราจะคิดไม่หยุดใช่ไหม ในเมื่อคิดไม่หยุด
ให้เอาสติจ่อๆๆๆ รู้ความคิดของเราตลอดไป มันจะคิด
ไปไหนช่างมันแต่ให้มีสติ..."

#ที่มา หนังสือ ฐานิยปูชา ๒๕๖๐ หน้า ๓๙
พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)






นิพพานเที่ยง ...
เที่ยงที่ใจ ใจหมดกิเลส
เรียกว่าใจหมดสมมุติ

เมื่อใจหมดสมมุติ
ความแปรก็ไม่มี
แปรปรวนอะไรไม่มี

เที่ยงตรง ...
ท่านว่า นิพพานเที่ยง
คือใจ ท่านผู้สิ้นกิเลสแล้วเที่ยง

โอวาทธรรม
หลวงตามหาบัว






พิจารณาถึงความเกิดแก่เจ็บตายนี่ซี
เราชอบไหมความเกิดนั่น​
เราชอบไหมความแก่นั่น​
เราชอบไหมความเจ็บไข้ได้พยาธิ​
เราชอบไหมความตาย​ เรายินดีไหม

ถ้าไม่ยินดี​
ทำไมเราไปยึดโน่นยึดนี่​
ไปก่อที่โน่น ไปก่อที่นี่

#หลวงปู่ฝั้น​ อา​จา​โร





#ถาม ประสบอุบัติเหตุทำให้ใบหน้าเปลี่ยนไปจากเดิม รู้สึกทุกข์ จากการเปลี่ยนไปของใบหน้า และทุกข์จากการเจ็บป่วยของร่างกายที่ไม่เหมือนเดิม

#ตอบ เพราะเราเชื่อว่าร่างกายจะรักษาไว้ได้จริง ท่านเรียกว่า ความหลงเชื่อ หลงเชื่อว่าร่างกายนี้เป็นของเราจริงๆ

ร่างกายนี้จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างงั้นเลย แต่ในความเป็นจริงแล้วน่ะ เราไม่สามารถบังคับบัญชาร่างกายของเราให้ได้ดั่งใจเราจริง

บางคนอยากได้ความเป็นชาย บางคนอยากได้ความเป็นหญิง

ในร่างกายของตนเองนั่นแหละ คืออำนาจของจิตที่มันแปรปรวนไปตามความรู้ความยึดถือของมัน แล้วแต่เราจะยึดถืออะไร

ทีนี้สิ่งที่จะเกื้อกูลหรือบรรเทาทุกข์ลงไปได้คือ การยอมรับ แล้วก็เรียนรู้ตามความจริงด้วยตนเองนั่นแหละ

กล้าหาญที่จะเผชิญกับความจริงว่า นี่มันยังน้อยไป สำหรับบทเรียนของการเกิดขึ้นมา นี่แหละความทุกข์ที่มันบีบคั้นเรา และร่างกายนี้ก็ไม่ใช่ของเราจริงๆ

ร่างกายนี้เป็นโทษ เป็นรังของโรค สักวันหนึ่งมันก็ต้องเสื่อมสลาย แตกพังไปในที่สุด

เพราะฉะนั้น เราต้องสร้างสมบัติที่เป็นสมบัติภายในเอาไว้ ก็คือกุศล ท่านเรียกว่าความฉลาด

ความฉลาดในที่นี้ก็คือ ให้เห็นทันตามความจริงว่า เราจะไปจมอยู่กับอดีตไม่ได้ สิ่งที่มันล่วงไปแล้ว เราก็ต้องยอมรับในสิ่งที่มันล่วงไปแล้ว

สิ่งที่มันยังมาไม่ถึงเราก็อย่าไปกังวลมันจนเกินไป ให้เราเชื่อมโยงความรู้มาสู่กับปัจจุบันอย่างสม่ำเสมอ แล้วก็เอาใจใส่ในชีวิตขณะปัจจุบันในวันต่อวันไป

แล้วเราก็จะเรียนรู้ในสิ่งที่จะมาเกื้อกูลสมบัติภายในได้ มันจะไม่มืด มันจะไม่บอด

ก็ต้องอาศัยการเจริญ สติ สมาธิ ปัญญา ต้องเข้าหาครูบาอาจารย์ผู้มีความฉลาดทางนี้ด้วยนะ

#พระอาจารย์ตะวัน #ปัญญาวัฒฑโก
#สำนักสงฆ์ถ้ำแจ้ง #จังหวัดลำปาง







คนที่เขามีกำลังบารมีเต็มเร็วนี่ เขาอาศัยวิปัสสนาญาณ ๙ เป็นตัวเดิน กำลังบารมีถึงเต็มนะ พอบารมีมันเต็มปับ การละสิ่งที่เรียกว่าร้อยรัดจิตใจ สังโยชน์มันก็ไม่ยากแล้ว เดี๋ยวก็ขาดสะบั้น ไม่เหลือหรอก อันนั้นยังง่ายนะ

ที่ยากที่สุด คือ การเกิดที่มันต้องสะสมวิปัสสนาญาณ ๙ มา แล้วที่จะยากต่อจากนั้นไป ก็คือว่า กำลังบารมีของเรา คือ กำลังใจที่เราจะตั้งใจหนีมันสุดตัวจริง ๆ น่ะ เพราะอะไร … มันไล่ลำดับทุกอย่าง เราไม่อยากอยู่แล้ว เบื่อทุกเรื่อง ไม่อยากทนอยู่สิ่งนี้ใช่ไหมล่ะ

งั้นเวลาเราทำความดี เราต้องมาลังเลไหมล่ะ เราก็ไม่คิดลังเล เราอยากทำเราทำแล้ว เป็นไงเป็นกันแค่ตาย เราก็ชนมันด้วยความตายอย่างเนี่ย พอกำลังใจมันเต็มปับเรื่องละสังโยชน์ง่ายมาก เพราะว่าความรู้เกี่ยวกับสังโยชน์ที่เธอได้ยินได้ฟังเกือบทุกครั้งทุกคราวนี่มันมีกำลังเพียงพอเหลือเฟือ

ถ้าจะอ่อนก็อ่อนเรื่องที่พูดให้ฟัง เรื่องการที่เราทบทวนในวิปัสสนาญาณ คือ สิ่งที่ผ่าน ๆ มาในชีวิตเรานี่แหละ ถ้าเธอเขาเรียกว่า รู้จักกลับไปค่อย ๆ คิดมันนะอย่างที่ฉันเล่าให้ฟังมันนิด ๆ หน่อย ๆ แต่เราค่อย ๆ ทวนมันไป ค่อย ๆ ไล่ชีวิตเราน่ะ เหมือนเราค่อย ๆ ลำดับลำดาชีวิตของเรา เจออะไร เจออะไรวะ กูเบื่อไหมวะ กูอยากจะหนีมันไหมวะ กูเห็นโทษ กูกลัวมันรึเปล่าวะ

เราค่อย ๆ ขับใจของเราเคลื่อนดูสิว่า มันไปแล้วไปถึงสังขารุเปกขาญาณ คือ ช่างมันเถอะวะ กูจะเอาอย่างนี้ กูจะไม่ไปจุดเดียว คือ ไม่กลับมาเจอมึงแน่นอน ไอ้จุกจิกเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เอา ไม่อยากยุ่ง คือ ไม่อยากคิดมันเลย

ใครจะชอบใครจะชัง ใครจะเกลียดใครจะโกรธ ใครจะเป็นอะไรก็ช่างหัวมัน เราจะทำความดีเรานะ เราจะทำให้เราเดือดร้อนแต่ภายหลังเบื้องหน้าก็ช่างหัวมันเถอะ นิดหน่อย เดี๋ยวเราหาใหม่ได้ เออว่างี้

พอกำลังใจมันทิ้งอย่างเนี่ย ทิ้งเรื่องราวเหล่านี้ไปแล้วมันก็วางเฉยได้ จิตมันถึงจะมีกำลังใจขึ้นมา พอกำลังใจมันฮึกเหิมขึ้นมา เต็มขึ้นมาปับ ทำความดีเนี่ยมันเลยทำง่ายไหม … ง่าย ทำง่ายทำสำเร็จง่าย ทำแล้วก็ไม่มีอะไรมานั่งถ่วงใจให้ฟุ้งซ่านต่อ ไม่มีความระแวงระวังน่ะ

เราไม่ต้องระวังว่า เงินของเราเขาจะรับแล้วเขาจะเอาไปทำอะไรต่อ ฟุ้งนี่ไม่มี เราจบของเรา ให้แล้วคือจบ เราคิดแล้วเราลงมือทำ เราไม่ได้ให้กับบุคคลที่เราไม่คิดถูกไหม

ถ้าเราให้กับบุคคลที่เราไม่คิด แสดงว่าบุญเรายังอ่อน กำลังใจอ่อนมาก ปัญญาไม่คิดอะไรให้มันครบถ้วน

แต่ถ้าเรามีกำลังใจเราสูงขึ้น คือ ปัญญาบารมีเราสูงขึ้นนี่นะ มันทำอะไรมันต้องคิด พอมันคิดทบทวนครบถ้วนดีแล้วหรือไปทำปับมันเกิดอะไร … มันก็เกิดวางใจเป็นอุเบกขาญาณได้ เฉย ๆ เราไม่อะไร ไม่ต้องคิดอะไรเลย เพราะเราคิดแล้ว ไม่ใช่ว่าเราไม่คิดอะไร

แต่ถ้าคนกำลังใจอ่อนเขาต้องคิด ใหม่ ๆ เขาไม่ได้คิด เขาศรัทธา ทำไปแล้วเขาก็มานั่งลังเล “เอ้ เขาเอาเงินกูไปทำอะไรวะ เดี๋ยวขออีกแล้ว เดี๋ยวเอาทำอีกแล้ว เดี๋ยวทำไอ้นั่นเดี๋ยวทำไอ้นี่ ทำไมไม่เสร็จสักทีวะ”

คิดไหม … คิด

แสดงว่าเธอปัญญาเธอน้อยมาตั้งแต่ตอนต้น ปกติคนเขาให้มันสิทธิ์ของเธอนะ เขาไม่ได้มาให้หลับหูหลับตาให้เธอจี้เธอ แล้วเธอก็มึนงง แล้วก็ให้สตังค์เขาไป ไม่ใช่อย่างนั้นที่ไหนเล่า

เราก็มีสิทธิ์ของเราที่จะให้หรือจะไม่ให้ ทำหรือไม่ทำก็สิทธิ์ของเราเต็มที่ เราทำไปแล้วแล้วเราไปโทษเรื่องที่เกิดขึ้น เราก็เป็นผู้หนึ่งที่ผิดด้วย

ผิดอะไร … ผิดเพราะว่าเราคิดพิจารณาไม่รอบคอบ ปัญญาบารมีเรานะ กำลังใจในการใคร่ครวญในเรื่องการให้ทานของเรานี่มันยังอ่อนเกินไป เราก็เลยต้องเดือดร้อน เอ้าเธอสังเกตเอานะ

แต่เมื่อไรที่เราเริ่มทำทาน เราคิดแล้วว่าสิ่งที่เราให้กับใคร เงินของเราให้แล้วมันจะเกิดอะไร ทีนี้เธอนั่งคิดเรื่องกังวลอย่างนี้ตอนภายหลังอีกไหมล่ะ … ไม่มี ทำก็สบายใจ ทำอีกเมื่อไหร่เราก็ทำด้วยความสบายใจ มันไม่มีอะไรมานั่งคิดอีก อย่างนี้เขาเรียก ปัญญาบารมีของเรามันใช้ได้ในการที่เราทำความดีนะ ไม่เกิดนิวรณ์ ไม่มีอะไร แล้วใจเราก็วางสนิทแนบแน่น ไม่มีเรื่องที่ต้องย้อนกลับมาคิดทบทวนกับสิ่งที่ทำไปแล้วนะ มันก็จบของมันไป

คนที่เขามีกำลังใจเต็มนี่มันขาดแบบนี้ เพราะว่าเขาลงมือทำอะไรเขาคิด คิดถึงผลที่จะเกิด คิดถึงสิ่งที่มันจะเป็นประโยชน์จริง ๆ กับสิ่งที่เราสละละออกไป ถึงคนรับจะไม่ได้เรื่องไม่ได้ความ ถึงสิ่งที่ทำจะมีอุปสรรคขนาดไหน แต่เราก็ยังคิดว่ายังไงมันต้องเสร็จ ถ้าเสร็จปับจะต้องมีประโยชน์อย่างนี้ ๆ ๆ เอ้าเราคิดแล้วนี่ เราไม่ได้หวังอะไรที่จะเกิดเป็นผลกับเราใช่ไหม เราต้องการความสุขไปตกกับคนอื่นเขา

ไอ้การคิดอย่างนี้มันก็เลยทำแบบไม่มีกังวลใจ แล้วมันจะรอบคอบ อย่างเช่น เราเอาเงินไปให้เจ้าอาวาส แต่เจ้าอาวาสเราไม่มั่นใจเจ้าอาวาส แต่ว่าเราอยากจะทำสถานที่นี้ให้มันเกิดขึ้นให้เป็นประโยชน์กับคนอื่นเขา เราก็อย่าให้เงินเจ้าอาวาส ไปให้เงินหัวหน้าช่างเขาเลยใช่ไหมล่ะ

ถ้าเราไม่ไว้วางใจหัวหน้าช่าง เราก็ต้องดูเนื้องานเขา เสร็จเมื่อไหร่ เสร็จแค่ไหน เสร็จตรงนี้ปับเราก็จ่าย ๆ อย่างนี้เราไม่ต้องไปกังวลเพราะว่าเราคิดแล้วไง ถึงเจ้าอาวาสที่อยู่ที่นั่น เขาอาจจะไม่มีจิตที่บริสุทธิ์ดีหรือว่าจะมีความชอบเขาเรียกว่าไม่ตรงน่ะนะ ไอ้เราก็ไม่ต้องสนใจแต่เราก็ยังทำ

ทำเพราะว่าเราเห็นว่าไอ้สิ่งที่จะสร้างขึ้นมามันเป็นประโยชน์กับคนเขา เราก็มองกับเรื่องงานอย่างเดียว ไอ้เรื่องแกจะเป็นยังไงเรื่องของแก กรรมกงกรรมกินก็ว่าโกงก็เรื่องของแกไป ข้าไม่เกี่ยวเพราะข้าไม่ได้เอาเงินมาให้แกนี่ นี่ข้าให้ช่างใช่ไหมล่ะข้าจ้างช่างมาทำ เออแล้วที่ทำนี่ทางนี้เขาก็ยินดีให้มันเกิด เขาก็ขวางไม่ได้ เงินก็ไม่ตกกับเจ้าอาวาส เงินก็ไม่ตกกับกรรมการวัด ปัญหามันก็ไม่มีเรื่องให้เราต้องมานั่งคิด ไม่สบายใจว่าเงินกูไปไหน เอออย่างนี้เป็นต้น

ยกตัวอย่างว่า ถ้าเราทำด้วยมีปัญญา เขาเรียกปัญญากำลังใจนะ กำลังบารมีของเรามันก็คิดเห็นสิ่งที่ทำไปมันก็วางอุเบกขาจบไหม จบของมันอย่างนั้น ไม่มีเรื่องต้องคอยมานั่งกวนใจ ระแคะระคายในใจให้มันหงุดหงิดเสียอารมณ์น่ะ

งั้นเรื่องคนอื่นจะเป็นแบบนั้นแบบนี้แบบนู่น ไม่สนใจ ฉันไม่ใส่ใจ ฉันใส่ใจแค่เนี่ย เอาให้เสร็จ เสร็จปับเป็นประโยชน์ไหม … เป็น เอ้าจบของเรา เราเต็มไหม เราก็เต็มใจ เต็มกำลังของบุญเราด้วย

หลวงพ่อสมปอง บ้านสบายใจ
วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๗
ตอบปัญหาธรรมเมื่อมีอารมณ์ท้อและเบื่อหน่าย






..ชีวิตของคนเรานี้อยู่ที่การสร้างสมอบรมบุญญาบารมี เพราะคนเราเกิดมาด้วยอำนาจของกรรม เกิดมาแล้วก็เหลื่อมล้ำต่ำสูงต่างกัน ถ้าเรามาพิจารณาดูแล้ว ก็จะเข้าใจด้วยตนเองญาติโยมทั้งหลาย ทำไมบางคนถึงได้ทุกข์ยากลำบาก บางคนก็เป็นพลเรือน บางคนก็เป็นเศรษฐีกระฎุมพี พระราชาพระมหากษัตริย์ธิราชเจ้า ทำไมถึงได้ต่างกันอย่างนั้น ก็ด้วยการสร้างสมอบรมบุญญาบารมีมา ตั้งแต่ชาติปางก่อนแต่ละบุคคลต่างกัน เราก็เชื่อมั่นอย่างนั้น ตามหลักของพระพุทธศาสนา ถ้าใครพากันสร้างคุณงามความดี ก็จะได้มีความสุขตามที่ตนปรารถนาเอาไว้ในใจ
..เหตุฉะนั้นจะไปทำอยู่ที่ไหนก็ดี การทำทานการกุศลก็ได้ทำทานไปแล้ว การรักษาศีล ก็รักษาได้ตามกำลังของตนเองที่รักษาได้ บางคนก็ได้เจริญภาวนาฝึกฝนอบรมจิตใจ ให้จิตใจสงบเยือกเย็น เราจึงเห็นว่าทำไมบางคนถึงโกรธง่ายน้อ บางคนทำไมมีโลภะมากน้อ บางคนทำไมจึงเป็นคนที่เฉลียวฉลาด ฝึกฝนอบรมตนเองให้จิตใจเยือกเย็น หน้าแช่มชื่นเบิกบานยิ้มแย้มแจ่มใส ไปทางใต้ทางเหนือก็ดี ไปทางใดก็ดี ทำไมจึงมีความสุขต่างกันอย่างนั้น ก็คือมาจากการฝึกฝนอบรมจิตใจ ก็ทำให้มีที่พึ่ง
..เมื่อนึกถึงบุญจิตใจก็มีความสุข นึกถึงการรักษาศีล ว่าตนเองมีศีล ตามกำลังของตนเองที่รักษาได้ ใจก็มีความสุข เมื่อฝึกฝนจิตใจ ให้มีความสงบได้ก็มีความสุข สามารถที่จะมีสติปัญญา รู้จักทางเดิน รู้จักวิถีชีวิตที่ตนเอง จะเดินทางเส้นไหน มันมีทางสองเส้น เส้นหนึ่งเดินไปแล้วก็มีแต่ความทุกข์ยากลำบากเกิดขึ้น มีความทุกข์ ทางเส้นนั้นก็ควรที่จะหยุดเดิน ทางอีกเส้นหนึ่งเดินไปแล้ว มีแต่ความสุขเมื่อเดินไปข้างหน้า เราจะเดินทางไหน เราจะเปลี่ยนวิธีวิถีการเดินทางไหม การปฏิบัติก็ดี
..การมาวัดก็เพื่อมาวัดจิตวัดใจของเรา วัดว่าเราได้ทำอะไร ได้พูดได้คุยกันในเรื่องอะไร ได้คิดได้อ่านอะไรไว้ในใจของตนเอง ได้คิดเรื่องอะไรบ้าง ก็เรียกว่าหาที่พึ่ง เหมือนมีสมบัติ คนมีสมบัติก็มีที่พึ่ง คือการภาวนา เรียกว่ามีฌาน มีทั้งทานมัย ศีลมัยภาวนามัย ก็เป็นคนที่มีสติปัญญาว่องไว เป็นคนเสียสละละความชั่วได้ อันไหนที่ไม่ดีไม่งาม ก็จะค่อยๆละค่อยๆปล่อย ค่อยๆวางออกไป ..เมื่อมีความชั่วที่เกิดขึ้นทางวาจา การพูดจาปราศรัย ที่ไม่ดีไม่งานต่อกัน ก็ให้ลดน้อยถอยลงไป ละคำพูดที่ไม่ดีออกเสีย เมื่อจิตใจของเราเศร้าหมองขุ่นมัว จิตใจโศกเศร้า จิตใจไม่สบาย ไม่สบายกายและไม่สบายใจ เราก็จะได้แก้ไขทางความคิดความอ่าน ทางปฏิบัติของตนเอง ก็เรียกได้ว่าเป็นผู้ตรวจตราตนเอง..

..#โอวาทธรรมลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..







1.ปากอย่าไว ใจอย่าเบา เรื่องเก่าอย่ารื้อฟื้น เรื่องอื่นอย่าไปคิด กิจที่ชอบให้รีบทำ

2.ทำดีได้ดี ไม่ได้แปลว่าทำดี แล้ว รวยแต่แปลว่า ทำดีแล้วมีความสุข มีชีวิตร่มเย็น ไม่เดือดร้อนตนเอง และ ผู้อื่น

3.ความสุขนั้นไม่เที่ยงฉันใด ความทุกข์ก็ไม่ได้อยู่กับเรา
ตลอดไปฉันนั้น

4.ใครตั้งใจ ทำดี อย่าไปกังวลเรื่อง ปากคน เพราะต่อให้เราดี ขนาดไหน หากไม่ถูกกิเลสเขา เขาก็ไม่ชอบ ไม่เข้าใจ
ดี-ชั่ว ไม่ได้อยู่ที่เขาว่าเรา แต่อยู่ที่ตัวเราเองทั้งหมด

5.สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ถ้าโยมอยากหมดเวร
หมดกรรม อย่าไปสร้างกรรมต่อไปอีกเลย ใช้หนี้เขาไปเถอะ หมดแน่ๆ

6.บางคนเวลาจะตายขึ้นมาถึงได้มาเข้าวัด เวลาดีๆน่ะ
ตาดี หูดี ไม่เอา ปากดี ไม่เคยรับศีล หูดี ไม่เคยฟังเทศน์
มือดี ไม่เคยไหว้พระสวดมนต์ พอเวลาเป็นอัมพาตขึ้นมา
แล้วมันจะไหว้พระได้ไหม ?

7.คนดี ไปอยู่กับคนชั่วไม่ได้หรอก
คนชั่ว ไปอยู่กับคนดีเขาไม่ได้
ไม่ต้องไปไล่ เดี๋ยวมันเคลื่อนย้ายของมันเอง

8.ถ้าใครเคารพ บูชาพระในบ้าน เคารพพ่อ เคารพแม่
ซึ่งเป็นพระผู้ประเสริฐ เป็นพระอรหันต์อยู่ในบ้าน
ใครทำได้อย่างนี้ รับรองรวยมหาศาล

โอวาทธรรมคำสอน หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม






ที่พระพุทธองค์ ได้ตรัสไว้ว่า
"การที่เห็นโลกตามความเป็นจริง
แม้มีชีวิตอยู่เพียง วันหนึ่งคืนหนึ่ง
ก็ประเสริฐกว่า มีชีวิตมาร้อยปี แต่ยังหลับใหลอยู่"
.
ที่เราใช้ชีวิตอยู่ในโลก ทำสิ่งต่าง ๆ
มันก็เป็นเพียงของ ชั่วครู่ ชั่วคราว ของโลก
จริงๆ แล้ว มันก็ไม่ได้มีสาระอะไร
ทบทวนชีวิตที่ผ่านมา ทั้งชีวิตเรานี่
มันก็ของชั่วคราว
.
แล้วชีวิตบนมนุษย์โลก มันก็ไม่ได้ยืนยาวนานอะไร
บางคนอาจผ่านมาถึงวัยกลางคน
40 ปี. 50 ปี.
เหมือนจะผ่านอะไรมามาก
แต่ชีวิตบนมนุษย์โลก เมื่อเทียบกับชีวิตในวัฏสงสาร
มันช่างสั้นนัก
.
พระพุทธองค์ได้อุปมาถึง
ความสั้นของชีวิตของความเป็นมนุษย์
เปรียบเหมือน หยดน้ำ บนยอดหญ้า
กลางคืน น้ำค้างมันลง
พอรุ่งอรุณขึ้นมาก็เหือดแห้งไปเร็ว ฉันใด
เปรียบเหมือน หยดน้ำ ที่หยดลงกระทะที่มีความร้อนสูง
ย่อมเหือดแห้งไปเร็วฉันใด
.
ชีวิตมนุษย์ต่อให้เรายืนยาวนาน 70 ปี. 80 ปี.
ก็ช่างสั้นนัก
เมื่อเทียบกับชีวิตในวัฏสงสาร
มันยาวนานกว่ามาก
แต่สิ่งที่เราได้ทำไว้ ในช่วงที่เรามีชีวิต
มันกลับส่งผล สืบต่ออย่างยาวนาน
ไม่ว่า จะเป็นสิ่งที่ดี หรือ สิ่งที่ไม่ดี ก็ตาม
.
แต่ส่วนใหญ่แล้ว ชาวโลกก็ จะก่อการเบียดเบียน
ส่วนใหญ่ก็ เพิ่มความหนักให้แก่ตัวเอง เป็นส่วนใหญ่
มีส่วนน้อยที่ จิตใจดีงาม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
ก็จะเป็นวิถีจิต ที่ลอยขึ้นสูง
.
และมีส่วนน้อยขึ้นไปอีก
ที่จะได้มีโอกาสพบพระพุทธศาสนา
มีศรัทธาที่จะฟังธรรม ปฏิบัติธรรม
ตามคำสั่งสอนของ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพื่อปลดแอกตนเอง
ออกจากวงจรแห่งวัฏสงสารทั้งปวง
.
โอกาสเช่นนี้ เป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง
แต่ปัจจุบัน ท่านทั้งหลาย ก็มีโอกาสอยู่
ก็ไม่รู้หรอกว่า จะมีโอกาสแบบนี้ไปอีกกี่วัน,
กี่เดือน, หรือ กี่ปี.
คืนนี้ เราล้มตัวนอน เราอาจจะจากโลกนี้ ไปเลยก็ได้
ความตาย เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเราทุกคนอย่างแน่นอน
.
แต่ตราบใด ที่เรายังมีชีวิตอยู่
มันคือโอกาสของพวกเราทุกคน
ก็พึงขวนขวาย เจริญสมณธรรม
เพื่อกระทำให้แจ้ง ซึ่งพระนิพพานได้
จะได้ไม่เป็นผู้ที่ร้อนใจ ในภายหลัง
เมื่อใด ที่จากโลกนี้ไป
จะร้อนใจภายหลังว่า...
รู้งี้ เราน่าจะทำให้มันเต็มที่...
มันก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว
.
เพราะฉะนั้น ในแต่ละวัน
อย่าปล่อยให้วัน เวลา ล่วงเลยไป
โดยที่ไม่ได้ฝึกหัด ปฏิบัติธรรม
ชำระตนเองให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองต่าง ๆ
เรียกว่า แข่งกับภัย ที่จะเกิดขึ้น
ภัย คือ ความแก่
ภัย คือ ความเจ็บไข้ ได้ป่วย
ภัย คือ ความตาย มันเกิดขึ้นกับเราทุกๆ คน อยู่แล้ว
.
ก็ปฎิบัติเพื่อแข่ง กับ ภัยที่มันจะเกิดขึ้น
ไปรอ ทุกขเวทนามาก ไม่สบายมาก
ไปเร่งปฏิบัติ มันจะไม่ทันกาล
เพราะฉะนั้น ในทุกๆ วัน
พิจารณาว่า วันนี้ เรามีชีวิตอยู่แค่วันนี้
เราจะ ทำอะไร?
.
ครั้งหนึ่ง พระพุทธองค์ก็ตรัสถาม พระอานนท์ว่า
"ดูกร อานนท์ เธอระลึกถึงความตาย
วันละกี่ครั้ง?"
พระอานนท์ กราบทูลว่า
"วันละ 7 ครั้ง พระพุทธเจ้าข้า"
พระอานนท์ วันหนึ่ง ระลึกถึงความตาย 7 ครั้ง
แต่ พระพุทธองค์ ตรัสว่า
"ตถาคต ระลึกถึงความตาย ทุกลมหายใจ เข้าออก"
นี่ พระพุทธเจ้านะ
.
เพราะฉะนั้น ความตาย
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ใน ทุกๆ ขณะจิต
แม้ขณะที่นั่งฟังตรงนี้
เราอาจจะตายตรงนี้เลย ก็ได้ ไม่ต้องรอไปนอนหรอก
ความตาย เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน
.
เพราะฉะนั้น การที่เรา มีสติ
ในทุก ลมหายใจ เข้าออก นี่แหละ
คือสิ่งที่เรียกว่า อยู่ในความไม่ประมาท
ความไม่ประมาท ก็คือ
ความเป็นผู้มี สติ-สัมปชัญญะ
เป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ
........................................
ธรรมโดย พระมหาวรพรต กิตติวโร










#อย่าลืมอธิษฐานทุกวันนะ
ขอขมาพระรัตนตรัย อธิษฐานถอดถอนต่างๆ
พันธนาการต่าง ๆให้คลี่คลายเบาบางลงไป

"ขอนอบน้อม แด่พระรัตนตรัย
แด่พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์
กรรมอันใด ที่ข้าพเจ้าทั้งหลาย
ได้เคยประมาทพลาดพลั้งละเมิดล่วงเกิน
ต่อพระรัตนตรัย ต่อพระพุทธเจ้า
พระธรรม พระสงฆ์ ต่อครูบาอาจารย์
ต่อบิดามารดา
ต่อผู้มีพระคุณทุกท่าน
ต่อเจ้ากรรมนายเวร
ต่อทุกสรรพชีวิต จิตวิญญาณ
ด้วยกายก็ดี. ด้วยวาจาก็ดี. ด้วยใจก็ดี
ต่อหน้าก็ดี. ลับหลังก็ดี
มีเจตนาก็ดี. ไม่มีเจตนาก็ดี
ที่ผ่านมาแล้ว ตั้งแต่อดีต จะกี่ยุค
กี่สมัยก็ตาม จนถึงปัจจุบัน
ข้าพเจ้าทั้งหลายน้อมกราบขอขมากรรม
ในทุกสิ่งทุกอย่าง ต่อ
พระรัตนตรัย และ ท่านทั้งหลาย
ได้โปรด อดโทษ ซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น
ให้แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วยเทอญ"

ทุกสิ่งทุกอย่าง พึงเป็นอโหสิกรรม ต่อกันและกัน"

"ด้วยบารมีธรรม แห่งข้าพเจ้า
ขอถอดถอนความหลงตั้งเอา
ความหลงปรารถนาเอา
ความหลงยึดติด ใน ทุกสิ่งทุกอย่าง
จะเป็นทางโลกก็ตาม ทางธรรมก็ตาม
ที่ผ่านมาแล้ว
ตั้งแต่อดีต จะกี่ยุคกี่สมัยก็ตาม จนถึงปัจจุบัน ขอถอดถอนคำสาปแช่ง
การผูกโกรธ จองเวร
อาฆาตมาดร้าย กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม
สถานที่หนึ่ง สถานที่ใดก็ตาม
ขอถอดถอน ทั้งหมดทั้งสิ้น
ขอตรงต่อการพ้นจากทุกข์ คือ พระนิพพานเทอญ"

"จงคลายออก หลุดออก
จากความทุกข์ จากพันธนาการทั้งปวง"
.............................
โดยพรมหาวรพรต กิตติวโร
เดินจิต ตื่นรู้ สู่ อมตะธรรม






1.ปากอย่าไว ใจอย่าเบา เรื่องเก่าอย่ารื้อฟื้น เรื่องอื่นอย่าไปคิด กิจที่ชอบให้รีบทำ

2.ทำดีได้ดี ไม่ได้แปลว่าทำดี แล้ว รวยแต่แปลว่า ทำดีแล้วมีความสุข มีชีวิตร่มเย็น ไม่เดือดร้อนตนเอง และ ผู้อื่น

3.ความสุขนั้นไม่เที่ยงฉันใด ความทุกข์ก็ไม่ได้อยู่กับเรา
ตลอดไปฉันนั้น

4.ใครตั้งใจ ทำดี อย่าไปกังวลเรื่อง ปากคน เพราะต่อให้เราดี ขนาดไหน หากไม่ถูกกิเลสเขา เขาก็ไม่ชอบ ไม่เข้าใจ
ดี-ชั่ว ไม่ได้อยู่ที่เขาว่าเรา แต่อยู่ที่ตัวเราเองทั้งหมด

5.สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ถ้าโยมอยากหมดเวร
หมดกรรม อย่าไปสร้างกรรมต่อไปอีกเลย ใช้หนี้เขาไปเถอะ หมดแน่ๆ

6.บางคนเวลาจะตายขึ้นมาถึงได้มาเข้าวัด เวลาดีๆน่ะ
ตาดี หูดี ไม่เอา ปากดี ไม่เคยรับศีล หูดี ไม่เคยฟังเทศน์
มือดี ไม่เคยไหว้พระสวดมนต์ พอเวลาเป็นอัมพาตขึ้นมา
แล้วมันจะไหว้พระได้ไหม ?

7.คนดี ไปอยู่กับคนชั่วไม่ได้หรอก
คนชั่ว ไปอยู่กับคนดีเขาไม่ได้
ไม่ต้องไปไล่ เดี๋ยวมันเคลื่อนย้ายของมันเอง

8.ถ้าใครเคารพ บูชาพระในบ้าน เคารพพ่อ เคารพแม่
ซึ่งเป็นพระผู้ประเสริฐ เป็นพระอรหันต์อยู่ในบ้าน
ใครทำได้อย่างนี้ รับรองรวยมหาศาล

โอวาทธรรมคำสอน หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม






#อย่าลืมอธิษฐานทุกวันนะ
ขอขมาพระรัตนตรัย อธิษฐานถอดถอนต่างๆ
พันธนาการต่าง ๆให้คลี่คลายเบาบางลงไป

"ขอนอบน้อม แด่พระรัตนตรัย
แด่พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์
กรรมอันใด ที่ข้าพเจ้าทั้งหลาย
ได้เคยประมาทพลาดพลั้งละเมิดล่วงเกิน
ต่อพระรัตนตรัย ต่อพระพุทธเจ้า
พระธรรม พระสงฆ์ ต่อครูบาอาจารย์
ต่อบิดามารดา
ต่อผู้มีพระคุณทุกท่าน
ต่อเจ้ากรรมนายเวร
ต่อทุกสรรพชีวิต จิตวิญญาณ
ด้วยกายก็ดี. ด้วยวาจาก็ดี. ด้วยใจก็ดี
ต่อหน้าก็ดี. ลับหลังก็ดี
มีเจตนาก็ดี. ไม่มีเจตนาก็ดี
ที่ผ่านมาแล้ว ตั้งแต่อดีต จะกี่ยุค
กี่สมัยก็ตาม จนถึงปัจจุบัน
ข้าพเจ้าทั้งหลายน้อมกราบขอขมากรรม
ในทุกสิ่งทุกอย่าง ต่อ
พระรัตนตรัย และ ท่านทั้งหลาย
ได้โปรด อดโทษ ซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น
ให้แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วยเทอญ"

ทุกสิ่งทุกอย่าง พึงเป็นอโหสิกรรม ต่อกันและกัน"

"ด้วยบารมีธรรม แห่งข้าพเจ้า
ขอถอดถอนความหลงตั้งเอา
ความหลงปรารถนาเอา
ความหลงยึดติด ใน ทุกสิ่งทุกอย่าง
จะเป็นทางโลกก็ตาม ทางธรรมก็ตาม
ที่ผ่านมาแล้ว
ตั้งแต่อดีต จะกี่ยุคกี่สมัยก็ตาม จนถึงปัจจุบัน ขอถอดถอนคำสาปแช่ง
การผูกโกรธ จองเวร
อาฆาตมาดร้าย กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม
สถานที่หนึ่ง สถานที่ใดก็ตาม
ขอถอดถอน ทั้งหมดทั้งสิ้น
ขอตรงต่อการพ้นจากทุกข์ คือ พระนิพพานเทอญ"

"จงคลายออก หลุดออก
จากความทุกข์ จากพันธนาการทั้งปวง"
.............................
โดยพรมหาวรพรต กิตติวโร


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
cron
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO