นวรัตน์ดอทคอม

รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
วันเวลาปัจจุบัน พุธ 26 มิ.ย. 2019 8:42 am

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 42 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3  ต่อไป
เจ้าของ ข้อความ
โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ 02 ก.ย. 2009 12:54 am 
ออฟไลน์
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 14 ก.ย. 2008 6:00 am
โพสต์: 6586

อ.โสมทัต เขียนมือ re1.jpg


นายแพทย์สำนวน บัวพิมพ์ เป็นหมอใหญ่ที่จบจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นอกจากจะมีความชำนาญในวิชาชีพของท่านคือ การแพทย์รักษาผู้ป่วยแล้ว คุณหมอสำนวนยังเป็น "นักไวโอลิน" มือหนึ่งของประเทศไทยจึงได้รับการขอให้เป็นอาจารย์พิเศษสอนการสีไวโอลินด้วยเทคนิคระดับสูงให้กับกองดุริยางค์ทหารบก และความสามารถของท่านก็ลือลั่นขจรไปทั่วโลก จนที่สุดก็ได้รับเชิญไปแสดงการเดี่ยวไวโอลินถึงประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศสวีเดน ประเทศเดนมาร์ก เป็นต้น

และอาจเพราะความสามารถรอบตัวจนน่าริษยาเช่นนี้เอง จึงเป็นเหตุให้คุณหมอสำนวนได้พบกับ "ศาสตร์" ที่ท่านไม่เคยได้สนใจ ไม่เคยร่ำเรียนมา และที่สำคัญคือ ไม่เคยคิดว่าในชีวิตของท่านต้องมาโดนเข้ากับตัวเองอย่างน่าสยองใจที่สุด

ในปี พ.ศ. 2520 คุณหมอสำนวนเกิดมีอาการมือซ้ายชาและเกร็งแข็งขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน ทำให้ท่านต้องหยุดเล่นไวโอลิน เพราะมือซ้ายต้องเป็นมือที่ใช้กดตัวโน้ต ท่านเพียรพยายามรักษาโดยการให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางตรวจรักษา แต่ทุก ๆ แพทย์ก็ไม่สามารถค้นหาสมุฏฐานของโรคได้ว่าเกิดจากอะไร ? เหตุใดมือซ้ายของคุณหมอสำนวนจึงเกร็งอยู่ตลอดเวลา เมื่อไม่อาจรักษาได้ก็เท่ากับว่าท่านกลายเป็น “ผู้พิการ” ไปโดยปริยาย

เหตุนี้ทำให้ท่านเป็นทุกข์ใจอย่างยิ่ง แม้จะดิ้นรนหาทางรักษาด้วยวิทยาการสมัยใหม่เพียงใดก็ไม่ทำให้เกิดผลดีขึ้นมาให้เป็นที่พอใจเลยแม้สักนิดเดียว

จนวันหนึ่ง มีผู้รู้จักนับถือคนหนึ่งแนะนำคุณหมอสำนวนทำในสิ่งที่ท่านไม่เคยเชื่อถือมาตลอด นั่นคือขอให้ลองไปรักษาในทาง “ไสยศาสตร์” ดูบ้าง โดยให้เหตุผลว่าเมื่อรักษาแบบแผนปัจจุบันวิทยาการสมัยใหม่มามากแล้วยังไม่ดี ก็น่าจะทดลองในทางไสยศาสตร์ดูบ้าง เพราะท่านผู้นี้รู้จักกับอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในทางไสยขาวรับรักษาคนป่วยที่ถูกของต้องมนต์หายขาดมามากต่อมากรายแล้ว อาจารย์ท่านนี้มีชื่อว่า...

“อาจารย์โสมทัต เขมจารี”

แม้คุณหมอสำนวนจะไม่มีความเชื่อถือในเรื่องไสยศาสตร์มนต์ดำเลยแม้นักน้อยหนึ่งในหัวใจ แต่ด้วยความที่จนตรอกหาทางออกไม่ได้แล้ว กอปรกับผู้แนะนำก็เป็นคนที่มีคุณธรรมน้ำใจนับหน้าถือตากันอยู่แล้ว สิ่งที่พูดมาจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ คุณหมอสำนวนจึงตกลงเดินทางไปพบอาจารย์โสมทัต เขมจารี ที่สำนักของท่านย่านสวนพลู

วันศุกร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2523 คุณหมอสำนวนและคุณอุบล บัวพิมพ์ ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากรวมทั้งท่านผู้แนะนำให้ไปหาอาจารย์โสมทัตได้พร้อมใจกันเดินทางไปที่สำนักของอาจารย์ เมื่อพบกันและแนะนำทักทายเรียบร้อยแล้ว อาจารย์โสมทัตก็ได้ทำการตรวจดูมือซ้ายของคุณหมอสำนวนด้วยพิธีกรรมเฉพาะของท่าน เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดแล้วท่านก็บอกกับคุณหมอสำนวนว่า สิ่งที่เป็นสาเหตุทำให้มือของท่านมีอาการเช่นนี้ก็คือ “คุณไสย” ส่วนจะเป็นการกระทำใส่คุณหมอสำนวนโดยตรงหรือคุณหมอถูกของแบบ “ลมเพลมพัด” นั้นไม่อาจบอกได้

อาจารย์โสมทัตบอกว่าจะรักษาให้ด้วยการเรียก “ของ” ที่แฝงเร้นอยู่ในร่างกายออกมา จากนั้นท่านก็ขอตัวไปทำน้ำมนต์ เมื่อเรียบร้อยก็เรียกให้คุณหมอสำนวนมาอาบน้ำมนต์ ขณะที่อาบน้ำมนต์นั้นอาจารย์โสมทัตได้ร่ายพระเวทย์อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

ไม่นานนักสิ่งอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น เมื่อผิวเนื้อตรงหัวไหล่ด้านซ้ายของคุณหมอสำนวนค่อย ๆ ปูดนูนขึ้น...นูนขึ้น... แล้วตะปูตัวหนึ่งก็ผุดทะลุขึ้นมาจากผิวหนังอย่างไม่น่าเชื่อ อาจารย์โสมทัตหันมาบอกกับคุณอุบลผู้เป็นภรรยาว่า ให้ใช้คีมคีบที่ตะปูแล้วดึงออกมาตรง ๆ ครั้นคุณอุบลออกแรงฉุดดึงตะปูตัวนั้นออกมาได้หมดดอก ก็แลเห็นชัดว่าเป็นตะปูเก่ายาวประมาณ 2 นิ้ว สนิมจับเกรอะกรังไปทั้งดอก ซึ่งความยาวของตะปูตัวดังกล่าวเป็นที่รู้กันว่ามันคือขนาดที่ใช้ตอกฝาโลงศพ !

คุณหมอสำนวนกับภรรยาถึงกับตื่นตะลึง ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองว่าในร่างกายตนสามารถมีตะปูยาวขนาดนั้นเข้าไปฝังอยู่ได้โดยที่ตัวเองไม่ได้ทำ ไม่รู้ไม่เห็นว่าเข้าไปตอนไหนอย่างไร และไม่รู้สึกเจ็บปวดเลย ขณะที่กำลังตื่นเต้นตื่นตาอยู่นั้น อาจารย์โสมทัตก็กล่าวขึ้นว่าในตัวของคุณหมอสำนวนยังคงมี “ของ” ตกค้างอยู่อีก วันพรุ่งนี้ให้มาใหม่จะทำการเรียก “ของ” ที่เหลือออกมาให้หมดจะได้หายขาด คุณหมอและคณะก็รู้สึกปีติยินดียิ่ง นัดแนะกันแล้วก็กราบลาอาจารย์กลับบ้าน

วันรุ่งขึ้น เมื่อคุณหมอสำนวนจะเดินทางไปตามนัดนั้น บังเอิญคุณประวัติ โชติกำจร เพื่อนผู้คุ้นเคยกับคุณหมอสำนวนได้ทราบว่าคุณหมอจะเดินทางไปพบอาจารย์โสมทัตเพื่อถอนของ ก็เลยขอติดตามไปชมด้วยคนจากนั้นก็ไปชวนคุณท.เลียงพิบูลย์ให้ไปดูเหตุการณ์ด้วยกัน ซึ่งคุณท.เลียงพิบูลย์ ก็ยินดีไปด้วย

เมื่อไปถึงสำนักของอาจารย์โสมทัต ท่านก็ได้ทำน้ำมนต์อาบให้คุณหมอสำนวนเหมือนเช่นเคย ไม่นานนักก็มีตะปูผุดขึ้นมาที่ไหล่ขวาของคุณหมอ อาจารย์โสมทัตได้บอกให้คุณท.เลียงพิบูลย์ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ ให้ช่วยถอนตะปูตัวนั้นออกมา คุณท.เลียงพิบูลย์ ก็รับคำทันทีแล้วตรงเข้าไปใช้มือจับตะปูอย่างแน่นหนามั่นคงแล้วออกแรงดึงเต็มที่ด้วยคิดว่าตะปูคงหลุดออกมาได้โดยง่ายเพราะอยู่กับเนื้อกับหนัง แต่ที่ไหนได้ ตะปูตัวนั้นกลับติดแน่นราวกับตอกยึดไว้กับไม้กระดาน แม้คุณท.เลียงพิบูลย์จะออกแรงดึงสักเท่าไรก็ไม่ขยับเขยื้อนจนที่สุดตัวผู้ดึงเองก็ซวนเซจนแทบหกล้ม

ระหว่างที่ดึงอยู่นั้นคุณหมอสำนวนก็เจ็บปวดจนถึงกับร้องโอดโอย แต่อาจารย์โสมทัตก็บอกกับคุณท.เลียงพิบูลย์ว่าไม่ต้องยั้งมือ พยายามดึงตะปูออกมาให้ได้ ซึ่งคุณท.เลียงพิบูลย์ก็ออกแรงเต็มเหนี่ยวจนกระทั่งหัวตะปูเก่าสนิมกรังนั้นหักคามือ

เมื่อหัวตะปูขาดเหลือแต่ตัวลุ่น ๆ เจ้าตะปูตัวร้ายก็ทำอาการดุจมีชีวิต ด้วยการทำท่าจะมุดกลับเข้าไปในร่างของคุณหมอสำนวน อาจารย์โสมทัตจึงเร่งร่ายพระเวทย์ยับยั้งมิให้ตะปูหลบหายเข้าไปได้ ถึงตอนนี้คุณท.เลียงพิบูลย์ได้ร้องเรียกให้ท่านอธิบดีซึ่งยืนอยู่ใกล้ที่สุดให้ช่วยดึงตะปูตัวนั้นแทนท่านที ท่านอธิบดีก็ตรงเข้าไปดึงตะปูหัวขาดสุดแรงเกิด และในที่สุดมันก็หมดฤทธิ์ยอมหลุดออกมาพ้นหนังของคุณหมอสำนวน พอหันไปดูตำแหน่งที่มันหลุดออกมา ก็พบว่ามีแผลเล็ก ๆ และมีเลือดไหลออกมานิดหน่อย

โดยเฉพาะตะปูตัวสุดท้ายนั้น ได้ผุดขึ้นมาที่กลางศีรษะของคุณหมอและได้ถูกดึงออกโดยมือของคุณอุบล ภรรยาของคุณหมอสำนวนเอง ทุกคนถึงกับตะลึงจังงังว่าตะปูยาว 2 นิ้วแถมยังมีสนิมจับเขรอะ เข้าไปฝังอยู่ในกะโหลกศีรษะ และแทรกอยู่ในเนื้อสมองได้อย่างไรโดยที่เจ้าของร่างกายไม่รู้สึกเจ็บปวด ไม่รู้สึกตัวว่ามีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในร่างกาย และที่สำคัญคือไม่เกิดอันตรายจนถึงแก่ชีวิตไปในทันที

นับเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์มากที่สุด

ในวันนั้น อาจารย์โสมทัตได้ทำการเรียก “ของ” ออกจากร่างกายของคุณหมอสำนวน บัวพิมพ์ จนหมด และในทันทีที่ของชิ้นสุดท้ายหลุดออกมา มือซ้ายของคุณหมอสำนวนที่ใช้การไม่ได้มาตลอด 3 ปี ก็พลันเกิดอาการเบาสบายหายขาดเป็นปลิดทิ้ง สามารถยกแขนเหยียดแขนและหยิบจับสิ่งของต่าง ๆ ได้เป็นปกติ ทำให้คุณหมอดีใจจนน้ำตาคลอเบ้า เพราะตลอด 3 ปีที่ผ่านมาต้องทนทุกข์ทรมานเหมือนคนเป็นอัมพฤกษ์ จะทำกิจอันใดก็ไม่ได้ รวมถึงงานอดิเรกที่โปรดปรานคือการเล่นดนตรีสีไวโอลิน

แม้คุณหมอสำนวนและคณะจะพยายามซักถามถึงพิธีการทำของที่คนปล่อยมาใส่ตน ถามถึงคนที่มุ่งร้ายปล่อยของมา อาจารย์โสมทัตก็ไม่ยอมปริปากบอกอะไร นอกจากพูดว่า “รู้ไปก็ไม่มีประโยชน์”

แต่นั้นมาคุณหมอสำนวน และคุณอุบล บัวพิมพ์ ก็ให้ความเชื่อถือในเรื่องของ “ศาสตร์” ที่ท่านไม่ได้เรียนและเคยดูแคลนมาตลอด กับทั้งให้ความเคารพในตัวอาจารย์โสมทัต เขมจารี ผู้ให้ชีวิตใหม่เป็นอย่างยิ่งนับแต่นั้นมา.

_________________
ถ้าเราไม่อยากได้อะไรจากใคร ก็จะไม่มีอะไรให้หมางใจกัน


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ 02 ก.ย. 2009 1:22 am 
ออฟไลน์
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 08 ก.ย. 2008 10:41 am
โพสต์: 1596
ขอบพระคุณคับ

เรื่องราวบางอย่าง บางทีอาจจะต้องใช้เวลาทั้งชีวิตในการเรียนรู้

หรือไม่ อาจจะใช้เวลามากกว่าทั้ง ชีวิต ถึงจะลึกซึ้ง

คริ คริ คริ

_________________
ชาตินี้ไม่จริง ชาติไหนก็ไม่จริง


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ 02 ก.ย. 2009 1:25 am 
ออฟไลน์
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 14 ก.ย. 2008 6:00 am
โพสต์: 6586
อืมม์ เป็นเด็กเป็นเล็กไม่หลับไม่นอน ดึก ๆ ดื่น ๆ ระวังจะโดนตะปูกับเขาบ้างนะ :lol: :lol: :lol:

_________________
ถ้าเราไม่อยากได้อะไรจากใคร ก็จะไม่มีอะไรให้หมางใจกัน


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ 02 ก.ย. 2009 1:27 am 
ออฟไลน์
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 08 ก.ย. 2008 10:41 am
โพสต์: 1596
:hpy:

_________________
ชาตินี้ไม่จริง ชาติไหนก็ไม่จริง


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ 02 ก.ย. 2009 7:00 am 
ออฟไลน์
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 13 ต.ค. 2008 8:03 pm
โพสต์: 288
ขอบคุณมากเลยคับสำหรับบทความดีๆ พี่ต่อคับพระบรมครูเถรเจ้าเขมเวทโกษาจารย์ นั้นท่านเป็นฤษีหรือครับ แล้วอ.โสมทัต เขมจารี ท่านยังมีชีวิตอีกหรือเปล่า แล้วถ้าท่านสิ้นแล้วยังมีใครสืบทอดต่อจากท่านหรือเปล่าคับ


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ 02 ก.ย. 2009 9:26 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร 01 ก.ย. 2009 4:22 pm
โพสต์: 20
เคยอ่านเจอในเว็บร่มโพธิ์ไทร เหมือนกันครับเกี่ยวกับตัวอาจารย์ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ผมก็ไม่ทราบแน่แท้ หากมีผู้ใดทราบข้อมูล รบกวนช่วยบอกทีครับ :D
http://romphosai.com/forums/forum24/thread2287.html


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ 02 ก.ย. 2009 10:09 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 15 ก.ย. 2008 2:57 pm
โพสต์: 212
เรื่องบางอย่างที่ไม่เคยพบ ใช่ว่าจะไม่มีจริง...
ขอบคุณกับเรื่องราวที่นำมาถ่ายทอดให้ได้ทราบค่ะ... :P


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ 02 ก.ย. 2009 10:10 am 
ออฟไลน์
Administrator
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 08 ก.ย. 2008 11:37 am
โพสต์: 6393
เยี่ยมครับ เรื่องราวตื่นเต้น ขอบพระคุณครับ

_________________
089 969 9445 @ anytime
line ID navaraht


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ 02 ก.ย. 2009 12:05 pm 
ออฟไลน์
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 14 ก.ย. 2008 5:09 pm
โพสต์: 1368
ชอบจังครับ เรื่องนี้ ขอบพระคุณครับ


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ 02 ก.ย. 2009 4:22 pm 
ออฟไลน์
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 14 ก.ย. 2008 6:00 am
โพสต์: 6586
พรหมาศ เขียน:
ขอบคุณมากเลยคับสำหรับบทความดีๆ พี่ต่อคับพระบรมครูเถรเจ้าเขมเวทโกษาจารย์ นั้นท่านเป็นฤษีหรือครับ แล้วอ.โสมทัต เขมจารี ท่านยังมีชีวิตอีกหรือเปล่า แล้วถ้าท่านสิ้นแล้วยังมีใครสืบทอดต่อจากท่านหรือเปล่าคับ



1. ขอบคุณมากเลยคับสำหรับบทความดีๆ

ด้วยความยินดีครับ

2. พี่ต่อคับพระบรมครูเถรเจ้าเขมเวทโกษาจารย์ นั้นท่านเป็นฤษีหรือครับ ?

ใช่ครับ ท่านพ่อเมือง พลวัฑโฒ เคยปรารภกับผมว่า “ก่อนพระพุทธเจ้าจะประสูติและตรัสรู้ ก็มีคนออกบวชปฏิบัติธรรมกันตั้งมากมายแล้ว คนเหล่านั้นย่อมไม่ใช่พระสงฆ์ เพราะพระพุทธเจ้าเองก็ยังไม่มี เมื่อออกบวชแต่ไม่ใช่พระแล้วจะเป็นอะไร ? ถ้าไม่ใช่ฤๅษี”

ทีนี้คำว่า ฤๅษีก็ดี อิสีก็ดี มุนีก็ดี ล้วนมีความหมายเดียวกันคือแปลว่า “ผู้แสวงหาทางพ้นทุกข์” ดังนั้นพระพุทธองค์เมื่อจะทรงปราบทิฏฐิของเหล่าฤๅษี โยคี ที่มีความเห็นผิด จึงทรงตรัสเรียกพระองค์เองว่า “จอมมุนี” แปลว่า “ผู้เป็นยอดแห่งมุนี ผู้อยู่เหนือผู้แสวงหาทางพ้นทุกข์ทั้งหลาย” แล้วทำไมจึงทรงตรัสว่าพระองค์อยู่เหนือมุนีทั้งหลาย เพราะมุนีท่านอื่นยังเป็น “ผู้แสวงหาอยู่” แต่พระองค์ทรงพบแล้ว ทรงหลุดพ้นแล้วโดยสิ้นเชิง มิใช่ผู้หิวกระหายในการแสวงหาอีกต่อไป จึงทรงดำรงฐานะอยู่เหนือมุนี อิสีทั้งปวง

แม้พระพุทธรูปหลายองค์ในประเทศไทยตามอารามสำคัญ ก็ยังมีการถวายพระนามที่ลงด้วย “มุนี” เช่น พระศรีศากยมุนี วัดสุทัศนเทพวราราม กรุงเทพ เป็นต้น หรือแม้แต่สมณศักดิ์ของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเราก็ยังมีการใช้คำว่ามุนีเข้ามาต่อท้าย เช่น พระธรรมธีรราชมหามุนี วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์ พระรัตนธัชมุนี วัดพระบรมธาตุ นครศรีธรรมราช พระรัตนมุนี วัดโมลีโลกยาราม เป็นต้น


3. แล้วอ.โสมทัต เขมจารี ท่านยังมีชีวิตอีกหรือเปล่า แล้วถ้าท่านสิ้นแล้วยังมีใครสืบทอดต่อจากท่านหรือเปล่าคับ ?

อาจารย์โสมทัตเสียไปหลายปีแล้วครับ เมื่อแรกได้ยินว่าบุตรชายทำการสืบทอด แต่พอเอาเข้าจริงก็ไม่ได้ทำเป็นกิจจะลักษณะเหมือนบิดา จึงทำให้เรื่องราวของอาจารย์โสมทัตเหลือแต่เพียงเรื่องเล่าในความทรงจำเท่านั้นครับ

_________________
ถ้าเราไม่อยากได้อะไรจากใคร ก็จะไม่มีอะไรให้หมางใจกัน


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ 02 ก.ย. 2009 4:52 pm 
ออฟไลน์
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 14 ก.ย. 2008 5:09 pm
โพสต์: 1368
chekuvara เขียน:
เคยอ่านเจอในเว็บร่มโพธิ์ไทร เหมือนกันครับเกี่ยวกับตัวอาจารย์ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ผมก็ไม่ทราบแน่แท้ หากมีผู้ใดทราบข้อมูล รบกวนช่วยบอกทีครับ :D
http://romphosai.com/forums/forum24/thread2287.html
ผมตามไปอ่านเรื่องที่นี้แล้วก็พบว่า เป็นเรื่องของอาจารย์โสมทัตซึ่งออกไปในเชิงที่ไม่ค่อยดีนัก อยากทราบข้อเท็จจริงเช่นเดียวกันครับว่า เป็นอย่างไรครับ


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ 02 ก.ย. 2009 5:00 pm 
ออฟไลน์
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 14 ก.ย. 2008 6:00 am
โพสต์: 6586
chekuvara เขียน:
เคยอ่านเจอในเว็บร่มโพธิ์ไทร เหมือนกันครับเกี่ยวกับตัวอาจารย์ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ผมก็ไม่ทราบแน่แท้ หากมีผู้ใดทราบข้อมูล รบกวนช่วยบอกทีครับ :D
http://romphosai.com/forums/forum24/thread2287.html



เรียนคุณchekuvara

อันที่จริงเรื่องราวในองค์หลวงพ่อมี เขมธัมโม ก็ดี ในองค์หลวงพ่อเมี้ยน พุทธสิริ ก็ดี ในตัวอาจารย์โสมทัต เขมจารี ก็ดี ล้วนแต่เป็นเรื่องที่เกิดก่อนพวกเราเกิดทั้งสิ้น เมื่อจะฟังความใด ๆ ก็จำเป็นต้องให้มีหลักฐานที่แน่ชัด ทั้งพยานวัตถุและพยานบุคคล จะถือเอาแต่พยานบุคคลเพียงด้านเดียวก็ยังนับว่าหละหลวมอยู่ เพราะคนทั้งหลายเมื่อชอบใจก็กล่าวอย่างหนึ่ง เมื่อไม่ชอบใจก็กล่าวอย่างหนึ่ง ความลำเอียงทั้งหลายยังมีอยู่ในหัวใจด้วยความเป็นปุถุชน ย่อมมีทั้งลำเอียงเพราะรัก ลำเอียงเพราะชัง ลำเอียงเพราะโลภ ลำเอียงเพราะกลัว

บางทีความถูกใจ ก็ไม่ใช่ความถูกต้อง

ทีนี้เรื่องของอาจารย์โสมทัตที่ผ่านมานั้นเมื่อเราเกิดไม่ทันเห็นเหตุการณ์เราก็ต้องฟังเขาเล่า เมื่อ "เขาเล่าว่า" เราจะทราบได้อย่างไรว่าเขาเล่าด้วยความเป็นกลางวางเฉย ว่าไปตามที่ประสบพบเห็นมาจริง เราไม่อาจทราบได้เลยว่าผู้เล่าแต่ทีแรกมี "อะไร" ในใจกับอาจารย์โสมทัตหรือเปล่า ? จึงควรรับฟังข้อมูลแบบไม่ตกไปอยู่ข้างใดทั้งชอบและชัง รับฟังไว้เฉย ๆ ก่อนเป็นดี

ส่วนว่าถ้าอาจารย์โสมทัตจะเคยล่วงเกินหลวงพ่อมีจริง ก็เป็นเรื่องระหว่างอาจารย์โสมทัตกับหลวงพ่อมี ไม่ใช่เรื่องของเรา เขาไม่ได้แต่งตั้งให้เราเข้าไปเป็นกรรมการตัดสินถูกผิด ให้คะแนนตัดคะแนนใคร อีกทั้งเรื่องราวก็เก่าก่อนมานานมากแล้ว ประโยชน์อะไรที่จะรื้อฟื้นในส่วนลบ

พระอหิงสกกุมาร หรือ พระองคุลีมาล ก่อนจะออกบวชก็ฆ่าคนบริสุทธิ์มาตั้งมากมายนับเป็นพันคน ด้วยความหลงผิดที่คิด "อยากเก่ง" อยากสำเร็จสุดยอดวิชาเท่านั้น โดยเนื้อแท้ของหัวใจไม่เคยคิดอยากฆ่าแกงใครด้วยจิตเดิมของตนเลย ดังนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโปรด หัวใจที่มืดบอดก็สว่างได้โดยง่ายเพราะอาศัยกุศลเดิมที่ยังมีอยู่ กอปรกับไม่ใช่คนชั่วโดยกมลสันดานหากแต่หลงผิดไป

สมุมติว่า อาจารย์โสมทัต เขมจารี จะเคยล่วงเกินหลวงพ่อมีจริง แต่นั่นก็ด้วยความหลงผิดที่คิดอยากเก่งอยากมีความสามารถ จอมยุทธ์ถ้าจะประลองยุทธ์ มันก็ต้องท้าประลองกับจอมยุทธ์ด้วยกัน ไปลองกับชาวบ้านร้านค้ามันจะได้ประโยชน์อะไร ดังนั้นในสายตาของอาจารย์โสมทัตก็คงมีแต่พระสุดยอดของกรุงเก่าที่คู่ควรประลองด้วย ก็คือหลวงพ่อมี เขมธัมโม และหลวงพ่อเมี้ยน พุทธสิริ เท่านั้นแล

ทีนี้เมื่อประลองแล้วก็รู้ว่า "วิชา" ของตัวเองยังด้อยนักเมื่อเทียบกับ "วิชชา" ในพระพุทธศาสนา ภายหลังอาจารย์โสมทัตก็กลับตัวหันมากราบไหว้บูชานับถือพระมหาเถระทั้งสองรูปเป็นสำคัญ และยังใช้วิชาไสยศาสตร์ของตนเข้าช่วยเหลือผู้คนที่ทุกข์ยากได้รับความลำบากจากอาถรรพณ์มนต์ดำ เท่าที่ทราบมาแกไม่เคยเรียกร้องเงินทองจากใคร แต่ถ้าใครพอใจจะให้อะไรมูลค่าเท่าไรแกก็ยินดีรับ

ส่วนเรื่องการเที่ยวคาเฟ่ใส่ทองมากมาย ก็ต้องเข้าใจว่าแกเป็น “ฆราวาส” มิใช่สงฆ์ แกยังมีกิเลสอยู่เต็มภูมิ อีกทั้งแกก็ไม่เคยประกาศว่าตนเองเป็นนักปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น ไม่เคยว่าตนเองเป็นผู้มีคุณธรรมสูง แกก็ยืนยันว่าตัวเองเป็นเพียงนักไสยศาสตร์ผู้ใช้ศาสตร์ที่มีอยู่ช่วยคนและช่วยตนเอง ไม่ต่างจากพวกเราที่เรียน มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การตลาด การบัญชี การเงินการธนาคาร ฯลฯ เพื่อใช้ศาสตร์วิชาเหล่านี้หาเลี้ยงชีพตน และยังได้เลยไปถึงตอบแทนพ่อแม่ ทำบุญทำกุศลถวายพระผู้ปฏิบัติดีในพระศาสนา นั่นก็เรียกว่าใช้ “ศาสตร์” ที่ร่ำเรียนมาให้เกิดประโยชน์ต่อตนและคนอื่น นับเป็นบุญเป็นกุศล

แต่ถ้าเรียนจบแล้วก็ใช้ศาสตร์วิชาที่ตนเองเรียนมาจนชำนาญคดโกงคนอื่นที่ไม่รู้เท่าทัน หาเลี้ยงตนเองโดยทุจริต หรือเมื่อได้เงินเดือนมาแล้วก็ใช้เล่นการพนัน กินเหล้าเมายา ลุ่มหลงผู้หญิง ไม่เคยเอาเงินไปทำบุญกุศลใด ๆ เลย แม้แต่ตอบแทนพ่อแม่ที่เลี้ยงดูเรามา นอกจากใช้เงินนั้นสนองความต้องการของตนโดยถ่ายเดียว

แล้วเราจะดีกว่าอาจารย์โสมทัตตรงไหน ?

วันหนึ่ง ๆ อาจารย์โสมทัตยังเสียสละตนเองช่วยเหลือผู้คนที่มีความทุกข์ใจสาหัสจนแทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง แล้วเราเล่า วันหนึ่ง ๆ เคยเสียสละตัวเองเพื่อให้ใครมีความสุขบ้างไหม ? หรือเฝ้ารอแต่ให้คนรอบข้างเสียสละตัวเขาเพื่อให้เรามีความสุข

อาจารย์โสมทัตเป็น “โจรกลับใจ” ไปแล้ว เหมือนพระองคุลีมาล ต้องถามใจเราว่าเคยกลับจากความผิดมาสู่ความถูกบ้างหรือยัง ?



หลวงพ่อมีให้อภัยอาจารย์โสมทัตไปตั้งนานแล้ว


แต่เราผู้เป็นศิษย์ยังแบกกันอยู่เลย...

_________________
ถ้าเราไม่อยากได้อะไรจากใคร ก็จะไม่มีอะไรให้หมางใจกัน


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ 02 ก.ย. 2009 5:27 pm 
ออฟไลน์
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 19 ม.ค. 2009 4:23 pm
โพสต์: 299
:grt: แม้ตัวไม่ได้ถาม ยังต้องอยากกล่าว

ขอบคุณครับท่านอาจารย์ !!


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ 02 ก.ย. 2009 6:17 pm 
ออฟไลน์
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 14 ก.ย. 2008 5:09 pm
โพสต์: 1368
อือม...แจ่มแจ้งแทงตลอดครับ ขอบคุณครับ :D :D :D


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ 02 ก.ย. 2009 10:10 pm 
ออฟไลน์
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร 09 ก.ย. 2008 11:02 pm
โพสต์: 360
สุดยอดคร้าบบบบบ

_________________
Yesterday is history
Tomorrow is a mystery
And Today is a gift...
Thats why they call it the Present


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ 02 ก.ย. 2009 10:21 pm 
ออฟไลน์
Administrator
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 08 ก.ย. 2008 11:37 am
โพสต์: 6393
ขอบคุณคร้าาบบ

_________________
089 969 9445 @ anytime
line ID navaraht


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ 02 ก.ย. 2009 11:22 pm 
ออฟไลน์
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 13 ต.ค. 2008 8:03 pm
โพสต์: 288
พี่ต่อวิสัชนาได้สุดจะพรรณา อย่างนี้สมกับคำว่าปราชญ์เลยจิงๆ คับ


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ 02 ก.ย. 2009 11:31 pm 
ออฟไลน์
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 14 ก.ย. 2008 6:00 am
โพสต์: 6586
กระผมยังไม่คู่ควรกับคำว่าปราชญ์ดอกครับ

เป็นได้อย่างมากก็แค่ ประหลาด :lol: :lol: :lol:

_________________
ถ้าเราไม่อยากได้อะไรจากใคร ก็จะไม่มีอะไรให้หมางใจกัน


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. 03 ก.ย. 2009 11:40 am 
ออฟไลน์

ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร 01 ก.ย. 2009 4:22 pm
โพสต์: 20
เรียน คุณรณธรรม ธาราพันธุ์
ขอขอบคุณ คุณรณธรรม ธาราพันธุ์ ที่ให้ข้อคิดเห็นนะครับ ตามที่ท่านกล่าวละครับ เรื่องของอาจารย์โสมทัต กับหลวงพ่อมี ผมได้แต่รับฟังจากผู้อื่นครับ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรไม่ทราบ จึงแสวงหาความคิดเห็น และคำเสนอแนะจากผู้รู้ เพราะผมเอามาวิเคราะห์ประกอบความคิดครับ ตามหลักกาลามะสูตร และวางตัวเป็นกลางไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดครับ แต่ในความเคารพแล้วผมให้ความเคารพในตัวหลวงพ่อมีและหลวงพ่อเมี้ยนครับ เพราะยังได้เห็นการปฏิบัติของท่านบ้าง ในส่วนของอาจารย์โสมทัตเพิ่งจะได้รู้จักไม่นานครับก็เก็บไว้เป็นความสงสัยมานานแล้วครับ ขอบคุณมากครับสำหรับคำแนะนำ และยังมีอีกเรื่องที่ติดใจอยู่คือเรื่องของอาจารย์ฟ้อน เคยอ่านเจอในเว็บพลังจิตอยู่ ส่วนใหญ่จะกล่าวในทางไม่ดี หากทางคุณรณธรรม มีคำแนะนำพอบอกได้ รบกวนขอคำชี้แนะด้วยนะครับ
ขอแสดงความนับถือ


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. 03 ก.ย. 2009 9:30 pm 
ออฟไลน์
ภาพประจำตัวสมาชิก

ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 14 ก.ย. 2008 6:00 am
โพสต์: 6586
สวัสดีครับคุณchekuvara (ชื่อน่ากลัวจัง :mrgreen: )

ต้องอภัยด้วยนะครับ หากคำที่เรียนชี้แจงเรื่องของอาจารย์โสมทัตจะดูเหมือนพุ่งเป้าไปที่คุณchekuvaraเพียงท่านเดียว แต่ไม่ได้เป็นอย่างนั้นนะครับ ผมตั้งใจหมายเอาความเป็นกลาง ๆ และยังนำไปเทียบได้กับเรื่องอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นโดยคล้ายคลึงกันอีกด้วย หากทำให้เข้าใจผิด ผมก็ขอประทานโทษมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

ผมเพียงแต่เรียนไปตามข้อเท็จจริง เพราะผมเองก็ไม่ได้สนิทสนมหรือให้ความนิยมนับถือในตัวอาจารย์โสมทัต เขมจารี สักเท่าใด มิได้นับถือจัดจนกระทั่งใครแตะแกไม่ได้ต้องออกรับแทน ไม่เคยเป็นศิษย์ ไม่เคยไปขอรับความช่วยเหลือใด ๆ ก็นิยมอาจารย์โสมทัตในฐานที่เราชอบไปในแนวทางเดียวกันคือ คาถาอาคม หากจะว่าชื่นชมแก ก็ชื่นชมในฐานะของความที่แกเป็น "คนเก่ง" เป็นคนมีความสามารถ แต่เรื่อง "เก่ง" กับเรื่อง "ดี" นั้นมันคนละเรื่อง คงต้องแยกแยะกันให้ถูก

หลวงปู่ดู่ย้ำเรื่องนี้มากครับ

ต้องขอบพระคุณคุณchekuvaraมากครับ ที่กรุณาติดตามและให้ข้อเสนอแนะ

ส่วนเรื่องของอาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง นั้น เรียนกันตรง ๆ ว่าทั่วโลกดินแดนเขาก็นิยมชมชอบในความสามารถของท่าน หากว่าเป็นคนที่ชอบไปในทางไสยศาสตร์ วิชาอาคมนะครับ

แม้แต่อาจารย์เทพย์ สาริกบุตร ฆราวาสผู้ขลังจนลือชื่อ อดีตพระอุปัฏฐากสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสสเทโว) อธิบดีสงฆ์ วัดสุทัศนเทพวราราม ก็ยังให้การยอมรับนับถืออาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง โดยอาจารย์เทพย์บอกว่า ในชีวิตท่านได้พบเจอคนเก่งคนมีฝีมือมามาก เพราะวัดสุทัศนฯ จัดพิธีต่าง ๆ บ่อยมากที่สุด ทั้งพิธีราษฎร์และพิธีหลวง หรือที่เรียกว่า "พระราชพิธี"

จึงมีพระเก่ง ๆ ทั่วสารทิศเดินทางเข้าออกรวมถึงพำนักอยู่วัดสุทัศนฯ มากหน้าหลายตา แต่ท่านบอกว่า ผมให้ความนับถือเลื่อมใสว่า "เก่งจริง แน่จริง" อยู่ไม่กี่ท่าน จากนั้นอาจารย์เทพย์ก็พูดรายชื่อทั้งพระและฆราวาสที่ท่านให้ความนิยมนับถือถึงความ "แน่จริง" ออกมาจนหมด ซึ่งก็มีอยู่ประมาณหนึ่งโหลคือ 12 ท่าน

ไม่น่าเชื่อว่าอาจารย์เทพย์ได้พบปะทั้งพระและฆราวาสเป็นร้อย ๆ ท่าน เหตุไฉนจึงบอกรายนามมาได้แค่ 12 ท่าน นั่นคงเป็นเพราะอาจารย์เทพย์ใช้ความสามารถที่มีอยู่คัดกรองเลือกเอาแต่คนที่เก่งจริง ๆ จนเป็นที่หนึ่งในหัวใจออกมา จึงได้เพียงเท่านี้

ตะแกรงร่อนยิ่งตาถี่มากเท่าไร สิ่งหยาบ ๆ ที่จะมีโอกาสเล็ดลอดไปได้ก็น้อยลงเท่านั้น

อาจารย์เทพย์ สาริกบุตร เป็นตะแกรงร่อนทองที่มีตาถี่ละเอียดยิบราวกับมุ้งตาพริกไทย

คนมีความสามารถขนาดเป่าแม่กุญแจตัวใหญ่ที่ล็อกตายเพียงพ้วงเดียวให้ดีดออกจากกันทันทีได้อย่างน่ามหัศจรรย์...

คนที่สามารถเป่ายาหม่องเต็มตลับเพียงพ้วงเดียวให้ละลายเป็นน้ำได้ในพริบตา...

ความสามารถเยี่ยงนี้ยังไม่คู่ควรแก่การคัดกรองอีกหรือ ?


เชื่อไหมครับว่าในรายนามผู้เรืองเวททั้ง 12 ท่านนั้น...

มีชื่อ "อาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง" รวมอยู่ด้วย

อาจารย์เทพย์ สาริกบุตร ยกย่องนับถือในความสามารถทางจิตของอาจารย์ฟ้อนเป็นยิ่งนัก ได้ทดสอบทดลองและพูดคุยกันแล้วอย่างเต็มที่จึงจบลงด้วยความพอใจ

มิใช่เดา !

ดังนั้น เรื่องราวฝ่ายลบของอาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง ที่คุณchekuvaraถามมาซึ่งพบในบอร์ดพลังจิต แม้ผมจะไม่เคยเข้าไปอ่านแต่ก็พอเดาทางออกว่าท่านที่โพสท์ลงนำเรื่องนี้มาจากข้อเขียนของ นายแพทย์อาจินต์ บุณยเกตุ

ก็ต้องเรียนตามตรงอีกแหละครับว่า เราไม่ทราบเลยทั้งฝ่ายบวกและลบ กล่าวคือ ที่อาจารย์เทพย์ยืนยันว่าอาจารย์ฟ้อนเก่งนั้นได้ยินกันหลายท่าน พระครูวิมลญาณอุดม หรือ ท่านพระอาจารย์ติ๋ว ฐิตวัฑฒโน วัดมณีชลขัณฑ์ ก็ได้ยินด้วยองค์ท่านเอง

แต่ถ้าให้พูดกันอย่างตรงไปตรงมา ใครจะทราบข้อเท็จจริงได้นอกจากอาจารย์เทพย์กับอาจารย์ฟ้อนเอง

ในทางฝ่ายลบ คุณหมออาจินต์เล่าถึงตอนที่อาจารย์ฟ้อนไปพบกับหลวงพ่ออ่ำ วัดวงษ์ฆ้องคลองเมือง พวกเราก็ไม่มีใครอยู่ด้วยสักคน เขาคุยกันอย่างไร ? ที่คุยกันนั้นถาม-ตอบกันอย่างไร ? และจบลงด้วยข้อสรุปอะไร ? ก็ไม่มีใครทราบจริง ๆ

ส่วนที่ว่าอาจารย์ฟ้อนตายแล้วไปตกนรกหมกไหม้ใช้กรรมนั้น ก็มิใช่หลวงพ่ออ่ำท่านพูด แต่เป็นนายแพทย์อาจินต์พูด

แล้วนายแพทย์อาจินต์ทราบได้อย่างไร ?

ข้อสรุปก็คือนายแพทย์อาจินต์นั่งสมาธิได้ฌานสมาบัติ สามารถถอดกายทิพย์ไปเที่ยวดูนรกสวรรค์ได้ เห็นคนรู้จักไปถูกทรมานก็นำมาเล่าสู่กันฟังให้กับคนที่นั่งสมาธิไม่ได้ไม่เป็น

หมออาจินต์เห็นจริงหรือ ?

คนที่ภาวนาแล้วเห็นอย่างนั้นอย่างนี้นำมาเล่าสู่กันฟังได้เพียงนี้หรือ ?

ทั้งหมดก็เป็นเรื่องที่คุณหมออาจินต์จะทราบชัดแก่ใจท่านดี ใครก็ไปรู้ด้วยไม่ได้ว่าท่านเห็นจริงหรือไม่อย่างไร ?

ผมก็ตัดสินอะไรไม่ได้เช่นกัน เป็นแต่รับฟังไว้เฉย ๆ

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล เคยปรารภธรรมถึงท่านที่นั่งภาวนาแล้ว "เห็น" สิ่งต่าง ๆ มากมายในนิมิต เกิดความถือมั่นจนอดไม่ได้ที่จะนำมาเล่าสู่คนทั่วไปฟังว่า

"ที่เห็นนั้นเขาเห็นจริง แต่สิ่งที่ถูกเห็นนั้นไม่จริง"

นั่นเป็นเพราะท่านที่เห็น "ของจริง" จะไม่พูดอะไรเลย เพราะมันไม่เกิดประโยชน์แม้สักน้อย รังแต่จะเป็นโทษไปเปล่า ๆ ด้วยว่าเขาเห็นอยู่คนเดียว คนอื่น ๆ มิได้เห็นตามด้วย เล่าไปแล้วเขาเชื่อก็เสมอตัวเขาไม่เชื่อก็ติดลบ

ผมเองก็มิได้ทันยุคของทุก ๆ ท่านทั้งหมดที่เอ่ยนามมา ได้รับฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายแล้วนำมาประมวลเป็นเหตุผลเรื่องราว ผมจึงไม่อาจตัดสินได้ว่าท่านใดถูกท่านใดผิด ผมได้ข้อคิดเพียงว่า ทุกสิ่งไม่ว่ารูปหรือนามล้วนไม่เที่ยงแท้ อย่ายึดถือจนเป็นทุกข์ก็พอ

คิดได้เท่านี้จริง ๆ ครับ คิดมากไปกว่านี้ผมเครียดดดด..... :D

_________________
ถ้าเราไม่อยากได้อะไรจากใคร ก็จะไม่มีอะไรให้หมางใจกัน


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว  
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 42 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
ขับเคลื่อนโดย phpBB® Forum Software © phpBB Group
Thai language by phpBBThailand.com
phpBB SEO