Switch to full style
พระพุทธพจน์ - พุทธภาษิต พระธรรมเทศนา และ ธรรมะจากครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
ตอบกระทู้

กาย วาจา ใจ

พุธ 23 ก.ย. 2026 5:54 pm

#หลวงพ่อสมศรี อตฺตสิริ ท่านได้เมตตาเล่าเรื่องของ #หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร ตอนไปอยู่ภาวนากับ #หลวงปู่ลี กุสลธโร ที่อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ให้พระและลูกศิษย์ฟังว่า

"อยู่ภูเรือ มื้อหนึ่งฝนตกหนักหมากเห็บกะตกหลาย หมากเห็บกะมีแต่ก้อนใหญ่ หลวงพ่อจันทร์เรียนเพิ้นจะลงจากกุฏิไปสรงน้ำ จนเพิ้นต้องได้เอาคุถังมางวมหัวไปนำ พอหลวงพ่อจันทร์เรียนเพิ้นกำลังจะเดินไป เพิ้นกะได้ยินเสียงบอกห้ามตั้งสองเทื่อว่า อย่าฟ้าวไปให้ฝนเเละหมากเห็บเซาตกก่อน หลวงพ่อจันทร์เรียนเพิ้นได้ยินอยู่แต่เพิ้นกะได้ตัดสินใจจะไปสรงน้ำเเล้ว เพิ้นกะเลยเดินตากฝนกับหมากเห็บไปสรงน้ำต่อ

จนตอนเช้าเพิ้นกะได้ถามหลวงปู่ลีว่า อาจารย์เมื่อวานตอนฝนตกหนักหมากเห็บลง อาจารย์ได้เอิ้นห้ามผมว่าบ่ให้ฟ้าวไปสรงน้ำบ่ครับ เพราะหลวงพ่อจันทร์เรียนเพิ้นคิดว่าเป็นหลวงปู่ลีเป็นคนเอิ้นห้ามเพิ้น หลวงปู่ลีเพิ้นกะบอกว่า บ่ได้เป็นคนเอิ้น จากนั้นหลวงปู่ลีเพิ้นกะได้พูดว่า ฝนตกหนักหมากเห็บลงหลายปานนั้นท่านกะยังเดินไปสรงน้ำอยู่เน๊าะ"

หลวงพ่อสมศรีท่านจึงได้พูดสรุปให้พระเเละลูกศิษย์ฟังว่า

"เสียงที่เอิ้นห้ามบ่ให้หลวงพ่อจันทร์เรียนเพิ้นไปสรงน้ำตอนที่ฝนตกหนักลูกเห็บลงนั้น เป็นเสียงเทพที่เขาเป็นห่วงเพิ้น เพราะเขาย้านว่าเพิ้นสิได้รับอันตราย เขาเลยเฮ็ดเสียงห้ามบ่ให้ท่านไปสรงน้ำ เพราะฝนตกแฮงและหมากเห็บก้อนใหญ่หลาย พวกเทพเขาเป็นห่วงว่าหลวงพ่อจันทร์เรียนเพิ่นสิได้รับอันตราย"

..ถ้าเฮามีศีล ก็เหมือนมีทองคำอยู่ในโตเฮา..

โอวาทธรรม
#หลวงพ่อสมศรี อตฺตสิริ
วัดป่าเวฬุวนาราม ต.ผาน้อย อ.วังสะพุง จ.เลย




“..จงพากันรีบชำระแก้ไขให้พอเห็นช่องทางเดินของจิตเสียแต่บัดนี้เป็นต้นไป ใครเพียร ใครอาจหาญ ใครอดทนในการต่อสู้กับกิเลสตัวฝืนธรรมอยู่ตลอดเวลา ผู้นั้นจะเจอร่มเงาแห่งความสงบเย็นใจในโลกนี้ ในบัดนี้และในใจดวงนี้ ไม่เนิ่นนานเหมือนการท่องเที่ยวที่เจือไปด้วยสุขด้วยทุกข์อยู่ทุกภพทุกชาติ ไม่มีวันจบสิ้นลงได้นี้ ธรรมทุกบททุกบาทที่ศาสนาสอนไว้ ล้วนเป็นธรรมรื้อขนสัตว์ผู้เชื่อฟังพระองค์ให้พ้นทุกข์ไปโดยลำดับ จนถึงขั้นธรรมที่ไม่กลับมาหลงโลกที่เคยเกิดตายนี้อีกต่อไป..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
(พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





"กาย วาจา ใจ ของเรานี้เป็นศีล"
"... ท่านไม่ได้ให้รักษาอื่น ให้รักษาศีล
คือรักษากาย วาจา ใจของเรานี้ อย่าว่า
เป็นของยากของลำบากรำคาญ
เราต้องการความสุขความสบายแล้ว
เราก็ต้องรักษากายของเรา
รักษาวาจาของเรา รักษาดวงใจของเรา
ไม่ทำโทษน้อยใหญ่ทั้งหลายทั้งหมด ..."

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""'
#พระอาจารย์ฝั้น_อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร ต.พรรณา อ.พรรณานิคม
จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๔๒ - ๒๕๒๐)





...
การเข้าหากัลยาณมิตร เลือกคบกัลยาณมิตร
เราต้องรู้จักตัดสินว่าใครเป็นกัลยาณมิตร
อาจดูที่ความมีคุณธรรมสม่ำเสมอ ไม่ใช่ว่า
พูดอย่างหนึ่งแต่ทำอย่างหนึ่ง อย่างนี้
ก็ไม่ได้เป็นมิตรแท้ เช่น พูดเรื่องศีลธรรม
เวลาจะทำกลับทำนอกลู่นอกทาง อย่างนี้
ไม่ได้เป็นกัลยาณมิตร ก็ให้เราดูเอาไว้
กัลยาณมิตรเป็นผู้ที่เราเข้าใกล้แล้ว
ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อเรา เป็นผู้ที่น่าเคารพ
น่านับถือ เป็นผู้ที่แจกแจงธรรมะได้ เป็นผู้ที่
มีความอดทนต่อกระแสโลก ผู้ที่ขาดความ
อดทนต่อกระแสโลก จะเป็นกัลยาณมิตร
ของเรายาก ก็ต้องรู้จักเลือกดูเอา และ
เช่นเดียวกัน ในฐานะที่เราเป็นลูกศิษย์
ของพระพุทธเจ้า เราควรพยายามเป็น
กัลยาณมิตรของผู้อื่น หรือเราเองก็ต้องเป็น
ผู้สมควรที่จะได้รับความเคารพ เคารพเพราะ
คุณธรรม ไม่ใช่เคารพเพราะตัวเองวิเศษอะไร
ตัวเองเก่งอะไร แต่เพราะได้ทำสิ่งที่ถูกต้อง
ในทางธรรม ไม่เกี่ยวกับตนเอง ...
...
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต)





#ธรรมแท้ย่อมยังประโยชน์แก่มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย
"...ครั้งพุทธกาลที่ท่านแสดงธรรม พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแต่ละครั้งๆ ปรากฏว่าเทวบุตรเทวดา มนุษย์มนาสำเร็จมรรคผลนิพพานกันมากมายเป็นแสนๆ นู่นน่ะ ตามตำรับตำราท่านแสดงไว้ จะไม่ให้เป็นแสนๆ ได้อย่างไรก็ศาสดาองค์เอกคือตู้ของพระไตรปิฎกอยู่ในพระทัยหมด การแสดงออกจะไม่มีคำว่าผิดว่าพลาดไปไหน เพราะศาสดาองค์เอกยกตู้พระไตรปิฎกในหลักธรรมชาติออกมาแสดง ผู้ฟังก็ได้รับผลเป็นที่พอใจ

หลังจากการฟังเทศน์แล้ว ปรากฏว่ามนุษย์มนา-เทวดาทั้งหลายได้สำเร็จมรรคผลนิพพานเป็นแสนๆ ในตำราบอกไว้ว่าเป็นแสนๆ ทั้งนี้เพราะพระพุทธเจ้าเองเทศน์ไม่ผิดไม่พลาด เทศน์อย่างถูกต้องแม่นยำ ผู้ฟังก็มุ่งต่ออรรถต่อธรรมอย่างแรงกล้า ผลก็ตอบรับกันให้เป็นที่ภูมิใจทั่วหน้ากัน นั่นละธรรมแท้เป็นอย่างนั้น แต่ก่อนเราก็ไม่ค่อยได้คิดอะไรมากนัก เรื่องที่ท่านแสดงไว้ว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมจบลงนี้ บรรดามนุษย์-เทวดาทั้งหลายได้สำเร็จมรรคผลนิพพานเป็นจำนวนแสนๆ

แต่เวลามาปฏิบัตินี้ไปฟังเทศน์หลวงปู่มั่นละซิ ย้อนกลับมายอมรับเลย เทศน์ของหลวงปู่มั่นคือธรรมล้วนๆ ออกมาจากใจที่บริสุทธิ์ ทรงมรรคผลนิพพานไว้แล้วอย่างสมบูรณ์ เทศน์ออกมาผู้ฟังก็ฟังด้วยความตั้งอกตั้งใจ มันก็รับกันได้สนิท คือผู้เทศน์ก็เทศน์เต็มไปด้วยเมตตา ผู้ฟังก็ฟังด้วยความสนใจต่อมรรคต่อผลจริงๆ เวลาท่านเทศน์นี้รู้สึกว่ากล่อมใจ จิตใจเบิกกว้างๆ ออกไปๆ

นี่เราได้ประจักษ์ ยอมเชื่อที่ว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่พุทธบริษัททั้งหลายสำเร็จมรรคผลนิพพานเป็นหมื่นเป็นแสน เรายอมเชื่อที่หลวงปู่มั่นท่านเทศน์ คือเอาตัวเราเป็นสักขีพยานเลยทีเดียว องค์อื่นที่มีความตั้งใจเช่นเดียวกันนี้ท่านจะต้องได้รับผลเช่นเดียวกับเรา ต่างขั้นต่างภูมิที่จะได้รับต่างๆ กัน แต่แน่ใจว่าได้รับผลในเวลาฟังเช่นเดียวกัน พอท่านเทศน์ไปคราวนี้จิตของเราอยู่ในขั้นนี้ๆ ท่านเทศน์มาถึงขั้นนี้จิตของเราจ่อ พอจ่อมาถึงนั้นท่านผ่านปึ๋ง จิตของเราขยับได้ๆ ไปเรื่อยๆ เทศน์วันนี้เป็นอย่างนี้ เทศน์วันหน้าขยับไปๆ

มันเลยคิดไปเรื่องอนาคตว่าผู้ที่จะสำเร็จนิพพานได้ ถ้าเป็นผู้เทศน์ประเภททรงมรรคทรงผลมาเทศน์ ผู้ฟังก็ฟังเพื่อทรงมรรคทรงผลแล้วอย่างไรก็ได้ เช่นเดียวกับครั้งพุทธกาลแม้ไม่มากก็ได้ นี่ยอมรับนะ แต่ก่อนท่านแสดงในครั้งพุทธกาลว่าอย่างนั้น ความเชื่อของเราก็ไม่ค่อยมากนัก แต่มาฟังเทศน์หลวงปู่มั่นนี้เชื่อทีเดียวว่าผู้สำเร็จมรรคสำเร็จผล หรือสำเร็จในอรรถธรรม สำเร็จประโยชน์จากการฟังนั้นได้ไม่สงสัยๆ..."

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมฆราวาส
ณ ศาลาสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ
เมื่อค่ำวันที่ ๒๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐
ตอบกระทู้